ส้มโอเนื้อแดงพันธุ์ใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ ถูกค้นพบในโครงการวิจัย

การผลิตส้มโอคุณภาพดีและสร้างอัตลักษณ์ของส้มโอจังหวัดชัยภูมิ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ส้มโอพันธุ์ใหม่นี้กลายเป็นของดีประจำจังหวัดชัยภูมิ และเพิ่มมูลค่าทางตลาดแก่เกษตรกรชาวสวนส้มโอ

ตั้งแต่ ปี 2550-2560 คณะนักวิจัย ภายใต้การนำของ รศ.ดร. สังคม เตชะวงศ์เสถียร แห่งภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาวิจัยส้มโอพันธุ์ทองดี ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีศักยภาพของจังหวัดชัยภูมิ ที่มีลักษณะเด่นทั้งเปลือกบาง เนื้อมีรสหวานฉ่ำ คุณภาพเกรดส่งออก เมื่อศึกษารายละเอียดในแต่ละช่วงการผลิต พบว่า ส้มโอชัยภูมิมีคุณภาพใกล้เคียงกับส้มโอพันธุ์ทองดีจากแหล่งปลูกอื่น แต่กลับขายได้ในราคาที่ต่ำกว่า

ต่อมาคณะนักวิจัยได้ค้นพบส้มโอพันธุ์เนื้อแดง ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ชาวบ้านได้นำต้นกล้ามาปลูกแล้วกลายพันธุ์ ลักษณะเด่นของส้มโอพันธุ์นี้คือ เนื้อส้มโอมีสีแดงเข้ม เนื้อแน่น ไม่แฉะ เนื้อส้มโอที่เรียกว่า “กุ้ง” มีลักษณะตรงยาวเรียงตัวเป็นระเบียบ การค้นพบส้มโอเนื้อแดงพันธุ์ใหม่ ทำให้คณะนักวิจัยสนใจที่จะพัฒนาต่อยอดงานวิจัย เรื่อง “ส้มโอพันธุ์เนื้อแดง” ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว ให้กลายเป็นส้มโอรสอร่อย ที่มีศักยภาพเชิงการค้าในอนาคต

คณะวิจัยได้ศึกษาและคัดเลือกสายพันธุ์เด่นของส้มโอเนื้อแดง ในพื้นที่อำเภอบ้านแท่นและอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อศึกษาความหลากหลายทางสัณฐานวิทยาของต้น ใบ และผล พบว่า ส้มโอเนื้อแดง มีรสชาติหลากหลาย ตั้งแต่ เปรี้ยว เปรี้ยวอมหวาน หวาน และหวานมาก ผลส้มโอในระยะเก็บเกี่ยวมีสีเนื้อผลถึง 5 กลุ่ม คือ ขาว เหลือง ชมพู แดงส้ม และแดง ค่าความหวานเฉลี่ย 7-11 องศาบริกซ์ ค่าความเปรี้ยว ร้อยละ 0.4-1.0

คณะวิจัยได้เก็บข้อมูลการปลูกส้มโอเนื้อแดง สายพันธุ์พื้นเมือง ของ คุณเสมียน นราพล เจ้าของสวนส้มโอในพื้นที่ บ้านบุ่งสิบสี่ หมู่ที่ 4 ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ พบว่า ส้มโอเนื้อแดงจากแหล่งนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ จนได้ส้มโอพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเด่นดังนี้ คือ ผลสุกมีเปลือกเป็นสีทอง เปลือกในอมชมพู เนื้อสีแดงเข้มสะดุดตา มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีเมล็ดมาก อายุการเก็บเกี่ยวผลช้ากว่าส้มโอพันธุ์ทองดี ประมาณ 15 วัน คณะวิจัยได้เก็บสายพันธุ์ส้มโอแดงทั้ง 22 ต้น เพื่อนำไปใช้เป็นพันธุ์ต้นแบบในแปลงเกษตรกร มีการใช้เทคโนโลยีการจัดการที่เหมาะสมต่อไป

เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอเนื้อสีแดง ปลูกดูแลต้นส้มโอจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น คณะนักวิจัยจึงมุ่งศึกษาวิจัยการขยายพันธุ์ส้มโอเนื้อสีแดง การสร้างพันธุ์ส้มโอลูกผสม การระบุความจำเพาะของสายพันธุ์ แปลงรวบรวมพันธุ์ การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การขยายพันธุ์โดยวิธีการตอนและการเปลี่ยนยอด รวมทั้งนำเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ เช่น การควบคุมปริมาณน้ำ การจัดการธาตุอาหาร ฯลฯ มาใช้ปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มรสหวานให้กับส้มโอเนื้อแดง ให้มีรสชาติจัดจ้านมากขึ้น

เพื่อตอบสนองกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ คณะนักวิจัย มีเป้าหมายศึกษาวิจัยด้านโภชนาการเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระจากสารสีแดงเข้มของเนื้อส้มโอ ซึ่งเป็นสารแอนโทไซยานิน ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดสมองอุดตัน เพื่อสร้างอัตลักษณ์ส้มโอเนื้อแดงของจังหวัดชัยภูมิให้มีความโดดเด่น เพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอพันธุ์เนื้อแดง มีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว

“เที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่” ชิมส้มโอพันธุ์พื้นเมืองรสอร่อย

บ้านบุ่งสิบสี่ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ เกษตรกรทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ได้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน เพราะภูมิประเทศบ้านบุ่งสิบสี่ไม่เหมาะกับการทำนา ชาวบ้านจึงหันมาปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมือง ที่มีรสชาติอร่อยและได้ผลผลิตที่ดี จึงนำส้มโอไปแลกข้าว เกิดเป็นตำนานส้มโอแลกข้าวของท้องถิ่นแห่งนี้

คุณอัครวิทย์ หมื่นกุล ผู้ดำเนินงานโครงการศึกษาและพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่ เคยให้ข่าวเกี่ยวกับส้มโอสายพันธุ์ดั้งเดิมของบ้านบุ่งสิบสี่ว่า ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของที่นี่มีรสชาติดีไม่แพ้ที่ใดเลย นอกจากมีรสชาติอร่อยแล้วยังมีความหอมเหมือนมะนาวเมล่อน บางต้นมีเปลือกบางและปอกเปลือกได้ง่ายอีกด้วย เช่น ขาวหอม ขาวหล่อน (ขาวจัมโบ้) ฯลฯ

ส้มโอพื้นเมืองบางต้นมีอายุไม่น้อยกว่า 150 ปี ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองจะมีกุ้ง 2 สี หากมีสีแดง จะเรียกว่า แดงและต่อท้ายตามตำแหน่งที่เกิด เช่น แดงภูคิ้ง แดงโรงสี แดงผาพัง หรืออื่นๆ หากส้มโอมีเนื้อสีขาว จะใส่ คำว่า หอม ลงไป

ต่อมา หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่บุ่งสิบสี่ ปลูกส้มโอสายพันธุ์ส่งเสริม เช่น ทองดี ขาวแตงกวา ฯลฯ เป็นต้น ส่งผลให้ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองเริ่มถูกตัดโค่นต้นทิ้ง เนื่องจากพันธุ์พื้นเมืองมีขนาดลำต้นและทรงพุ่มขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะส้มโอพันธุ์พื้นเมืองมีความหลากหลายแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนสายพันธุ์การค้าอื่นๆ จึงอยากให้มีการอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองนี้ไว้ก่อนที่จะสูญหายหมดไป

ปัจจุบัน “บ้านบุ่งสิบสี่” นับเป็นแหล่งปลูกส้มโอที่สำคัญของพื้นที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ มีพื้นที่ปลูกส้มโอขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 600 ไร่ เกษตรกรนิยมปลูกส้มโอพันธุ์ทองดี พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง เป็นหลัก ส่วน “มณีอีสาน” ส้มโอพันธุ์พื้นเมือง เพิ่งได้รับการโปรโมตให้เป็นพืชเศรษฐกิจของท้องถิ่น ยังมีพื้นที่ปลูกไม่มาก เพราะเพิ่งเป็นที่รู้จักในช่วง 1-2 ปี หลังนี้เอง

สวนส้มโอในพื้นที่บ้านบุ่งสิบสี่ มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะเป็นสวนที่ถูกล้อมรอบด้วยลำน้ำพรมตอนต้น บางรายนิยมปลูกส้มโอในสวนหลังบ้าน ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะคล้ายเกาะที่มีน้ำโอบรอบ ทำให้การปลูกและดูแลรักษาเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมีสภาพดินและความชื้นเหมาะสม บ้านบุ่งสิบสี่ นับเป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ทองดี และส้มโอพื้นเมืองที่มีรสชาติอร่อย ราคาไม่แพงและมีผลผลิตให้ชิมได้ทั้งปี ทุกฤดูกาล

พื้นที่บ้านบุ่งสิบสี่ มีภูมิประเทศที่สวยงาม เพราะอยู่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกระมัง) มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ วิถีวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยชุมชนอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถแวะมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีในทุกฤดูกาล

ชมแหล่งปลูก “ส้มโอมณีอีสาน”

พี่ดาว-คุณทนงชัย อัยยะจักร์ เกษตรตำบลโนนทอง สำนักงานอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ประมาณช่วงปี 2546-2547 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการ ปรับระบบเพื่อพัฒนาระบบการผลิต (คปร.) โดยนำส้มโอพันธุ์ดี เช่น ส้มโอทองดี ส้มโอขาวแตงกวา ฯลฯ มาส่งเสริมให้เกษตรกรในหมู่บ้านบุ่งสิบสี่ ได้นำมาปลูก และขยายพันธุ์ ต่อมาส้มโอที่นำมาส่งเสริมให้ปลูกเกิดการกลายพันธุ์ กลายเป็นส้มโอเนื้อแดงที่มีลักษณะโดดเด่น และถูกเรียกว่า ส้มโอมณีอีสาน นั่นเอง

ปัจจุบัน ตำบลโนนทอง มี 14 หมู่บ้าน ซึ่งแหล่งปลูกส้มโอส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ บ้านบุ่งสิบสี่ บ้านเล่า บ้านริมพรม บ้านโนนหนองไฮ ทางกรมฯ ได้จัดงบประมาณเงินกู้ จำนวน 10 ล้านบาท ให้เกษตรกรนำไปใช้ปรับปรุงสวนส้มโอเข้าสู่ระบบส้มโอแปลงใหญ่ต่อไป โดยมีเกษตรกรเข้าสู่โครงการส้มโอแปลงใหญ่แล้ว จำนวน 151 ราย พื้นที่ปลูกส้มโอรวมทั้งสิ้น 624 ไร่

คุณเสมียน นราพล เกษตรกรเจ้าของสวนส้มโอมณีอีสาน ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านบุ่งสิบสี่ หมู่ที่ 4 ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โทร. (087) 278-5617 กล่าวว่า ปัจจุบัน คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ใช้สวนส้มโอของผม เป็นแปลงรวบรวมพันธุ์ส้มโอมณีอีสาน รวมทั้งศึกษาเรื่องการขยายพันธุ์ และพัฒนาคุณภาพผลผลิตควบคู่กันไป

คุณเสมียน ทำสวนส้มโอ เนื้อที่ประมาณ 14-15 ไร่ ปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีเป็นหลัก และปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายสายพันธุ์ มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตปีละ 500,000 บาท สำหรับส้มโอเนื้อแดง ที่เรียกว่า ส้มโอมณีอีสาน ที่คณะวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นค้นพบในสวนแห่งนี้ มีจำนวน 22 ต้น ปลูกดูแลง่าย เช่นเดียวกับส้มโอพันธุ์ทั่วไป หลังจากเปิดตัวส้มโอมณีอีสานสู่สาธารณชน เมื่อปี 2557 คุณเสมียน ผลิตกิ่งพันธุ์เสียบยอดออกขายผ่านเฟซบุ๊ก ในราคากิ่งละ 350 บาท ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศแล้วกว่า 400 ต้น

“ส้มโอมณีอีสานพันธุ์แท้ มีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีกลิ่นหอมตั้งแต่เปลือกจนถึงเนื้อส้มโอ หลังเก็บเกี่ยว สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานถึง 40 กว่าวัน โดยรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง ส้มโอมณีอีสาน เป็นที่ชื่นชอบของแมลงวันทองมาก จึงต้องห่อผล ป้องกันผลผลิต ที่ผ่านมาพยายามแขวนขวดดักแมลงวันทอง แต่ล่อได้เฉพาะตัวผู้เท่านั้น ตัวเมียไม่เข้ามาติดกับดัก ผมฝากการบ้านให้คณะวิจัย ช่วยหาวิธีป้องกันแมลงวันทองในสวนส้มโอมณีอีสานด้วย” คุณเสมียน กล่าว

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ที่สนใจอยากปลูกส้มโอมณีอีสาน คุณเสมียนแนะนำให้ขุดหลุมปลูกลึก 25 เซนติเมตร ปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร โดยปลูกขวางตะวัน เพื่อให้ต้นส้มโอได้รับแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน รวมทั้งวางแปลนปลูกแบบซิกแซ็กสลับต้น เพื่อไม่ให้กิ่งชนกัน ป้องกันการแย่งอาหารกันเมื่อต้นส้มโอโต

ควรให้น้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระวังอย่าให้น้ำมาก เพราะต้นส้มโอไม่ชอบน้ำขัง หลังปลูกควรให้ปุ๋ยยูเรีย สัก 1 ช้อนชา แค่เดือนละ 2 ครั้ง เมื่อต้นส้มโออายุ 1 ปี ค่อยเปลี่ยนมาให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นซักเดือนละ 1 ครั้ง ต้นส้มโอมณีอีสานที่ปลูกด้วยกิ่งพันธุ์เสียบยอด จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไป คุณเสมียน จะคอยดูแลตัดแต่งกิ่งสม่ำเสมอหลังเก็บเกี่ยว และใส่ปุ๋ยไม่มากแต่ให้บ่อยๆ ทุกเดือน เพื่อให้ส้มโอมณีอีสานมีผลผลิตตลอดทั้งปี เฉลี่ย 30 ผล/ต้น/เดือน เมื่อส้มโอมณีอีสานมีอายุมากก็จะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ที่ผ่านมา เมืองไทย มีส้มโอเนื้อสีแดงจัดที่รู้จักกันทั่วไปคือ พันธุ์ทับทิมสยาม ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ขายผลผลิตได้ราคาดี ถึงผลละ 200-500 บาท แต่ส้มโอเนื้อแดงชัยภูมิ มีราคาถูก ขายริมถนนในราคา 3 ผล 100 บาท ภายหลังคณะนักวิจัยเข้ามาศึกษาเรื่องการปลูกและคุณประโยชน์ของส้มโอเนื้อแดงชัยภูมิ และตั้งชื่อใหม่ว่า “ส้มโอมณีอีสาน” ทำให้สินค้าตัวนี้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป จึงขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น เฉลี่ยผลละ 100 บาท

ในอนาคต หากส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องการจัดการปุ๋ย จัดการน้ำ ยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพดีขึ้นและมีรสชาติอร่อยมากกว่าเดิม ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางตลาดให้กับส้มโอมณีอีสานได้อย่างยั่งยืน

คำว่า “เห็ด” หรือ “ดอกเห็ด” ประกอบด้วย ก้าน (stipe) และหมวก (pileus) ใต้หมวกอาจเป็นครีบ หรือเป็นท่อ (tube) อันเป็นที่เกิด “สปอร์ (spore)” ซึ่งสปอร์นี้มีขนาดเล็กมากเรียกว่าจุล ขนาดต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยให้มองเห็น ปัจจุบัน ได้มีการจำแนก “เห็ด” แล้วกว่า 30,000 ชนิด มีทั้งที่เป็น “เห็ดกินได้”,
“เห็ดกินไม่ได้”, “เห็ดพิษ” บางชนิดกินแล้วเกิดประสาทหลอน บางชนิดกินแล้วถึงแก่ชีวิต แต่ในครั้งนี้เราจะพูดถึงประโยชน์ของเห็ดว่าสามารถนำมาทำอะไรบ้าง

หลายท่านคงรู้จักและเข้าใจกันดีว่าเห็ดกินแล้วมีประโยชน์ หรือส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันว่าเห็ดเป็นแค่ผักชนิดหนึ่ง ที่นำมาประกอบอาหารได้เพียงเท่านั้น แต่จะมีสักกี่ท่านที่รู้และเข้าใจว่า จริงๆ แล้วเห็ดนั้นเป็นยา สามารถนำมาสร้างประโยชน์ รักษาโรคภัยได้มากมาย คำว่า “เห็ดเป็นยา” คืออะไร วันนี้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดมาให้ความรู้ ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ท่านได้ทำงานและศึกษาเรื่องเห็ดมาแล้วทั่วโลก

ดร. อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส (เห็ด) องค์การสหประชาชาติ ปี 2524-2548 อยู่ที่ ตำบลคลองสองอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี บอกว่า เห็ดเป็นยา

ดร. อานนท์ เล่าให้ฟังว่า หลังจากตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดกว่า 20 ปี ในต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2524-2548 อยู่ในเอเชีย 10 ปี อยู่ในแอฟริกา 14 ปี ขณะนี้เกษียณกลับมาก็ได้นำความรู้ใหม่ให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้รู้เรื่องเห็ดอย่างถูกต้อง

คนทั่วไปจะเข้าใจว่า เห็ด นำมาทำแค่เป็นอาหารได้ ซึ่งทุกคนเข้าใจผิดมานานว่ามันเป็นแค่อาหาร ให้ความอร่อยเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเห็ดทุกอย่างมีสรรพคุณเป็นยาทำได้มากกว่านั้น แต่เราไม่เคยพูดว่าเห็ดเป็นยา

“ผมสอนเรื่องเห็ดมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2516 เราก็สอนให้คนไทยรู้ว่าเห็ดเป็นอาหาร หมายความว่า การนำเห็ดไปประกอบอาหาร จะต้มหรือยำเท่านั้น ซึ่งผมก็สอนแบบนี้มาทั่วโลก พอไปถึงต่างประเทศถึงรู้ว่าต่างประเทศเขามีการนำเห็ดมาทำเป็นยานานแล้ว และบังเอิญกับที่ผมเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ และเป็นโรคเบาหวานอย่างรุนแรง ผมก็กินยาแอนตี้ฮิสตามีนมาตลอดชีวิต แต่ร่างกายไม่เคยดีขึ้น เมื่อกินไปนานๆ ร่างกายเริ่มมีผลข้างเคียง ตอนหลังไปเจอหมอที่เซาท์แอฟริกาบอกว่า ถ้ายังกินยาชนิดนี้ไปมากๆ จะมีผลต่อตาและร่างกายในส่วนอื่นๆ หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจเลิกกินยาชนิดนี้โดยเด็ดขาด หันมาพึ่งสมุนไพรแทน แต่เมื่อไปหาสมุนไพรตามต่างประเทศก็ไปเจอแต่เห็ดทั้งนั้น ประจวบเหมาะที่เราเป็นคนสอนเรื่องเห็ด จึงลองกินดู ปรากฏว่าตอนนี้ผมไม่ต้องกินแอนตี้ฮิสตามีนอีกแล้ว” ดร. อานนท์ กล่าว

สารเบต้ากลูแคนในเห็ด

ดร. อานนท์ บอกว่า เห็ดเป็นยานั้น คือจริงๆ แล้วเห็ดเป็นยาอยู่แล้ว เพราะเห็ดไม่สามารถผลิตอาหารได้เอง ต้องอาศัยการย่อยอาหารจากต้นไม้ หรือจากขี้เลื่อย เพราะฉะนั้นตัวเห็ดทั้งหลายจะเก็บสารอาหารที่สำคัญในตัวของมัน หรือเรียกว่า เบต้ากลูแคน แล้วเบต้ากลูแคนสำคัญอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น ในร่างกายของมนุษย์ตอนไม่สบายอุณหภูมิในร่างกายจะต่ำลง พบว่าวิธีรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันและไม่มีผลข้างเคียงคือ การกินเบต้ากลูแคน ถามว่าเบต้ากลูแคนมาจากไหน เบต้ากลูแคนมาจากยีสต์แดง ซึ่งสมัยก่อนทางยุโรปกับอเมริกาต้องเลี้ยงยีสต์แดงเยอะมาก เพื่อนำมาทำเบต้ากลูแคนเสริมภูมิให้กับร่างกาย แต่ยีสต์แดงมีน้ำหนักโมเลกุลที่เล็ก ดังนั้น น้ำหนักของเบต้ากลูแคนที่ได้จะเบาตาม นั้นก็หมายความว่า เมื่อน้ำหนักเบาก็สร้างภูมิได้น้อยตามไปด้วย แต่ในเห็ดเราพบว่ามีสารเบต้ากลูแคนมากกว่ายีสต์แดงและหนักกว่า เพราะฉะนั้นในการสร้างเสริมภูมิจึงดีกว่า และถ้าถามว่าแล้วเห็ดชนิดไหน ที่มีเบต้ากลูแคนบ้าง ตอบได้เลยว่าเห็ดทุกชนิดมีเบต้ากลูแคน เพียงแค่ในเห็ดแต่ละชนิดจะมีน้ำหนักโมเลกุลที่ต่างกันมีมากน้อย และการทำงานในเรื่องของการเสริมภูมิไม่เหมือนกัน

ขั้นตอนการผลิตเห็ดเป็นยา

การผลิตเห็ดเป็นยา จริงๆ แล้วเข้าใจไม่ยาก และเห็ดที่นำมาสกัดเป็นยาก็เพาะได้โดยวิธีทั่วไป เห็ดมีหลายชนิดบางชนิดเราสามารถเพาะในถุงพลาสติกได้ อย่างเช่น เห็ดนางรม นางฟ้า หูหนู มิลค์กี้ เป้าฮื้อ หลินจือ เป็นต้น แต่เห็ดบางชนิดอาจต้องเพาะเหมือนเห็ดฟาง คือเพาะบนดิน เช่น เห็ดเยื่อไผ่ สมัยนี้จะเพาะเห็ดทีนึงก็เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น สังเกตเมื่อเส้นใยเดินเต็มให้เปิดฝาถุงออก เมื่อเปิดฝาออกเห็ดก็จะออกมา กรณีอันนี้คือเราต้องการนำดอกเห็ดไปประกอบอาหารเพื่อกินแทนผัก แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเอาเห็ดไปทำยาแล้วมีอะไรมากกว่านั้น

คำว่า สกัด หลายท่านอาจจะเข้าใจว่าต้องใช้สารเคมี แอลกอฮอล์เพื่อสกัด เพื่อให้ได้สารบริสุทธิ์ ยามเป็นโรคอะไรเราจะฉีดสารบริสุทธิ์นั้นเข้าไป นั้นก็เหมือนกับว่าเรากำลังรักษาโรคแบบเทคโนโลยีตะวันตก ถามว่าได้ผลไหม ได้ผล ได้ผลแบบทันทีด้วย แต่พอได้ผลทันที ก็มีปัญหาตามมาคือ ราคาที่สูง และปัญหาเรื่องผลข้างเคียงที่ตามมา…เรื่องเห็ดเราเคยหลงทางมานาน หลงอย่างไร เราเคยเอาเห็ดมาสกัดเป็นสารเดี่ยว จากเห็ด 1 ตัน อาจจะได้สารบริสุทธิ์แค่ 1 กิโลกรัม ซึ่งต้องลงทุนสูงมาก และจริงๆ แล้วเห็ดสามารถเอามาทำเป็นยาได้โดยง่ายถ้าเรารู้วิธี

“เห็ด” ความเป็นยาอยู่ที่เบต้ากลูแคนหรือโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่ แต่ร่างกายคนเราไม่สามารถเอาไปใช้ได้โดยตรง ที่นี่เราจึงมีกรรมวิธีง่ายๆ ถ้าต้องการทำเห็ดเป็นยาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ควรจะเอาเห็ดมาหมักก่อน โดยนำดอกเห็ดชนิดต่างๆ มาหั่นหรือทุบ ตัวอย่าง เช่น เห็ดหลินจือ ถ้าจะใช้เห็ดหลินจือบางคนเข้าใจผิด จะใช้ตอนที่แก่ตอนที่สร้างสปอร์แล้วแบบนี้ไม่มีความหมาย ใช้อย่างถูกต้องคือ ใช้ตอนที่กำลังสร้างสปอร์ บางคนเข้าใจผิดไปเอาสปอร์มากิน อันนี้ยิ่งแย่ใหญ่เพราะร่างกายคนเราไม่สามารถย่อยสปอร์ได้
หั่นเสร็จเอามาใส่ในน้ำ สมมุติ เห็ด 1 กิโลกรัม ใส่น้ำไป 20 ลิตร แล้วใส่น้ำตาล ถ้าเป็นน้ำตาลที่ไม่ฟอกสีได้ยิ่งดีคือน้ำตาลทรายแดง ใส่ 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น 20 เปอร์เซ็นต์ กับน้ำ 20 ลิตร เท่ากับ ใส่เห็ด 4 กิโลกรัม เท่านั้น

ใส่ในขวด หรือภาชนะที่ปลอดสารพิษ ถ้าใส่ถังพลาสติกต้องเป็นแบบฟู้ดเกรด ใส่เกือบเต็มปล่อยให้เกิดการหมัก ใช้ผ้าคลุม แต่ถ้าใช้การหมักแบบนี้ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี เพราะจุลินทรีย์ธรรมชาติ มีทั้งเชื้อโรคและประโยชน์รวมกันอยู่ เราต้องหมักจนกระทั่งให้เป็นกรด กลายเป็นน้ำส้มสายชูจริงๆ ถึงจะมั่นใจได้ว่าไม่มีเชื้อโรค แต่ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วมาถึงสูตรของ ดร. อานนท์ บ้าง ของด็อกเตอร์เราจะรู้ว่าตัวที่ทำการหมักคือ จุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะหรือในลำไส้ที่เราเรียกว่าโปรไบโอติกส์ เราก็ไปเอาเชื้อโปรไบโอติกส์มา แล้วโปรไบโอติกส์เอามาจากไหน ไม่ใช่เอามาจากลำไส้นะ เราเอามาจากธรรมชาติ เช่น รากของต้นโกงกางที่มีเป็นหมื่นๆ ชนิด เราก็แยกเอาเชื้อที่ใช้ได้ ที่มีประโยชน์จริงๆ สัก 10 ชนิด แทนที่จะใช้เชื้อจากอากาศเราก็ใช้เชื้อบริสุทธิ์นี้ใส่เข้าไปในน้ำหมัก โดยมีการเพาะเชื้อจุลินทรีย์นี้มาก่อน หรือที่เรียกว่า เชื้อโปรไบโอติกส์ใส่เข้าไป สังเกตไหมถ้าเราหมักแบบวิธีธรรมชาติจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี แต่ถ้าใช้เชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์เราใช้เวลาแค่ 1-2 สัปดาห์ ก็เริ่มกินได้แล้ว

ถามว่า เอาเห็ดมาหมักใช้เวลาแค่ 2-3 วัน จะกินได้ไหม ด็อกเตอร์บอกว่าได้ แต่จะได้ในส่วนของเอนไซม์ แต่ว่าสรรพคุณของยาจากเห็ดจะน้อยลง แต่ถ้าหมักไปนานๆ เอนไซม์จะน้อยลงแต่สรรพคุณทางยาจะสูงขึ้น เห็ดแต่ละอย่างจะมีสารและประโยชน์ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเอาเห็ดหลายๆ อย่างหมักรวมกัน และจะมีเห็ดบางชนิดที่ต้องใช้เวลาเพาะ 2-3 ปี แต่เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น ในปัจจุบันนี้การนำเห็ดมาทำเป็นยามีความสะดวกมากขึ้นไม่ต้องรอให้เห็ดออกดอก เราสามารถเพาะเลี้ยงเส้นใยแล้วให้ดอกเกิดในขวด นี่เป็นส่วนหนึ่งในการเอามาทำเป็นยาร่วมกับดอก ช่วยย่นเวลาไม่ต้องเพาะในโรงเรือน ไม่ต้องรดน้ำหรือเจอเชื้อโรค ใช้เวลาเพียง 20 วัน ซึ่งถ้าใช้วิธีตามปกติต้องใช้เวลา 2-3 เดือน หรือยาวเป็นปีได้

สำหรับท่านที่สนใจ อยากเรียนรู้วิธีการทำเห็ดเป็นยา ที่อานนท์ไบโอเทค มีโรงเรือนสาธิตและเปิดสอน ขั้นตอนและวิธีทำ บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ไผ่ เป็นพืชที่มีความสำคัญผูกพันต่อวิถีชีวิตของคนและชุมชนตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน โดยนำมาเป็นไม้ใช้สอยและเพื่อบริโภค รวมทั้งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานหน่อไม้กระป๋อง การเลี้ยงหอยทะเล ไม้ตะเกียบ ไม้เสียบอาหาร ไม้จิ้มฟัน เฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมกระดาษ ทำให้ไม้ไผ่ที่อยู่ตามธรรมชาติถูกทำลายเหลือน้อยลง ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน (พืชสวน) จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไผ่เพื่อทดแทนและปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ครอบครัว

คุณสมศักดิ์ ยะแสง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน (พืชสวน) สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการขยายพันธุ์ไผ่ว่ามีหลายวิธี เช่น การขยายด้วยเมล็ด การแยกกอหรือเหง้า การตัดปล้องปักชำ การปักชำกิ่งแขนง การตอนกิ่งแขนง และการเพาะเนื้อเยื่อ สำหรับวิธีการขยายพันธุ์ไผ่ที่สะดวก ประหยัด และง่าย ได้ผลดี ได้แก่ การปักชำกิ่งแขนง ซึ่งทางศูนย์ได้นำเอานวัตกรรมมาปรับใช้และประสบความสำเร็จ เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ในพื้นที่

เคล็ดลับการปักชำกิ่งแขนง

เลือกกิ่งแขนงไผ่ที่สมบูรณ์ อายุไม่เกิน 1 ปี สังเกตกิ่งแขนงจะไม่อ่อนและแก่เกินไป มีปมรากขนาดเม็ดสาคู ตัดแต่งกิ่งแขนงยาวไม่เกิน 70 เซนติเมตร หรือยาว 2-3 ปล้อง โดยตัดให้ชิดข้อ จากนั้นนำไปแช่น้ำ 1 ชั่วโมง แล้วนำไปบ่มในถัง 200 ลิตร พร้อมใส่น้ำลงในถัง 1 แก้ว เพื่อให้ความชื้น และปิดฝาคลุมด้วยพลาสติกใส ถัง 200 ลิตร จะบรรจุได้ประมาณ 100 กิ่ง สำหรับการบ่มกิ่งแขนงเป็นการกระตุ้นให้เกิดราก จะใช้เวลาการบ่ม ประมาณ 3-5 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน สังเกตสภาพตารากจะเปล่ง ก็จะนำไปปักชำในถุงดำ โดยผสมดิน : แกลบดิบ : ปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1:1:1 แล้วนำไปวางไว้ในที่ร่มหรือโรงเรือนพรางแสงด้วยซาแรน ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน รากจะเดินเต็มถุงก็สามารถนำไปปลูกลงแปลงได้

การเตรียมพื้นที่และการปลูก

การปลูกไผ่ ควรปลูกในสภาพพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง ดินควรเป็นดินร่วนหรือร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี โดยเตรียมพื้นที่ตั้งแต่ฤดูแล้ง ไถปรับ กำจัดวัชพืช พอช่วงต้นฤดูฝนก็สามารถปลูกไผ่ได้ ระยะปลูกที่เหมาะสม ระหว่างต้นxระหว่างแถว ตั้งแต่ 3-5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณ 64-177 ต้น ทั้งนี้ระยะปลูกควรพิจารณาจากชนิดไผ่และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน สำหรับหลุมที่ปลูก ควรมีขนาด กว้างxยาวxลึก ไม่น้อยกว่า 30x30x30 เซนติเมตร

ใช้ปุ๋ยฟอสเฟต 3 กำมือ ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่ว แล้วกลบกลับลงไปในหลุม ให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อดินยุบตัวในภายหลัง จากนั้นนำต้นกล้าลงปลูกกลางหลุมที่เตรียมไว้ ให้ลึกต่ำกว่าระดับดินเดิมเล็กน้อย แล้วพูนโคนขึ้นเล็กน้อย ใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกยึดต้นกล้าเพื่อป้องกันลมโยก ซึ่งอาจทำให้รากขาดและการเจริญเติบโตช้า จากนั้นรดน้ำตามทันที ใช้ทางมะพร้าวหรือวัสดุอื่นพรางแสงแดดจนกว่าจะตั้งตัวได้

ว่าที่ร้อยตรี ดร. สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน (พืชสวน) เป็นศูนย์ที่ได้รวบรวมพันธุ์ไผ่นานาชนิด และเป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกไผ่แบบครบวงจร พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่

ผลไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นอีกชนิด พบว่าปลูกทั่วประเทศไทย แต่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนักคือ ละมุด ทั้งที่ว่ากันว่า ละมุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทาน เพราะเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน มีกลิ่นหอม มีน้ำตาลสูง แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม และธาตุฟอสฟอรัส

ในตลาดผลไม้เมืองไทย เว็บพนันบอล แม้จะเดินเข้าออกในทุกวัน ทุกฤดูกาล ก็อาจไม่ได้เห็นผลไม้ชนิดนี้วางอยู่บนแผง จนเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า มีละมุดอร่อยที่สุดของประเทศ เรียกติดปากกันว่า ละมุดบางกล่ำ (ภาคใต้เรียกละมุดว่า ลูกสวา)

แต่ปัจจุบันมีผลไม้อีกมากมายหลายชนิดขึ้นแท่นผลไม้ชื่อดังของจังหวัดไปแล้ว ทำให้ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา อนุมัติงบประมาณส่งเสริมการปลูกละมุดในพื้นที่อำเภอบางกล่ำอย่างจริงจัง เพื่อให้ชื่อเสียงละมุดบางกล่ำกลับมารุ่งเรืองเช่นอดีต

สวนที่ได้ชื่อว่า เป็นสวนที่มีละมุดผลใหญ่ รสชาติดีกว่าละมุดในละแวกใกล้เคียงทั้งหมดคือ สวนของ คุณจู้ฮ่อง เจริญแสง และ คุณจำเนียน เจริญแสง สองสามีภรรยา

คุณจู้ฮ่อง ฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกละมุดให้ฟังว่า เขาเติบโตมากับสวนละมุด ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นต้นละมุดปลูกอยู่รอบบ้าน พ่อของคุณจู้ฮ่องบอกกับคุณจู้ฮ่องว่า นำพันธุ์ละมุดนี้มาจากเมืองกลันตัน (สมัยนั้น เมืองกลันตัน ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทย แต่ปัจจุบันเป็น รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย) เป็นพันธุ์ยักษ์ ผลใหญ่ ผลยาว ผิวสวย เนื้อเนียน กลิ่นหอม หวาน รสชาติดี และเมล็ดน้อย

และสวนละมุดที่คุณจู้ฮ่องเห็นมาตั้งแต่เด็ก ก็ตกเป็นสมบัติจากบรรพบุรุษสู่คุณจู้ฮ่องให้ได้ดูแลต่อเนื่อง

ไม่ต้องถามว่านานแค่ไหน เพราะต้นละมุดที่ปลูกอยู่หลังบ้าน มีต้นที่อายุมากที่สุดอยู่ 1 ต้น อายุประมาณ 130 ปี ลำต้นเจริญเติบโต แข็งแรง และให้ผลดกอย่างสม่ำเสมอ

พื้นที่รอบบ้านราว 2 ไร่ อยู่ติดคลองบางกล่ำ ที่อดีตใช้สัญจรทางน้ำ เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา ซึ่งการค้าขายก็ใช้เส้นทางคลองบางกล่ำ จนมีถนนตัดผ่าน การสัญจรและค้าขายทางน้ำก็ยุติลง