หนอนระบาดสวน ‘หลง-หลินลับแล’ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม

นายบัญชา อรุณเขต ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทุเรียนพันธุ์ที่อร่อยที่สุดในโลก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากจนขาดตลาด ส่งผลให้ราคาต้นฤดูกาล กิโลกรัมละ 400-500 บาท สูงสุดเกือบ 600 บาท แต่ระยะ 10 วันที่ผ่านมา ราคาทุเรียนหลงลับแล และหลินลับแล เป็นทุเรียนรุ่นที่ 2 ลดลงอย่างน่าใจหาย เหลือเพียงกิโลกรัมละ 100-200 บาทเท่านั้น เป็นผลมาจากหนอนกินเม็ดทุเรียนระบาด

หรือหนอนใต้ ติดมากับเข่งทุเรียนและผลไม้อื่นๆ ที่มาจากจังหวัดภาคตะวันออก และจากภาคใต้ แพร่ระบาดในพื้นที่ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ และตำบลนานกกก อำเภอลับแล และระบาดเข้าไปในสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอลับแล การแพร่ระบาดของหนอนดังกล่าวมีมานานกว่า 4-5 ปีแล้ว วแม้จะมีการดำเนินการปราบปรามกันอย่างจริงจังในช่วงแรก แต่ก็หายไปช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็กลับมาราดเหมือนเดิม

นายบัญชา กล่าวด้วยว่า การแพร่ระบาดของหนอนกินเม็ดทุเรียน ระยะแรกปราบกันต่างคนต่างทำ หากวันนี้ไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง อนาคตจะแพร่ระบาดไปมากกว่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเกษตรกรเองจะต้องปราบหนอนกินเม็ดทุเรียนเป็นเรื่องหลักก่อนที่จะสายเกินไป

จากปัญหาผลไม้ในแต่ละฤดูกาลล้นตลาด จนทำให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรหลายรายต่างหาแนวทางการปรับตัวเพื่อให้ผลผลิตของตนได้ราคาสูงขึ้น ทั้งการเร่งผลผลิตนอกฤดู การทำเป็นผลไม้กระป๋องบ้าง ถึงกระนั้นการแข่งขันทางด้านการตลาดมีมากขึ้นตามมา “สมพร วรรณเถิน” หรือ “แม่สมพร” วัย 52 ปี เกษตรกรใจสู้ จาก “ดอยหล่อ” เมืองเชียงใหม่ ประสบกับปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน และได้หันมาแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลไม้อบแห้งออกสู่ตลาด โดยเฉพาะ ลำไย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่ราคาตกต่ำในทุกปีของฤดูผลผลิต

“แม่สมพร” ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แต่เดิมตนทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ มากว่า 12 ปี เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตอาหารเกี่ยวกับการแปรรูปเห็ด และการเพาะเห็ดขาย เคยทดลองทำน้ำกระเจี๊ยบกระป๋อง ทำให้พอมีความรู้เกี่ยวกับการอบแห้งผักผลไม้อยู่บ้าง กระทั่งเมื่อหลายปีก่อนลำไยล้นตลาด โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นบ้านเกิดและเป็นแหล่งปลูกลำไย เกษตรกรไม่สามารถขายลำไยได้เลย ตนจึงลาออกจากงานที่ทำ แล้วนำความรู้มารวมกลุ่มกันตั้งสหกรณ์ ทำลำไยกระป๋องช่วยชาวบ้าน

หลังจากนั้นไม่นานก็มีมะเขือเทศจำนวนมากจากเกษตรกรในพื้นที่ออกมาวางจำหน่าย เป็นพันธุ์ของท้องถิ่นที่ชาวบ้านส่งขายในภาคอีสาน และมักจะนำมาทำน้ำพริกอ่อง น้ำเงี้ยว ชื่อว่า พันธุ์อีเป๋อ ซึ่งมีมากจนล้นตลาด กิโลกรัมละ 1 บาท ยังขายไม่ได้ จึงรวมกลุ่มแม่บ้าน ทำมะเขือเทศแช่อิ่มแล้วนำมาอบแห้งขาย จนกลายเป็นผู้ผลิตมะเขือเทศแช่อิ่มอบแห้งรายใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ถัดมาเป็นมะม่วงสุกที่ได้นำมาแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้ง เพราะเกษตรกรขายได้ในราคาที่ถูกมาก เนื่องจากมีมะม่วงจากจีนเข้ามาตีตลาดและคนเริ่มหันมาปลูกมากขึ้น แม้รสชาติจะสู้มะม่วงพันธุ์ไทยไม่ได้ก็ตาม

“พอตั้งเป็นสหกรณ์ได้ประมาณ 5 ปี ก็ประสบปัญหา เราจึงไปขึ้นตรงกับสหกรณ์การเกษตรของดอยหล่อ พอมีสหกรณ์ในหมู่บ้านอีก เราเลยมารวมกันแล้วไปจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย พอมาตอนหลังเราเลิกทำลำไยกระป๋อง เพราะสู้บริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้ อีกทั้งห้างสรรพสินค้าที่เคยผลิตส่งให้ อย่าง ห้างคาร์ฟูร์ ก็กลายไปเป็นห้างบิ๊กซี ทำให้เราไม่มีตลาดขาย เลยหันมาทำเป็นลำไยอบแห้งสีทองแทน ทำให้มีการแปรรูปผลไม้อบแห้งอยู่ 3 ชนิด คือ ลำไย มะเขือเทศ และมะม่วง ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรวังธารทอง ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ โดยใช้ชื่อแบรนด์คนเมือง “KHON MUANG” มาเป็นเครื่องหมายทางการค้า จนประสบความสำเร็จ ได้รับมาตรฐานจากหลายหน่วยงาน”

“แม่สมพร” บอกว่า จากที่เริ่มทำผลไม้อบแห้งมาจนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 12 ปี ที่ขายดีที่สุดของกลุ่มคือลำไย ถัดมาเป็นมะเขือเทศ และมะม่วง โดยลำไยอบแห้งจะทำเฉพาะในฤดูผลผลิตออกและทำตามออร์เดอร์เท่านั้น เป็นลำไยมาจากดอยหล่อทั้งหมดนับได้เป็นพันไร่ คัดเฉพาะลูกใหญ่เกรด 2A จะคว้านเมล็ดด้วยมือออกก่อนอบแห้ง หรือทำการอบทั้งเปลือกในเวลานานกว่า 72 ชั่วโมง ทำให้ผลผลิตที่ได้มีราคาสูงแต่คงคุณภาพไว้ได้อย่างดีเยี่ยม รสชาติจะแตกต่างจากคู่แข่งที่ทำนอกฤดูหรือนำลูกเล็กมาอบ ซึ่งใช้เวลาในการผลิตน้อยกว่า และนอกจากผลิตขายเอง ยังรับจ้างผลิต (OEM) ด้วย

ด้านการส่งออกสินค้า เริ่มมาจากการไปออกงานอีเวนต์ และการออกบู๊ธตามงานต่างๆ อาทิ งานโอท็อป งานของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้มีโอกาสส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมีนักธุรกิจสนใจหรือเข้ามาติดต่อ โดยเฉพาะลำไยอบแห้ง ส่งออกทั้งจีน ไต้หวัน เมียนมา สปป. ลาว

“จีนสั่งซื้อลำไยอบแห้งจากเรา ประมาณ 5 หมื่นกิโลกรัม ต่อปี ไต้หวัน ประมาณ 3 ตัน ต่อปี เมียนมาเพิ่งเริ่มสั่งซื้อจากเราในปีนี้เป็นปีแรก กำลังวางแผนการตลาดกันอยู่ สุดท้าย สปป. ลาว ที่เราเพิ่งจะเริ่มเข้าไปเช่นเดียวกัน และเราเองต้องขอใบรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นภาษาอังกฤษด้วย เพื่อเพิ่มตลาดส่งออกต่อไป ควบคู่ไปกับการสนับสนุนส่งเสริมการทำผลไม้อบแห้งในต่างหมู่บ้านเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อออเดอร์เริ่มมากขึ้น ลำพังเพียงวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเดียวผลิตไม่ทัน แต่เราต้องส่งเสริมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อคงคุณภาพไว้”

ทั้งนี้ สัดส่วนการส่งออกผลไม้อบแห้งที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรวังธารทองมีประมาณ 80% ขายในประเทศไทยตามงานออกบู๊ธต่างๆ และส่งขายตามห้างสรรพสินค้า

มีเพียง 20% ส่วนใหญ่เป็นลำไยอบแห้งและมะเขือเทศแช่อิ่มอบแห้ง ขณะที่มะม่วงอบแห้งขายได้ในสัดส่วนที่น้อยมาก ประมาณการลำไยอบแห้ง ขายได้ 5 ล้านบาท/ปี มะเขือเทศแช่อิ่มอบแห้ง 1 ล้านบาท/ปี มะม่วงอบแห้งอยู่ในหลักแสนบาท/ปี แต่ถึงกระนั้นรายได้ตามตัวเลขไม่อาจจะนับได้เฉลี่ยแน่นอนเท่าไรนัก ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วย แต่โดยภาพรวมธุรกิจของกลุ่มมีการเติบโตขึ้น 20-30% ต่อปี และการแปรรูปผลไม้ทั้ง 3 ชนิด ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรวังธารทอง จ.เชียงใหม่ คืออีกหนึ่งทางที่จะแก้วิกฤตราคาผลไม้ตกต่ำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และสามารถสร้างแบรนด์ของวิสาหกิจชุมชนไปสู่ตลาดโลกได้

“อภิศักดิ์” เชื่อครึ่งปีหลัง ศก.ฟื้น คาดอีก 5 ปีหนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดที่ 48% ของจีดีพี เผยเม็ดเงินต่างชาติไหลออกน้อยลง ยันไม่แทรกแซงเรื่องดอกเบี้ย แต่จะใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย เอดีบีปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้เป็น 4.2%

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปฐกถาพิเศษเรื่อง “แผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง” ว่า จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการจัดทำงบประมาณขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่กระทบกับฐานะการเงินการคลังแน่นอน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะทำให้หนี้สาธารณะต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ถึงระดับสูงสุดที่ 48% จากปัจจุบันที่ 40.4% ต่ำกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่ 60% ทั้งนี้ คาดว่าไทยจะเริ่มทำงบประมาณแบบสมดุลได้ในอีก 11 ปีข้างหน้าหรือปี 2572 โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานจีดีพีไม่ต่ำกว่า 4%

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการหยุดไหลออกของเม็ดเงินต่างชาติที่รุนแรงแล้ว แต่ยืนยันว่าทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยนั้นต้องพิจารณา จะเข้าไปแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งขยายฐานภาษีซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาการเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกลุ่มรถจักรยานยนต์ เพื่อดูแล สิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันการพัฒนาด้านดิจิทัลถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยในเดือนกรกฎาคมนี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแผนการยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ (ดิจิทัลไอดี)

“เชื่อว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ตามเป้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตั้งไว้ที่ 4.5% โดยเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกันต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่คาดว่าหากสถานการณ์รุนแรงอาจจะส่งผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.5%” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายยาซูยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า ได้ออกรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย ฉบับล่าสุดว่า เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกในปี 2561 และ 2562 จะยังคงแข็งแกร่งแม้ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าจะเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 6% ในปีนี้และเติบโต 5.9% ในปี 2562 ทั้งนี้ หากไม่นับรวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชีย ในฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวัน คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจภูมิภาคปีนี้จะเติบโตได้ถึง 6.5% และเติบโต 6.4% ในปี 2562 ส่วนประเทศไทยได้ปรับเพิ่ม จีดีพีปีนี้เป็น 4.2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4% ส่วนในปี 2562 ยังคงประมาณการเดิมที่ 4.1%

‘พาณิชย์’ ปิ๊งไอเดียเติบโต 2 ทาง ดันร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ขายสินค้าชุมชน โอท็อป และเอสเอ็มอี ทางออนไลน์ ยกระดับเป็นร้าน ‘โชห่วย-ไฮบริด’ แค่มี โทร.มือถือ ดาวน์โหลดแอพฯ เริ่มใช้งาน 1 สิงหาคม นี้

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า เร่งยกระดับธุรกิจ ค้าส่งค้าปลีกให้มีความแข็งแกร่ง โดยขยายช่องทาง การตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยใช้ระบบอี-คอมเมิร์ซเข้ามาช่วยบริหารจัดการ โดยให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ จำหน่ายสินค้าชุมชน โอท็อป และเอสเอ็มอี ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย เป็นการยกระดับให้กลายเป็น ‘ร้านโชห่วย-ไฮบริด’ ทำให้เกิดรายได้แก่ร้านค้าอีกทางหนึ่ง เพียงเจ้าของร้านค้ามีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต และดาวน์โหลดติดตั้งแอพพลิเคชั่น ‘โชห่วย-ไฮบริด’ ของกระทรวงพาณิชย์ ก็สามารถขยับสถานะเป็นพ่อค้า-แม่ค้าไฮเทคได้แล้ว

เบื้องต้นจะคัดเลือกสินค้าจากผู้ประกอบการสินค้าชุมชน โอท็อป และเอสเอ็มอี ที่ผ่านการส่งเสริมจากกระทรวงเป็นสินค้าที่มีศักยภาพ ผู้ผลิตมีกำลังการผลิตเพียงพอต่อคำสั่งซื้อจากร้านค้าทั่วประเทศ ยอมรับเงื่อนไขจัดส่งสินค้า และการรับชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับเงินหลังจากผู้ซื้อสินค้าได้รับสินค้าแล้ว โดยผู้ผลิต สินค้าต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนการจัดส่งสินค้า และได้ส่วนต่างกำไร (Margin) จากการจำหน่ายสินค้า

ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการ จะดาวน์โหลด และติดตั้งแอพพลิเคชั่น ‘โชห่วย-ไฮบริด’ ด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) และป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องดาวน์โหลดแอพฯ ดังกล่าวไปใช้งาน ผู้ใช้งาน ของร้านค้าต้องได้รับการยืนยันตัวตนจากพาณิชย์ก่อน จึงจะเข้าสู่ระบบการซื้อขายสินค้าชุมชนออนไลน์ได้ วันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะมีการอบรมผู้ผลิตสินค้าชุมชนโอท็อป และเอสเอ็มอี เรียนรู้วิธีการใช้แอพฯ นำสินค้าเข้าสู่ระบบ รองรับการสั่งซื้อจากร้านค้าธงฟ้า

เบื้องต้นนำร่องใช้กับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในเขตกทม. ประมาณ 1,400 ร้านค้า ระยะเริ่มแรก แอพพลิเคชั่นใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เท่านั้น ระยะถัดไป จึงจะใช้ระบบ IOS ได้ โดยแอพพลิเคชั่น ‘โชห่วย-ไฮบริด’ ใช้งานได้ตั้งแต่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป

ในปี 2560 ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกทั้งประเทศ ซื้อขายกว่า 1.83 ล้านล้านบาท หรือ 13.9% ของ GDP ประเทศไทย เป็นอันดับ 3 รองจากภาคบริการ 32.6% ภาคการผลิต 27.7% จ้างงาน 2.9 ล้านคน หรือ 27.5% ของทั้งประเทศ ซึ่งเป็นอันดับ 2 รองจากภาคบริการ (44.8%)

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนช่วงวันอาฬาหบูชา-เข้าพรรษา ปีนี้ คาดว่าเงินสะพัดรวม 6,477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% ส่วนใหญ่วางแผนไปท่องเที่ยว และทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน เวียนเทียน

แหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในวันอาฬาหบูชาและวันเข้าพรรษา ส่วนใหญ่มาจากรายได้ประจำ ซึ่งโพลครั้งนี้บ่งชี้ว่าประชาชนเข้าใกล้วัดมากขึ้น และจับจ่ายใช้สอยเพื่อการทำบุญมากขึ้น แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประชาชนวางแผนจับจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนประชาชนต่างจังหวัด ซึ่งพึ่งพาราคาสินค้าเกษตร ส่วนใหญ่วางแผนจับจ่ายเท่าเดิม อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มน้อยลง เนื่องจากใช้จ่ายมากในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ไปแล้ว แต่การใช้จ่ายเพื่อทำบุญยังคงเพิ่มขึ้น

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมจัดโครงการประกวดออกแบบชุดเครื่องแต่งกาย สิ่งทอผ้าไหมเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “ผ้าไหมไทยในมุมมองและสไตล์ของ คนรุ่นใหม่ : Creative ready to wear” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การใช้ผ้าไหมไทยแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยผ้าไหมที่นำมาออกแบบตัดเย็บจะใช้ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านการคิดและออกแบบจากเยาวชน จากสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และแฟชั่นที่เข้าร่วมโครงการ

โดยปีนี้มีสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประกวดดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 15 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีกรรมการตัดสินการประกวดซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น เช่น คุณอารยา อินทรา (Fashion Stylist), คุณภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ (แบรนด์ VINN PATTARARIN), คุณศิริชัย ทหรานนท์ (ห้องเสื้อ Theatre), คุณสธน ตันตราภรณ์ (บรรณาธิการนิตยสาร VOGUE), คุณสุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ (แบรนด์ Jo’s Bag)

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการประกวดนั้นทั้ง 15 มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการได้จัดทำแบบร่างภาพประกอบแรงบันดาลใจ (Mood Board) และนำเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุง จากนั้นจะเป็นการทำผลงานต้นแบบมานำเสนอต่อคณะกรรมการในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผลการตัดสิน สถาบันการศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เนื่องจากสามารถสร้างสรรค์ผลงานชุดแต่งกายที่ตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม ผ่านมุมมองความคิดสร้างสรรค์ และการนำไปต่อยอดการผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้ รางวัลที่ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และรางวัลที่ 3 ได้แก่ มหาวิยาลัยศิลปากร

ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2561” วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 และผลงานที่เข้าร่วมการประกวดทุกชิ้นจะได้นำไปจัดแสดงภายในงานดังกล่าว ซึ่งกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม-4 สิงหาคม 2561 ณ อาคาร 2-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

จากกรณีเยาวชนและผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมหมูป่า อะคาเดมี จำนวน 13 คน ติดอยู่ในถ้ำเขาหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพราะส่วนหนึ่งเล็งเห็นว่า ป้ายหน้าถ้ำระบุว่า ห้ามเข้าถ้ำในระหว่างช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูน้ำป่าไหลหลาก แต่ผลปรากฏว่าเกิดน้ำไหลท่วมเข้ามาในถ้ำ จนหลายฝ่ายแสดงความเห็นร่วมกันว่า อาจต้องทำป้ายแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเป็นระบบที่มีอักษรเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บวกลบสภาพอากาศอย่างน้อย 1 เดือน

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานแถลงข่าว “รับมือน้ำขาด-น้ำท่วม-น้ำแล้ง” ภายใต้ยุทธศาสตร์การปฏิรูป การบริหารจัดการน้ำของประเทศ เมื่อวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม 2561 ว่า ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า อนาคตสถานการณ์น้ำของไทยมีแนวโน้มผันผวนสูง เนื่องจากฤดูกาลไม่แน่นอน สาเหตุของการเกิดเหตุดังกล่าว ข้อหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Pro Green) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีอภิปราย เรื่อง “R&D, Technology and capacity building for climate change mitigation and adaptation” ณ ห้องอินฟินิตี้ รูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นพื้นที่ในการอภิปราย แลกเปลี่ยน ข้อมูลองค์ความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ประเด็นสังคมที่สำคัญของโลก ใน “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) โดย ผศ.ดร. ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ นักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้มีผลกระทบต่อทางด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเรื่องการท่องเที่ยวและด้านสุขภาพด้วย ดังนั้น ทุกภาคส่วนควรเข้าถึงฐานข้อมูลด้านนี้ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับที่ ดร.วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ทั่วโลกตื่นตัวกับประเด็นนี้ จนมีความสนใจในหลายประเด็น อาทิ เรื่องไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

ด้าน นายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้ง บริษัท รีคัลท์ โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้ยกตัวอย่างการศึกษาข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า Big Data จากเครื่องมือ อย่าง ดาวเทียม ที่พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประโยชน์กับภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างมาก ปัจจุบันตนและเพื่อนๆ ได้นำ Big Data และเทคโนโลยี เอไอ มาใช้ในภาคเกษตร โดยการวิเคราะห์เก็บข้อมูลของเกษตรกรทำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกพืชได้อย่างแน่นอนตั้งแต่การลงเมล็ด รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เก็บเกี่ยว ตลอดจนการประเมินสภาพภูมิอากาศ ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมที่สามารถดูผ่านแอปพลิเคชั่นทางสมาร์ทโฟนได้ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้ยังทำให้ธนาคารสามารถประเมินความเสี่ยงของเกษตรกรว่าสามารถสร้างผลผลิตจนมีรายได้มาชำระหนี้ได้หรือไม่ ธนาคารจึงเกิดความเชื่อมั่นและปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรมากู้เงิน โดยตอนนี้มีเกษตรกรไทยใช้แอปพลิเคชั่นของเขาเกือบ 1,000 ราย โดยเริ่มต้นเจาะกลุ่มผู้ใช้เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ในพื้นที่ จ.สระบุรี

ด้านทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รศ.ดร. ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมา สกว. ได้สนับสนุนการวิจัยในประเด็นนี้มากกว่า 15 ปี โดยงานวิจัยในอนาคตที่ไทยควรมุ่งเน้นหลังจากนี้ 4 ประเด็น คือ 1. การจัดตั้งศูนย์วิจัยใน 3 ด้าน คือ 1) ศูนย์บรรยากาศศาสตร์ 2) ศูนย์แบบจำลองภูมิอากาศ 3) ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศรายฤดู 2. การสร้างเครื่องมือและองค์ความรู้ ที่ทำให้ภาคเกษตรและภาคอื่นๆ เข้าถึงข้อมูลด้านผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3. ให้ชุมชนมีองค์ความรู้

เกี่ยวกับความเสี่ยงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4. การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างการพัฒนา ระบบตรวจสอบ รายงาน วัดผล ในประเทศไทย นอกจากนี้ ทิศทางการสนับสนุนทุนด้านนี้เปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์ของโลก เราสนใจเรื่องของกลไกการเงินเพื่อโลกร้อน (Climate Finance) การส่งเสริมเยาวชนให้เป็นพลังคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมของโลก และท้ายที่สุดมากกว่าการสร้างนักวิจัยและผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน่วยงานวิจัยควรมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งภาคีในประเทศและต่างประเทศผ่านการสร้างความร่วมมือ อย่างการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและมีผลกระทบมากขึ้น

ปิดทองฯ ร่วมมือจังหวัดปัตตานี อำเภอสายบุรี สนับสนุนออกหน่วยทันตกรรมพระราชทาน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตามแนวพระราชดำริ สร้างโอกาสประชาชนพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการการแพทย์ด้านทันตกรรมที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ระดมทีมทันตแพทย์ ชั้นครูกว่า 58 คน พร้อมทีมงาน 11 หน่วยงานในพื้นที่กว่า 322 ชีวิต ให้บริการนักเรียนและประชาชนไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ลดปัญหาโรงพยาบาลพื้นที่ขาดบุคลากรไม่ทั่วถึง ขณะที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก