หนุน ศพก. และเครือข่ายหยุดการเผาในไร่นา มุ่งเป้าลดพื้นที่

หมอกควัน สร้างต้นแบบชุมชนกรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรต่อเนื่อง มุ่งเป้าลดปัญหาหมอกควันโดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี เล็งใช้ ศพก. และเครือข่ายเป็นกลไกถ่ายทอดความรู้เกษตรกร เพื่อขยายผลสร้างการตระหนักรู้และต้นแบบชุมชนปลอดการเผา

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 เพื่อเร่งรัดจัดการและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดมลพิษและหมอกควันทำลายสภาพแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และโครงสร้างดิน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยได้จัดตั้งศูนย์สาธิตเทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผาเพื่อนำร่องสาธิตการใช้เทคโนโลยีการไถกลบตอซังฟางข้าวทดแทนการเผา โดยให้ชุมชนเกษตรเป็นผู้บริหารจัดการการให้บริการเครื่องจักรกลเกษตรทดแทนการเผาแก่เกษตรกรในพื้นที่ดำเนินงานและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งจัดตั้งเครือข่ายเกษตกรปลอดการเผา ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเผาสูง

โดยในปี 2557 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันได้สร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่ประสบปัญหาหมอกควันรุนแรงเป็นประจำทุกปี ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน พะเยา แพร่ ตาก และอุตรดิตถ์ โดยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา เทคนิคและวิชาการด้านการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา ส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันของเกษตรกรเป็นเครือข่ายปลอดการเผา

สร้างวิทยากรอาสาสมัครด้านการทำเกษตรปลอดการเผา สนับสนุนให้เกิดจุดสาธิตเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรแบบปลอดการเผาตามบริบทของชุมชน เช่น การไถกลบตอซัง การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์ เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน การเพาะเห็ดฟาง รวมทั้งการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นบนพื้นที่สูง เพื่อลดการเผาซังข้าวโพดบนพื้นที่สูง การจัดเวทีเสวนาเพื่อวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และระดมความคิดเห็นจัดทำแผนชุมชนเพื่อป้องกันการเผาในพื้นที่ การทำสัตยาบันในชุมชน เพื่อใช้เป็นมาตรการในการกำกับควบคุมในชุมชนเอง รวมทั้งเฝ้าระวังในช่วงภาวะวิกฤติหมอกควันช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี จากเครือข่ายที่ผ่านการฝึกอบรม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า มีเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา 1,374 เครือข่าย เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้ รวม 64,250 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการพัฒนาเป็นวิทยากรเกษตรปลอดการเผา จำนวน 7,710 ราย ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 1.37 ล้านไร่ โดยในปี 2561 ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่

สำหรับในปี 2562 นอกจากจะดำเนินการใน 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบนแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้ขยายพื้นที่ไปยัง 16 จังหวัดที่มีการเผาในพื้นที่เกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี รวมทั้งเดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา

ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายแปลงใหญ่ เพื่อให้การรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่การเกษตรมีประสิทธิภาพ และกระจายความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างครอบคลุม โดยการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2562 พร้อมทั้งจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นหนึ่งในกิจกรรมการจัดงานดังกล่าว

ตลอดจนให้บรรจุประเด็นเรื่องการหยุดเผาเป็นวาระการประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด และระดับเขต และให้บรรจุเนื้อหาวิชาการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เป็นหนึ่งในหลักสูตรเสริมของ ศพก. สำหรับการอบรมเกษตรกรในทุกพื้นที่ โดยคาดหวังว่าจะช่วยลดปัญหาหมอกควันในไร่นาโดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกัญชา โดยระบุว่า ป.ป.ส. แจงผู้มีสิทธิ์ขออนุญาตและอนุญาตให้ผลิต นำเข้าและส่งออก “กัญชา” รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) กัญชา ยังคงเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ซึ่งได้ผ่อนปรนให้สามารถใช้เพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยได้เท่านั้น

ผู้ที่จะสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า และส่งออก กัญชาได้ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (1) หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือให้บริการทางเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชกรรม

(2) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม และสัตวแพทย์ หรือแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์หรือหมอพื้นบ้านตามหลักเกณฑ์ที่ รมว. สธ. กำหนด

(3) สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีการศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์ (4) เกษตรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย และดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของผู้ขออนุญาตที่เป็นหน่วยงานรัฐ หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

(5) ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

(6) ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องนำติดตัวเข้ามาใน หรือออกไปนอกราชอาณาจักร เพื่อใช้รักษาโรคเฉพาะตัว (7) ผู้ขออนุญาตอื่นๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ทั้งนี้ ผู้ขออนุญาตต้องยื่นคำขอต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และต้องเสนอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะเสนอเลขาธิการ อย. เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตต่อไป จึงจะสามารถดำเนินการผลิต นำเข้า หรือส่งออกได้

ด้าน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การขออนุญาต และการอนุญาตเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยผู้ขออนุญาตที่หน่วยงานของรัฐ ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ และผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ กรณีบุคคลธรรมดา ต้องมีสัญชาติไทยและอยู่ในประเทศไทย ส่วนกรณีนิติบุคคล ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทยและกรรมการ 2 ใน 3 ต้องมีสัญชาติไทย รวมทั้งต้องมีสำนักงานที่ตั้งในประเทศไทยด้วย ขอเน้นย้ำว่า ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไม่ว่าจะเป็น กัญชา หรือพืชกระท่อม

ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง หรือเสพ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย ทั้งโทษจำคุกหรือโทษปรับ การผ่อนปรนเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ กฎหมายได้กำหนดให้มีมาตรการในการกำกับดูแลทั้งการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายและครอบครองหรือเสพเพื่อการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย

ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข จึงฝากถึงผู้ป่วยอย่างหลงเชื่อว่าสามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาโรคที่บ้านเองได้ หากต้องการใช้กัญชาเพื่อการบำบัดรักษาโรคให้ไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวินิจฉัยหรือสั่งใช้กัญชาหรือสารสกัดเพื่อการบำบัดรักษาโรค ซึ่งจะได้กัญชาหรือสารสกัดที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ และใช้ได้โดยไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย”

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เปิดมิติใหม่ท่องเที่ยวธรรมชาติและมรดกวัฒนธรรมกะหร่างแก่งกระจาน เป็นทางเลือกใหม่เพื่อพัฒนาอาชีพชาวกะหร่างโป่งลึก-บางกลอย

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า ปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อศึกษาและพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาวกะหร่าง ที่บ้านโป่งลึกและบางกลอย ซึ่งในขณะนี้เข้าสู่ปีที่สองและชุมชนมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว

บ้านโป่งลึกและบางกลอยบนอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยังเป็นชุมชนที่อนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อรวมกับธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ของป่าแก่งกระจาน ทำให้เป็นสินค้าท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

“ชาวบ้านเองก็มีความดีใจที่จะเข้าสู่บริการด้านท่องเที่ยว เพราะภูมิใจที่จะนำเสนอวัฒนธรรมของเขา เด็กเล็กและเยาวชนก็กระตือรือร้นเข้ามาเรียนรู้ด้านดนตรีและการแสดงจากผู้ใหญ่”

ดังนั้น กลุ่มท่องเที่ยวบ้านโป่งลึก บางกลอย จึงมีชาวบ้านเข้าร่วมกิจกรรม 184 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 100% ของประชากรที่อาศัยอยู่ประจำในป่าแก่งกระจาน ทั้งนี้ ได้ร่วมกันจัดโครงสร้างการทำงานในด้านต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มล่องแพ 43 คน กลุ่มแม่บ้าน 29 คน กลุ่มกางเต็นท์ 26 คน กลุ่มกล้วยตาก 13 คน กลุ่มการแสดงและดนตรี 34 คน เป็นต้น

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี บุญเพ็ง อาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ดำเนินงานโครงการ กล่าวว่า การทำงานในกิจกรรมต่างๆ ของพื้นที่บ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอย จะดำเนินการไปอย่างเหมาะสม ค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบเพื่อป้องกันปัญหาจากบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากการท่องเที่ยววิถีชุมชนในรูปแบบธุรกิจมากเกินไป ชุมชนต้องมีการสร้างเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเอง

“ที่นี่มีจุดเด่นของการท่องเที่ยวคือโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวปกากะญอ (กะหร่าง) ที่ยังคงรักษาไว้อย่างดั้งเดิม ทั้งบ้านเรือน อาหาร การแต่งกาย ประเพณี และการละเล่น ทั้งยังมีทุนทางธรรมชาติที่งดงาม สามารถมีกิจกรรมล่องแพแม่น้ำเพชรบุรีได้ดีด้วย”

นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรมกับชาวบ้าน เช่น การล่องแพไม้ไผ่ในแม่น้ำเพชรบุรี ชมการแสดงดนตรี รับประทานอาหารพื้นเมือง ชิมกาแฟกะหร่าง เป็นต้น ในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจท่องเที่ยวของชุมชน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานรับเป็นศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระจายนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทรศัพท์ 091-050-4461และ 032-772-311 ในเวลาราชการ

บ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอย เป็นพื้นที่ต้นแบบการประยุกต์แนวพระราชดำริเพื่อพัฒนาพื้นที่โดยปิดทองหลังพระฯ ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและหน่วยงานราชการในพื้นที่พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ โดยจัดหาแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ปัจจุบันมีพื้นที่ที่มีน้ำใช้ตลอดปีจำนวน 454 ไร่ และยังสามารถนำน้ำมาใช้ในการอุปโภค บริโภคในครัวเรือนด้วย และเกษตรกรมีรายได้จากการทำการเกษตรและพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงที่โครงการส่งเสริม เช่น ทุเรียน กาแฟ โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้รวมกว่า 1.8 ล้านบาท

อากาศร้อนชาวบ้านออกหาไข่มดแดงขายเป็นเมนูอาหารชั้นสูง กว่าจะได้มาต้องใช้ไม้ขึ้นไปแหย่รังมดแดงบนต้นไม้สูงตาม 2 ข้างทาง สร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมให้กับครอบครัว

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศร้อน ชาวบ้านเริ่มทยอยกันออกหาไข่มดแดง อาหารชั้นสูงที่มดจะวางไข่ในช่วงฤดูร้อนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบว่ามีรังมดแดงขึ้นอยู่ตามต้นไม้ริมทาง 2 ข้างทางเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันหาแหย่รังเก็บไข่มดแดงเพื่อนำมาขายสร้างรายได้เสริม และนำมาประกอบเป็นเมนูอาหารรับประทานกันในครอบครัว

นายคำพาด ชมพูบาง อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ 8 บ้านหนองกุง ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ในแต่ละวันจะ นำอุปกรณ์การหาไข่มดแดง ซึ่งประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเองจากภูมิปัญญาชาวบ้าน คือการนำหวดหรือตะกร้ามามัดติดกับไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 4 เมตร นอกจากนี้ยังคงมีแป้งข้าวจ้าว และถังเปล่าสำหรับใส่ไข่มดแดง นำขึ้นรถจักรยานยนต์ออกตระเวนหาแหย่รังไข่มดแดงตามพื้นที่ต่างๆ ทุกวัน ในตอนเช้าทุกวันตนจะรีบตื่นแล้วเอาอุปกรณ์สำหรับแหย่ไข่มดแดงขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนหารังมดแดงตามต้นไม้ที่อยู่ริมถนน และในป่าข้างทาง เพื่อเป็นอาชีพเสริมหลังจากการทำไร่ ทำนา ซึ่งทำแบบนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว

แต่ละวันจะสามารถหาไข่มดแดงมาขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 400 – 1,000 บาท ซึ่งสาเหตุที่ต้องออกหาแหย่ไข่มดแดงตั้งแต่เช้าเนื่องจากจะมีชาวบ้านคนอื่นๆออกหาไข่มดแดงด้วยเช่นกัน ซึ่งจะต้องแข่งกันหารังไข่มดแดง บางวันก็ได้มาก บางวันก็ได้น้อย อีกทั้งสภาพอากาศในช่วงเช้าเย็นสบาย เมื่อมดแดงกัดจะไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่ แต่หากช่วงสายมาแดดร้อน พอถูกมดแดงกัดก็จะเจ็บแสบเพราะถูกมดแดงเยี่ยวใส่ ด้วย ทั้งนี้มดแดงเหล่านี้นั้นจะชอบทำรังออกไข่บนต้นไม้หลายชนิด โดยเฉพาะ ต้นสะแก, ต้นสะเดา ,ต้นมะม่วง และต้นพุทรา ส่วนจะรู้ว่ารังไหนมีไข่มากๆ นั้น ก็ต้องสังเกตรังที่มีใยขาวๆ อยู่ขอบรังมดแดง และถ้ารังไหนที่มีน้ำหนักจนกิ่งไม้โน้มลงมา จะได้ไข่มดแดงมาก

นายคำพาด กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการแหย่รังมดแดงเพื่อเอาไข่มดแดงนั้น คือจะใช้ไม้ที่มัดติดกับหวดหรือตะกร้าแหย่เข้าไปในรังมดแดง ซึ่งทันทีที่ไข่มดแดงหล่นลงไปในตะกร้า ก็จะนำแป้งข้าวจ้าวมาโรยใส่ทันที และเทใส่ถาดที่เตรียมสำหรับคัดแยกมดแดงกับไข่มดออกจากกัน จากนั้นก็จะทำการร่อนไข่ให้มดแดงหล่นออกเหลือเพียงแต่ไข่ก่อนจะนำไปใส่ถัง ซึ่งลักษณะของไข่มดแดงจะมีลักษณะขาวอวบ สีใส น่ารับประทานอย่างมาก

” สำหรับราคาขายตามท้องตลาดของขอนแก่นขณะนี้ราคายังสูงอยู่ เพราะไข่มดแดงหายากโดยจะขายในราคากิโลกรัมละ 1,000 – 1,200 บาท แต่ละวันผมจะหาได้ประมาณ 1- 2 กก. เพราะไม่ได้หาตลอดทั้งวัน โดยจะหยุดพักในช่วงกลางวันที่มีแดดร้อนจัด โดยวันหนึ่งจะหาไปขายได้เงินประมาณ 400 – 1,000 บาท และจะมีคนสั่งจองไข่มดแดงไว้ทุกวัน ซึ่งครอบครัวจะยังคงยึดอาชีพหาไข่มดแดงเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวโดยเฉพาะในระยะนี้ที่เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนและหน้าแล้งที่มดแดงจะออกไข่จำนวนมาก ส่วนลูกค้าที่ซื้อไปนั้น ก็จะนิยมนำไปทำอาหารได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นยำไข่มดแดง ,ไข่เจียวใส่ไข่มดแดง,แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง หรือรับประทานไข่มดแดงสดๆก็มี”

เมื่อพูดถึงแกง“ แกงเปรอะ” หากใครเป็นคออีสานรสแซบ ก็ต้องคุ้นเคยกับกลิ่นหอมของแกงได้ดี แกงเปรอะหรือแกงหน่อไม้ใบย่านาง เป็นอาหารพื้นเมืองอีสานโบราณ ที่ลูกอีสานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนๆ ต้องรู้จักและคุ้นเคยดี คนอีสานมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย พร้อมกับการรับประทานอาหารอย่างง่ายๆ ได้ทุกอย่าง เพื่อดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของภาค รู้จักหาสิ่งต่างๆ ที่สามารถบริโภคได้ในท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นอาหาร สำหรับอาหารของคนอีสานในแต่ละมื้อจะมีเพียง 2-3 จาน ง่ายๆ ซึ่งทุกมื้อจะต้องมีผักเป็นส่วนประกอบหลัก ถ้าเป็นเนื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลา หรือเนื้อวัวเนื้อ ควาย เป็นส่วนมาก

ในเรื่องรสชาติอาหารนั้นไม่มีตายตัวแล้วแต่ความชอบของบุคคล แต่อาหารพื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่แล้วจะออกรสชาติไปทางเผ็ด เค็ม และไม่นิยมรสเปรี้ยว เครื่องปรุงอาหารอีสานที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย คือ ปลาร้า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของบรรพบุรุษ ทุกครัวเรือนต้องมีปลาร้าไว้ประจำครัว เพราะปลาร้าใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารได้ทุกประเภท เหมือนกับชาวไทยภาคกลางใช้น้ำปลานั่นเอง

ทำไมคนอีสาน จึงนิยมแกงหน่อไม้ใส่ใบย่านาง

อาหารอีสานใช่ว่าจะมีแต่แกงหน่อไม้อย่างเดียวที่ใช้น้ำใบย่านางในการปรุง ยังมีซุบหน่อไม้ แกงยอดหวาย แกงใบขี้เหล็ก แกงอีรอก หรือต้นกระบุก ต้องใช้น้ำคั้นจากใบย่านางมาปรุงเพื่อช่วยลดความขมเปรี้ยวแทบทั้งสิ้น

อาหารของคนอีสานนั้นมีมาก ขึ้นอยู่กับความชอบ แต่ ที่นิยมทำเป็นอาหารมาก และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป คือ แกงหน่อไม้ใบย่านาง ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตก็ว่าได้

ผู้เขียนมีโอกาสไปเดินตลาดสดทางอีสาน พบว่าเกือบทุกจังหวัด จะขายหน่อไม้สดฝานบางๆ ใส่ตะกร้า ขายคู่กับเครื่องปรุงอย่าง เช่น ผัก เห็ด รวมทั้งน้ำใบย่านางที่พร้อมปรุง พอเข้าครัว แค่ยกหม้อแกงตั้งไฟใส่ของที่ซื้อมาปรุงรสตามชอบก็จะได้แกงหน่อไม้ใบย่านางที่แสนอร่อย

แกงหน่อไม้ใบย่านาง ทำง่าย รสชาติของน้ำใบย่านางกับหน่อไม้จะเข้ากันสุดๆ คนโบราณเชื่อกันว่าหน่อไม้จะทำให้ท้องอืด และปวดตามข้อ เชื่อว่าในหน่อไม้มีสารพิวรีน ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเกาต์ และแพทย์จะห้ามกินอาหารที่มีพิวรีน ซึ่งสารตัวนี้มีส่วนทำให้กรดยูริกสูงขึ้นนั่นเอง ดังนั้น จึงต้องแก้ด้วยน้ำใบย่านางซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ทำให้หน่อไม้กับใบย่านางกลายเป็นของคู่กัน แถมรสชาติยังเข้ากันได้ดีอีกด้วย

หน่อไม้สดมีคุณค่าสูง มีโปรตีน วิตามิน ที่สำคัญมีกรด “อะมิโน” ที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ หน่อไม้มีกากใยอาหารมาก จะช่วยให้ร่างกายนำกากและสารพิษในร่างกายออกสู่ภายนอกโดยเร็ว (กากใยอาหารช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่หน่อไม้เองก็มีข้อด้อยคือมีกรด “ออกซาลิค” ซึ่งจับตัวกับแร่ธาตุต่างๆ ได้ทำให้ร่างกายนำธาตุอาหารนั้นไปใช้ไม่ได้ จึงควรกินหน่อไม้แต่พองามและกินผักอื่นๆ ด้วย

หน่ออ่อนของไม้ไผ่ หรือหน่อไม้ นอกจากนำมาแกงแล้ว ยังเป็นผักหรือเป็นเครื่องเคียงจิ้มน้ำพริกได้อย่างดี หน่อไม้เป็นผักที่มีมากในฤดูฝน พบในท้องตลาดทุกภาคของเมืองไทย ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นอาหารกันทุกภาค เช่น ทางภาคใต้นิยมนำมาดอง ผสมกับเครื่องแกงส้ม เป็นเมนูเด็ดที่ชื่อ แกงเหลือง หรือจะเป็นต้มกะทิหน่อไม้สดกับสะตอ และใบชะอม ซึ่งหารับประทานได้ตามร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ทั่วไป

ทำไมคนอีสาน จึงนำใบย่านาง มาใส่ในแกงเปรอะ

น้ำสีเขียวที่นำมาต้มกับหน่อไม้ เชื่อว่าจะช่วยลดกรดออกซาลิค ที่มีอยู่ได้ และเมื่อนำมาปรุงกับหน่อไม้จะทำให้หน่อไม้จืดไม่ขม ใบย่านางมีเส้นใยมาก อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ และจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ใบย่านางที่คั้นน้ำแล้วจะมีเบต้าแคโรทีน 39.24 ไมโครกรัม เทียบหน่วย เรตินัล คนที่ชอบอาหารอีสานอย่าง แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ ใช่ว่าจะรู้จักใบย่านาง บางคนไม่ทราบด้วยซ้ำว่า แกงและซุบหน่อไม้สีคล้ำๆ คือ น้ำใบย่านาง

ปัจจุบันถ้าถามถึงใบย่านางนั้นหาได้ไม่ยาก ลองไปเดินตามตลาดสด ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งทางภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี ชุมพร ก็จะพบแล้ว จะมีต่างกัน ก็ตรงที่ไม่มีน้ำใบย่านางสำเร็จรูปเหมือนทางอีสานเท่านั้นเอง

ใบย่านาง นอกจากจะใช้เป็นเครื่องปรุงรสเพื่อเพิ่มความกลมกล่อมของแกงหน่อไม้และซุปหน่อไม้แล้ว ยอดอ่อนของเถาย่านางยังสามารถนำมารับประทานแกล้มแนมกับของเผ็ดอื่นได้ด้วย เช่น ทางภาคใต้จะนำยอดอ่อนใสในแกงเลียง ทำให้รสชาติของน้ำแกงนั้นหวานอร่อย (อาหารอีสาน เช่น แกงขี้เหล็ก ก็คั้นน้ำใบย่านางลงไปด้วย เพื่อลดความขมของใบขี้เหล็ก )

วิธีการปรุงแกงหน่อไม้ใบย่านาง มีส่วนผสม ดังนี้

หน่อไม้ (จะเป็นไผ่หวาน ไผ่รวก ก็แล้วแต่ความชอบหรือจะใช้ไผ่ดองปี๊บก็ได้แต่
ก่อนจะนำมาแกงต้องต้มน้ำทิ้งก่อน)

ใบย่านาง (แล้วแต่ความชอบหรือดูตามปริมาณของหน่อไม้ แต่ ขอบอกว่ายิ่งน้ำ
ใบย่านางมากและข้นจะทำให้น้ำแกงอร่อยเข้มข้นขึ้น) วิธีทำพริกแกง โขลกส่วนผสมรวมกันให้ระเอียดเตรียมไว้

วิธีการปรุง

นำส่วนยอดอ่อนของหน่อไม้มาฝานบางๆ ต้มน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง ให้หายขื่น แล้วรินน้ำทิ้ง (เพื่อล้างรสขมออก) ตักขึ้นพักไว้
โขลกใบย่านางรวมกับข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้ (ข้าวเบือ) พอแหลก แล้วนำไปคั้นกับน้ำ กรองใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ
นำหม้อที่ใส่น้ำใบย่านางยกขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำพริกแกงคนให้ละลาย ตามด้วยหน่อไม้ที่ต้มไว้ ตะไคร้ทุบ รอให้เดือดอีกครั้งปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำปลาร้า เติมเห็ดและผักต่าง ๆได้ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด ฟักทองใช้ได้ทั้งยอดอ่อน ลูกอ่อนหรือลูกแก่ ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า หรือจะเป็นผักอื่นๆ แล้วแต่ความชอบ หรือเท่าที่จะหามาได้ค่ะ) คนให้เข้ากัน
ยกลงจากเตา ตักใส่ชามเสิร์ฟ โรยยอดชะอมและใบแมงลัก รับประทานขณะร้อนๆ

ข้าวเบือ คือ ข้าวเหนียวดิบแช่น้ำจนนุ่มนิยมใส่ในอาหารอีสานเพื่อให้น้ำแกงมีรสหวานและข้นขึ้นเล็กน้อย (สำหรับผู้เขียนเองจะตำผสมรวมกับใบย่านางแล้วกรองเอาแต่น้ำค่ะ!!! )คุณค่าทางโภชนาการที่ได้จากแกงหน่อไม้ใบย่านาง

หน่อไม้ มีรสขมหวานร้อน มีกากใยสูง ช่วยระบาย
ย่านาง มีรสจืด นำมาปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับได้เป็นอย่างดี
เห็ดต่างๆ ให้พลังงานและสารอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าแทนเนื้อสัตว์ช่วยกระจายโลหิต
ยอดชะอม มีรสจืด กลิ่นฉุน (กลิ่นหอมสุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
ฟักทอง มีคุณค่าทางอาหารสูง บำรุงสายตา บำรุงร่างกาย
ข้าวโพด รสหวานมัน เมล็ด เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมาน บำรุงหัวใจ ปอด เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ
แมงลักสด รสหอมร้อน เป็นยาแก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้โรคท้องร่วงขับลม
ตะไคร้ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหารและขับเหงื่อ

กระชาย รสร้อน แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้บิดมีตัว ขับพยาธิตัวกลมและพยาธิเส้นด้ายในเด็ก ใช้แต่งกลิ่น สี รสอาหาร มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่มีพิษ
พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย
แกงหน่อไม้ใบย่านาง หรือที่บางคนเรียก แกงเปรอะ เป็นแกงที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ คำว่าเปรอะ!!! นั้นอาจเป็นด้วยวิธีการปรุง จากส่วนผสมหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีสรรพคุณทางยาแทบทั้งสิ้น ดังนั้นนอกจากได้ความอร่อยแล้ว ยังเป็นการบำรุงสุขภาพจากภายในอย่างง่ายๆ

นี่แหละ คือ ประโยชน์โดยแท้ ของหน่อไม้และน้ำใบย่านาง การใส่ผักนานาชนิดลงในหม้อแกง ทั้งรสร้อน รสขม จืดมัน จึงช่วยในการบำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับลม และช่วยเจริญอาหารเป็นอย่างดี

เชื่อว่าอาหารพื้นบ้านโบราณชนิดนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่รักษ์สุขภาพ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากสารอาหารโดยตรงแล้ว ยังมีของแถมจากการกินผักมากๆ นั้น ซึ่งส่งผลในทางอ้อมเป็นการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

จากอาชีพทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา คลุกคลีกับกระบวนการทำนาข้าวมาหลายสิบปี คุณเลียน อ่อนสุระทุม สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านดงสวรรค์ ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จ.สกลนคร จึงเกิดแนวความคิด ประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับการโรยเมล็ดพันธุ์ข้าวงอกราคาประหยัด ไม่ก่อมลพิษ ช่วยลดต้นทุนการปลูกข้าว

คุณเลียน เผยว่า แนวคิดนี้เริ่มมาจากต้องการประหยัดต้นทุนการเพาะปลูก เริ่มจากเห็นเครื่องมือโรยแถวเมล็ดพันธุ์ข้าวแห้ง ที่มีการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใช้น้ำมัน มองว่าทำให้เกิดต้นทุนการผลิตและเกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม จึงคิดประดิษฐ์เครื่องมือชนิดนี้ขึ้นมา

นอกจากจะลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงแล้ว ยังใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวน้อยลง และทดแทนแรงงานปักดำที่นับวันจะมีค่าแรงสูงขึ้น นับวันแรงงานจะหายากขึ้นเรื่อยๆ

“แนวคิดอีกอย่างคือ ผมต้องการให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกโรยออกมาจากเครื่องมีลักษณะเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีระยะห่างที่เท่ากันและเรียงกันเป็นแถวเป็นแนว เพื่อที่ว่าเมื่อเมล็ดข้าวงอกเป็นต้นแล้ว จะขึ้นเป็นกอคล้ายกับการปักดำ และที่สำคัญการเว้นช่องว่างระหว่างกอข้าวนั้น ช่วยลดปัญหาของโรคและแมลงศัตรูข้าวได้”

คุณเลียน กล่าวอีกว่า เริ่มประดิษฐ์เครื่องโรยข้าวงอกขึ้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 และเริ่มพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มขนาดกระบอกบรรจุข้าวงอกเพื่อให้สามารถโรยเมล็ดพันธุ์ข้าวได้พื้นที่เพิ่มขึ้น และมีการเพิ่มช่องพลาสติกใสเพื่อให้สามารถมองเห็นปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบอกบรรจุ ไม่ต้องกังวลว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบอกบรรจุจะหมดโดยไม่รู้ตัว วัสดุอุปกรณ์

1.ท่อพีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ความยาวประมาณ 1.8 เมตร ราคาประมาณ 305 บาท 2.ท่อพีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง ¾ นิ้ว ความยาวรวม 365 เมตร ราคาประมาณ 75 บาท

3.ข้องอ 90 องศา ขนาด ¾ นิ้ว 2 ชิ้น ราคาประมาณ 10 บาท

4.วงล้อจักรยานเก่า เส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้ว จำนวน 2 ล้อ ราคาประมาณ 100 บาท

5.ท่อประปาเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง ¾ นิ้ว ความยาวรวม 2 เมตร ราคาประมาณ 140 บาท