หนุ่มชาวนาถึงกับช็อก นั่งมองนาข้าวถูกน้ำท่วม เก็บตัวเงียบ

เพื่อนบ้านเห็นแจ้ง อบต.รุดช่วย วันที่ 10 ต.ค. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองผวจ.ปทุมธานี นางสายใจ มีชนะ นายอำเภอหนองเสือ นายอนุกูล สุริยสวัสดิ์ นายก อบต.หนองสามวัง ได้นำเครื่องสูบน้ำพร้อมเครื่องจักรกลหนักเข้าช่วยเหลือชาวนาบริเวณหมู่ที่ 6 ต.หนองสามวัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่ประสบปัญหาน้ำภายในคลอง 13 ไหลเอ่อเข้าคลองซอยแล้วไหลเข้าท่วมแปลงนาจนต้องลุยน้ำเกี่ยวข้าว รวมทั้งได้นำรถแบคโฮขนาดใหญ่และเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งและตีคันล้อมรอบในนาข้าวแล้วเร่งสูบน้ำออก พร้อมประสานรถเกี่ยวข้าวมาเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต

เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบที่บริเวณแปลงนาของนายสมนึก แปลงงาม อายุ 49 ปี พบรถเกี่ยวข้าวและชาวนาอยู่ระหว่างช่วยกันเกี่ยวข้าวที่ออกรวงสวยงามท่ามกลางน้ำที่ท่วมขังสูงประมาณ 1 เมตร บนเนื้อที่ 20 ไร่ โดยรถเกี่ยวข้าวต้องค่อยๆ เร่งเครื่องเดินหน้ารถเกี่ยว มิเช่นนั้นจะทำให้คลื่นน้ำจากรถเกี่ยวไปผลักดันต้นข้าวให้ล้มจนได้รับความเสียหาย

ขณะที่นายสมนึก เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้น้ำในคลอง 13 ได้ไหลเข้าท่วมแปลงนาจนมิดยอดข้าว ตนรู้สึกเครียด พูดไม่ออก โชคดีที่ทางนายก อบต.และผู้ใหญ่บ้านเข้ามาพูดคุยและช่วยเหลือสูบน้ำให้ ต้องขอขอบพระคุณทุกๆคนมากๆ

ทางด้านนายอนุกูล เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้านของนายสมนึก ว่าพบว่านายสมนึก เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน นั่งมองน้ำท่วมนาข้าวและบ้านของตัวเอง จึงได้ลงมาดู เพื่อหาแนวทางเข้าช่วยเหลือ ก่อนปรึกษากันเพื่อเร่งช่วยเหลือ เพราะพบว่านาข้าวของนายสมนึก ถูกน้ำท่วมจนมิดยอดข้าวแล้ว อีกทั้งเงินที่นำมาทำนาก็ไปหยิบยืมเป็นหนี้เป็นสิน จึงได้ใช้เครื่องสูบน้ำเร่งช่วยสูบน้ำออกจากที่ดินนายสมนึก เพื่อให้น้ำลดระดับลง จากนั้นจึงสามารถนำรถเกี่ยวข้าวลงไปเกี่ยวข้าวได้ โดยต้องเกี่ยวข้าวทั้งๆ ที่ข้าวเปียกน้ำ ยอมให้โรงสีหักค่าความชื้น เพื่อให้ได้นำข้าวไปขายได้บ้าง จะได้เงินมาใช้หนี้และมีเงินเก็บ นอกจากนี้ในพื้นที่เขตอบต.หนองสามวัง มีการทำนานับพันไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยวผลผลิตบางรายถูกนำท่วมนาข้าวต้องเร่งกู้น้ำและให้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยวทันทีก่อนที่จะประสบปัญหาขาดทุน

ผจก.สมาคมแมวไทยโบราณไม่สิ้นหวังขึ้นทะเบียน “ศุภลักษณ์” รอเจ้าของส่งข้อมูลตรวจคุณลักษณะเรื่อยๆ วอนรัฐบาลให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม น.ส.พนารัตน์ คำฉัตร ผู้จัดการศูนย์แมวไทยโบราณและผู้จัดงานประกวดแมวพันธุ์ไทยโบราณ ภายในงาน “Pet Variety สิ่งมหัศจรรย์โลกแห่งสัตว์เลี้ยง” ที่ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม กล่าวถึงกรณีที่แมวไทย 4 สายพันธุ์ คือ ขาวมณี, วิเชียรมาศ, โกนจา และโคราช ถูกสหรัฐอเมริกาและอังกฤษนำไปสร้างหลักฐานเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของสายพันธุ์กับสมาคมแมวโลก แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตั้งข้อสังเกตอาจไม่ใช่การจดสิทธิบัตรว่า กรณีนี้คือการจดทะเบียนสายพันธุ์แมวกับสมาคมแมวโลก แม้จะไม่ใช่การจดสิทธิบัตรแต่ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะการขึ้นทะเบียนแมวแต่ละสายพันธุ์ จะต้องพิจารณาจากรหัสทางพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของแมวเป็นสำคัญ

“ในกรณีของแมวไทย 4 สายพันธุ์นี้ ต่อให้ประเทศไทยจะใช้ชื่ออื่น แล้วไปยื่นขอขึ้นทะเบียนกับสมาคมแมวโลกใหม่ เขาก็ไม่รับรอง เพราะเมื่อมีการตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่าสายพันธุ์ไปตรงกับที่สหรัฐและอังกฤษได้ขึ้นทะเบียนไว้ เรื่องก็จะตกไปทันที” น.ส.พนารัตน์กล่าวและว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงว่าแมวไทยซึ่งควรจะเป็นสมบัติของชาติกำลังจะตกไปอยู่ในมือของประเทศอื่น แมวไทยกำลังถูกคนจากประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของและไม่มีความรู้จริงกำหนดคุณลักษณะของสายพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ความเป็นแมวสายพันธุ์ไทยหายไปในที่สุด จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยอาจจะตั้งองค์กรกลางขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง หรือใช้วิธีสนับสนุนให้สมาคมแมวไทยโบราณซึ่งดำเนินการขับเคลื่อนในเรื่องนี้และมีความรู้อยู่แล้วดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

น.ส.พนารัตน์กล่าวถึงการรณรงค์ให้ผู้ที่เลี้ยงแมวไทยนำแมวที่เลี้ยงไปตรวจสอบคุณลักษณะว่าเข้าข่ายเป็นแมวสายพันธุ์ศุภลักษณ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของสายพันธุ์แมวไทยโบราณหรือไม่ เพื่อจะได้รวบรวมให้ได้ 200 ตัว ก่อนนำไปขึ้นทะเบียนกับสมาคมแมวโลก เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดขึ้นทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของสายพันธุ์ และสหรัฐและอังกฤษยินดีหลีกทางไทยดำเนินการขึ้นทะเบียนว่า หลังจากมีกระแสข่าวดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้เลี้ยงแมวไทยส่งข้อมูลแมวไปให้ตรวจสอบจำนวนมาก แต่จนถึงขณะนี้มีแมวที่เข้าข่ายว่าเป็นสายพันธุ์ศุภลักษณ์เพียง 1 ตัวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีแมวชนิดนี้อยู่ในความครอบครองอีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้น ยังคงรอให้มีการส่งข้อมูลให้ตรวจพิสูจน์ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ครบตามจำนวนที่สามารถนำไปขอขึ้นทะเบียนได้

ขณะที่นายทศพร ศรีศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีต่างประเทศนำแมวไทยไปขึ้นทะเบียนว่า อาจจะเป็นการขึ้นทะเบียนอะไรสักอย่าง อาจเป็นการขอจดวิธีการปรับปรุงพันธุ์ แต่การจดสิทธิบัตรทำไม่ได้ เพราะแมวไทยเป็นสัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติ จะไม่มีการรับจดสิทธิบัตร หากต่างประเทศนำแมวไทยไปจดสิทธิบัตร ไทยสามารถคัดค้านได้ เพราะมีสมุดข่อยและบันทึกว่าแมวไทยมีลักษณะอย่างไรบ้าง มีข้อมูลที่จดบันทึกและสามารถอ้างอิงได้ว่าเป็นของไทย

“ขณะนี้ทางกรมทำประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมือง พ.ศ. … อีกครั้งครบทั้ง 4 ภาคของไทยเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ข้อมูลทันสมัย กำลังรอสรุปประเด็นเพื่อนำเสนอเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้ และเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป ร่าง พ.ร.บ.นี้จะเกิดประโยชน์ในการอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรพันธุกรรมของไทย โดยเฉพาะสัตว์พื้นเมือง เช่น โคขาวลำพูน แมวโคราช เป็นต้น เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมือง การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์ ใครจะเอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้าจะต้องขออนุญาต ร่าง พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย ดำเนินการยกร่างมาหลายปี เราไม่เคยมี พ.ร.บ.เกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์สัตว์เลย มีแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช” นายทศพรกล่าว

นายทศพรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขณะที่ยังไม่มี พ.ร.บ. นี้ใช้ กรมมีระเบียบให้ชุมชนนำสัตว์ท้องถิ่นดั้งเดิมมาขึ้นทะเบียนสัตว์พื้นเมืองประจำถิ่นเพื่ออนุรักษ์ไว้เช่นกัน ก็จะมีฐานข้อมูลที่จะรักษาพันธุกรรมเหล่านี้ไว้ได้ ใครจะนำสัตว์เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต้องขออนุญาต หรือชาติอื่นจะนำไปจดเป็นของตัวเอง ไทยก็สามารถคัดค้านได้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบทบทวนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2559/60 ด้านการตลาด จำนวน 2 โครงการ เพื่อจูงใจให้มีการเก็บสต๊อกข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาระดับราคาข้าวในตลาด ได้แก่ 1.โครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 59/60 ขยายความช่วยเหลือครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรไม่เกินกลุ่มละ 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชน ไม่เกินชุมชนละ 5 ล้านบาท

ให้ค่าเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท โดยแบ่งจ่ายในวันเบิกรับเงินกู้เพื่อเป็นค่าเตรียมข้าวเปลือก 1,000 บาท ส่วนอีก 500 บาทรับในวันที่ไถ่ถอนหลังร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือเข้าร่วมตามมาตรการที่กำหนด

2.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกปีการผลิต 59/60 ได้แก่ ชดเชยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต๊อกไว้ 60 – 90 วัน จากเดิม 60-180 วัน นับแต่วันที่เบิกจ่าย ชดเชยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี เพื่อเก็บสต๊อกข้าวตั้งแต่วันที่ 90 – 180 วัน วงเงินค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 940 ล้านบาท เป็น หรือ 1,306.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 366.5 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่านอกจากปลากระเบนตายแล้วยังพบปลากะพงตายจำนวนมาก หลังจากที่ลงพื้นที่ไปดูปลากะพงในกระชังที่ตาย พบว่าตัวใหญ่ตายเกือบหมด ทำให้จำนวนปลากะพงเริ่มหยุดตายแล้ว ยังคงมีแต่ตัวเล็กรอด อย่างไรก็ตามจากการผ่าตัวปลาที่ตาย เบื้องต้น พบว่า ตับ ดูมีเนื้อตายเปลี่ยนสีและเลือดคั่งเป็นหย่อมๆ, ไต บวมมาก มีเลือดออกและคั่ง, เหงือก เปื่อย, กระเพาะอาหาร มีปื้นเลือดออก, ลำไส้ อักเสบบางส่วน ซึ่งประกะพงที่มีอาการเยอะ เพราะทนกว่ากระเบน ทนรับสารพิษหลายวันกว่าจะตายทำให้อวัยวะภายในพังเสียหายมากกว่ากว่ากระเบน ซึ่งผลโดยละเอียดต้องรอตรวจชิ้นเนื้ออีก 2 สัปดาห์ จึงขอให้รัฐช่วยส่งวิตามินบำรุงตับให้ปลาในกระชังที่เหลือกิน เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ปลา

นายอุทัย สิงโตทอง ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่าจังหวัดสมุทรสงครามมีผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน(เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำแม่กลอง)รวม 27 ราย แยกเป็นปลากะพง 22 ราย ได้รับความเสียหาย 13 ราย รวม 115,285 กิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 17 ล้านบาท ส่วนปลาทับทิมที่มี 5 ราย ไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนซากปลากระเบนที่ตายในแม่น้ำแม่กลอง ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 11 ตุลาคม และเจ้าหน้าที่นับทำลายแล้ว 45 ตัว แยกเป็นอำเภอเมืองสมุทรสงคราม 19 ตัว อำเภออัมพวา 13 ตัวที่เหลือพบในเขตอำเภอบางคนที 13 ตัว

เนื้อแดง หรือเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างวัวและหมู ถือเป็นวัตถุดิบหลักของวงการอาหารมาอย่างยาวนานเนื่องจากรสชาติดีและราคาถูก แต่เมื่อเทรนด์สุขภาพมาแรงมากขึ้น ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเริ่มมองว่าเนื้อแดงไม่เป็นมิตรกับสุขภาพมากนักเนื่องจากมีสัดส่วนไขมันสูง และยังมีเรื่องที่องค์การอนามัยโลกหรือ WHO จัดให้เนื้อแดงอยู่ในกลุ่ม 2A หรืออาจจะเป็นสารก่อมะเร็งต่อมนุษย์ได้ ยิ่งทำให้เกิดดีมานด์เนื้อชนิดอื่นมาทดแทน

จึงเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ผลิตเนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่จะผลักดันสินค้าของตนมารับดีมานด์ใหม่ๆเหล่านี้ และชิงส่วนแบ่งตลาดมาครอง ล่าสุดสำนักข่าว “ซีเอ็นบีซี” ได้รายงานถึงเทรนด์การบริโภคเนื้อของชาวอเมริกันได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาบริโภค “เนื้อไก่งวง” ซึ่งเป็นไก่ขนาดใหญ่น้ำหนักเฉลี่ยตัวละประมาณ 9-15 กิโลกรัม กันมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีก็ตาม

โดยอ้างตัวเลขคาดการณ์ของกรมวิชาการเกษตรของสหรัฐระบุว่าปีนี้ชาวอเมริกันบริโภคไก่งวงเฉลี่ย7.7 กิโลกรัมต่อคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา และสูงกว่าการบริโภคเนื้อวัว เนื้อไก่และเนื้อหมูที่เพิ่มขึ้นเพียง 2.4%, 1.6% และ 0.5% ตามลำดับ

สอดคล้องกับผลวิจัยของ “เทคโนมิค” บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นผลจากการโหมโปรโมตของบรรดาผู้ผลิตเนื้อไก่งวงรายใหญ่ที่พยายามปั้นสินค้าของตนให้เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรกับสุขภาพเมื่อเทียบกับเนื้อแดงขณะเดียวกันธุรกิจอาหารอย่างเชนร้านฟาสต์ฟู้ดระดับท็อปของตลาดเองก็ออกมารับลูกด้วยการเพิ่มเมนูจากไก่งวงขึ้นอีก 12% ในช่วง 1 ปีนี้

ในเรื่องนี้ “จิม สนี” ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ เจนนี โอ (Jennie-O) หนึ่งในผู้ผลิตอาหารจากไก่งวง อธิบายว่า เนื้อสัตว์ปีกนั้นมีสัดส่วนไขมันต่ำกว่าเนื้อแดง จึงตอบโจทย์กลุ่มผู้รักสุขภาพซึ่งมองหาแหล่งโปรตีนไขมันต่ำ หรือลีนโปรตีน โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้มีตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 18 ปี ไปจนถึงผู้ใหญ่วัย 34 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ซื้อเนื้อไก่งวงมากที่สุดด้วย โดยเจนนี โอเองได้ทุ่มงบฯโปรโมตสินค้าและกระตุ้นการบริโภคเนื้อไก่งวงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนช่วยให้ไตรมาส 3 ปีนี้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20%

เช่นเดียวกับ “บัตเตอร์บอล” (Butterball) ผู้ผลิตอาหารจากเนื้อไก่งวงรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐได้ลอนช์แคมเปญ “เทอแคททาเรียน” (Turketarians) ต่อเนื่องนาน 3 ปี เน้นชูประเด็นเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกพร้อมโปรโมตผลิตภัณฑ์เนื้อไก่งวงแปรรูป อาทิ เบอร์เกอร์ เบคอนและไส้กรอก ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการเสียเวลาเตรียม-ประกอบอาหารนาน เพื่อสร้างกระแสการกินไก่งวงในชีวิตประจำวันนอกจากช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า

อย่างไรก็ตามโอกาสนี้มาพร้อมความท้าทายนั่นคือแนวโน้มราคาเนื้อไก่งวงที่ขยับสูงขึ้นเนื่องจากการระบาดของไข้หวัดนกในหลายพื้นที่ของสหรัฐ ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงเดือน พ.ค.ของปีนี้ ส่งผลให้หลายฟาร์มต้องกำจัดไก่งวงที่มีและปิดทำการชั่วคราวจนซัพพลายในตลาดลดลงไปกว่า 3.1 ตัน แม้ผู้ผลิตหลายรายจะพยายามเพิ่มจำนวนไก่งวงในฟาร์มของตน จนจำนวนรวมทั่วประเทศสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 4% หรือ 243 ล้านตัวแล้วก็ตาม

แต่กรมวิชาการเกษตรของสหรัฐคาดว่า ราคาไก่งวงแช่แข็งปีนี้จะอยู่ที่ 1.18-1.2 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ เพิ่มจากราคาเฉลี่ย 1.16 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ในปี 2558 และ 1.08 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ในปี 2557 เป็นผลจากจำนวนไก่งวงที่แปรรูปแล้วยังน้อยกว่าดีมานด์ในตลาด

เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีบ้านพันลำ บ้านแสนเจริญ บ้านหนองแวง ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ที่มีพื้นที่ติดคลองส่งน้ำจากโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สูบน้ำจากแม่น้ำโขงไปตามคลองส่งน้ำ ต่างประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำจากปัญหาหน้าแล้งมาเร็วหลังฝนทิ้งช่วงมายาวนานทำให้ข้าวนาปีที่กำลังตั่งท้องออกรวงเริ่มขาดแคลนน้ำที่จะมาหล่อเลี้ยงลำต้นดินในพื้นนาข้าวที่ขาดน้ำเริ่มแตกระแหง เกษตรจะรอฝนจากธรรมให้ตกลงมากลัวว่าจะไม่ทันการต้นข้าวจะแห้งตายก่อน จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการซื้อน้ำจากโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สูบน้ำจากแม่น้ำโขงส่งตามมาตามคลองส่งน้ำมาขายให้ชาวบ้านในราคาถูกราคาค่าน้ำอยู่ที่ชั่วโมงละ 60 บาท จะซื้อน้ำมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนที่นาของชาวนา เกษตรกรจะซื้อน้ำ 2 วันในหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปีสูงขึ้นครั้นจะรอนำฝนที่ตกลงมาต้นข้าวก็จะยืนต้นตายก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เชื้อราบิวเวอเรียหรือราขาว ในการกำจัดศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ส้ม เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงหวี่ขาว หนอนห่อใบข้าว ด้วง สามารถทำลายทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลง โดยใช้เชื้อราขาว 1-2 กก.ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบขยำเบาๆ ให้สปอร์สีขาวออกมาลอยอยู่ในน้ำ กรองเอาเฉพาะน้ำเชื้อ หากพื้นที่ปลูกพืชเกิดสภาพแห้งแล้งมากควรให้น้ำก่อน 1 ชม.แล้วจึงฉีดพ่นราขาว จะต้องฉีดพ่นราวขาวให้ถูกตัวแมลงศัตรูหรือบริเวณที่แมลงอาศัย โดยฉีดพ่นช่วงที่แมลงออกหากินหรือเวลาเย็น ซึ่งจะเหมาะต่อการงอกและเจริญเติบโตของราขาว หลังจากที่ฉีดพ่นราขาวแล้ว 5-7 วัน หากยังพบแมลงศัตรูพืชก็ให้ฉีดพ่นซ้ำอีก ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการใช้สารเคมีได้ระดับหนึ่ง ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ และได้ผลผลิตที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคอีกด้วย

นายมานพ จอมปัญญาเลิศ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และศูนย์จัดการศัตรูพืชและดินปุ๋ยชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชน (ศดปช.) อยู่ในทุกตำบล รวม 128 ศูนย์ เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืช พร้อมกับหาวิธีการป้องกันกำจัดอย่างเป็นระบบและเกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้เชื้อราบิวเวอเรียหรือราวขาวในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้รับความนิยมของเกษตรกรมากในขณะนี้ โดยกลุ่มอารักขาพืชจะเป็นผู้ประสานขอรับเชื้อราขาว เพื่อมอบให้เกษตรอำเภอไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปผลิตขยายและใช้กำจัดศัตรูพืชกันต่อไป

ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ ร่วมกับรัฐมนตรีของประเทศบวกสาม แสดงเจตนารมณ์ร่วมเดินหน้าความมั่นคงด้านอาหารอาเซียน พร้อมหนุนการปฏิบัติงานของ APTERR และ AFSIS เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคและของโลก หวังบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตร

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 38 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 -7 ตุลาคม 2559 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

ภาพรวมของการประชุม ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการสนับสนุนและร่วมมือตามแผนงานความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ปี ค.ศ. 2016 – 2025 ให้มีความต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ รวมไปถึงยังยืนยันที่จะแสดงความมุ่งมั่นของเหล่าประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อดำเนินการความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหาร ผ่านการสนับสนุนการดำเนินงานในกรอบแผนบูรณาการการดำเนินงานของอาเซียนด้านความมั่นคงอาหาร (AIFS) และแผนกลยุทธ์ของการดำเนินการ (2015 -2020)

นอกจากนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีของจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี (อาเซียนบวก 3) รัฐมนตรีอาเซียนยังได้รับการยืนยันจากรัฐมนตรีของประเทศบวกสามในการสนับสนุนการดำเนินงานของอาเซียนกับประเทศบวกสามภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหารอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะการปฏิบัติงานขององค์การสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารแห่งอาเซียนบวกสาม (AFSIS) ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีที่ตั้งสำนักเลขานุการอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคและของโลก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตร

โอกาสนี้ ไทยได้กล่าวขอบคุณประเทศอาเซียนบวกสามที่ได้ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมภายใต้ APTERR และ AFSIS มาด้วยดีโดยตลอด โดยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การดำเนินกิจกรรมของ APTERR ประสบความสำเร็จอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือด้วยการบริจาคข้าวให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์และกัมพูชาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยธรรมชาติได้อย่างทันท่วงที โดยได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพจากการดำเนินงานของ AFSIS ซึ่งมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนงานการพัฒนาบุคลากรของอาเซียนด้านข้อมูลสารสนเทศมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรนี้จึงเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอาเซียนบวกสามอย่างเป็นรูปธรรม

จากการวางแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในโครงการกองทุนการศึกษา รุ่นที่ 3 และรุ่นที่4 ในพื้นที่ภาคใต้ ประจำปี 2558-2559 โดยความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่เขตภาคใต้ตอนล่าง นั้นคณะกรรมการมีนโยบายให้โรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 11 แห่งในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่โรงเรียนคุรุชนพัฒนา โรงเรียนบ้านบาละ โรงเรียนบ้านบูเกะตา โรงเรียนบ้านมูโนะ โรงเรียนนิคมพัฒนา10 โรงเรียนบ้านสาเมาะ โรงเรียนบ้านวังกว้าง โรงเรียนบ้านตะโละไกรทอง โรงเรียนบ้านป่าโอน โรงเรียนบ้านกระอาน โรงเรียนบ้านคูนายสังข์ ให้ได้รับการพัฒนาให้กับครูผู้สอนในด้านวิชาชีพพื้นฐาน เพื่อให้ครูผู้สอนได้นำความรู้และทักษะด้านวิชาชีพช่างไปพัฒนาสถานศึกษา และถ่ายทอดความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงาน และนักเรียน

นายขจรศักดิ์ พงศ์ธนา คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการฝึกทักษะงานช่างวิชาชีพพื้นฐาน สำหรับอาจารย์ผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยุทธศาสตร์พัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันทั้ง 9 มทร. ซึ่งคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี จะมีการผลักดันเข้าสู่โครงการเมกะโปรเจกต์ต่อไป

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นที่มาของโครงการนี้ โดยจะให้การอบรมฝึกทักษะงานด้านวิชาชีพทางด้านงานช่างเบื้องต้นในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้และประสบการณ์ในการอบรมจึงได้มีการบรรยายในหลากหลายหลักสูตร ได้แก่ การต่อวงจรไฟฟ้าในครัวเรือน และรู้ถึงหลักความปลอดภัยในการทำงานด้านไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำไปใช้สอนและแก้ปัญหาเบื้องต้นในสถานศึกษาได้ อีกทั้งยังได้รับความรู้ สามารถประดิษฐ์โครงงานวิทยาศาสตร์ และนำความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ทักษะเกี่ยวกับงานเชื่อมไฟฟ้าเบื้องต้น การซ่อมบำรุงงานโลหะในสถานศึกษา การติดตั้งและซ่อมบำรุงงานท่อประปาในสถานศึกษา การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ การติดตั้งโปรแกรม และซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ งานเชื่อมไฟฟ้า และงานไฟฟ้า สำหรับ สร้างชุดปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ได้และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

นายสง่า คงช่วย ครูจากโรงเรียนบ้านบาละ อ.กาบัง จังหวัดยะลา กล่าวว่า จากที่ได้เป็นตัวแทนเข้ารับการอบรมในส่วนของงานช่างเชื่อม และช่างประปา สิ่งที่ได้คือความรู้ใหม่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ภายในโรงเรียน ซึ่งก่อนการอบรมผมใช้ความรู้และประสบการณ์ของผมในการซ่อมแซมต่าง ๆ แต่เมื่อได้รับความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ในการอบรมก็สามารถเป็นกำลังเสริมได้อีกหนึ่งแรง ที่จะพัฒนาโรงเรียนและถ่ายทอดแก่บุคลากร และนักเรียนต่อไปได้

นายมุสตากีม แวสุหลง ครูจากโรงเรียนบ้านมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รู้สึกยินดีและดีใจที่ได้มาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มาอบรมเกี่ยวกับช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนสัปดาห์นี้เป็นการอบรมช่างประปาเบื้องต้นและปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ซึ่งเป็นโครงการที่ดีเนื่องจาก ภายในโรงเรียนบ้านมูโนะ เป็นโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงที่น้อมรับพระราชดำรัสของในหลวง ซึ่งทางโรงเรียนมีแผนในการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ซึ่งสอดคล้องกับโครงการนี้และนักเรียนก็มีความสนใจเพราะทางโรงเรียนได้มีการทำแปลงผักแต่ยังขาดการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ซึ่งการอบรมครั้งนี้ได้ความรู้มากและหลังจากนี้ก็จะนำความรู้ไปสอนนักเรียน และต้องติดตามผลกันต่อไปครับ

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและผู้บริหารของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบการจัดการเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างครบวงจรของประเทศญี่ปุ่น จึงอยากนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังครับ

สำหรับยาสมุนไพรในประเทศญี่ปุ่น จะเรียกว่า Kampo englishdefenceleague.org จากหลักฐานพบว่า มีการใช้มามากกว่า 1,400 ปี โดยหากแยกดูในความหมายของคำแล้ว Kam ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า Kan หรือ Han (ราชวงศ์ฮั่นของประเทศจีน) ดังนั้น ความหมายก็จะสื่อถึงสิ่งที่มาจากจีน ส่วน po หมายถึง วิถีการรักษา ซึ่งความหมายโดยรวมคือ แบบแผนการรักษาที่มาจากประเทศจีน แต่ได้มีการพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของญี่ปุ่นเอง ทำให้ไม่แปลกใจว่า ตำรับยา Kampo จะประกอบไปด้วยสมุนไพรจากเมืองจีนทั้งนั้น โดยในหนึ่งตำรับจะมีสมุนไพรไม่เยอะ เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชนิด แต่ในบางครั้งส่วนประกอบของตำรับมาจากอวัยวะของสัตว์ก็มีเหมือนกัน

การสั่งใช้ตำรับยา Kampo ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นผู้สั่งใช้ ส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพร Kampo ด้วยเช่นกัน และบางท่านก็สามารถตรวจรักษาด้วยวิธีแบบแผนตะวันออกได้ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น umified system อธิบายอย่างง่ายคือ เหมาหมดทั้งแผนปัจจุบันและ Kampo นั่นเอง โดยตัวคนไข้นั้นสามารถเบิกค่ายาได้แต่ไม่ทั้งหมดตามระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต้องจ่ายค่ายาเอง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายจากบริษัทผลิตตำรับยา Kampo ที่มียอดการใช้สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตโดยบริษัทนี้ จะไม่ใช่สมุนไพรชิ้นแห้งนำมาบดผงรวมกันแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่จะถูกแปรรูปให้เป็นสารสกัดและผ่านเครื่องผลิตยาให้ออกมาในรูปแบบของ granule (สารสกัด) โดยในหนึ่งสูตรตำรับจะใช้หมายเลขกำกับแทนชื่อตำรับ เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายตำรับยา Kampo ก็เพียงแต่ระบุยี่ห้อและตัวเลขของสูตรตำรับก็เป็นอันเสร็จสิ้น คนไข้จะรับประทานเป็นซองต่อ 1 ครั้ง จะดื่มน้ำตามหรือสามารถรับประทานผงโดยตรงเลยก็ยังได้ ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตจากที่นี่มีถึง 129 ตำรับ ถือว่าครอบคลุมเกือบทุกชนิดของตำรับยาของ Kampo

ในส่วนของการวิจัยและพัฒนายา การควบคุมคุณภาพของตำรับยา การเก็บรักษาวัตถุดิบ รวมทั้งด้านการผลิต ก็เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีระดับสูง ใช้คนน้อยแต่ได้ปริมาณผลิตภัณฑ์มาก เหนือสิ่งอื่นใดคือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่คอยควบคุม คิดค้น และศึกษาวิจัยอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่เชื่อมั่นของทุกคน โดยในอนาคตอันใกล้เราอาจได้เห็นตำรับยา Kampo ของญี่ปุ่น ถูกใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดในการขึ้นทะเบียนยาใหม่มากที่สุด เนื่องจากในเวลานี้ตำรับยา Kampo กำลังถูกศึกษาวิจัยในมนุษย์และผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนยาในต่างประเทศได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับยาที่มาจากสมุนไพร

หลังจากที่ได้เดินทางไปยังบริษัทที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคือ มหาวิทยาลัยโทยาม่า และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งสถานที่ที่นำการแพทย์แผนตะวันออกผสมผสานกับการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้ในการรักษาคนไข้ได้อย่างลงตัว