หนุ่มบ้านแพ้วขาย “มะพร้าวเผาแท้” ขายได้วันละ 2-3 ร้อยลูก!

มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เมื่อพูดถึงชื่อนี้ก็คงต้องนึกถึงมะพร้าวผลโต น้ำหวาน กลิ่นหอมคล้ายใบเตย อีกหนึ่งผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

คุณประเสริฐ ไพลสีม่วง พ่อค้าขายมะพร้าวน้ำหอมที่ไม่ได้ขายเพียงแค่มะพร้าวผลสดเท่านั้น แต่ยังแปรรูปจากมะพร้าวสดเป็นมะพร้าวเผาเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวอีกด้วย

จุดเริ่มต้นในการเผามะพร้าวขาย
“เริ่มแรกผมรับตัดมะพร้าวตามสวนของชาวบ้านมา 20 กว่าปี แต่เพราะว่าเศรษฐกิจมันแย่ลง มะพร้าวขายไม่ค่อยออกก็เลยต้องเอามะพร้าวที่มีมาเผาเพื่อระบายออก” นี่คือเหตุผลที่คุณประเสริฐเล่าถึงการเริ่มเผามะพร้าวขาย

คุณประเสริฐ เล่าว่า เมื่อก่อนรับจ้างตัดมะพร้าววันละ 3,000-4,000 ผล ที่ตัดได้เยอะเพราะมีคนงานมาช่วยตัด 4 คน ค่าแรงตกคนละ 500-600 บาท ต่อวัน โดยรับตัดมะพร้าวตามสวน ตกแล้วได้กำไรผลละ 3 บาท มะพร้าวที่ไปรับจ้างตัดมาก็ส่งขายให้กับเหล่าแม่ค้าคนกลาง รวมๆ แล้วกำไรทั้งหมดก็จะได้ไม่เกิน 2,500 บาท

ถ้าช่วงไหนมะพร้าวราคาดีก็จะได้กำไรเยอะหน่อย ตกกำไรผลละ 5 บาทเลยทีเดียว แต่ถ้าช่วงไหนมะพร้าวถูกกำไรก็จะลดตามไปด้วย ส่วนที่ตกเกรดจะนำมาขายแยกและเผาขาย มะพร้าวที่นำมาแยกขายนั้นจะเป็นมะพร้าวที่ไม่สามารถบรรจุลงกล่องและส่งออกไปขายได้ เพราะมะพร้าวมีขนาดเล็กไม่สามารถนำไปขายให้กับแม่ค้าคนกลางได้

การนำมะพร้าวสดมาเผาจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับมะพร้าวเพิ่มจากเดิมที่ได้กำไรเพียงผลละ 3 บาท ถ้านำมาเผาขายจะได้กำไรเป็นผลละ 5 บาท ขั้นตอนการทำมะพร้าวเผา
1. คัดผลมะพร้าวที่จะใช้เผา โดยมะพร้าวที่จะสามารถนำไปเผาจะต้องไม่ใช่มะพร้าวอ่อนและต้องมีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้

– ผลมะพร้าวจะต้องมีสีเขียวเข้มเพราะนั่นจะหมายถึงมะพร้าวจะไม่อ่อนเกินไป ขั้วของมะพร้าวจะมีสีเหลือง ถ้าขั้วมะพร้าวเป็นสีขาวแสดงว่าเป็นผลอ่อนเมื่อนำไปเผาแล้วกะโหลกมะพร้าวจะบุบและแตกได้

– เนื้อของเปลือกมะพร้าวจะฟุ้งไม่อัดแน่น – เวลาดีดเสียงจะไม่ทุ้มเท่ามะพร้าวอ่อนเพราะความแน่นของเปลือกจะน้อยกว่า

2. นำมะพร้าวใส่หลุมที่ขุดเอาไว้ หรือใส่ภาชนะที่จะใช้เผา

3. นำฟืนมาสุม

4. จุดไฟเผาประมาณ 1 ชั่วโมง ครบ 30 นาที จึงมาพลิกลูกมะพร้าวเพื่อให้สุกเสมอกันทั้งลูก สดกับเผามีดีต่างกัน
“ความแตกต่างระหว่างมะพร้าวสดกับมะพร้าวเผานั้นคือ มะพร้าวเผาจะมีกลิ่นหอมของฟืนไฟและน้ำจะมีรสชาติหวานกว่าเล็กน้อย เนื้อจะร่อนกินง่ายกว่า แต่ถ้าพูดถึงเรื่องโภชนาการมะพร้าวสดจะมีคุณค่าทางโภชนาการที่มากกว่า” คุณประเสริฐ กล่าว

เรื่องของการขาย มะพร้าวสดจะขายได้ดีกว่า เพราะว่ามะพร้าวเผามีคนขายเยอะ ราคาก็จะสูงกว่ามะพร้าวสด แถมมะพร้าวสดยังต้นทุนต่ำกว่าด้วย ทุกวันนี้เผามะพร้าววันละ 200-300 ผล ส่วนมากจะเผาส่งมากกว่า มะพร้าวสดส่วนมากจะเป็นคนจากกรุงเทพฯ ลงมาซื้อทีละ 300-400 ผล บางคนก็นำไปขายต่อเพราะว่าราคาขายหน้าร้านจะขายราคาถูกกว่าท้องตลาด

ในส่วนราคาขายปลีก มะพร้าวสดจะขายผลละ 10 บาท มะพร้าวเผาจะขายอยู่ในราคา 12-15 บาท

หากสนใจซื้อมะพร้าวทั้งสดและเผาของคุณประเสริฐ ถ้าท่านเดินทางมาที่บ้านแพ้ว แวะไหว้หลวงพ่อโตเสร็จแล้ว ขากลับร้านจะอยู่ตรงหน้าทางเลี้ยวเข้าศูนย์บริการท่องเที่ยวบ้านแพ้ว ผักหวานป่า ถือเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าโปรตีน วิตามินซี และพลังงาน โดยยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อน ของผักหวาน เป็นส่วนที่นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารได้ทั้ง นำมาต้ม ลวก นึ่ง หรือปรุงเป็นอาหารต่างๆ เช่น ผัดกับน้ำมัน แกงเลียง แกงอ่อม แกงกับไข่มดแดง แกงกับปลา แกงกะทิสด ยำ เป็นต้น

นอกจากรสชาติที่อร่อย ยังเป็นพืชพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูที่ราคาจำหน่ายจะสูงมาก

ทั้งนี้ มีเคล็ดลับการปลูกผักหวานป่า ที่จะทำให้ให้รอดตายและเจริญเติบโตเร็ว คือเริ่มจากการเตรียมหลุมปลูกและปรับปรุงดินปลูกให้ร่วนซุย นอกจากนี้ ยังเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์ และกรีดถุงต้นกล้าลงหลุม ระวังอย่าให้ตุ้มดินแตกเละ แปลงปลูกต้องมีพืชร่มเงาให้แสงแดดรำไร รวมถึงในช่วงช่วงแล้งปีที่ 1 และ 2 อย่าให้ต้นผักหวานป่าขาดน้ำและร่มเงา โดยเมื่อพ้นแล้งที่ 2 จะสังเกตเห็นต้นผักหวานป่าเติบโตได้เร็ว

การปลูก จะเริ่มเตรียมหลุมปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ขุดหลุม ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร ผสมวัสดุปลูกโดยใช้ดิน ปุ๋ยคอก แกลบดิบที่ย่อยสลายแล้ว อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกลบลงในหลุมปลูก

การเตรียมวัสดุปลูกที่ดีจะทำให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตได้เร็ว ระยะปลูกสามารถปลูกได้หลายระยะ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก ได้ตั้งแต่ 1×1 เมตร หรือ 1.5×1.5 เมตร ซึ่งเป็นการปลูกระยะชิดเพื่อเพิ่มจำนวนต้น ควรมีการตัดแต่งกิ่งไม่ให้ต้นสูงและสร้างทรงพุ่มให้เล็ก เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว หรือจะปลูกแซมพืชเติมในสวนก็ได้ การปลูกผักหวานป่า ข้อควรระวัง อย่าให้รากของผักหวานป่าได้รับการกระทบกระเทือนจนรากขาด ถ้านำออกจากถุงระวังอย่าให้ดินแตก เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต

ทั้งนี้ ควรปลูกให้ต้นกล้าสูงกว่าปากหลุม ประมาณ 5 เซนติเมตร พูนดินขึ้นกลบโคนโดยรอบ และต้องปลูกไม้ให้ร่มเงา เพราะนิสัยผักหวานป่าจะชอบแสงแดดรำไร ต้นไม้ให้ร่มเงา เช่น มะขามเทศ สะเดา แค ตะขบ และน้อยหน่า เป็นต้น

การให้น้ำ และการให้ปุ๋ย ผักหวานป่า ในช่วงฤดูแล้งให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง พอดินชื้น อย่าให้ต้นผักหวานป่าขาดน้ำจนยอดแห้งและใบร่วง จะทำให้ต้นผักหวานป่าชะงักการเจริญเติบโต

สำหรับการใส่ปุ๋ย หลังปลูกผักหวานป่าได้ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 10-15 เซนติเมตร โรยทับด้วยปุ๋ยคอกแล้วกลบดิน

ในช่วงปีแรกให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ร่วมกับปุ๋ยคอก 4 เดือน ต่อครั้ง ปริมาณปุ๋ยเพิ่มตามขนาดต้น

ในปีที่ 2 ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง คือช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และปลายฤดูฝนประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ ต่อต้น โรยทับด้วยปุ๋ยคอก 1-3 บุ้งกี๋ ต่อต้น ความสูงของต้นเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร

เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ เคยนำเสนอเทคนิคการทำผักหวานป่านอกฤดูของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตร จังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน) ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สนใจ เพราะหากสามารถทำให้ผักหวานป่าที่ออกก่อนฤดูกาล คือช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม จะได้ราคาเฉลี่ย 200-250 บาท ต่อกิโลกรัม และทำนอกฤดูในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

เทคนิคที่แนะนำคือ ให้ตัดแต่งกิ่งผักหวานป่าทั้งต้นเพื่อเป็นการกระตุ้น และรูดใบแก่บนต้นออกเกือบหมด อาจเหลือติดกิ่งไว้บ้างเล็กน้อย กิ่งที่รูดใบออกหักกิ่งให้เหลือความยาวประมาณครึ่งหนึ่ง ถ้าเหลือกิ่งไว้ยาวจะได้ยอดไม่สวย ยอดไม่อวบ และออกยอดได้น้อย

หลังตัดแต่งกิ่งเสร็จควรให้น้ำบ่อยครั้งขึ้น เพื่อกระตุ้นการเกิดยอด และก่อนบังคับให้ออกยอด ควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นก่อน เพื่อให้ต้นสมบูรณ์ ประมาณ 25-30 วัน ผักหวานป่าก็จะมียอดให้เก็บ ถ้าอากาศหนาวเย็นผักหวานป่าจะออกยอดช้าลง เมื่อผักหวานป่าหมดยอดแล้วก็พักต้นโดยให้น้ำและปุ๋ยบำรุงต้น

นอกจากนี้ ยังมีการใส่ปุ๋ยปลายฤดูฝนอีกครั้งเพื่อให้ต้นได้สะสมอาหาร จากนั้นจะตัดแต่งกิ่งและรูดใบในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และต้นผักหวานป่าจะแตกยอดให้เก็บตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน หลังจากนั้นจะพักต้นโดยการใส่ปุ๋ยและให้น้ำ

ส่วนการกระตุ้นยอดอ่อน และการเก็บเกี่ยว เมื่อต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตเต็มที่ เริ่มตัดแต่งกิ่งโดยหักปลายกิ่งแขนงทิ้ง ให้เหลือยาว 15-20 เซนติเมตร รูดใบแก่บางส่วนทิ้งให้เหลือติดกิ่ง กิ่งละ 3-4 ใบ พร้อมๆ กับการให้น้ำพอดินชื้น เมื่อยอดแตกออกมายาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก็เก็บยอดไปจำหน่ายได้

เมื่อผักหวานป่าหมดยอดแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณ 1-2 กำมือ ต่อต้น ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นผักหวานป่า ควบคู่กับปุ๋ยคอก 1-3 บุ้งกี๋ พร้อมกับให้น้ำเพื่อบำรุงต้นและพักต้น

ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเก็บยอดผักหวานในช่วงเช้าๆ ของทุกวัน และจะหยุดเก็บก่อนจะถึงเวลาเที่ยงวัน เพราะอากาศร้อนยอดผักหวานป่าจะงอไม่สดชื่น การเก็บยอดจะเอามือเด็ดยอดอ่อน จะเลือกเอายอดที่ยาวประมาณสัก 1 คืบมือ ตอนเก็บยอดจะมีการตัดแต่งกิ่งไปในตัวเลย คือยอดที่แก่เราก็จะหักปลายยอดทิ้งเข้าไปสัก 1 คืบ โดยการหักยอดดังกล่าวจะเป็นการช่วยกระตุ้นกิ่งดังกล่าวให้แตกยอดออกมาใหม่ ถ้าต้นไหนสูงมากๆ ใช้มีดฟันเลย แต่จะไม่ใช้กรรไกรตัดกิ่งนะ เพราะใช้กรรไกรแล้วมันไม่แตกยอด

ยอดผักหวานอ่อนที่ปลูกและดูแล จึงเป็นอีกหนึ่งความสุขที่เกิดขึ้นได้ไม่ยากในสวนหลังบ้านของทุกท่าน… คุณวุฒิพงศ์ อยู่สุข หรือ ชายน้อย อยู่บ้านเลขที่ 790 หมู่ที่ 2 ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท อีกหนึ่งเกษตรกรรุ่นใหม่หันมาเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพเสริม หาเงินค่าขนมมาตั้งแต่สมัยเรียน ปวช.-ปวส. จนถึงปัจจุบันเรียนจบแล้วก็ยังไม่ทิ้งการเพาะเห็ด พร้อมทั้งทำควบคู่กับอาชีพค้าขายสร้างรายได้มาจุนเจือครอบครัวต่อเดือนไม่น้อย

คุณชายน้อย เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเพาะเห็ดฟางให้ฟังว่า ตนเองเริ่มเพาะเห็ดฟางมาตั้งแต่สมัยเรียน ปวช.-ปวส. เพื่อหารายได้ค่าขนมระหว่างเรียน ด้วยปัจจัยที่เห็ดฟางขายง่าย ราคาดี และสามารถหาวัตถุดิบในการเพาะได้ง่ายในท้องถิ่น จึงเป็นสาเหตุทำให้ตนเองยึดอาชีพการเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพเสริมมานานกว่า 7 ปี ควบคู่ไปกับอาชีพค้าขาย ทำได้สบายๆ

“การเพาะเห็ดฟางในตะกร้านั้นค่อนข้างเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับทำเป็นอาชีพเสริมหรือเป็นเกษตรกรวันหยุดอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลมากมาย ขอแค่เพียงมีเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็น สัก 10-15 นาที ก็สามารถทำได้ ส่วนช่วงเวลาในการเพาะจนถึงเก็บดอกก็ใช้เวลาเพียง 10 วัน โดยที่ไม่ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ย ก็สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนมาใช้จ่ายในครอบครัวได้แล้ว”

เทคนิคการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า
ต้นทุนต่ำ ทำรายได้หลักพันต่ออาทิตย์
เจ้าของบอกว่า สำหรับเทคนิคการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า มีวัสดุอุปกรณ์หลักๆ ที่ต้องเตรียมดังนี้

วัสดุที่ต้องเตรียม

วัสดุเพาะเห็ดฟางหลักๆ ได้แก่ ฟาง
ขี้ฝ้าย คือเศษที่เหลือมาจากการทอด้าย โดยทั่วไปขี้ฝ้ายจะเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับทำก้อนเชื้อเห็ด แต่ที่ฟาร์มจะนำเอาส่วนขี้ฝ้ายมาเป็นวัสดุในการเพาะเห็ดไว้เป็นตัวช่วยทำให้เชื้อเห็ดเดินดี ดอกก็จะออกมาให้เก็บได้เยอะ ถือเป็นเทคนิคสำคัญอีกข้อหนึ่ง แต่บางพื้นที่อาจจะหาได้ยาก ก็สามารถประยุกต์นำผักตบชวามาใช้แทนได้
เชื้อเห็ดฟาง
อาหารเสริม แป้งข้าวเหนียว และรำละเอียด
อุปกรณ์ที่ต้องใช้

ตะกร้าพลาสติก สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป
อุปกรณ์สำหรับทำโรงเรือน โดยของที่ฟาร์มจะทำออกเป็น 2 แบบ คือ 1. โรงเรือนที่ทำมาจากท่อพีวีซี ต่อกันเป็นกระโจมขนาดเล็ก 2. โรงเรือนจากสุ่มไก่ คือการนำสุ่มไก่มาประยุกต์ทำเป็นโรงเรือน วิธีการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

เริ่มจากการนำฟางแช่น้ำไว้ 1 คืน และถ้าจะให้ดีต้องเป็นน้ำบาดาลหรือน้ำคลอง เพราะถ้าเป็นน้ำประปาจะมีคลอรีน หากนำฟางไปแช่คลอรีนในน้ำประปาจะซึมเข้าไปในฟาง หากนำไปเพาะ คลอรีนจะลงไปฆ่าเชื้อเห็ดหมดได้
หัวเชื้อ 1 ก้อน สามารถเพาะเห็ดได้ 3 ตะกร้า
นำฟางที่แช่ทิ้งไว้ 1 คืน มาพักให้สะเด็ดน้ำไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง (การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าต้องทำทั้งหมด 3 ชั้นต่อ 1 ตะกร้า โดยในแต่ละชั้นจะประกอบไปด้วย ฟาง ขี้ฝ้าย และเชื้อเห็ด)
“เริ่มต้นจากชั้นแรก ให้ปูฟางอัดลงที่ก้นตะกร้าให้มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว หลังจากนั้นโรยขี้ฝ้ายด้านบนฟางให้ชิดขอบตะกร้า เสร็จแล้วโรยเชื้อลงไปด้านบนขี้ฝ้าย โดยไม่ต้องโรยขี้ฝ้ายกับเชื้อเห็ดใส่ตรงกลาง อันนี้คือเสร็จ 1 ชั้น และทำชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 เหมือนชั้นที่ 1 พอถึงชั้นบนสุดก็จะใช้ฟางโปะด้านบนตะกร้าแบบบางๆ โรยเชื้อให้ทั่ว แล้วกลบด้วยอาหารเสริมอีกครั้ง”

สถานที่เพาะควรเป็นพื้นดินใต้ร่มไม้หรือร่มสนิท ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
นำตะกร้าเห็ดมาเรียงซ้อนกันเป็นแนวยาว หรือซ้อนกันเป็นรูปสามเหลี่ยม
“อย่างพื้นที่ของผมเป็นที่โล่งแจ้ง มุงหลังคาด้วยซาแรนพรางแสง หากมีการเพาะที่เดิมซ้ำกันหลายๆ ครั้ง จะต้องนำถุงพลาสติกปูคลุมดินก่อนชั้นแรก แล้วค่อยปูฟางทับอีกชั้น เพราะว่าเห็ดพวกนี้จะไม่ค่อยชอบกลิ่นเก่า จึงต้องแก้ด้วยการหาถุงพลาสติกมาปูทับพื้นดินเป็นชั้นแรกก่อน”

หลังจากปูพื้นดินพร้อมจัดเรียงตะกร้าเสร็จแล้ว ให้นำกระโจมที่เตรียมไว้ครอบลงไปแล้วคลุมทับด้วยพลาสติกอีกครั้ง

การดูแล
ในช่วงระยะ 4 วันแรก ต้องควบคุมอุณหภูมิภายในกระโจมหรือโรงเรือน ด้วยการคลุมถุงพลาสติกให้มิดชิด ห้ามให้อากาศเข้า เรียกว่าระยะบ่มใย
“ถ้าหากปล่อยให้อากาศเข้าไปได้ เชื้อจะไม่เดินและไม่จับดอก แล้วพอใยเดินไม่ได้ทั่วตะกร้า สารอาหารก็จะได้น้อย ดอกก็จะออกน้อย แต้ถ้าคลุมให้มิดชิดอากาศเข้าไปไม่ได้ เส้นใยจะเดินหาอาหารในตะกร้าที่ใส่ไปได้เต็มที่ พอหาอาหารได้เต็มที่ ครบ 4 วัน แล้วเปิดพลาสติกที่คลุมไว้ออกจะเห็นเส้นใยฟูออกนอกตะกร้า เขาเรียกว่าการตัดใย”

หลังจากครบระยะบ่มใยแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตัดใย คือการใช้ฟ็อกกี้ หรือบัวรดน้ำ เติมน้ำสะอาด หรือถ้าเป็นบางสูตรจะผสมฮอร์โมนไข่ลงไปด้วย แต่ของที่ฟาร์มจะไม่ใช้ จะใช้แค่บัวรดน้ำ รดน้ำแบบผ่านๆ แค่พอให้เส้นใยได้สัมผัสน้ำ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เห็ดจับดอก แต่ถ้าในกรณีใช้ฟ็อกกี้ก็สามารถฉีดพ่นเข้าไปในตะกร้าได้เลย แค่พอให้เส้นใยเปียกเช่นกัน
หลังจากเราได้เส้นใยเสร็จแล้ว ให้กลับไปเพาะไว้ในกระโจมเหมือนเดิม แล้วเส้นใยของเห็ดฟางจะต้องการออกซิเจนในการจับดอก หรือต้องการอากาศถ่ายเท โดยการเจาะรูระบายอากาศไว้ที่ด้านบนของกระโจม และต้องเปิดระบายอากาศทุกวันเช้า-เย็น มีวิธีการคือ ไม่ต้องเปิดถุงพลาสติกออกทั้งหมด จะเปิดแค่เพียงครึ่งเดียว ในช่วงเช้าจะเปิดรับอากาศสักประมาณ 10-15 นาที แล้วคลุมปิดเหมือนเดิม พอตกเย็นเปิดรับอากาศอีกครั้ง อีกสักประมาณ 10-15 นาที แล้วคลุมเก็บไว้เหมือนเดิม ให้ทำแบบนี้เหมือนกันทุกวัน หากนับตั้งแต่วันที่ตัดใยจนถึงวันเก็บดอกจะใช้ระยะเวลา ประมาณ 7-8 วัน แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาว ระยะการให้ดอกจะยืดไปอีกเป็น 9-10 วัน หลังจากการรดน้ำตัดใย

วิธีการเก็บเกี่ยว หากเป็นดอกเดี่ยว สามารถใช้มือดึงออกมาได้เลย แต่ถ้าดอกออกมาในกระจุกเดียวกัน มีหลายดอก ดอกจะโตไม่เท่ากัน ต้องเลือกเก็บโดยให้ใช้มีดปลายแหลม หรือมีดปอกผลไม้ แคะไปที่กกดอกแล้วเก็บดอกที่โต พร้อมที่จะบาน โดยใน 1 อาทิตย์ ที่ฟาร์มสามารถสร้างรายได้จากการขายเห็ดฟาง เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท ด้วยการแบ่งเพาะ อาทิตย์ละ 18 ตะกร้า ใช้เวลาดูแลช่วงเช้าและเย็นเพียงเท่านั้น ทำให้มีเวลาออกไปขายของ สร้างรายได้ประจำได้สบายๆ

มือใหม่ สนใจเพาะเป็นอาชีพเสริม
เริ่มต้นที่ 20 ตะกร้า ได้ไม่ยาก
สำหรับมือใหม่หัดเพาะ คุณชายน้อย แนะนำว่า ให้เริ่มต้นเพาะประมาณ 20 ตะกร้า ก็สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท โดยผลผลิตเห็ดสดต่อ 1 ตะกร้า จะเก็บได้ประมาณ 7-8 ขีด เมื่อเทียบกับต้นทุนเพียงหลักร้อย โดยราคาขายเห็ดฟางในปัจจุบันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท หากเพาะไม่เยอะ สามารถหาตลาดขายได้เองไม่ยาก เริ่มจากการหิ้วไปขายที่ทำงาน

“ตอนผมเริ่มต้นเพาะเห็ดใหม่ๆ ผมเริ่มต้นหาตลาดจากการหิ้วเห็ดที่ผมเพาะได้ไปขายที่โรงเรียน ขายให้กับคุณครู และเพื่อนๆ ส่วนแม่ของผมท่านก็จะหิ้วไปขายที่ทำงานด้วย แต่ถ้าหากใครเพาะเยอะ แนะนำให้หาตลาดรับซื้อก่อน หรือจะแบ่งขายทำเป็นถุงละครึ่งกิโลกรัมก็จะทำให้ขายง่ายขึ้น วันหนึ่งขายได้วันละ 2-3 กิโลกรัม ก็มีรายได้มาซื้อกับข้าววันละ 200-300 บาทแล้ว” คุณชายน้อย กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจชุดเพาะเห็ดไปทดลองเพาะ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 084-619-8740 หรือติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : ชายน้อย เห็ดฟาง

การปลูกมันเทศในเชิงพาณิชย์จะให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย เกษตรกรผู้ปลูกจะต้องมีความรู้ มีการวางแผนและการจัดการที่ดี รวมถึงมีเทคนิคและการดูแลเฉพาะในแต่ละฤดูปลูกอีกด้วย เพื่อให้การปลูกมันเทศบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ “ให้ผลผลิตต่อไร่สูงสุด ได้หัวมันที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีต้นทุนในการผลิตต่ำ และขายได้ราคา”

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้คลุกคลีกับการปลูกมันเทศมานานประมาณ 10 ปี โดยสายพันธุ์ที่นำมาปลูกล้วนแต่เป็นสายพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ อาทิ มันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา จากญี่ปุ่น, มันเทศเนื้อสีเหลืองเบนิฮารุกะ จากญี่ปุ่น (มันหวานญี่ปุ่น), มันเทศเนื้อสีส้ม จากญี่ปุ่น, มันเทศเนื้อสีเหลือง จากไต้หวัน, มันเทศเนื้อสีเหลือง จากเกาหลีใต้ 5 สายพันธุ์ และมันเทศเนื้อสีม่วงสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดจากสวนคุณลี (ที่ได้จากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติในแปลงปลูก ซึ่งมีรสชาติหวาน เนื้อละเอียดเนียน หัวใหญ่ อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 90-100 วัน เท่านั้น)

การปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องของโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด

สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมัน หรือรูปทรงของหัวมันในสภาพดินปลูกที่มีโครงสร้างของดินแข็ง ดินแน่น และมีการระบายน้ำไม่ดี ควรจะมีการปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะลงมือปลูก สำหรับพื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกพร้อมกับการเตรียมแปลงเลย

วิธีการเตรียมแปลงปลูก
ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 50-80 เซนติเมตร สูง 30-50 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงยิ่งมีความสูงยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ อย่างสวนคุณลีนั้นจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กขนาด 100-400 ตารางเมตร

เนื่องจากต้องการปลูกมันเทศหลากหลายสายพันธุ์ให้ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มีช่วงเวลาขายอย่างน้อย 7-15 วัน จนหมด ก่อนที่มันเทศแปลงต่อๆ ไปจะสามารถขุดขึ้นมาขายต่อ เนื่องจากตอนนี้สวนคุณลี เน้นการขายมันเทศผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ราคา กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งตรงกับคำพูดที่ว่า “ทำน้อยได้มาก ทำมากได้น้อย” เนื่องจากมีเวลาในการเอาใจใส่ดูแลอย่างทั่วถึง ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีนั่นเอง

การจัดระบบน้ำในแปลงปลูกมันเทศ
โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศมักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของสวนคุณลี จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-5 เมตร

เตรียมท่อนพันธุ์มันเทศอย่างไร
ในการตัดท่อนพันธุ์ loquegustes.com ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้งหรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลา แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ

เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้วควรจะมัดรวมกันเป็นท่อนหรือเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลง ในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” (เช่น โกลไฟท์) จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น ให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำ เช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากงอกออกมาตามข้อ แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกลงแปลงแล้ว

ถ้าจะให้ดี ท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัด ควรจะตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ จะใช้ท่อนมันเทศประมาณ 8,000-16,000 ยอด (ขึ้นอยู่กับระยะปลูก)

การปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ
ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นและปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูก แบ่งได้ 3 วิธี คือ ปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย

จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่า วิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ

ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 20-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศ และให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้น กลบดินให้แน่นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน

แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำ จะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่องโดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อน ทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ จะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 11,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างดี