หนุ่มบ้านแพ้ว ปลูกมะเขือยาว 8 ไร่ โกยรายได้ปีละล้าน

แปลงปลูกมะเขือยาว จำเป็นต้องใช้แรงงานดูแลเต็มเวลา 1 คน ต่อการดูแลแปลงปลูกมะเขือ 200-300 ต้น หมายความว่า ใน 1 ครอบครัว ทำงานในสวน 2 คน จะปลูกมะเขือได้เพียง 400-600 ต้น เท่านั้น แปลงปลูกมะเขือยาวจะให้ผลผลิตที่ดีได้ หากมีการดูแลจัดการที่ดี ปกติต้นมะเขือเสียบยอดจะให้ผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อวัน หากปลูกมะเขือจำนวน 500-600 ต้น ต้องใช้แรงงานดูแล 2 คน จะมีผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 500-600 กิโลกรัม ต่อวัน

“การผลิตมะเขือยาวให้ได้เบอร์ยอด เทคนิคสำคัญอยู่ที่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี บำรุงต้น และการดูแลป้องกันโรคแมลง ขั้วมะเขือยาว กินไม่ได้ แต่มีผลต่อราคาขาย หากแม่ค้าเห็นมะเขือยาวขั้วเขียวสวย จะรับซื้อในราคาสูงขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท เพราะมะเขือยาวขั้วเขียว ลูกค้ามองว่า สวย ทำให้ขายง่าย ขายเร็ว ขายได้ราคาดี เรียกว่ามะเขือยาวขายที่ความสวยเป็นหลัก” คุณทวีศักดิ์ กล่าว

มะเขือยาว จะให้ผลผลิตดีหรือไม่ดี คุณทวีศักดิ์ใช้หลักเกณฑ์การคำนวณว่า มะเขือยาว 1 ต้น จะให้ผลผลิต 1 กิโลกรัม ต่อวัน หากปลูก 1,000 ต้น ตัดครบทุกวัน จะเก็บมะเขือยาวขายได้วันละ 1,000 กิโลกรัม หากได้น้อยกว่านี้ เก็บได้ 300 กิโลกรัม แสดงว่ามีอะไรผิดปกติแล้ว เช่น น้ำไม่พอ ปุ๋ยไม่พอ หรือไม่พอทั้งสองอย่าง เกษตรกรต้องเร่งปรับการให้ปุ๋ยให้น้ำทันที นอกจากนี้ เกษตรกรควรเก็บข้อมูลผลผลิตในแต่ละวัน ว่ามีปริมาณมากน้อยแค่ไหน ผลผลิตสวยเท่าไร เจอหนอนเจาะเท่าไร มีลูกสั้น ลูกยาว หรือลูกงอเท่าไร หากรู้ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ไว้ จะได้รู้ว่าควรปรับแผนการดูแลเพิ่มหรือลดตรงไหน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

“หากเกษตรกรยอมเหนื่อย มีความตั้งใจในการทำงาน อาชีพการปลูกมะเขือยาว สร้างรายได้และให้ผลตอบแทนที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะโดยมะเขือยาว 1 ต้น จะให้ผลตอบแทน 1,000 บาท ต่อปีทีเดียว” คุณทวีศักดิ์กล่าวในที่สุด

หากเกษตรกรมีข้อสงสัยประการใด สอบถามเพิ่มเติมได้จากคุณเอกตามที่อยู่หรือเบอร์โทร.ข้างต้นได้เลย หรือสอบถามโดยตรงกับ คุณทวีศักดิ์ กลิ่นคง บริษัท ทวีศักดิ์การเกษตร จำกัด เลขที่ 1/25 หมู่ที่ 8 ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน

การที่จะมีพันธุ์พืชใหม่ๆ เข้ามาในบ้านเรานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้คนสนใจ อาจจะต้องใช้เวลา แต่ก็ขึ้นอยู่กับรสชาติของพืชผักที่นำไปประกอบอาหารแล้วเกิดรสชาติที่ถูกปากของคนส่วนใหญ่ และนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ในที่นี้หมายถึง “ดอกอ้อยไข่” ที่มาเป็นส่วนหนึ่งของพืชผักในเมืองไทยเราขณะนี้

อ้อยไข่ มีลักษณะลำต้นคล้ายต้นอ้อยและต้นข้าวโพด จะออกดอกตรงยอด ใน 1 ลำต้น จะให้ดอก 1 ดอก ลักษณะดอกจะมีเปลือกหุ้มคล้ายข้าวโพดอ่อน แต่ถ้าแกะดูก็มีฝักคล้ายข้าวโพด มีสีเหลืองนวล ประกอบไปด้วยเม็ดเล็กๆรวมตัวกันคล้ายไข่ปลา เป็นที่มาของการเรียกว่า อ้อยไข่

พืชผักชนิดนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยรสชาติคล้ายกะหล่ำดอกแต่หวานกว่า และขยายพันธุ์ได้เร็ว จึงเหมาะสำหรับเป็นส่วนหนึ่งของแปลงผักที่ทำเงิน และได้ราคาดีในช่วงนี้ ที่ยังมีคนปลูกไม่มาก พืชผักชนิดนี้เป็นได้ทั้งปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะนำไปตัดแต่งเป็นพุ่มได้สวยงาม และยังมีดอกให้ได้รับประทาน แบบผักปลอดสารอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบอาหารมังสวิรัติ

ชาวอินโดนีเซียจะใช้อ้อยไข่เป็นส่วนผสมของอาหารที่เป็นเมนูพิเศษในงานแต่งงานแบบดั้งเดิมของชุมชนบางกลุ่มเชื้อชาติ ถือว่าให้ความเคารพของพ่อแม่เจ้าสาว เมนูแกงที่มีอ้อยไข่เปรียบเหมือนไข่ปลา ถือว่าเป็นเมนูอาหารที่เป็นมงคล

อ้อยไข่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อ้อยดอกไม้ เป็นพืชตระกูลหญ้า มาจาก คำว่า “Terubuk (เทอรูบุก)” ซึ่งแปลว่า อ้อยที่เป็นไข่ปลา ก็มาจากลักษณะของดอกนั่นเอง จะมีเม็ดเล็กๆ เกาะกันอัดกันแน่นคล้ายไข่ปลามาจากตระกูลหญ้าที่มีชื่อเป็นภาษาละตินว่า endog tiwu terubuk, Terubus ที่มีชื่อเป็นภาษาละตินว่า (Sacharum edule Hasskarl)

พืชตระกูลหญ้าที่เรียกว่า อ้อยไข่ หรือ เทอรูบุก ในภาษาอินโดนีเซีย ลักษณะลำต้นคล้ายต้นอ้อยและต้นข้าวโพดที่ออกดอก แต่เรานำส่วนของดอกมารับประทาน ด้วยรสชาติที่หวานหอมคล้ายกะหล่ำดอกบวกกับหน่อไม้ฝรั่ง ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหารพื้นบ้านที่ให้รสชาติหลากหลาย

คุณสุพัฒนา นิรังกูล เป็นหนึ่งในผู้ปลูกอ้อยไข่ที่สระบุรี กล่าวว่า “ที่สวนชอบเพาะต้นไม้แปลกหลายอย่าง แต่ที่ทำเป็นแปลงขายทั้งผลผลิตและขายทั้งต้นกล้า ยอมรับว่า ต้นอ้อยไข่ ให้ผลผลิตเร็ว จึงมียอดสั่งจองต้นพันธุ์เยอะมาก เพราะโตเร็วให้ผลผลิตเร็ว ผู้ที่ซื้อต้นกล้าไปปลูกแล้วได้ชิมรสชาติเร็ว ไม่ต้องรอเป็นปีสองปี เพียงแค่ไม่กี่เดือนก็ได้ชิมผลผลิตแล้ว และติดใจในรสชาติจึงมีการขยายการปลูกอย่างรวดเร็ว อ้อยไข่ก็จะมีความหวานของกลิ่นอ่อนๆของอ้อยและคล้ายกลิ่นหน่อไม้ฝรั่ง และมีลักษณะกระจุกดอกเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายไข่ปลานำมารวมกันก็มีลักษณะคล้ายกะหล่ำดอกอีกด้วย…ปลูกอ้อยไข่ สร้างรายได้ ขายทั้งผลผลิตและต้นพันธุ์ ที่จังหวัดสระบุรี ปลูกมาหลายอย่างเพื่อให้ได้พืชผักที่มีรสชาติแปลก ทำเงินง่าย ก็ได้อ้อยไข่นี่แหละคะที่ปลูกง่ายที่สุดสำหรับพืชแปลกในตอนนี้” คุณสุพัฒนา กล่าว

อ้อยไข่ เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย แต่อย่าขาดน้ำ ให้น้ำสม่ำเสมอ แต่ครั้งละน้อยๆ จะทำให้ได้ดอกอ้อยไข่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์และมีความหวาน ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการ

มีฟอสฟอรัสสูงและแคลเซียมสูง รวมทั้งวิตามินซีสูง

อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ให้วิตามินและเกลือแร่

มีสารต้านอนุมูลอิสระและแคลอรีต่ำ

ใน 100 กรัม มีแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด ดังนี้

มีพลังงาน 25 กิโลแคลอรี โปรตีน 4.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3 กรัม ไขมัน 0.4 กรัม แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม เหล็ก 2 มิลลิกรัม วิตามินเอ OIU. วิตามินบี1 0.8 มิลลิกรัม และวิตามินซี 50 มิลลิกรัม (ที่มาบรรณานุกรม Renny Sukmawani, Ema Hilma Meilani และ Asep M Ramdan2 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย Muhammadiyah แห่ง Sukabumi ประเทศอินโดนีเซีย

คุณค่าทางด้านสมุนไพร

ราก ช่วยแก้ปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นยาขับปัสสาวะ รากยังมีความสามารถในการควบคุมและกระตุ้นอาการอาหารไม่ย่อย อาหารแสบร้อน

ลำต้น นำมาต้มแก้ร้อนใน ลดไข้ มีสรรพคุณเป็นยาเย็น คล้ายๆ กับลำต้นอ้อยทั่วไป ถึงแม้ว่าลำต้นจะเล็กกว่าต้นอ้อย แต่ถ้าบำรุงให้ดี ลำต้นก็จะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าต้นอ้อย

ใบ นำไปเป็นอาหารสัตว์ เช่น วัว ควาย แพะ ได้ ต้นอ้อยไข่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ลักษณะใบเหมือนต้นอ้อ ต้นแขมบ้านเรา หรือเหมือนหญ้าบางชนิดที่ใช้เลี้ยงสัตว์ เพราะต้นอ้อยไข่มาจากตระกูลหญ้าเช่นกัน

“ในบ้านเรากว่าจะมีการยอมรับเรื่องของผักแปลกๆ ก็ใช้เวลาหลายปี แต่อ้อยไข่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูพื้นบ้านท้องถิ่นได้หลากหลาย อยู่ทางใต้ก็เมนูแกงใต้ เช่น แกงส้ม อยู่ภาคกลาง ก็นำมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก และยังนำมาเผาเพื่อให้ได้รสชาติที่หอมแตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง อยู่ทางภาคเหนือก็จะนำมาผัด และจิ้มน้ำพริกเช่นกัน บางท่านก็นำมาผัดแบบเมนูอาหารฝรั่งที่มีส่วนผสมของนมเนย เป็นต้น” เจ้าของบอก

คุณสุพัฒนา เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่นำอ้อยไข่ไปปลูกลงแปลง จนเป็นที่ฮือฮาในตอนนี้ เพราะจากการชิมรสชาติคล้ายกะหล่ำดอก แต่ให้ความหวานกว่า ซึ่งชาวอินโดนีเซียและมาเลเซียปลูกมานานแล้ว ของเขามีขายตามแผงผักทั่วไป เป็นพืชผักที่หารับประทานง่ายแล้ว เม็ดเล็กๆ ของอ้อยไข่เหมือนขนมขี้หนูโบราณที่นำมาบีบให้แน่นเข้าด้วยกัน ทำให้เวลาเคี้ยวมีรสสัมผัสอีกแบบหนึ่ง

ใช้ท่อนอ้อยไข่นำไปเพาะชำสักประมาณ 1 เดือน พอออกรากก็นำไปลงแปลงที่ทำแปลงแบบปลูกผักทั่วไป แต่คลุมด้วยฟางข้าว เพื่อเก็บความชื้นของดิน ให้มีการแตกหน่อใหม่อย่างรวดเร็ว ภายในแปลงปลูกห่างกัน 3 เมตร เผื่อการขยายการแตกกอ แต่ระยะห่างของแปลงกว้างประมาณ 2 เมตร เพื่อกันเป็นทางเดิน จะได้เก็บผลผลิตได้สะดวก

เนื่องจากอ้อยไข่แตกกอเร็ว แต่การตัดดอกแต่ละครั้งก็จะรอรุ่นต่อไป ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ถึงจะเก็บผลผลิตได้ ที่สวนจึงปลูกขยายแปลงหมุนเวียนทุกๆ 2 สัปดาห์ ก็จะปลูกแปลงใหม่หมุนเวียน จึงเหมาะสำหรับท่านที่มีพื้นที่จำกัดก็สามารถทำรายได้เสริมในครัวเรือนได้

ใน 1 ลำต้น จะให้ดอกอ้อยไข่ 1 ดอก กออ้อย 1 กอ จะมีต้นอ้อยไข่มากถึง 20-30 ลำ น้ำหนักประมาณ 100 กรัม ต่อ 1 ดอก หลังจากให้ดอกแล้วก็จะตัดออก แล้วก็จะแทงลำต้นใหม่ขึ้นมาอีก ถ้าต้นสมบูรณ์มากก็จะแตกแขนงเป็นลำอ้อยไข่ต้นใหม่ขึ้นมา ก็ยังคงให้ดอกอีก ใน 1 กอ ต่ำสุดจะเก็บได้ 30 ดอก ที่สวนแห่งนี้มีอยู่ 5 แปลง แปลงละ 10 กอ รวมทั้งหมด 50 กอ

เฉลี่ยเก็บได้ครั้งละ 1,500 ดอก ราคาขายกิโลกรัมละ 200 บาท อ้อยไข่เป็นพืชที่ใหม่ ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก แต่ก็มีคนรู้จักมากขึ้น ตอนนี้จึงไม่พอขาย…ผลผลิตส่วนใหญ่ลูกค้าสั่งซื้อทางเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่ลูกค้าจะโทร.สั่งซื้อทางออนไลน์และปากต่อปาก แต่ละรอบก็จะมีรายได้หลักหมื่นขึ้นไปถึงเกือบๆ สามหมื่น เป็นรายได้แบบมาโดยไม่รู้ตัว เพราะการปลูกนั้นง่าย การดูแลง่าย ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย จะมีฝักอ้อยไข่ขายในแอปพลิเคชั่นหลายแอปเลยทีเดียว เช่น ลาซาด้า และชอปปี้ เป็นต้น

ถ้าปลูกเพียงเล็กน้อยหรือปลูกเป็นพืชผักสวนครัว เรื่องโรคและแมลงนั้นไม่ค่อยมีให้เห็น แต่ถ้าเกิดการระบาดก็ให้ตัดทิ้งในส่วนที่ระบาด แต่ถ้าปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจนั้น ศัตรูพืชชนิดนี้ก็จะคล้ายๆ กับการปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ก็ต้องมีวิธีเบื้องต้น ดังนี้

1. หมั่นตรวจแปลง ขุดและทำลายต้นที่เป็นโรค
2. ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีโรคระบาด
3. ดูแลเรื่องน้ำในช่วงหน้าแล้ง
4. การบำรุงอ้อยไข่ให้เจริญเติบโตอย่างดีไม่ให้เกิดสภาพความเครียด เช่น มีการให้น้ำ เมื่อจำเป็น มีการปรับปรุงดินโดยการไถกลบใบอ้อยไข่หรือปลูกพืชปุ๋ยสดเมื่อแปลงว่างก่อนการปลูกอ้อยไข่ใหม่
โรคที่รบกวน เช่น โรคกอตะไคร้…สาเหตุจากเชื้อไฟโตพลาสมา (green grassy shoot phytoplasma)

ลักษณะอาการ อ้อยไข่ที่เป็นโรคนี้จะแตกกอมาก ลำต้นเป็นฝอยคล้ายกอตะไคร้ ใบก็จะหดเรียวเล็ก แคระแกร็น และตายลงในที่สุด เกิดจากภาวะแล้งจัดและขาดน้ำเป็นเวลานาน ถ้าระบาดก็ขุดทิ้งไป และบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยคอก ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคนี้กลับไปปลูกอีก

โรคใบขีดแดง (โรคยอดเน่า) …สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Acidovoracavenae subsp. Avenae ลักษณะอาการใบมีเส้นสีแดงเป็นขีดตามความยาวของใบ บางครั้งต่อกันเป็นปื้น เมื่อรุนแรงทำให้มีอาการยอดเน่า ดึงยอดออกได้ง่าย มีกลิ่นเหม็นภายในลำต้นถึงยอด แก้ไขโดยทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง ระบายน้ำออกจากแปลง งดปุ๋ยไนโตรเจนจนกว่าต้นจะฟื้น หรือพ่นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์

หนอนกอลายจุดเล็ก…เป็นแมลงศัตรูอ้อยที่สำคัญที่สุด เข้าทำลายอ้อยไข่ให้เสียหายได้มาก และยากต่อการป้องกันกำจัด การเข้าทำลายในระยะแรกจะเห็นได้ยาก จะทราบต่อมาเมื่ออ้อยไข่ถูกทำลายไปแล้ว หนอนเจาะเข้าทำลายทั้งหน่อ ส่วนยอดและลำต้นอ้อยไข่ขณะที่อ้อยยังเป็นหน่อ หนอนจะเจาะเข้าไปตรงส่วนโคนระดับติดดิน เข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้แคระแกร็น และหยุดการเจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจแปลง ถ้าพบต้นที่เป็นโรคก็ตัดและทำลาย ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีโรคระบาด คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือ พี่นก อยู่บ้านเลขที่ 48/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองโพธิ์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ราชบุรี เนรมิตที่ดินมรดกของพ่อแม่เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้ไม่ขาดมือ ด้วยการวางแผนและการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน

คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือ พี่นก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นเกษตรกรว่า เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรวันหยุด ใช้เวลาว่างจากงานประจำวันเสาร์-อาทิตย์ กลับมาปลูกพืชผักไว้ที่บ้านอย่างละนิดอย่างละหน่อยสะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวจากงานประจำ จึงตัดสินใจลาออก แล้วกลับมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว โดยช่วงปีแรกเป็นช่วงของการเสาะแสวงหาความรู้อย่างเดียว ทั้งสมัครเข้ากลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์เพื่อที่จะได้เข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อนๆ ในกลุ่ม เพราะแต่ละคนจะมีความรู้ความชำนาญในแต่ละเรื่องที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงการเข้าอบรมด้านงานเกษตรต่างๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะรู้ตัวเองว่าไม่ได้จบด้านเกษตรมา จึงต้องตั้งใจกว่าคนอื่น และนำสิ่งที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตของตนเองจนเกิดเป็นความรู้ ความชำนาญ กลายเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตั

ผิดหวังจากพืชเชิงเดี่ยว หันเอาดีด้านเกษตรผสมผสาน
จนประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม
พี่นก เล่าว่า หลังจากที่มีโอกาสได้เข้าอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำเกษตรต่างๆ จากเพื่อนๆ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตนก็ได้เริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ด้วยการลงมือปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกตะไคร้กว่า 10 ไร่ ผลปรากฏออกมาคือเจ๊ง เนื่องจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวช่วงไหนราคาดีก็ดีมาก ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่พอถึงช่วงที่ราคาตก ก็ทำเอาขาดทุนได้ง่ายๆ จนต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตัดตะไคร้ทิ้ง แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่กับการปลูกพืชผสมผสานแบบอินทรีย์ ด้วยการยึดหลักทฤษฎีบันได 9 ขั้น

เป็นแบบอย่าง และตั้งปณิธานว่า พืชผักทุกชนิดที่ปลูกจะปลูกดูแลให้เหมือนกับที่ปลูกให้กับคนในครอบครัวกิน เน้นให้ธรรมชาติดูแลธรรมชาติ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เมื่อถึงเวลาให้อาหารสัตว์ก็จะใช้เศษผักเศษหญ้าภายในสวนมาผสมเป็นอาหารให้ไก่กิน ซึ่งตรงนี้เป็นอาหารเสริมอีกชนิดหนึ่ง ไข่ที่ออกมาก็จะแตกต่างจากไข่ทั่วไป และประโยชน์ในอีกแง่ของมูลไก่ คือ สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักปลูกต้นไม้ได้อีกด้วย หรือถ้าที่บ้านใครเลี้ยงวัวก็สามารถนำมูลวัวมาเลี้ยงไส้เดือนได้อีก พยายามใช้ประโยชน์ที่มีอยู่รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด เกษตรผสมผสานถือเป็นการสร้างสมดุลภายในไร่ในสวนให้เกิดขึ้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมีแม้แต่น้อย

โดยทำเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 3 ไร่ ปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ทั้งผักพื้นบ้าน ผักริมรั้ว เช่น แค ตำลึง มะนาว ถั่วฝักยาว มะระขี้นก มะเขือพวง เป็นต้น รวมถึงวอเตอร์เครส พืชชอบน้ำ เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ เนื่องจากผักวอเตอร์เครสเป็นผักที่มีคุณประโยชน์สูงมากๆ เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่ยังมีคนปลูกน้อย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งต้ม ทอด แกง ผัด รวมถึงทำเป็นเครื่องดื่ม และยังเป็นผักที่ปลูกและดูแลง่ายมากๆ ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้นานถึง 6 เดือน กลายเป็นพืชสร้างรายได้ดีให้กับไร่ทรงสุวรรณในขณะนี้

“วอเตอร์เครส” ผักของคนรักสุขภาพ ปลูกง่าย
ต้นทุนต่ำ ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาด
เจ้าของเผยเทคนิคการปลูกวอเตอร์เครส พืชทำเงินอันดับต้นๆ ของที่ไร่ว่า วอเตอร์เครสเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ไม่ชอบแดด เหมาะกับการปลูกในพื้นที่มีแดดรำไร ปลูกใต้ต้นไม้ หรือจะปลูกใต้ซาแรนพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ได้ เพราะถ้าปลูกกลางแจ้งต้นจะไม่งามและแข็งเกินไป

ยกตัวอย่างลักษณะการจัดการแปลงปลูกของที่สวนจะไม่ได้ทำเป็นแปลงปลูกทีเดียวบนพื้นที่เยอะๆ แต่จะเลือกปลูกตามความสะดวก พื้นที่ตรงไหนมีที่ว่างใต้ต้นไม้ก็สามารถปลูกได้ ซึ่งเมื่อรวมพื้นที่การปลูกวอเตอร์เครสของที่สวนแล้วใช้พื้นที่เพียงคิด 4×10 เมตร จะเห็นได้ว่าใช้พื้นที่น้อยมาก แต่สร้างรายได้ดี เพราะวอเตอร์เครสเป็นพืชที่ตัดแล้วแตกใหม่ได้เรื่อยๆ ตามคอนเซ็ปต์ของสวนเน้นปลูกพืชที่ง่าย ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน

ขั้นตอนการปลูก
การเตรียมดิน ใช้ปุ๋ยหมักมูลสัตว์โรยผสมคลุกเคล้าพรวนดิน แล้วนำกิ่งวอเตอร์เครสที่มีความยาวประมาณ 3 ข้อ จิ้มลงปลูกไปในดิน ลึกประมาณ 1 ข้อ ระยะห่างระหว่างต้น อย่างน้อย 10 เซนติเมตร

จากนั้นหมั่นคอยดูแลรดน้ำทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 10 นาที เพราะวอเตอร์เครสเป็นพืชที่ห้ามขาดน้ำ ระบบน้ำสามารถใช้ได้ทั้งระบบน้ำหยด และใช้สายยางเดินรดได้ ตามความเหมาะสมของพื้นที่

ปุ๋ย ใส่เดือนละครั้ง โดยปุ๋ยที่ใส่จะสลับกันใส่ระหว่างปุ๋ยมูลไส้เดือนกับปุ๋ยหมักที่ทำเอง เช่น เดือนที่หนึ่ง ใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน เดือนที่สองสลับใส่ปุ๋ยหมัก ใส่สลับไปแบบนี้ทุกเดือน และเสริมด้วยการฉีดฮอร์โมนนมสด เพื่อบำรุงใบด้วย

สามารถใช้นมที่ใกล้หมดอายุ หรือนมวัวที่ไม่ผ่านมาตรฐานส่งเข้าโรงงานมาทำได้ ในอัตราส่วน นม 4 ลิตร น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม อีเอ็มหรือจุลินทรีย์ครึ่งลิตร แล้วหมักทิ้งไว้ 2 สัปดาห์

วิธีใช้ อัตราส่วนฮอร์โมนนมสด 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นผักใบ อย่างวอเตอร์เครส ช่วยบำรุงใบได้ดี ทำให้ใบหนา และอวบ

โรคแมลง เป็นแมลงกินใบ และเพลี้ย ป้องกันด้วยการฉีดน้ำหมักสมุนไพรที่มีส่วนผสมของกาแฟ และตะไคร้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง มีแมลงหรือไม่มีก็จะฉีดป้องกันไว้ก่อนเสมอ

ระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ถ้าปลูกครั้งแรกใช้เวลาปลูก 1-1 เดือนครึ่ง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้รอบแรก และหลังจากนั้นสามารถเก็บผลผลิตได้ต่อไปอีกประมาณครึ่งปี โดยการตัดแต่งหรือทำให้แตกใบใหม่ สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เครื่องตัดหญ้าตัดได้เลย

ผลผลิต เก็บได้ทุกสัปดาห์ตามออเดอร์ โดยจะมีออเดอร์จากลูกค้าทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 10-20 กิโลกรัม ซึ่งที่สวนผลผลิตยังไม่พอต่อความต้องการ ก็จะแก้ปัญหาด้วยการแจกจ่ายออเดอร์ให้กับเครือข่าย

รายได้ เป็นผักที่มีราคาค่อนข้างดี จำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 140 บาท กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านทั่วไปสักเท่าไร แต่ที่สวนจะปลูกเพื่อนำไปขายตลาดในกรุงเทพฯ หรือในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นคนรักสุขภาพมาเดินจับจ่าย อย่างวอเตอร์เครสเมื่อไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมายจะเป็นผักที่ขายดีมากๆ จนพื้นที่ปลูกไม่พอต่อความต้องการของผู้บริโภค

ต้นทุนการปลูก สำหรับท่านที่สนใจอยากทดลองปลูกไว้กินเอง มีเงินหลักสิบก็สามารถปลูกได้ เพราะที่สวนก็เริ่มจากการได้รับกิ่งพันธุ์มาจากเครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์และขยายพันธุ์เองมาเรื่อยๆ หรือท่านใดอยากทดลองปลูก แต่ไม่รู้จะไปหาต้นพันธุ์จากไหน สามารถติดต่อมาที่ไร่ทรงสุวรรณได้โดยตรง

เริ่มต้นการตลาด จากสื่อโซเชียล
ได้ผลดี โดยที่ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา
พี่นก บอกว่า ตนก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่เก่งเรื่องการตลาด ไม่ถนัดที่จะเดินเข้าไปหาลูกค้าก่อน แต่โชคดีที่ตนสามารถประยุกต์ใช้สื่อโซเชียลที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเริ่มต้นง่ายๆ คือ ที่สวนปลูกอะไร ก็พยายามโพสต์สินค้าที่มีอยู่ลงเฟซบุ๊ก ในช่วงแรกอาจจะยังไม่มีคนสนใจเท่าไร แต่ก็อย่าเพิ่งถอดใจ ให้ขยันโพสต์ไปเรื่อยๆ

ผ่านไปสักระยะจะมีลูกค้าที่เห็นและสนใจติดต่อเข้ามาเองเรื่อยๆ สมัคร GClub หรือถ้าเกษตรกรท่านใด มีเทคนิคการเล่นโซเชียล การเพิ่มแฮชแท็ก ก็นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เข้ามาช่วยให้การค้นหาร้านค้าของคุณง่ายมากยิ่งขึ้น สามารถช่วยคัดกรองคนที่สนใจสินค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจง วิธีนี้ถือว่าได้ผลดีมากๆ สามารถสร้างยอดขายให้เราได้ ดังนั้น สื่อโซเชียลถือเป็นการสร้างตลาดเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีประสบการณ์การขายมากยิ่งขึ้น ทางสวนก็ได้มีการขยับขยายตลาดจากขายทางเฟซบุ๊ก ก็มีการทำตลาดทั้งแบบค้าปลีกและค้าส่ง

ซึ่งตลาดค้าส่งจะเป็นรูปแบบของบริษัท ในรูปแบบของร้านค้าที่ซื้อเป็นกิโลกรัมแล้วนำไปแปรรูปต่อ และตลาดค้าปลีกจะเป็นในรูปแบบการแพ็กสินค้าเองแล้วนำไปขายในห้าง และร้านค้าของกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่ตลาด อ.ต.ก. ซึ่งการขายแบบปลีกและส่งก็จะมีข้อดีต่างกันไป ขายส่งก็จะขายได้จำนวนที่เยอะกว่า และการขายส่งจะได้รายได้ต่อปริมาณที่มากกว่า

ฝากถึงเกษตรกรให้ยืนด้วยสองขาของตัวเอง
“ในปัจจุบันโลกเราเปลี่ยนไปแล้ว เกษตรกรไม่สามารถที่จะปลูกผักเพื่อส่งอย่างเดียวได้ เพราะว่าความยั่งยืนมันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่จะทำอย่างไร ให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง คือการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากเดิมเกษตรกรหลายท่านอาจจะมุ่งเน้นปลูกส่งตลาดกลาง หรือปลูกส่งพ่อค้าคนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ให้เปลี่ยนวิธีการเป็นทั้งปลูกส่งด้วย และปลูกขายเองด้วย ไม่อยากให้ยึดติด

เพราะถ้าปลูกส่งตลาดกลางอย่างเดียว เราจะไม่มีสิทธิ์กำหนดราคาได้เองเลย ถ้าพ่อค้าให้ 5 บาท เราก็ต้องรับ 5 บาท ทั้งที่จริงแล้วคุณภาพของสินค้าเราสามารถขายได้ราคาสูงกว่านี้ ยกตัวอย่างมะเขือพวง เราแพ็กส่งเองเท่ากับเราขายได้กิโลละ 60 บาท แต่ถ้าเอาไปส่งที่ตลาด มะเขือพวงเหลือราคากิโลกรัมละ 10-20 บาท เพราะฉะนั้นต้องข้ามผ่านการทำเกษตรแบบเดิมๆ มีอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็ให้รีบทำ ควรที่จะแสวงหาวิธีการขายโดยใช้โซเชียลเข้ามาด้วย เพราะคนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเดินตลาดกันแล้ว แต่เขาจะเอาความง่ายเข้าว่า” พี่นก กล่าวทิ้งท้าย