หนุ่มราชบุรี เพาะพันธุ์ชันโรงขาย ลงทุนน้อย สร้างกำไรต่อรัง

ไม่ธรรมดา “ชันโรง” เป็นแมลงขนาดเล็กที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก มีอุปนิสัยชอบเก็บน้ำหวานและละอองเกสรดอกไม้เป็นอาหารคล้ายๆ กับผึ้ง ซึ่งชันโรงจะไม่เหมือนกับผึ้งตรงที่ไม่มีเหล็กในจึงไม่สามารถต่อยได้ หลายภูมิภาคของประเทศไทยสามารถพบชันโรงได้และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ภาคใต้เรียกชันโรงขนาดเล็กว่า อุงหรือแมลงโลม และชันโรงขนาดใหญ่ว่า อุงหมี ส่วนทางภาคตะวันตกเรียกว่า ตัวตุ้งติ้งหรือตัวติ้ง ภาคเหนือเรียกชันโรงที่มีขนาดเล็กว่า แมลงขี้ตึงหรือตัวขี้ตังนี แต่ถ้าเป็นชันโรงที่มีขนาดใหญ่เรียกว่า ขี้ย้าด้าหรือขี้ย้าแดง เรียกตามสีของลำตัว

โครงสร้างภายในรังของชันโรงจะประกอบไปด้วย ปากทางเข้ารังที่หลายลักษณะ เช่น เป็นหลอดหรือปล่อง รูปปากแตรหรือมีรูเล็กๆ และมียางเหนียวๆ อยู่บริเวณปากทางเข้าออกรัง ชันโรงสามารถสร้างรังได้หลากหลายที่ ตั้งแต่โพรงลำต้นไม้ใหญ่ ในดินจอมปลวกหรือแม้แต่รอยแยกของบ้าน ซอกตึก กล่องไม้ต่างๆ ก็สามารถทำรังได้ด้วยเช่นกัน ภายในรังมีการสร้างห้องหรือที่เรียกอีกอย่างว่ากระเปาะ แบ่งแยกกันตามประโยชน์ใช้สอยคือ การสร้างกระเปาะเก็บเกสร กระเปาะสำหรับวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน กระเปาะเก็บน้ำหวาน ซึ่งการสร้างในลักษณะนี้จะแตกต่างกันไปของแต่ละชนิดชันโรง

ชันโรงถือเป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรได้ดีอีกด้วย จึงทำให้เกษตรกรที่ทำสวนไม้ผล เห็นถึงความสำคัญและนำรังมาวางไว้ภายในสวน ช่วยให้ไม้ผลติดผลผลิตดีขึ้นหรือเรียกง่ายๆ ว่า มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการผสมเกสรที่ดีนั้นเอง คุณอานนท์ ชูโชติ หรือ คุณกัน ได้เห็นถึงความสำคัญในการเลี้ยงชันโรงเพื่อมาไว้ในสวนลิ้นจี่ จากที่มีเพียงไม่กี่รังไว้ภายในสวน เขาไม่คาดคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างรายได้ให้กับเขาได้ดีไม่น้อยทีเดียว

คุณกัน เล่าว่า รู้จักกับชันโรงเป็นครั้งแรกเพราะแมลงชนิดนี้มาเกาะอยู่ที่ประตูบ้าน เมื่อเกิดความสงสัยจึงทำให้ได้ศึกษาว่าคืออะไร จากการได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากสื่อออนไลน์ต่างๆ ชันโรงในหลายพื้นที่มีการเลี้ยงกันมาก และสามารถผลิตรังและเก็บน้ำหวานจำหน่ายได้ เขาจึงได้หารังชันโรงจากธรรมชาติมาเลี้ยงก่อน แต่จำนวนก็ไม่ได้มากเท่าที่ควร จึงได้มีการซื้อรังจากฟาร์มอื่นๆ เข้ามาเลี้ยงด้วย ทำจนเกิดความชำนาญและผลิตรังชันโรงส่งจำหน่ายในเวลาต่อมา

“ช่วงแรกผมจะซื้อเป็นสายพันธุ์ตัวใหญ่มาเลี้ยงก่อน ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนัก จากที่ผมศึกษาอาจจะเป็นเพราะว่าน่าจะอยู่ได้เฉพาะถิ่นทางภาคใต้ พอมาอยู่แถวบ้านผมที่ราชบุรีก็จะตาย ช่วงนั้นหมดไปหลายหมื่น จนคนบอกว่าผมบ้ามาเลี้ยงชันโรง จากนั้นผมก็ไม่ย่อท้อ กลับมาศึกษาชันโรงตัวเล็กที่ผมมีอยู่ เป็นชันโรงขนเงิน ซึ่งสายพันธุ์นี้มีข้อดีคือ เขาเป็นชันโรงบ้าน สามารถอยู่ได้ทุกที่ และยิ่งตัวมีขนาดที่เล็ก จึงทำให้สามารถเข้าไปผสมเกสรในดอกไม้ที่มีขนาดเล็กๆ ได้ดี หากินเก่ง”

คุณกัน เล่าว่า การเลี้ยงชันโรงถือว่าประหยัดต้นทุนอาหารเป็นอย่างมาก โดยที่ผู้เลี้ยงไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลย เพราะรังของชันโรงที่นำไปวางตามที่ต่างๆ แมลงเหล่านี้จะออกหาอาหารกินเอง โดยบินไปเก็บน้ำหวานในพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่ไกลจากรังมากนัก ยิ่งนำรังไปไว้ในสวนไม้ผลด้วยแล้ว ยิ่งเป็นตัวช่วยผสมเกสรชั้นดี โดยทุก 1 ปี จะแยกรังชันโรง 2 ครั้ง หรือถ้ามองว่าในรังมีขนาดที่แคบเกินไป สามารถแยกรังไปใส่ในกล่องใหม่ได้ทันที เป็นการขยายรังจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 ช่วงที่เวลาที่เหมาะต่อการแยกรังจะเป็นช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างที่จะมีดอกไม้ออกมาจำนวนมาก เพียงพอที่จะเป็นอาหารให้กับชันโรง

“ชันโรงหาอาหารกินตามเวลา อย่างช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยออกมาหาอาหารมากนัก จะหลบอยู่แต่ในรัง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว แดดออกเมื่อไหร่ถึงจะออกจากรังมาช่วงสายๆ แต่หน้าร้อนนี่ถือว่ากลางวันยาว ชันโรงก็จะออกมาแต่เช้า ตั้งแต่เลี้ยงมา ชันโรงนี่ถือว่าไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย โดยเฉพาะแหล่งอาหาร เขาจะออกไปหากินเองตามธรรมชาติ เราก็จะประหยัดต้นทุนในเรื่องนี้ แต่จะต้องลงทุนในเรื่องของกล่องไม้ที่เลี้ยง ต้องซื้อไม้มาทำ ขนาดของกล่องรังเลี้ยงชันโรง ผมจะให้มีขนาดเท่ากระดาษ A4 ความกว้าง 21 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร และความสูงของกล่องไม้อยู่ที่ประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนศัตรูที่ต้องป้องกันไม่ให้มากินตัวชันโรง จะมีตั้งแต่จิ้งจก มด และหากเจอใยแมงมุมบริเวณรัง ให้เอาออกทันที”

การแยกรังชันโรงเคล็ดลับคือ ต้องตรวจดูปริมาณไข่ ดักแด้ ตัวเต็มวัย และอาหาร ภายในรังต้องมากพอ ซึ่งการแยกรังไปใส่ในกล่องไม้ใหม่ จะต้องแยกไข่ ดักแด้ ตัวเต็มวัย จะต้องมีชันโรงพี่เลี้ยงติดมาด้วย เพื่อให้ช่วยกัดหลอดดักแด้ให้ตัวเต็มวัยออกจากหลอด ถ้วยอาหารใส่ลงในรังโดยวางใกล้ปากทางเข้าออก

จากนั้นนำขี้ชันจากรังเดิมมาแปะทางเข้าของรังใหม่ เพื่อล่อตัวเต็มวัยให้กลับเข้ารังใหม่ที่แยกไว้ พร้อมกับปิดทางเข้ารังเดิมและนำออกจากจุดเดิม เพื่อให้ตัวชันโรงกลับเข้ารังใหม่ที่แยก ดูแลต่อไปอีก 2-3 เดือน รังใหม่เหล่านี้ก็จะสามารถส่งจำหน่ายได้

อยู่ที่หลักร้อยจนถึงพันบาท

การทำตลาดเพื่อจำหน่ายรังชันโรงนั้น คุณกัน บอกว่า เมื่อสำรวจดูภายในรังใหม่ที่แยกไว้เห็นว่ามีความสมบูรณ์แล้ว หากมีลูกค้าสนใจก็สามารถจำหน่ายได้ แต่ถ้าต้องการจำหน่ายแบบให้รังมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จะดูแลต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ภายในรังมีขนาดใหญ่ เมื่อลูกค้าซื้อไปก็สามารถนำไปแยกต่อไป จะทำให้มีจำนวนรังชันโรงที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับมือใหม่ควรเริ่มเลี้ยงจากรังเล็กๆ ก่อน เพื่อเรียนรู้อุปนิสัยของชันโรง หากเกิดความผิดพลาดจะได้ทดลองเลี้ยงใหม่ได้แบบไม่ต้องเสียต้นทุนมาก

โดยราคารังชันโรงที่เป็นรังใหม่หลังจากแยกแล้ว 2 เดือน ราคาต่อรังจำหน่ายอยู่ที่รังละหลักร้อยบาท ส่วนรังที่เลี้ยงให้ใหญ่หลังแยกรังดูแลมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ราคาจำหน่ายจะอยู่ที่หลักพันบาท ตั้งแต่ที่จำหน่ายมาลูกค้าชื่นชอบขนาดของรังเล็กรังใหญ่แตกต่างกันไป และการทำตลาดหลักๆ จะเน้นช่องทางออนไลน์มีลูกค้าจากจังหวัดอื่นๆ ให้ส่งทางไปรษณีย์ หรือหากต้องการเรียนรู้การเลี้ยงก็จะเข้ามาซื้อถึงภายในสวน

“ผมจะเน้นขายเป็นรังแม่พันธุ์เป็นส่วนใหญ่ จะไม่เน้นขายน้ำหวาน เพราะปริมาณสวนผลไม้ที่ผมทำยังไม่มากพอ จึงยังไม่เหมาะสมกับการผลิตน้ำหวานขาย การเลี้ยงชันโรงถือว่าสร้างรายได้ให้ผมดีมากๆ จากคนมองว่าผมบ้า ตอนนี้เขาเริ่มเปลี่ยนความคิดกันแล้วว่า ชันโรงสามารถสร้างรายได้จริง การเลี้ยงก็ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ชันโรงหาอาหารกินเองได้ ตอนนี้รายได้หลักแสนต่อปีที่ได้จากการเลี้ยงชันโรง ก็ถือว่าตอบโจทย์สามารถมีรายได้เสริมอีกหนึ่งช่องทาง คนที่อยากเลี้ยงก็อยากให้ทดลองดูครับ หากมีไม้ผลอยู่จะนำไปช่วยผสมเกสรก็ได้ พออนาคตแยกรังได้เยอะๆ ชันโรงพวกนี้ก็จะทำเงินให้อีกหลายช่องทางแน่นอน”

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการเลี้ยงชันโรงขนเงิน และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณอานนท์ ชูโชติ หรือ คุณกัน อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 6 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 065-395-6799

ที่ราชบุรีมีผลไม้เด่นและเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญคือ สับปะรด รู้จักกันอย่างดีในชื่อสับปะรดสวนผึ้งหรือบ้านคา เป็นพันธุ์ปัตตาเวีย มีลักษณะเด่นที่รสหวานฉ่ำ ไม่กัดลิ้น กลิ่นหอม เนื้อละเอียด ปลูกในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ จอมบึง ปากท่า สวนผึ้ง และบ้านคา ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและพื้นที่ราบสูง มีเกณฑ์ปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสมสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นเอกลักษณ์มีความแตกต่างจากสับปะรดแหล่งอื่น มีตลาดขายส่งโรงงานและผลสดพร้อมทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI ช่วยการันตีคุณภาพ ชูความอร่อย ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

คุณชนม์พศุตม์ ไกรวิจิตร หรือ คุณหนุ่ย อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองพันจันท์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ 065-351-6352 มารับช่วงปลูกสับปะรดต่อจากแม่ได้ 4 ปี ใช้พื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 120 ไร่ เพื่อขายตรงให้กับพ่อค้าเป็นหลัก บริหารจัดการสวนสับปะรดอย่างเป็นระบบ ทั้งการปลูก ใส่ปุ๋ย ดูแลโรคและแมลงเพื่อให้มีผลผลิตคุณภาพส่งขายตลอดทั้งปี ที่น่าสนใจสวนแห่งนี้ได้ดัดแปลงรถปิกอัพเพื่อนำมาใช้ฉีดพ่นปุ๋ยยาแทนแรงงาน ช่วยให้สะดวก รวดเร็ว ทุ่นค่าแรง ที่สำคัญปลอดภัยกับผู้ทำงานมาก

การเตรียมพันธุ์

ภายหลังตัดผลผลิตแต่ละรุ่นแล้วจะมีหน่อใหม่โผล่ เมื่อฝนตกจะใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งหน่อให้มีความสมบูรณ์เร็วขึ้น ขนาดหน่อที่ต้องการจะหักออกมาจากต้นตามจำนวนที่ต้องใช้ปลูกแล้วนำมาเลือกเพื่อให้มีขนาดต้นเท่ากันตอนปลูก ทำลักษณะเช่นนี้หมุนเวียนโดยไม่ต้องซื้อหน่อพันธุ์

ก่อนปลูกรุ่นใหม่จะต้องปั่นตอเก่าทิ้งก่อน แล้วไถพรวน 1 รอบ ใส่มูลไก่ที่ซื้อมาจากเล้าไก่เนื้อนำมาใส่ได้ทันทีเพราะเป็นมูลไก่แห้งที่ผสมแกลบ คุณสมบัติของมูลไก่จะช่วยทำให้ดินฟู ใส่มูลไก่จำนวน 100 กระสอบ (กระสอบละ 30 กิโลกรัม) ต่อไร่

ไถพรวนอีกรอบเพื่อให้ดินฟู โดยไม่ต้องทำแปลง ตีเส้นเป็นแนว ใช้จอบขุดดินเป็นหลุมขนาดความลึกเท่าหน้าจอบ แล้วฝังหน่อระยะหลุมห่างกันประมาณ 25 เซนติเมตร โดยพื้นที่ 1 ไร่จะใช้ประมาณ 8,000 หน่อ หลังจากฝังหน่อแล้ว หากฝนตกให้ฉีดยาฆ่าหญ้าเพื่อป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้น

ควรใส่หลังฝนตกพร้อมฉีดยาป้องกันโรค พ่นฮอร์โมนทางใบ ให้ใส่หลังนำหน่อลงปลูกสัก 2 สัปดาห์เพราะต้องการให้รากเริ่มเดิน ระหว่างปลูกต้องหมั่นฉีดปุ๋ยทางใบเป็นฮอร์โมนและยาป้องกันโรค ควรฉีดพ่นอย่างต่อเนื่องเดือนละครั้ง เพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์ของต้น โดยฉีดพ่นครั้งสุดท้ายเมื่อต้นมีอายุ 4 เดือน 15 วัน

คุณหนุ่ย ย้ำว่า ปุ๋ยที่ใส่ครั้งแรกต้องรอให้ฝนตกก่อน จะปลูกช่วงไหนก็ได้ จะใช้เวลานานหลังปลูกเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ต้องรอฝนตกเพราะการใส่ปุ๋ยต้องอาศัยฝน ไม่ว่าจะปลูกฤดูใด เวลาใด หากฝนไม่ตกยังไม่ต้องใส่ทั้งปุ๋ยยาและฮอร์โมน

การบริหารจัดการปลูกสับปะรดในพื้นที่กว่า 120 ไร่ คุณหนุ่ย บอกว่า ที่สวนปลูกสับปะรดขายให้กับคนรับซื้อค้าส่งเป็นหลัก ผลผลิตมีขายตลอดทั้งปี โดยบริหารจัดการแปลงปลูกออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-3 ไร่ แบ่งการปลูกเป็นรุ่นหยอดยาไม่พร้อมกัน แต่ละกลุ่มจะเว้นช่วงเวลาหยอดยา 10-15 วัน ก่อนหยอดจะต้องสังเกตความสมบูรณ์ของลำต้นที่เรียกว่าสะโพกก่อน ถ้าสับปะรดมีสะโพกแสดงว่าต้นนั้นสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมหยอดยาได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์มีคุณภาพ

วิธีหยอดมีทั้งการใช้แก๊สหรือผสมน้ำยาฉีดพ่นทางใบ โดยแต่ละวิธีที่นำมาใช้จะพิจารณาจากสภาพทางธรรมชาติเป็นหลักว่าวิธีใดเหมาะสม อย่างถ้าไม่มีฝนจะฉีดพ่นทางใบ แต่ถ้าฝนตกจะหยอดแก๊ส

ระยะเวลาปลูกไปจนเก็บใช้เวลาประมาณ 8-10 เดือน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ใน 1 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 7-8 ตัน หลังจากเก็บมีพ่อค้ามารับหน้าสวน โดยขายเหมาทุกขนาด แต่ถ้าช่วงใดที่สับปะรดมีน้อยจะขายแบบแยกเนื้อที่แบ่งเป็นเนื้อแรกกับเนื้อสอง สับปะรดเนื้อแรกจะฉ่ำและราคาแพง ราคากิโลกรัมละ 14-15 บาท ถ้าเป็นเนื้อสองสีเหลือง ราคาถูกกว่าราคากิโลกรัมละ 8-9 บาท น้ำหนักต่อผลมีตั้งแต่ 1.5 กิโลกรัม ลูกค้าชอบน้ำหนักแตกต่างกัน ส่วนมากชอบที่มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัม

นับจากวันหยอดประมาณ 5 เดือน 10 วัน ผลจะทยอยสุก จึงทยอยตัดเก็บจนหมดแปลงในแต่ละรุ่น ส่วนวิธีจะรู้ว่าผลใดเป็นเนื้อแรกหรือเนื้อสอง ให้ใช้ไม้เคาะที่ผลเพื่อจะแยกคุณภาพเนื้อผล ถ้าเคาะมีเสียง “โปก โปก” จะเป็นเนื้อสอง แต่ถ้ามีเสียง “แปะ แปะ” จะเป็นเนื้อแรก

จากที่ได้คลุกคลีอยู่กับอาชีพปลูกสับปะรดตั้งแต่เกิดมาพบว่า สับปะรดสวนผึ้งบ้านคาได้รับความนิยมดีมาตลอด ไปไหนก็พบแต่สับปะรดสวนผึ้งบ้านคาหลายแห่ง อีกทั้งยังนิยมนำไปใช้ตามโรงแรม ร้านอาหาร เหตุผลที่ลูกค้านิยมมาซื้อสับปะรดที่สวนคุณหนุ่ยเพราะมีคุณภาพสมบูรณ์ เนื้อดี รสอร่อย โดยเกิดจากเทคนิคการปลูก ดูแลใส่ปุ๋ย ฮอร์โมนอย่างมีประสิทธิภาพ

สับปะรดปีคือการให้ผลผลิตตามฤดูโดยไม่ได้หยอด มักจะเกิดผลผลิตเองโดยธรรมชาติในช่วงหน้าหนาว ทำให้ทุกสวนมีผลผลิตพร้อมกัน ปริมาณผลผลิตรวมในตลาดจึงมีมาก ทำให้ราคาตก ยิ่งถ้าปีใดอากาศหนาวเย็นมากจะยิ่งกระตุ้นให้ผลผลิตออกมามาก เป็นปัญหาของชาวสวนเพราะขายไม่ทันจะเน่าเสีย ต้องหาทางขายส่งโรงงานแปรรูปบ้าง ขายเพื่อแปรรูปเป็นสับปะรดกวนหรือน้ำสับปะรดแล้วแต่จะแก้ปัญหากัน ถึงแม้จะขายขาดทุน แต่ยังช่วยให้มีรายได้เข้ามาบ้าง ช่วงดังกล่าวจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม-เมษายน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศจะหนาวยาวหรือสั้น และหนาวมากหรือน้อย

แปลงรถปิกอัพใช้ฉีดพ่นปุ๋ยยาแทนแรงงาน ประหยัดต้นทุน รวดเร็ว สะดวก

ปกติการให้ปุ๋ย ฉีดพ่นยาหลายชนิดมักใช้คนเดินในสวน แต่ละครั้งต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ยิ่งพื้นที่สวนกว้าง ยิ่งต้องใช้คนมาก รอบฉีดพ่นยาแต่ละครั้งใช้เวลานานเป็นชั่วโมงกว่าจะเสร็จ มีต้นทุนมาก

สวนสับปะรดคุณหนุ่ยได้ดัดแปลงรถปิกอัพเพื่อใช้เป็นเครื่องฉีดพ่น คล้ายกับการใช้โดรน วิธีนี้ทำให้ประหยัดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มความสะดวก ใช้เพียงคนขับรถคนเดียว โดยติดตั้งท่อพีวีซี ที่มีขนาดความยาว 6 และ 9 เมตร เพื่อใช้เป็นแขนยื่นออกไป ซึ่งสามารถจะกางออกหรือพับร่นตามที่ต้องการใช้งาน และท่อดังกล่าวต่อออกจากถังเก็บน้ำยา โดยเจาะเป็นรูขนาดเล็กเพื่อพ่น

เมื่อต้องการใช้งานจะเปิดสวิตช์ให้ท่อกางออกด้านข้างตามระยะความยาวที่ต้องการ 6 หรือ 9 เมตร แล้วเปิดปั๊มแรงดันเพื่อส่งน้ำยาเข้าท่อไปพ่นออกตามรูที่เจาะ ขณะพ่นจะขยับรถช้าๆ ตามถนน พ่นไปตามแนวร่องสวน ข้อดีของการใช้รถพ่นยาช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ช่วยลดต้นทุนแรงงาน ประหยัดเวลาจากเดิมที่ใช้คนพ่น 1 ชั่วโมงครึ่งต่อถัง แต่ถ้าพ่นด้วยรถใช้เวลาเพียง 7 นาทีต่อถังเช่นกัน ทั้งยังช่วยให้คนพ่นยามีความปลอดภัยด้วย คุณหนุ่ยนำรถพ่นยามาใช้งานได้สักระยะหนึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000 กว่าบาท

หากเอ่ยชื่อ “ทับทิมสยาม” ฉันไม่ได้คิดว่าใครจะเอ่ยถึงฉัน เพราะรู้ว่าที่เมืองไทยมีผลไม้สุดยอด จะเป็นทับทิมจริงๆ ส้มโอ หรือผลไม้อื่นๆ ฉันไม่แน่ใจ แต่ยอมรับว่าผลไม้เมืองไทยเป็นหนึ่งในเขตร้อนตะวันออก ฉันเองก็อยากจะเสนอหน้าโชว์พราวบ้าง แม้ว่าฉันไม่ใช่ผลไม้ แต่ดีใจมากที่มีชื่อในการประกวดพืชสมุนไพรงานพฤกษชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ 11-15 สิงหาคม 2542 ได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 2 ประเภทไม้หายาก แล้วยังมีการบรรยายเรื่องฉันในการประชุมสัมมนา การพัฒนาศักยภาพสถานตรวจพิสูจน์ยาเสพติด วันที่ 28-30 มีนาคม 2544 จังหวัดเพชรบุรี โดยกองวัตถุเสพติด ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เชียงใหม่ เพื่อการดำเนินการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้ครอบคลุมต้นโคคา สายพันธุ์ที่พบและประกาศยาเสพติดให้โทษ ลงพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา 2544

ฉันย้อนเรื่องตัวฉัน กว่า 20 ปีมาแล้ว เพราะฉันเองก็มีสถานภาพเหมือน “น้ากัญชา และน้องกระท่อม” ที่เมืองไทยปัจจุบัน และก็อยากจะคุยด้วยว่า ฉันเองโด่งดังระดับ กว่า 1,000 ปีมาแล้ว รวมทั้ง “น้ำอัดลม” ที่ดื่มๆ กันทุกวันนี้ นั่นก็มาจากฉันเอง คืออะไรๆ ที่ลงท้ายด้วย “โคล่า” รู้จักไหม อย่าให้ฉันคุยเลย เรื่องน้ากัญชา น้องกระท่อม มันเด็กๆ สำหรับฉัน โชคดีนะที่เด็กๆ สมัยนี้ไม่คุ้นกับเรื่อง “โคเคน” แล้ว ไม่งั้นถ้าฉันยังดังอยู่ น้ากัญชา น้องกระท่อม ไม่ได้เกิดหรอก แม้ว่าเราเป็นประเภท “ใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ หรือใบไม้แห่งพลัง” ด้วยกัน

ฉันโด่งดังอยู่แถบเทือกเขาแอนดีสโน่น ประวัติศาสตร์ฉันมีมายาวนาน วนเวียนอยู่กับประเทศเปรู บราซิล ชิลี เอกวาดอร์ โคลอมเบีย โบลิเวีย หรืออเมริกาใต้ ต่อมาเข้าไปในยุโรปและอเมริกา เขาใช้เป็นยารักษาโรคจิต ซึมเศร้า ยาชา รวมทั้งผลิตเครื่องดื่มที่ทำจากใบโคคา caffeine ชื่อ “coca cola” คิดดูนะเขารู้จักฉัน ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19 สมัย Sigmund Freud ปรมาจารย์ทางจิตเวช มาถึงต้นศตวรรษที่ 20 สมัยประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ที่จับผู้นำประเทศอื่น ข้อหา “ค้าโคเคน” เนื่องจากมีการพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์เร็ว มี alkaloid cocaine รูปผง หรือเกล็ดสีขาว ใช้สูบเหมือนบุหรี่ ออกฤทธิ์ยิ่งกว่า “ยาม้ายาบ้า” และสูดดมได้เหมือนยานัตถุ์ ผสมน้ำฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ฤทธิ์เดชกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติได้เร็ว จินตนาการภาพหลอนระดับน้ากัญชาผสมเห็ดขี้ควายของไทยยังสู้ไม่ได้หรอกหลานเอ๊ย!

ถึงตอนนี้ฉันขอเปิดเผยตัวเองหน่อยว่า “โคคา” เป็นพันธุ์ไม้พุ่ม สูง 3-5 เมตร รากลึก กิ่งสีน้ำตาลแดง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะรูปไข่ ขอบขนาน ปลายใบแหลมหรืออาจมีติ่งแหลม โคนใบรูปลิ่ม ใบสีเขียว ยาวได้ถึง 10 เซนติเมตร แผ่นใบมีเส้นเป็นร่างแห เส้นกลางใบจากโคนถึงปลายก้านยาว ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกเล็กสีเหลืองนวล กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ ผลสดมีผนังชั้นในแข็ง สีเหลืองอมเขียว สุกแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในผล มีเมล็ด 1 เมล็ด นำไปเพาะขยายพันธุ์ได้ดี

ฉันเป็นพืชเศรษฐกิจ ถ้าฉันอยู่ในประเทศอาร์เจนตินาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โบลิเวีย หรือโคลอมเบีย แต่นั่นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีบทบาทในหลายวัฒนธรรมแอนเดียนดั้งเดิม ที่น่าแปลกยิ่งคือ มีร่องรอยพบเรื่องราวโคคาเกี่ยวข้องกับมัมมี่ เมื่อ 3,000 ปีย้อนหลังในชิลีตอนเหนือ นักประวัติศาสตร์เห็นพ้องว่า ใบโคคามีปัจจัยเอื้อต่อชีวิตประจำวันของ “ชาวอินคา” เพราะบริบทของการใช้แรงงานในชนพื้นเมือง จะมีใบโคคาอยู่ในปากเสมอ

การเคี้ยวเพื่อบรรเทาความหิว การทำงานหนักทำได้นาน กระตุ้นต่อความเข้าใจที่จะนำสู่การแปรรูปนานาชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มไวน์โคคา การหมักเบียร์ข้าวโพด พูดถึงตอนนี้ฉันนึกถึงที่ฉันแอบมาเมืองไทย แล้วได้กินแกงไก่ กินก๋วยเตี๋ยวใส่ใบกัญชา ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้ “กาแฟกัญชา” ก็มีแล้ว ส่วนใบโคคากับพิธีกรรมทางศาสนา ก็นำสู่การสร้างสถาปัตยกรรมชิ้นเอก เช่น การย้ายหินก้อนใหญ่ เสาหินก่อสร้างรูปปั้น ล้วนมาจากพลังใบโคคา อย่างไรก็ตาม ใบโคคาก็เป็น “ใบไม้ต้องห้าม” สำหรับประเทศสเปนสมัยนั้น ส่วนการใช้ใบโคคาทางการแพทย์ดั้งเดิม ก็สามารถเอาชนะความเหนื่อยล้า หิวโหย และความกระหาย ถือว่ามีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย คือใช้ได้ทั้งเป็นยาสลบ แก้ปวดกระดูก ด้านโภชนาการ ใบโคคาดิบเคี้ยวหรือทำเป็นชาชง ในโบลิเวียมีใบโคคาจำหน่ายตามตลาดท้องถิ่น แผงค้าริมทาง การเคี้ยว เรียกว่า mambear และมีคำแสลง “bolear” จากคำว่า “bola” หรือลูกบอลของโคคา ที่กลิ้งอยู่ในข้างแก้มขณะเคี้ยว ใบไม้วิเศษนี้จะอยู่ในกระเป๋าถือ ย่าม ส่วนที่อยู่ในปาก จะเรียกว่า “เคี้ยวเอื้อง” หรือเปล่าไม่ทราบ แต่ก็ชวนให้คิดถึงเมืองไทยที่เขาเคี้ยว “ใบกระท่อม” สดๆ

ในเชิงวิชาการ โคคาถือว่าเป็นพืชมีพิษ weareorganizedchaos.com เนื่องจากมีสารกระตุ้นระบบประสาท ระงับความต้องการของร่างกาย คือ โคเคน (cocaine) แม้ผู้รับจะรู้สึกมีความสุข มีพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างสูงในระยะสั้น แต่เป็นยาเสพติดประเภท 2 สังคมไทยห่างใบไม้โคคานี้มาช่วงหนึ่งแล้ว แต่ชื่อ “cola” ยังติดท้ายน้ำอัดลมบางชนิดอยู่ กระทั่งศตวรรษที่ 20 ทางบริษัทยอมที่จะสกัดสารโคเคนออกจากใบโคคาก่อนปรุงเครื่องดื่ม เราจึงอาจไม่ได้สัมผัสกลิ่นที่หอมฉุน รสเฝื่อนฝาดปนขมในปากและไม่นานทั้งลิ้น คอ ปากก็เริ่มชา ต่อมาอาการปวดแถวๆ ขมับ ก็ค่อยๆ เบาบางจางไป ดวงตาโฟกัสทุกอย่างแจ่มใสโล่งตา แต่…เอ๊…! “โอสถลวงจิต” หรือเปล่า ไม่รู้

ฉันได้อ่านข้อความหลายประโยคเลยว่า “เอานี่ไปเคี้ยว แล้วจะรู้สึกดีขึ้น”

“ฉีกกินแต่ใบแล้วเอาลิ้นดันไว้ข้างแก้มไม่ต้องคายนะ” “อมไว้ให้ชุ่มน้ำลายจืดเมื่อไหร่ค่อยคายทิ้ง” “ชงเป็นชาเป็นยาวิเศษดื่มแล้วหัวจะแล่นฉิว”…ต้องขอบคุณอย่างยิ่ง ขอโทษที่ไม่ได้ดูชื่อผู้เขียน แต่…เอ๊ะ…! เขาเขียนถึง…ใบโคคา…กัญชา หรือ ใบกระท่อม ก็…ไม่รู้ซินะ…?

หลายคนที่ปลูกมะม่วงอาจเคยเกิดปัญหาว่า มะม่วงผลขนาดใหญ่และยาวมักแตก หรือปลายผลมีลักษณะนิ่มช้ำ จนเมื่อผ่าออกก็พบว่ามีเนื้อภายในคล้ายวุ้น

อาจารย์ประทีป กุณาศล อดีตนักวิชาการด้านการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะขาดแคลเซียมหรือแคลเซียมไปไม่ถึงปลายผล ทําให้เซลล์บริเวณนั้น นิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค และมักเกิดกับมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่

โดย “แคลเซียม” เป็นธาตุอาหารที่เมื่อเข้าไปฝังอยู่ที่พนังเซลล์ของไม้ผลแล้วจะทำให้มีความแข็งแรง ดังนั้น เมื่อขาดหรือไม่พออาจทำให้เซลล์บริเวณนั้นนิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค แล้วมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ อย่างพันธุ์จินหวง หรือเขียวสามรส จึงมักประสบปัญหาดังกล่าวเสมอ

ต้นเหตุอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือคนปลูกมะม่วงมักเข้าใจว่าในดินมีแคลเซียมไม่เพียงพอ ความจริงมีเพียงพออยู่แล้ว แต่การปลูกโดยทั่วไปนิยมเร่งให้มีผลผลิตมาก จึงมีการใส่ไนโตรเจนจำนวนมาก จนทำให้พืชดูดไนโตรเจนมากกว่าแคลเซียม อีกทั้งแคลเซียมจะเดินทางช้าและมักไปอยู่ตามใบและส่วนอื่นมากกว่าในผล จึงทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุล

พอเป็นเช่นนี้ทำให้เกษตรกรหันมาพ่นแคลเซียมทางใบแทน ซึ่งแท้จริงควรให้ทางดินแล้วปล่อยให้ลำเลียงขึ้นไปตามส่วนต่างๆ ของพืชตามธรรมชาติ แต่พอเกิดการชะงัก จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการฉีดพ่น ซึ่งหลายคนบ่นว่าสิ้นเปลือง