หน่อไม้ฝรั่งไทย กระจายไกลไปทั่วโลก ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อ

เยื่อพืชหน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) เป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นผักที่มีราคาดี มีความต้องการในตลาดสูง เป็นผักอายุยืน เก็บผลผลิตได้ตลอดปี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้เป็นอย่างดีประกอบกับผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ประเทศคู่ค้าสำคัญที่รับซื้อผลผลิตจากประเทศไทย คือ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และไต้หวัน ทำให้พื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกที่สำคัญอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี กาญจนบุรี และจังหวัดเพชรบูรณ์

ประเทศไทยเริ่มทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489 ที่สถานีกสิกรรมอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศออสเตรเลีย ในระยะต่อมาได้มีการปรับปรุงวิธีการปลูก การดูแลรักษา รวมทั้งพัฒนาระบบการตลาดให้เข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งมากกว่า 10,000 ไร่

การปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยรูปแบบหนึ่ง จะใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมการค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งพอยกตัวอย่างได้หลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์แมรีวอชิงตัน เป็นสายพันธุ์แรกที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย พันธุ์แคลิฟอร์เนีย 309 และ พันธุ์ยูซี 157 พันธุ์บร็อคอิมพรู๊ฟ และพันธุ์บร็อคอิมพีเรียล เป็นต้น

เมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งมีราคาค่อนข้างแพง น้ำหนักประมาณ1 ปอนด์หรือประมาณ 0.45 กิโลกรัม ราคาประมาณ 10,000 บาท เพาะปลูกได้ประมาณ 2-3 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเลือกใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติไปปลูก แต่ผลผลิตที่ได้จะมีมาตรฐานต่ำ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ หรือแม้การใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมนำเข้าจากต่างประเทศก็ตาม ก็ให้ผลผลิตมาตรฐานต่ำกว่าการปลูกหน่อไม้ฝรั่งด้วยต้นพันธุ์ที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่า ต้นพืชที่ผลิตด้วยวิธีการดังกล่าวทุกๆ ต้นจะมีพันธุกรรมเหมือนกับต้นแม่พันธุ์ดีที่คัดเลือกมาผลิต และเมื่อนำไปปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นหน่อไม้ฝรั่ง จะทำให้ผลผลิตที่เก็บได้ในแต่ละวันหรือแต่ละช่วงเวลา มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้เกษตรกรบรรลุเป้าหมายที่สำคัญ คือ ได้หน่อไม้ฝรั่งคุณภาพดีจำนวนมากอยู่เสมอ เกษตรกรจึงมีรายได้ต่อหน่วยพื้นที่ที่ปลูกสูงกว่า และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์จากเมล็ดมาปลูก

ในระยะแรกความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งได้รับมาจากหน่วยงานวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมีบุคลากรที่มีความรู้และผลงานวิชาการให้ศึกษาจำนวนมาก ต่อมาประมาณปีพ.ศ. 2540 ได้มีหน่วยงานนำเอาความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรคือ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสามารถผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการเพาะเลียงเนื้อเยื่อพืชและนำไปทดลองปลูกในแปลงของเกษตรกร ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการยอมรับในการใช้ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พบเกษตรกรหัวไว ใจสู้

เกษตรกรรายหนึ่งที่ขอกล่าวถึงเนื่องจากเป็นผู้ที่ทำให้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ คุณโสภณ อารยธรรม ชาวดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี คุณโสภณได้รับต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกรมส่งเสริมการเกษตรไปทดลองปลูกเมื่อประมาณปีพ.ศ.2542 จำนวนประมาณ 5,000 ต้น (2 เบอร์) ช่วงเวลานั้นทั้งตัวนักวิชาการผู้ผลิตและเกษตรกรร่วมกันเฝ้ารอถึงผลที่จะเกิดในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากเป็นการปลูกหน่อไม้ฝรั่งจากต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแปลงแรกในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เรียกว่ารอลุ้นกันประมาณ 1 ปี ดูตั้งแต่ลักษณะการเจริญเติบโตจนถึงการให้ผลผลิตว่ามีผลเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าพอใจอย่างมาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งก็ขยายตัวและได้รับการยอมรับมาจนถึงทุกวันนี้

ยังมีเกษตรกรหัวก้าวหน้า

ประมาณปลายปี พ.ศ.2554 เกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งอีกรายหนึ่ง คือ คุณอนันทพงษ์ สารีคำ ชาวหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชมรายการโทรทํศน์เกี่ยวกับการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง จึงเกิดแรงบันดาลใจให้โทรไปหาคุณโสภณ และทำให้ตัดสินใจหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งจากต้นพันธุ์เนื้อเยื่อโดยไม่ลังเล คุณอนันทพงษ์ จึงเป็นผู้บุกเบิกนำต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยามมาปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นต้นแบบกระตุ้นให้เกษตรกรรายอื่นๆหันมาใช้ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกันอย่างมาก

การผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช มีกระบวนการทำงานพอสรุปเป็นขั้นตอนสำคัญได้ 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.การคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ดี ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากที่สุดขั้นตอนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะการผลิตต้นพันธุ์วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องคัดเลือกหาต้นแม่พันธุ์ดีที่เป็นนางงามหรือเป็นแชมป์โลกที่สามารถให้ผลผลิตตรงตามมาตรฐานการผลิต ซึ่งวิธีการเสาะหาจำเป็นต้องได้รับการร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูก ต้องใช้เวลาหลายปี และต้องหมั่นสังเกตหาแม่พันธุ์ที่แข็งแรง โตเร็ว ให้ผลผลิตดีมีมาตรฐานสูง

2.การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อคัดเลือกได้แม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ดีแล้ว ก็ต้องนำมาเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ให้ได้จำนวนมากโดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งเป็นงานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสูตรอาหารและการเลือกใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช รวมไปถึงการจัดการสภาพแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ และความชื้นอย่างเหมาะสม ขั้นตอนที่ยุ่งยากบ้างก็คือ การชักนำรากให้หน่อไม้ฝรั่งเกิดรากก่อนนำไปทำการอนุบาลให้เป็นต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ซึ่งก็พบว่า พันธุกรรมของแม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งก็เป็นปัจจัยต่อความยากง่ายในการเกิดรากของหน่อไม้ฝรั่ง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของต้นแม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง และการบริหารจัดการที่ดีมีมาตรฐานของระบบการผลิตงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

3.การปลูกต้นพันธุ์ ต้นพันธุ์ดีที่ผลิตได้เมื่อนำไปปลูกในแปลงปลูกที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง ก็จะมีการเจริญเติบโตที่ดี ให้ผลผลิตที่มีมาตรฐานสูงเหมือนต้นแม่พันธุ์ดีที่คัดเลือกมาทุกประการ

ท่านผู้อ่านหลายท่าน อาจเคยรู้จักศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยามว่าเป็นผู้ผลิตกุหลาบจิ๋วหรือเบบี้โรสด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาแล้ว ในเวลาเดียวกันทางศูนย์ฯ ก็มิได้หยุดนิ่งแต่เพียงไม้ดอก เช่น กุหลาบจิ๋ว หรือกล้วยไม้เท่านั้น ศูนย์ฯได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยไปควบคู่กันด้วย และโดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งซึ่งเกษตรกรมีความต้องการใช้ต้นพันธุ์ที่มีมาตรฐานสูงมาก จากการที่ศูนย์ฯมีประสบการณ์ทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่มาก่อนประมาณปีพ.ศ.2549 และ พ.ศ. 2551 ตามลำดับ

ข้อมูลการสังเกตเบื้องต้นพบว่า หน่อไม้ฝรั่งสามารถเจริญเติบโตและเก็บผลผลิตได้ตามปกติ ประมาณปลายปี พ.ศ. 2554 ศูนย์ฯจึงได้ผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และทำการปลูกทดสอบสายพันธุ์ในพื้นที่เล็กๆของศูนย์ฯที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดทำแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งแปลงดังกล่าว 2 ประการ คือ

1.เป็นแปลงแม่พันธุ์สำหรับผลิตและคัดเลือกหน่อพันธุ์ดีส่งให้แก่ห้องแลปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อใช้ผลิตต้นพันธุ์การค้าที่ได้มาตรฐานเพื่อจำหน่ายแก่ผู้สนใจปลูกเลี้ยงต่อไป

2.เป็นแปลงศึกษาและเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสายพันธุ์ต่างๆ ที่ศูนย์ได้ผลิตขึ้นมาทั้งในปัจจุบันและที่จะมีต่อไป

ในอนาคตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชของศูนย์ฯมีมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับ เนื่องจาก

1.การคัดเลือกแม่พันธุ์ แม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งของศูนย์ฯ เป็นแม่พันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกลักษณะดีเด่นทางการเกษตรมาเป็นเวลานานก่อนนำมาเข้าสู่กระบวนการผลิตต้นพันธุ์พืช ผ่านการเก็บผลผลิตส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นและไต้หวันเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรผู้ปลูกและผู้เยี่ยมชมดูงาน ศูนย์ฯจึงนำหน่อไม้ฝรั่งดังกล่าวมาผลิตเป็นต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพร้อมปลูก เพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้สนใจปลูกในปัจจุบัน

2.การผลิตต้นพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากศูนย์ฯมีแปลงทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นของศูนย์ฯ เอง ทำให้สามารถคัดเลือกและนำหน่อพันธุ์ดีรุ่นใหม่ๆของแต่ละเบอร์ส่งเข้าผลิตเป็นต้นหน่อไม้ฝรั่งรุ่นลูกรุนหลานทยอยออกปลูกในสภาพธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง มิได้ใช้หน่อต้นแม่พันธุ์จำนวนน้อยแล้วผลิตต้นพันธุ์เป็นจำนวนมากๆโดยมิได้มีการเปลี่ยนหน่อแม่พันธุ์ใหม่

3.ต้นพันธุ์ที่ผลิตได้ ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ฯได้บุกเบิกไปในกลุ่มผู้ปลูกภาคเหนือเป็นกลุ่มแรก โดยเฉพาะได้ยอมรับจากเกษตรกรในพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ปลูกได้พบถึงความแตกต่างของปริมาณและคุณภาพของหน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตได้อย่างชัดเจน จึงหันมาใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกันมากขึ้น

เกษตรกรหรือผู้สนใจปลูกหน่อไม้ฝรั่งท่านใดสามารถศึกษาดูตัวอย่างแปลงที่ปลูกด้วยต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือหากสนใจต้นพันธุ์ (Asparagus tissue culture) สามารถติดต่อมาที่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจากในอดีตสู่ปัจจุบันสร้างปัญหาอย่างมากต่อภาคเกษตรกรรม เมื่อก่อนเกษตรกรลงมือปลูกอะไรล้วนประสบความสำเร็จทุกอย่าง เพราะน้ำ อากาศ และดินมีความสมบูรณ์เพียงพอ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม หากชาวบ้านต้องการปลูกอะไรต้องพิจารณาปัจจัยทุกอย่างให้รอบคอบ จะด่วนใจร้อนลงมือทันทีอย่างเช่นสมัยก่อนคงไม่ได้แล้ว ดังนั้น การคิดจะปลูกพืชเพียงชนิดเดียวที่เรียกว่าพืชเชิงเดี่ยวเพื่อหารายได้คงเสี่ยงเกินไปกับยุคสมัยนี้

ครอบครัว “สตาล” ที่ประกอบด้วย คุณปากิ๊ด สตาล (พ่อ) คุณสุมาลี สตาล (แม่) คุณพัชรี สตาล (ลูก) และ คุณอภินันท์ ไชยเดชกำจร (เขย) พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 187 หมู่ที่ 2 ตำบลระหาน อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร

ความจริงครอบครัวนี้ไม่ได้เป็นคนกำแพงเพชร แต่ได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานเพื่อยึดอาชีพเกษตรกรรมที่จังหวัดนี้เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา ด้วยการเริ่มต้นปลูกส้มเขียวหวาน และด้วยความเป็นเกษตรกรมืออาชีพจึงมองถึงความเสี่ยงต่อการทำส้มเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงนำมะละกอพันธุ์ดำเนินมาปลูกแซม ขณะเดียวกัน ได้นำกล้วยน้ำว้ามาปลูกคู่กับมะละกอจนทำให้มีรายได้ตลอดปีอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่ประสบความสำเร็จจากการทำสวนไม้ผลแบบผสมผสาน

คุณสุมาลี หรือ คุณไก่ เล่าว่า มีที่ดินเช่าอยู่ 2 แปลง โดยแปลงแรกมีพื้นที่จำนวนกว่า 50 ไร่ (กำลังจะหมดสัญญาสิ้นปี 2560) ส่วนแปลงใหม่มีพื้นที่จำนวนกว่า 30 ไร่ ทั้งสองแปลงปลูกพืชหลักเหมือนกันคือส้มเขียวหวาน มะละกอดิบ และกล้วยน้ำว้า ลักษณะสวนที่ปลูกเป็นแบบยกร่องขนาดกว้าง 3 วา 2 ศอก มีร่องน้ำ แต่น่าเสียดายส้มเขียวหวานเก็บผลผลิตเสร็จสิ้นไปแล้วและอยู่ระหว่างพักต้น สำหรับสวนแห่งใหม่ยังอยู่ระหว่างการดูแลบำรุงเพื่อให้มีผลผลิตได้ทันก่อนหมดสัญญาสวนแรก

คุณไก่ บอกว่า มะละกอที่ปลูกไว้ทั้งสองแห่งมีจำนวน 7,000 ต้น แต่ผลผลิตที่เก็บมีเฉพาะที่สวนแรกจำนวน 3,000 ต้น ปลูกมาแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 2 ปี พร้อมกับแจงรายละเอียดขั้นตอนปลูกมะละกอว่า ต้องเริ่มจากเลือกผลมะละกอที่มีลักษณะยาวเป็นกระโปรง เนื่องจากพบว่ารูปลักษณะผลดังกล่าวมีเมล็ดมาก แล้วเมื่อนำไปปลูกจะได้พันธุ์ที่มีผลยาวตามความต้องการของตลาด จากนั้นให้ผ่าออกแล้วตากลมทิ้งไว้

ให้นำเมล็ดมาแช่น้ำทิ้งไว้สัก 2 คืน นำขึ้นมาผึ่งไว้กับผ้าขาวบางห่อไว้แล้วนำไปใส่กระติกปิดฝา ให้ตากแดดไว้สัก 3-4 วัน จากนั้นจึงเปิดฝาออก เมื่อเห็นว่างอกออกมาคล้ายกับเมล็ดข้าวเปลือกจึงนำไปเพาะลงถาดหลุมเพาะที่เตรียมดินไว้ โดยใส่หลุมละ 3 เมล็ด จนแตกใบอ่อนสัก 4 ใบ จึงย้ายไปปลูกในแปลงจริง พอปลูกไว้สัก 1 เดือน จึงเริ่มใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 โดย 15 วันแรก ใส่ 1 ครั้ง แล้วอีก 30 วัน ใส่อีกรอบ จากนั้น 45 วัน จึงใส่อีก 1 ครั้ง พอครบ 2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเตรียมสะสมตาดอก

“ปัญหาที่เกิดจากการปลูกมะละกอคือเพลี้ยไฟที่คุกคาม จึงจำเป็นต้องมีหาฉีดพ่นยาควบคุมและป้องกันไว้ล่วงหน้าตามอัตราที่เหมาะสมและไม่เกิดอันตราย รวมถึงยังต้องใส่ปุ๋ยคอกในช่วงหน้าแล้งเพื่อป้องกันไม่ให้ใบเหลือง”

คุณไก่ บอกว่า มะละกอสวนแรกจำนวน 3,000 กว่าต้น จะเก็บผลผลิตทุก 20 วัน ได้จำนวน 50 กว่าตัน จากนั้นนำมาคัดแบ่งขนาดจำนวน 4 ขนาด ได้แก่ 2 แถว, 3 แถว, ลูกกลม และลูกเสียบ (ลักษณะผอมแหลม) ทั้งนี้ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัม เป็นขนาดที่ลูกค้าชอบมาก ส่วนผลรองลงมามีน้ำหนักประมาณ 8 ขีด โดยมีพ่อค้ามารับซื้อที่สวนด้วยรถ 6 ล้อบ้าง รถปิกอัพบ้าง แล้วนำไปขายส่งต่อที่ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และที่ขอนแก่น

ส่วนราคาขายหน้าสวน คุณไก่ชี้ว่าไม่แน่นอน ราคาผันผวนตลอดแล้วแต่สภาพเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ อาทิ ความต้องการ ปริมาณมะละกอในตลาด ฯลฯ อย่างตอนนี้ (เมษายน 2560) ราคารับซื้อมะละกอดิบประมาณ 2 บาท ต่อกิโลกรัม แต่เคยขายได้ราคาสูงสุดประมาณ 10 บาท ต่อกิโลกรัม แล้วยังเคยมีรายได้จากขายมะละกอดิบกว่า 5 แสนบาท (เก็บขาย 2 ครั้ง)

สำหรับกล้วยน้ำว้าซึ่งถือเป็นผลพลอยได้จากมะละกอ เนื่องจากในปีที่แล้งจัด น้ำที่ใช้จากเขื่อนภูมิพลมีปริมาณไม่พอ ทำให้ต้องระดมสูบน้ำจากบ่อมาช่วยหมดเงินเป็นแสนบาท ช่วงนั้นคุณไก่กังวลใจมากและเกรงว่ามะละกอคงต้องเสียหายอย่างมากแน่ จึงตัดสินใจนำหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นบ้านเกิด จำนวน 450 ต้น มาปลูกแซมต้นมะละกอเตรียมไว้ก่อน

แต่โชคช่วยได้น้ำฝนชุดใหญ่เลยทำให้มะละกอกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ จากนั้นจึงเร่งบำรุงต้นมะละกออย่างเต็มที่เพื่อรักษาผลผลิตให้สมบูรณ์ จึงกลายเป็นว่าได้กล้วยเพิ่มมาด้วย แล้วยังเป็นกล้วยน้ำว้าที่มีความความสมบูรณ์ทั้งขนาดและรสชาติ

การปลูกกล้วยในสวนผสมของคุณไก่ไม่ได้ต่างจากเกษตรกรคนอื่น เพราะกล้วยใช้เวลาปลูกจนได้ผลผลิตประมาณ 6 เดือน จึงตกปลี แล้วเก็บได้เมื่ออายุ 9 เดือน แต่สิ่งที่ทำให้กล้วยในสวนของเธอมีหวีและเครือขนาดใหญ่กว่าปกติคงไม่ใช่เพราะการได้รับปุ๋ยผ่านมะละกออย่างเดียว เนื่องจากคุณไก่มีการดูแลบริหารจัดการต้นกล้วยอย่างดีด้วยการแต่งหน่อกล้วยให้เหลือเพียง 3 หน่อเท่านั้น เพื่อควบคุมไม่ให้แย่งอาหารกันจนทำให้เครือเล็ก

ดังนั้น เมื่อถึงช่วงเก็บผลผลิตได้จำนวนครั้งละ 16 เครือ น้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม มีพ่อค้ามารับซื้อหน้าสวน ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ชั่งเป็นเครือได้น้ำหนักเครือละประมาณ 50 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยมีราคาเครือละ 400-500 บาท โดยพ่อค้าเหล่านั้นนำกล้วยไปส่งขายที่ตลาดไทและสี่มุมเมือง

คุณปากิ๊ด กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุผลที่ต้องปลูกไม้ผลหลายชนิดเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงมาก พอเกิดปัญหาขายไม่ได้ก็หมดทางแก้ไข แล้วเงินที่ต้องใช้จ่ายประจำวันก็ไม่มี ดังนั้น การทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นวิธีใหม่ เป็นแนวคิดใหม่เพื่อเป็นการช่วยเกื้อกูลในเรื่องรายได้ของไม้ผลแต่ละชนิดที่สามารถทดแทนกัน แล้วยังไม่ต้องกังวลถ้าเกิดภัยธรรมชาติหรือปัญหาราคาตกต่ำอีกด้วย อีกทั้งยังสามารถกำหนดรายได้ทันทีหากมีการปลูกด้วยความใส่ใจและได้มาตรฐานจนทำให้ผลผลิตมีความสมบูรณ์เป็นที่ต้องการของตลาด

“ถ้าทำเกษตรต้องมีใจรักและอดทน อย่าหวังเห็นคนอื่นทำแล้วมีรายได้มากก็อยากทำบ้างโดยไม่มีความรู้หรือรู้จักพืชผลชนิดนั้นมาก่อน เพราะคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ต้องผ่านปัญหา/อุปสรรคและความลำบากนานัปการกว่าจะมาถึงความสำเร็จ แล้วควรเพิ่มพูนความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอด เพราะภาคเกษตรกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลง” คุณปากิ๊ด กล่าวฝาก

เห็นจะเป็นจริงตามที่คุณปากิ๊ดฝาก เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปเร็วมาก ขณะเดียวกัน ยังมีผลโดยตรงกับภาคเกษตรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น เกษตรกรควรวางแผนการเกษตรของตัวเองอย่างรอบคอบควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อความอยู่รอดของทุกคน

ปี 2560 อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน มีหลายชุมชนเกษตรที่พิจารณาจัดทำโครงการขยายพันธุ์พืช เพื่อจะได้มีพันธุ์พืชปลูกในพื้นที่ พืชหลักๆ ที่ขยายพันธุ์ โดยฝีมือเกษตรกรเอง แต่ตามหลักวิชาการเกษตร มีพืชที่เพาะขยายด้วยเมล็ด ลงถุงขนาดตามความเหมาะสม และวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนนำไปดำเนินการต่อ เช่น นำไปปลูกในสวน นำไปตั้งประดับบ้านเรือน ผลผลิตที่ชุมชนเกษตรอำเภอน้ำปาดทำได้ รวมจำนวน 2,248,900 ต้น

ประกอบด้วย ต้นดาวเรือง กว่า 160,000 ต้น มะม่วง 374,600 ต้น มะขามเปรี้ยว 277,800 ต้น ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ซางหม่น กว่า 43,000 ต้น และที่มีความตั้งใจผลิตออกมาเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน และวาดฝันให้พื้นที่เกษตรอำเภอน้ำปาด เป็นแดนพืชผลที่อนาคตไกล คือ มะม่วงหิมพานต์ ผลผลิตกว่า 1,364,000 ต้น ณ วันนี้ เริ่มทยอยจากเรือนเพาะชำทั้ง 23 โรงเรือน 4 ชุมชน สู่ชุมชน สู่ผืนดิน เพื่อนำมาซึ่งความยั่งยืน ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

การเกษตรหลายพื้นที่ กำลังคิดจะเปลี่ยนแปลงปลูกพืชอื่น เพราะเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ ด้านราคาตกต่ำ การระบาดของศัตรูพืช ความผันผวนของดินฟ้าอากาศ การขนส่งผลผลิต ครั้นจะรื้อไร่นาสวนผสม ปลูกพืชใหม่เลยก็ตัดสินใจยาก จึงอยากแนะนำให้ปลูก “มะม่วงหิมพานต์” แซมในไร่ในสวน สัก 2 ปี พอปีต่อไปจะทิ้งพืชเดิม หรือจะเอาไว้เป็นพืชแซมกันก็ได้

มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลเดียวกับมะม่วงทั่วไป แต่มีความแปลกพิสดารที่ลักษณะผล เมล็ดโผล่อยู่นอกผลห้อยติดอยู่ตรงปลายลูก ดูแปลกประหลาดจากไม้ผลทั่วไปที่สุด ซึ่งที่จริงแล้วในทางพฤกษศาสตร์ ผลที่เห็นเป็นสีเขียวเหลืองหรือเมื่อแก่จะสุกแดงน่ากินนั้นคือ การพองตัวของก้านดอก เป็นผลปลอมหรือผลเทียม ส่วนผลจริงนั้นคือ เมล็ดที่ติดอยู่ส่วนปลาย สีเทาหรือดำ เมื่อกะเทาะเอาเนื้อในสีขาว เอามาตากแห้งทอดหรืออบให้สุก ก็คือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เราๆท่านๆ ชอบใช้เป็นของขบเคี้ยวยามว่าง

เดิมทีนั้น มะม่วงหิมพานต์ มีอยู่แถวทวีปอเมริกาใต้ คือถิ่นกำเนิดเขาอยู่ที่โน่น แถบประเทศบราซิล มีชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นนักล่าขยายอาณานิคม นำเอามะม่วงหิมพานต์ จากโน่นไปแพร่ขยายไปทั่ว ในสมัยศตวรรษที่ 16 โดยเฉพาะถิ่นที่เป็นเขตอิทธิพล เช่น ทวีปแอฟริกา ประเทศโมซัมบิก แทนซาเนีย เคนยา มาดากัสการ์ เข้ามาถึงเอเชีย ประเทศอินเดีย แถบฝั่งมลายู เข้าพม่ามาสู่เขตประเทศไทยที่จังหวัดระนอง

เชื่อว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซัมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้นำมาแพร่ขยาย จนมีปลูกกันทั่วประเทศ และมีอีกหลายท่านที่นำมะม่วงหิมพานต์เข้ามาปลูกในไทย เช่น พ.ศ. 2504 นายเธท ซีน จากองค์การ เอฟ เอ โอ. นำพันธุ์มาให้กรมกสิกรรม (สมัยนั้น) จำนวน 80 เมล็ด ปลูกที่สถานีทดลองไหมจังหวัดศรีสะเกษ และปลูกที่สถานีโป่งแรด จังหวัดจันทบุรี ปี 2511 นายมาซูโอ ชาวญี่ปุ่น นำพันธุ์มะม่วงหิมพานต์จากอินเดีย อีก 20 สายพันธุ์ มาปลูกที่สถานีทดลองพืชสวนฉวี จังหวัดชุมพร ปี 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำพันธุ์มาจากบราซิล ทดลองปลูกที่สถานีทดลองยางกระบุรี จังหวัดระนอง ปัจจุบันขยายไปทั่วประเทศไทย

มะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นเขตร้อน ประเภทไม้ผลัดใบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ANACADIACEAE ชื่อสามัญว่า Cashew หรือ Cashew Nut “แคชชู” เป็นคำที่เพี้ยนมาจากภาษาอินเดียนแดงเผ่าทาปิ ในประเทศบราซิล เรียกว่า อาคาฮู แต่ชาวโปรตุเกสเรียกสั้นลงว่า คาฮู เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า CASHEW มีชื่อภาษาไทยว่า มะม่วงหิมพานต์ บางแห่งเรียก ยาร่วง เล็ดล่อ กาหยู มะม่วงสิงหล ฯลฯ

เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว เพียงแค่ 2 ปี ให้ผลผลิตนานหลายสิบปี ไม่ยุ่งยากในการดูแลรักษา ปลูกทิ้งปลูกขว้างก็ทำได้ บางทีปลูกทิ้งไว้หัวไร่ปลายนา ข้างรั้วก็เก็บเมล็ดขายได้ เดี๋ยวนี้มีปลูกกันเป็นล่ำเป็นสัน ก็ต้องปลูกกันแบบนักเกษตรกรรมเขาทำกัน ก็คือ ต้องอิงหลักวิชาการเกษตรเข้าช่วย ไม่ใช่ว่าจะปลูกปล่อยทิ้งขว้าง เหมือนเมื่อก่อนปลูกเล่นๆ ไม่หวังได้ขึ้นได้ขาย แต่ถ้าเราปลูกเพื่อเป็นรายได้ละก็ต้องเพิ่มทักษะเข้าไปด้วย

พันธุ์มะม่วงหิมพานต์ มีมากกว่า 400 พันธุ์ ถ้าแยกตามสีผลก็มี สีเหลือง สีแดง สีครั่ง และสีแดงปนชมพู พันธุ์ที่ปลูกต้องให้ผลผลิตเมล็ดสูง ขนาดเมล็ดต้องใหญ่ มีน้ำหนักไม่เกิน 200 เมล็ด ต่อกิโลกรัม คุณภาพเมล็ดดี สีสวย เปอร์เซ็นต์กะเทาะดี ไม่น้อยกว่า 25% ต้านทานโรคแมลงศัตรูพืชได้ดี ผลปลอมมีขนาดเล็ก ติดช่อมาก เมล็ดเนื้อในแน่นไม่เป็นโพรง เปลือกบาง น้ำมันน้อย กะเทาะง่าย ทรงต้นเตี้ย ปลูกได้จำนวนต้นต่อไร่มาก พันธุ์ที่มีส่งเสริมให้ปลูก ได้แก่ พันธุ์ ศรีสะเกษ 60-1 (ศก 5.0), 60-2 (ศก 5.10) พันธุ์ศิริชัย 25 พันธุ์อินทร์สมิต เป็นต้น

การปลูกสามารถปลูกด้วยเมล็ดแก่ที่แช่น้ำแล้วนำลงหยอดหลุมได้เลย สมัครเว็บไฮโล หรือเพาะเมล็ดลงถุงดินก่อน 2 เดือน ย้ายปลูก เมล็ดนั้นต้องคัดเอามาจากต้นพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง การปลูกด้วยกิ่งตอน ต้องเป็นกิ่งที่ตอนมาจากต้นอายุ 5-6 ปีแล้ว กิ่งต้องสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงรบกวน ปกติการตอนจะใช้ฮอร์โมน ไอบีเอ ความเข้มข้น 500 ppm. หรือจะปลูกด้วยกิ่งที่ติดตา หรือเสียบยอดใหม่ ระยะปลูก ระหว่างต้น 6 เมตร ระหว่างแถว 6-7 เมตร จะปลูกเป็นตารางสี่เหลี่ยม หรือสามเหลี่ยม ในระยะปลูกนี้ก็ได้

ถ้าปลูกแซมพืชอื่น ควรเว้นช่องหลุมปลูกเพื่อเอาผลผลิตพืชนั้นออก หลุมปลูก 50 เซนติเมตร ลึกพอประมาณ ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับหน้าดินกลบต้น การให้ปุ๋ยเคมี ใช้สูตรคำนวณแบบวิชาการ วัดจากโคนต้นขึ้นมา 90 เซนติเมตร วัดเส้นผ่าศูนย์กลางต้น 2.5 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม แต่ถ้าจะให้ดีเจาะดินไปตรวจวิเคราะห์หาค่าธาตุอาหารพืชก่อนจะดีมาก

มะม่วงหิมพานต์ มีประโยชน์ สารประกอบที่มีอยู่ในเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ได้แก่ น้ำ 5.9% โปรตีน 21.0% ไขมัน 47.0% คาร์โบไฮเดรต 22.0% แร่ธาตุ 2.4% แคลเซียม 0.5% ฟอสฟอรัส 0.4% เหล็ก 5.0 มิลลิกรัม แคโรทีน 100 i.u/100 กรัม

แต่ที่เปลือกหุ้มเมล็ดจะมีน้ำมันออกฤทธิ์เป็นกรดอย่างแรง คือกรดอานาคาร์ดิก 90% และกรดคาดอล 10% ถ้าถูกผิวหนังจะพองเป็นแผลเปื่อย แต่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทำสีย้อม และใช้ทาผลิตภัณฑ์ไม้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆป้องกันปลวก มอด แมลง ผสมน้ำมันก๊าด หรือพาราฟินเหลว ราดแอ่งน้ำกำจัดลูกน้ำยุง เปลือกใช้เผาสุมไฟป้องกัน หรือไล่ยุงได้ เป็นยารักษาโรคผิวหนัง อุตสาหกรรมพลาสติก สี ผ้าเบรกรถ แผ่นคลัตช์รถ กระเบื้องยางปูพื้น ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้า สามารถทนต่อกรด ด่าง ความร้อน และแรงเสียดสีได้ดี