หมอเกษตร ทองกวาว แนะวิธีเพาะหรือปลูกเห็ดโคน ด้วยภูมิ

ปัญญาชาวบ้านเริ่มจากนำจาวปลวก ที่อยู่ภายในจอมปลวก มีขนาดใกล้เคียงกับกะลามะพร้าวผ่าซีก จอมปลวกหนึ่งรังจะมีจาวปลวกหลายอัน มีลักษณะเบา โปร่ง ซุย มีรอยทางเดิน ซอกแซก ทะลุถึงกันได้ จาวปลวกน่าจะเป็นสวนปลูกเห็ดอ่อน เพราะมีเส้นใยขาวเต็มไปหมด สามารถพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป

เกษตรกรจะนำจาวปลวกออกมาถู หรือขยี้ ให้เป็นฝุ่นโปรยลงบนข้าวเหนียวนึ่งสุก ทิ้งให้เย็น เติมน้ำเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน คล้ายกับการทำสาโท นำไปหมักในถังพลาสติก ปิดปากถังด้วยผ้าขาวบาง เกษตรกรบางท่านอาจฉีกหมวกเห็ดโคนผสมลงไปด้วยก็มี เก็บในร่ม ปล่อยให้เส้นใยเจริญเพิ่มปริมาณจนมองเห็นสีขาวชัดเจน ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ จึงนำไปหว่านในสวนในร่มรำไร อย่าให้แสงแดดจ้า

ในช่วงแล้งควรสับฟางข้าว หรือนำใบไม้แห้งโรยลงพื้นเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุเป็นอาหารชั้นดีของเห็ด เมื่อเตรียมหัวเชื้อไว้เรียบร้อยแล้วจึงนำไปหว่านลงดิน กะให้พอดีกับต้นฤดูฝน หากฝนทิ้งช่วงควรรดน้ำให้บ้างเป็นครั้งคราว จากนั้นอีกประมาณ 30-45 วัน จะมีดอกเห็ดปรากฏให้เห็น

ทั้งหมดนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ ในทางวิชาการยังขาดการวิจัยในวิธีดังกล่าว ขอให้ใช้ความพยายามทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ได้ผลประการใดกรุณาแจ้งให้ทราบด้วย ขอขอบคุณล่วงหน้า

คุณสมภพ ลุนาบุตร เจ้าของ “สวนรวมใจ” บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 9 บ้านน้อยพัฒนา ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (087) 248-2928 เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นลูกจ้าง ได้ทำงานรับจ้างบริษัทมาหลายที่ แต่ด้วยชอบการทำการเกษตรก็เกิดสนใจการปลูกอินทผลัมขึ้นมา ด้วยเป็นพืชใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจมากชนิดหนึ่งและปลูกได้ผลในบ้านเราช่วงที่ผ่านมา ได้อ่านและเห็นตัวอย่างเกษตรกรท่านอื่นปลูกและได้ผลจริง จึงมีความสนใจมากขึ้นในเรื่องอินทผลัม

ประกอบกับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ตั้งใจไว้ทำสวน ขึ้นชื่อว่าดินมีสภาพแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ ดินเป็นทราย ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล อากาศลมพัดผ่าน ดินแดนที่ไม่มีต้นไม้ ไม่มีป่าไม้ ที่ใครต่อใครกล่าวเล่าขานตำนานพื้นที่แห่งนี้ว่าแห้งแล้ง คุณสมภพ จึงปลูกพืชทะเลทรายอย่างอินทผลัม เปลี่ยนจากนาข้าวมาทดลองปลูกอินทผลัมท่ามกลางว่าจะไปรอดหรือไม่ กับพืชตัวใหม่ในทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้

คุณสมภพ จึงอยากลองเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ บ้าง และมีพี่น้องในเขตพื้นที่นี้บางรายก็หันไปปลูกยางพารากันบ้างแล้ว ผมก็เลยอยากปลูกอะไรที่แตกต่างออกไป คุณสมภพเริ่มต้นเล่า มีช่วง ปี 2548 ผมได้ดูข่าวสวนอินทผลัมของโกหลัก เลยสนใจพืชชนิดนี้และหาข้อมูลมาเรื่อยๆ จนไปเจอเพื่อนที่สกลนครปลูกเอาไว้และให้ผลผลิตดี จึงได้ความรู้จากเพื่อนมา และเริ่มลงมือปลูกจริงจังบนที่ดินของตัวเอง เมื่อ ปี พ.ศ. 2554 โดยได้ถมที่ดินให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1 เมตร แล้วเลือกปลูกอินทผลัมพันธุ์ KL1 (หรือพันธุ์แม่โจ้ 36) บนพื้นที่ 3 ไร่

คุณสมภพ เล่าว่า ตอนนั้นได้ซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมพันธุ์ KL1 มาปลูก ในราคาต้นละ 800 บาท ซึ่งก่อนจะลงมือปลูกได้ไปศึกษาวิธีการปลูก การดูแลรักษาอินทผลัมที่สวนอินทผลัมบ้านนาดอกไม้ ของ คุณจเร ชีวธรรม จนแน่ใจว่าตนเองก็น่าจะกลับมาทำได้ จึงตัดสินใจซื้อต้นอินทผลัมจากสวนของคุณจเร มาปลูกรอบแรก จำนวน 60 ต้น ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดทั้งหมด

หลังจากแน่ใจว่าปลูกได้ มีการเจริญเติบโตดี ก็ได้ซื้อต้นกล้าอินทผลัมมาปลูกเพิ่มอีก โดยเลือกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 7 เมตร และระหว่างแถว 8 เมตร ทำให้ปลูกได้จำนวนไร่ละ 35 ต้น พื้นที่ทั้งหมด 3 ไร่ จึงปลูกอินทผลัมได้จำนวน 109 ต้น ซึ่งตอนปลูก คุณสมภพก็ได้ทดลองใช้ขนาดหลุมปลูกที่แตกต่าง เพื่อจะดูความแตกต่างว่าจะเป็นเช่นไร โดยบางหลุมขุด 50×50 เซนติเมตร บางหลุมขุด 80×80 เซนติเมตร แล้วรองก้นหลุมด้วยขี้ไก่อัดเม็ด ผสมกับภูไมท์ซัลเฟต และโดโลไมท์ ก็พบว่าขนาดของหลุมปลูกเล็กหรือใหญ่ไม่มีผลกับการเจริญเติบโตของต้นอินทผลัมเลย มีการเจริญเติบโตพอๆ กัน ไม่เห็นความแตกต่าง

ดูแลรักษาต้นอินทผลัมไม่ยาก การดูแลรักษาต้นอินทผลัมนั้น คุณสมภพ เล่าให้ฟังว่า เรื่องน้ำ เป็นเรื่องสำคัญมากในการทำเกษตร สวนคุณสมภพโชคดีที่มีลำห้วยอยู่ใกล้กับสวน จึงใช้น้ำห้วยมารดทุก 7-10 วันครั้ง โดยการปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงปลูก

การให้ปุ๋ยหลังปลูกปีแรก ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15 เดือนละ 1 ครั้ง วิธีใส่ให้ห่างจากโคนต้นออกมา 30 เซนติเมตร แล้วขุดหลุมใส่ปุ๋ย ประมาณ 3 ขีด (300 กรัม) ต่อต้น ส่วนปุ๋ยคอกจะให้ขี้ไก่อัดเม็ดทุกๆ 3 เดือน ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อต้น มีภูไมท์ซัลเฟตและโดโลไมท์โรยโคนต้นแล้วใช้ฟางข้าวคลุมทับหน้าดินรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นของดิน แล้วฟางข้าวย่อยสลายช่วยในการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น

การให้ปุ๋ยปีที่ 2 ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เดือนละครั้ง โดยเพิ่มปริมาณเป็นประมาณ 5 ขีด (500 กรัม) ต่อต้น ปุ๋ยคอกก็ให้ในอัตราเดิม ส่วนแรงงานก็ใช้คนในครอบครัว 4 คน ช่วยกันดูแล

ศัตรูที่สำคัญของอินทผลัม คุณสมภพ เล่าว่า มี “ด้วงเจาะยอด” เป็นศัตรูสำคัญ ต้องใช้การสังเกต เฝ้าดูอาการ หากพบร่องรอยการเข้ากัดยอดจะต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นและอุดรูของด้วงด้วยดินน้ำมัน จะลดความเสียหายได้ หากปล่อยให้ระบาดก็จะสร้างความเสียหายได้

อินทผลัมติดผล หลังปลูกเพียง 2 ปี อินทผลัมที่ปลูกชุดแรกของคุณสมภพ เริ่มออกดอกตั้งแต่ปลูกไปได้เพียง 1 ปีเศษ อินทผลัมก็เริ่มออกดอก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นตัวผู้ ต้นตัวเมียก็ออกดอกเหมือนกันแต่ดอกจะร่วงหมดก่อนจะผสม เมื่อเห็นดอกผมก็ดีใจแล้วว่าผมทำได้ ผมปลูกอินทผลัมบนทุ่งกุลาร้องไห้ได้

คุณสมภพเล่าถึงความภูมิใจ อินทผลัมนั้นเป็นพืชผสมพันธุ์ข้ามต้น ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่กันคนละต้น ดังนั้น การปลูกอินทผลัมในสวนจึงจำเป็นต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียปลูกอยู่ด้วยกัน เพื่อจะเก็บละอองเกสรตัวผู้เอาไว้ผสมให้ดอกต้นตัวเมีย พออินทผลัมเข้าสู่ปีที่ 2 อินทผลัมชุดแรก จำนวน 60 ต้น ที่ปลูกเอาไว้ พบว่าเป็นต้นตัวเมีย 30 ต้น และต้นตัวผู้ 21 ต้น และมีอีก 9 ต้น ที่ไม่ออกดอกให้ทราบ คุณสมภพ เล่าว่า ตนเองได้เริ่มผสมเกสรครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 จนต้นอินทผลัมติดผลต้นละ 50-60 กิโลกรัม เลยทีเดียว

พบการกลายพันธุ์ เพราะใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด อินทผลัมเป็นพืชผสมข้ามต้นจึงต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวนเดียวกัน และที่สำคัญหากปล่อยให้ดอกอินทผลัมผสมกันเองตามธรรมชาติโดยลมหรือแมลงนั้น จะทำให้ได้ผลผลิตน้อยและไม่สมบูรณ์เต็มที่

ดังนั้น เกษตรกรจะต้องมีการช่วยผสมเกสร ซึ่งทำได้โดยเก็บเกสรตัวผู้เอาไว้ก่อน โดยใช้ถุงพลาสติกคลุมยอดดอกทั้งหมด แล้วเขย่าเพื่อให้ละอองเกสรดอกตัวผู้หล่นอยู่ในถุง จากนั้นจึงไล่อากาศภายในถุงออกให้หมด ปิดปากถุงให้แน่นแล้วไปเก็บไว้ในตู้เย็น รอเวลานำไปผสมกับเกสรตัวเมีย ต้นตัวเมียจะออกจั่นเหมือนต้นตัวผู้ แต่เวลาจั่นแตกดอก ดอกตัวเมียจะมีดอกเป็นช่อเมล็ดกลมๆ เมื่อจั่นเริ่มแตกให้นำละอองเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้มาผสมกับเกสรตัวเมีย ใช้เกสรตัวผู้ใส่ในถุงพลาสติก ประมาณ 1/3 ช้อนชา ต่อ 1 ช่อดอกตัวเมีย ใช้เกสรตัวผู้ที่แยกใส่ถุงพลาสติกครอบช่อจั่นตัวเมียแล้วเขย่าให้ละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจายและติดกับเกสรตัวเมีย ทำแบบนี้ประมาณ 1-2 วัน ก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมาก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการช่วยผสมควรเป็นช่วงเช้า เนื่องจากอากาศไม่ร้อนจัดและความชื้นในอากาศมีน้อย เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น คุณภาพของผลอินทผลัมทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลงหรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิมหรือดีขึ้นก็ได้

สวนต้นอินทผลัมให้ผลผลิตแล้ว สามารถนำผลอินทผลัมสดไปจำหน่ายได้ราคาค่อนข้างสูง ขายผลสดตอนนี้ กิโลกรัมละ 500 บาท และเป็นที่สนใจจากผู้ซื้อเป็นอย่างมากด้วย เป็นผลไม้ที่แปลกแล้ว แถมยังปลูกได้ในพื้นที่แห่งนี้ซึ่งค่อนข้างแห้งแล้ง ก็ได้การตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อในพื้นที่

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจากเฟสบุ๊ค “สมภพ ลุนาบุตร ” ขอเชิญชวนผู้สนใจปลูกอินทผลัม ร่วมกิจกรรมเสวนาเชิงปฏิบัติการ กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน “เรียนให้รู้ ดูให้ทำเป็น เด่นทางด้านการตลาด” พาไปชม…การปลูกอินทผลัมคุณภาพ และแปรรูปครบวงจร เมืองกาญจนบุรี ในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562 โดยเสียค่าใช้จ่าย ท่านละ 930 บาท ผู้สนใจ สมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงิน (ตามจำนวนที่ระบุ) เข้า ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) Fax (02) 580-2300 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342, 2343 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เปิดประสบการณ์ เที่ยวเมืองใต้สุดสยาม “ยะลา” จะเที่ยวตามเดือนก็ได้ หรือจะสะดวกเที่ยวตลอดทั้งปียาวๆ ที่นี่ก็มี

#ท่องเที่ยว #แหล่งท่องเที่ยว #ยะลา #อัญมณีชายแดนใต้ #ภาคใต้ #ใต้สุดสยามเมืองงามชายแดน #เมืองสโลว์ไลฟ์ คุณจรินทร์ บุญปัญญารักษ์ เลขที่ 67 หมู่ที่ 8 บ้านเตาถ่าน ตำบลบึงกระจับ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ 67130 โทร. (086) 637-3333, (080) 651-9606 เจ้าของสวนอินทผลัม “สวนภูผาลัม” ประสบความสำเร็จในการปลูกอินทผลัมทั้งชนิดกินผลสดและกินผลแห้ง

อินทผลัมสวนภูผาลัมมีคุณภาพเทียบเท่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผลสดมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ผลแห้งมีรสชาติหวาน อร่อย โดยทางสวนภูผาลัม มีสายพันธุ์อินทผลัมที่เป็นสายพันธุ์แท้ของตะวันออกกลาง โดยได้สั่งอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาจาก บริษัท Al WathbaMarionnet LLC ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่ราชวงศ์ และประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางและทั่วโลก รวมทั้งมีสายพันธุ์อินทผลัมที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเอง ซึ่งสามารถให้ผลผลิตตั้งแต่ต้นยังมีขนาดเล็ก อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น

อินทผลัม เป็นไม้ผลเมืองร้อนที่ปลูกกันมากในประเทศแถบตะวันออกกลางที่มีสภาพภูมิอากาศแบบทะเลทราย ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนและแทบไม่มีฝนตก อินทผลัมจึงมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ทำให้คนไทยส่วนมากเข้าใจว่าอินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว อินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก โดยมีความต้องการน้ำถึงปีละ 2,000-2,500 มิลลิเมตร (ประเทศไทยมีฝนตกปีละ 1,000-1,600 มิลลิเมตร) ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการอินทผลัมที่มีคุณภาพ จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี และต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงหน้าแล้งด้วย

อินทผลัม เป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ โดยมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้นกัน ดังนั้น ในการปลูกเพื่อมีการติดผลที่ดี จึงจำเป็นต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวน เฉพาะต้นตัวเมียเท่านั้นที่ให้ผลอินทผลัม แต่ต้องมีเกสรจากต้นตัวผู้มาผสมด้วย ดังนั้น เราจึงต้องปลูกอินทผลัมทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย โดยหากเรามีต้นอินทผลัมตัวผู้สายพันธุ์ที่ดีปลูก จะมีสัดส่วนในการปลูกต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อต้นตัวเมีย 40-50 ต้น

การขยายพันธุ์อินทผลัม สามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การขยายพันธุ์จากเมล็ด จะมีข้อดีคือ ขยายพันธุ์ปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว โดยมีต้นทุนในระยะแรกต่ำกว่าวิธีอื่น แต่เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด โอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง และเราจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ต้องปลูกไว้และรอจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศ และถึงแม้ว่าเราจะได้ต้นตัวเมียไปปลูก แต่คุณภาพผลอินทผลัมก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่ เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น จึงถือว่าเมล็ดที่ได้เป็นพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่พันธุ์แท้ ซึ่งไม่สามารถเรียกชื่อเดียวกับต้นแม่ได้ เราจึงสามารถตั้งชื่อพันธุ์อินทผลัมที่เพาะจากเมล็ดได้เอง ทั้งนี้คุณภาพของผลอินทผลัม ทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลง หรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิม หรือดีขึ้นก็ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยมากที่คุณภาพจะดีขึ้น

ดังนั้น การปลูกอินทผลัมที่เพาะจากเมล็ด วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทดลองปลูกที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก ก็สามารถที่จะซื้อผลอินทผลัมมาจากตลาดทั่วไป ทั้งแบบกินผลสดและผลแห้ง เมล็ดที่ได้หลังจากการบริโภคแล้ว สามารถนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อเพาะปลูกได้ แต่ต้องมีการบริหารจัดการแปลงปลูกที่ดี และอาจจะต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อหาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีนำไปขยายพันธุ์ต่อไป สำหรับต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดควรจะเพาะเลี้ยงไว้ในถุงดำจนกว่าจะออกใบขนนก ประมาณ 3-4 ใบ ขึ้นไป หรือต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีโอกาสรอดเกือบ 100% เมื่อปลูกลงแปลงปลูก และวิธีที่ 2 คือ

การขยายพันธุ์โดยแยกหน่ออินทผลัมจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นการขยายพันธุ์ที่เราจะได้พันธุ์แท้ ต้นกล้าที่ได้จะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่เนื่องจากต้นแม่พันธุ์จะมีความสามารถให้หน่อได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 20 หน่อ ต่อต้น ตลอดอายุ (จำนวนหน่ออินทผลัมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) เราจึงไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ในปริมาณมากๆ อย่างรวดเร็วได้ ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ และหากจะสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก โดยราคาหน่อพันธุ์จะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้หากสั่งซื้อหน่อต้นพันธุ์มาปลูกแล้ว การลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะแรกจะสูงที่สุด วิธีนี้จึงเหมาะกับสวนที่มีต้นเมล็ดพันธุ์อินทผลัมที่ดีอยู่แล้ว และต้องการขยายการเพาะปลูกอินทผลัมออกไป

จากปัญหาของการขยายพันธุ์ 2 วิธี ข้างต้น ในต่างประเทศจึงขยายพันธุ์โดย

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขึ้นมา การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้คือ การโคลนนิ่ง ต้นกล้าที่ได้จึงเป็นพันธุ์แท้ โดยจะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ปัจจุบันการปลูกในเชิงพาณิชย์ของต่างประเทศจะนิยมวิธีนี้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดีกว่า ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถปลูกได้ปริมาณมากตามต้องการและทุกฤดูกาล ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ในระยะเวลาสั้น

สำหรับในประเทศไทย ยังไม่สามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศและราคายังค่อนข้างสูงอยู่ โดยในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยอาจจะสามารถที่จะผลิตอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เอง ซึ่งจะทำให้ราคาต้นกล้าลดลงจากปัจจุบัน และลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้

ผู้ที่สนใจปลูกอินทผลัมสามารถเลือกรูปแบบการปลูกตามกำลังความสามารถและทุนทรัพย์ของตัวเอง ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป เราต้องเลือกวิธีที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง ทั้งนี้อาจจะเลือกปลูกแบบผสมผสานทั้ง 3 วิธี ดังกล่าวข้างต้นก็ได้

ระยะห่างในการปลูก สำหรับการปลูกอินทผลัมที่แนะนำคือ 8×8 เมตร หรือ 8×10 เมตร หรือ 10×10 เมตร เนื่องจากอินทผลัมเมื่อโตเต็มที่จะมีทางใบกว้างมาก รวมทั้งมีระบบรากที่ลึก และขยายออกกว้างมาก รวมทั้งเพื่อให้อินทผลัมได้รับแสงแดดและลมเต็มที่ โดยหากเลือกปลูกระยะห่าง 8×8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะสามารถปลูกได้ 25 ต้น แต่สำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยอาจจะปลูกระยะชิดกว่านี้ แต่ไม่ควรน้อยกว่า 7 เมตร หากระยะปลูกน้อยกว่านี้เมื่ออินทผลัมเติบโตเต็มที่จะเข้าไปบริหารจัดการจะลำบาก เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่อายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 8 ปี และสามารถจะให้ผลผลิตได้เต็มที่ถึงต้นละมากกว่า 200 กิโลกรัม ต่อปี โดยให้ผลผลิตต่อเนื่องไปจนอายุประมาณ 50-60 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิตลดลง ดังนั้น การวางแผนระยะห่างสำหรับการปลูกจึงต้องพิจารณาให้ดี

ขนาดหลุมที่ขุดสำหรับปลูก ที่แนะนำคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ลึกประมาณ 80 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก แล้วนำดินที่ขุดขึ้นมา 3 ส่วน ผสมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน ถมกลับลงไปในหลุมจนเต็ม แล้วจึงขุดหลุมที่ถมกลับออกไปให้มีขนาดเท่าถุงดำหรือกระถางที่เพาะเลี้ยงต้นกล้า จากนั้นจึงนำต้นกล้าออกจากถุงดำไปปลูกในหลุม กลบดินคืนให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม การขุดหลุมขนาดใหญ่และการเตรียมหลุมปลูกที่ดี จะทำให้อินทผลัมเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องการขุดหลุมขนาดใหญ่ดังกล่าวทำได้ยาก และใช้แรงงานมาก

ดังนั้น หากจะขุดหลุมเพื่อปลูกอินทผลัมจำนวนมาก อาจจะประยุกต์ทำเครื่องเจาะดินต่อจากท้ายรถไถก็จะสามารถขุดเจาะหลุมขนาดใหญ่ดังกล่าวได้สะดวกและรวดเร็วกว่ามาก สำหรับฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกอินทผลัมคือ ช่วงต้นฤดูฝน แต่ถ้าสามารถติดตั้งระบบการให้น้ำในสวนได้ ก็สามารถที่จะปลูกอินทผลัมได้ทุกฤดูกาล ทั้งนี้ ต้นกล้าที่จะนำมาปลูก ไม่ว่าจะเป็นต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด หรือต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขึ้นมา ควรจะอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำจนโตขนาดออกใบขนนก 3-4 ใบก่อน จะทำให้อัตราการรอดสูงเกือบ 100% สำหรับต้นกล้าที่เป็นหน่อที่แยกมาจากต้นแม่ ต้องเป็นหน่อที่มีอายุไม่น้อยกว่า 2-3 ปี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-35 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 10-25 กิโลกรัม หากใช้หน่อที่เล็กกว่านี้จะมีอัตราการรอดตายต่ำ และเมื่อขุดแยกหน่อออกมาจากต้นแม่แล้วให้ใส่ยากันเชื้อราเดือนละ 2 ครั้ง และเพาะเลี้ยงอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำประมาณ 1-2 ปี ให้แข็งแรงก่อนจึงจะนำมาลงแปลงปลูกได้

การให้น้ำต้นอินทผลัม ควรให้น้ำทุกๆ วันในฤดูร้อน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ในฤดูหนาว หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะทำให้อินทผลัมเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่ดี หากเราปลูกต้นกล้าที่ออกใบขนนกแล้ว 3-4 ใบ ลงในแปลงช่วงต้นฤดูฝน เมื่อได้รับน้ำฝนมา 1 ฤดูแล้ว ไม่ได้รดน้ำในช่วงหน้าแล้ง อินทผลัมส่วนใหญ่จะสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ตลอดช่วงหน้าแล้ง แต่จะเจริญเติบโตช้ามาก

การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอก ปีละ 2 ครั้ง ช่วงเดือนตุลาคมและพฤษภาคม โดยการพรวนดินให้ปุ๋ยคอกผสมเข้ากันดี

การตัดแต่งใบ ใบอินทผลัมที่แก่แล้วให้ตัดทิ้ง โดยในต้นเล็กอาจจะใช้กรรไกรตัดแต่งใบ ต้นที่โตขึ้นมาอาจจะใช้เคียวในการตัดแต่งใบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใบแก่เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลง และยังทำให้ทรงพุ่มดูสะอาด สวยงาม สำหรับใบที่ยังไม่แก่ ให้ตัดหนามบริเวณโคนใบทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในขณะทำงาน และเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณโคนใบอินทผลัมจะมีหนามที่แข็งและยาวมาก

การผสมเกสร เนื่องจากอินทผลัมมีต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกจากกัน การอาศัยธรรมชาติจากลมและแมลงเพียงอย่างเดียว ให้มาช่วยผสมเกสรจะทำให้อินทผลัมติดลูกไม่ดก ดังนั้น จึงต้องอาศัยตัวเกษตรกรเองช่วยผสมเกสรให้จึงจะติดลูกดก อินทผลัมจะออกดอกเป็นจั่นโดยลักษณะดอกเกสรตัวผู้จะมีสีขาว กลีบดอกเป็นแฉกๆ คล้ายหางกระรอก สำหรับอินทผลัมต้นตัวเมียจะออกดอกเป็นจั่น เหมือนกับอินทผลัมต้นตัวผู้ แต่ดอกของต้นตัวเมียจะมีลักษณะเป็นเมล็ดกลมๆ เป็นช่อสีเขียวอ่อน

โดยปกติแล้วอินทผลัมต้นตัวผู้จะออกดอกก่อนต้นตัวเมีย จึงต้องมีการเก็บเกสรต้นตัวผู้ไว้รอผสมให้เกสรต้นตัวเมีย เพื่อให้ติดลูกดก โดยเมื่อจั่นตัวผู้แตกออกมา เห็นกลีบดอกสีขาวเป็นแฉกๆ ให้นำถุงพลาสติกมาคลุมแล้วผูกปากถุงไว้ จากนั้นตัดช่อดอกออกมา แล้วนำมาเขย่าจะได้ละอองเกสรตกออกมา ให้นำละอองเกสรมาใส่ถุงไว้ ไล่อากาศออก ปิดปากถุงให้สนิทแล้วนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นช่องปกติ ซึ่งเราสามารถเก็บรักษาเกสรไว้ได้นานเป็นปี เพื่อรอผสมเกสรให้กับต้นตัวเมีย เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสมเกสรคือ ช่วงเช้า โดยนำเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้บางส่วนมาใส่ถุงพลาสติก เขย่าถุงให้ละอองเกสรฟุ้งกระจายในถุง จากนั้นนำไปครอบดอกตัวเมีย แล้วเขย่าให้ละอองเกสรผสมกัน โดยควรผสมซ้ำอีก 1 ครั้ง ในวันต่อมา และถ้าหากเกิดฝนตกหลังจากผสมเกสรไปแล้ว 4-6 ชั่วโมง ต้องผสมเกสรใหม่ เพราะน้ำฝนจะชะละอองเกสรตัวผู้ออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ติดผลไม่ดีเท่าที่ควร

การตัดแต่งช่อผลอินทผลัม สมัครเว็บบาคาร่า จะต้องปลิดผลอินทผลัมบางส่วนในขณะที่ผลยังเล็กอยู่ออกบ้าง เพื่อให้ผลอินทผลัมที่เหลืออยู่มีขนาดใหญ่ มีคุณภาพดี สุกเร็ว มีราคาสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยให้มีผลอินทผลัมเหลืออยู่ในแต่ละก้าน ประมาณ 20-25 ผล และมีอยู่ 45-50 ก้าน ใน 1 ช่อ การปล่อยให้แต่ละช่อมีจำนวนก้านและติดผลดกมากจนเกินไป จะทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก และมีผลบางส่วนไม่สมบูรณ์

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจาก เฟซบุ๊ก “สวนภูผาลัม”
***********************
ขอเชิญชวนผู้สนใจปลูกอินทผลัม ร่วมกิจกรรมเสวนาเชิงปฏิบัติการ กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน “เรียนให้รู้ ดูให้ทำเป็น เด่นทางด้านการตลาด” พาไปชม…การปลูกอินทผลัมคุณภาพ และแปรรูปครบวงจร เมืองกาญจนบุรี ในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562 โดยเสียค่าใช้จ่าย ท่านละ 930 บาท ผู้สนใจ สมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงิน (ตามจำนวนที่ระบุ) เข้า ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) Fax (02) 580-2300 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342, 2343 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเป็นคนชอบรับประทานมะม่วงพันธุ์ R2 E2 เพราะมีรสชาติไม่หวานเกินไป เนื้อแน่น ไม่มีเสี้ยน อีกทั้งผลกลมสวยงาม จ.ม.ฉบับนี้ ผมมีคำถามว่า ชื่อมะม่วงพันธุ์นี้เป็นมาอย่างไร และแหล่งพันธุกรรมอยู่ที่ไหน ผมขอคำแนะนำด้วยครับ ผมถือโอกาสขอบคุณคุณหมอเกษตร ทองกวาว มาเป็นการล่วงหน้าครับ

มะม่วงพันธุ์ R2 E2 มีลักษณะประจำพันธุ์คือ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว อายุเพียง 2 ปี จะต้องตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้เตี้ยลง และให้ผลผลิตเมื่ออายุไม่เกิน 3 ปี ผลแก่เต็มที่มีรูปค่อนข้างทั้งกลมป้อม น้ำหนัก 500-1,000 กรัม ต่อผล เปลือกผลสีเหลือง แต่เมื่อได้รับแสงเต็มที่จะกลายเป็นมะม่วงแก้มแดงสวยงาม เนื้อผลสีเหลือง นุ่ม เหนียว และไม่มีเสี้ยน กลิ่นหอมอ่อนไม่ฉุน

มะม่วงพันธุ์ดังกล่าว มีนักวิชาการบางท่านอธิบายว่า มีการนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย การได้เชื้อพันธุ์มาโดยงานวิจัยยังไม่เบ็ดเสร็จ ยังอยู่ในแปลงทดลองและอธิบายเพิ่มเติมอีก ดังนี้

R2 E2 มีความหมายดังนี้ R2 ระบุว่า นำมาจากแถวที่ 2 (R : Row) ส่วน E2 มาจาก Experiment2 หรือการทดลองที่ 2

อย่างไรก็ตาม หลักวิชาการทางสถิติ (Statistic) การทดลองเปรียบเทียบผลผลิตของพืชหลายสายพันธุ์ หรือหลายพันธุ์ มีการออกแบบให้มีการทดลอง (Experiment “ E) เช่น เปรียบเทียบผลผลิตมะม่วงหลายพันธุ์ คู่กับ ซ้ำ (Replication : R) การทำซ้ำหลายซ้ำ ทำให้การทดลองแม่นยำมากขึ้น ดังนั้น R จะเป็น Row หรือ Replication ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณานะครับ

ปัจจุบัน มีการส่งออกมะม่วงพันธุ์ R2 E2 ไปยังยุโรป และญี่ปุ่น บางส่วน แต่ปริมาณส่งออกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้ โดยปริมาณส่งออกรวมทั้งสิ้น 71,000 ตัน ตลาดสำคัญยังเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม