หม่อนกินผลอินทรีย์ สกลนคร หม่อนดี มีคุณภาพ ตามมาตรฐานมูล

นิธิเกษตรอินทรีย์ไทยเดิมที หม่อนไหม เป็นเรื่องของการนำเอาเส้นใยมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม อาชีพนี้ยอดฮิตอยู่บนแดนดินถิ่นที่ราบสูง มีหลายครอบครัวปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีโอกาสหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านการศึกษา ภาคอื่นก็พบเห็นเช่นกัน

ระยะหลังๆ เริ่มปลูกหม่อนกินผล รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งพบว่า มีผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องของการผลิตและแปรรูปจำหน่าย หม่อนกินผล ต่างจากหม่อนไหมเส้นใย ตรงที่นำผลมาบริโภค ดังนั้น การผลิตต้องคำนึงถึงสุขอนามัย ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ขึ้น

ที่จังหวัดสกลนคร ถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ หน่วยงานของรัฐได้เข้าไปส่งเสริมหม่อนกินผลอินทรีย์ โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วม คุณเพชรี บุญทวี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี ที่ร่วมรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสกลนคร บอกว่า หากมีการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ โดยมีองค์กรรับรอง จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น เกษตรกรผู้ผลิตก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัย จำหน่ายได้ในราคาที่เป็นธรรม

การรับรองแบบมีส่วนร่วม

การส่งเสริมผลิตหม่อนอินทรีย์นั้น รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ในสินค้าทุกชนิดของประเทศ และให้นโยบายในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นอีกทางเลือกที่จะพัฒนาเกษตรกรรมให้มีความยั่งยืน มีความมั่นคงทางอาหารและปลอดภัยต่อสุขภาพ ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุน ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2559-2564 ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สร้างองค์ความรู้ที่จำเป็น ต่อการผลิตสินค้าที่ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Particpatory Guarantee Sytems : PGS) เป็นระบบโดยชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักพัฒนา นักวิชาการ และผู้บริโภค โดยอาศัยกระบวนการทางสังคมการมีส่วนร่วม พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ความซื่อสัตย์ ไว้วางใจโปร่งใส เชื่อมั่น และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งต่อรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค นำไปสู่สังคมที่เข้มแข็งในที่สุด

กรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน และเลี้ยงไหมจึงส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด ให้สามารถผลิตหม่อนผลสดที่ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ให้มีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

กรมหม่อนไหม จึงมีโครงการส่งเสริมการผลิตหม่อนอินทรีย์ขึ้น โดยบูรณาการขับเคลื่อนการทำงานระหว่าง กรมหม่อนไหม ดร. ศุภวรรณ เฆี่ยนเมธี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ คุณพิมรำไพ ว่องไว นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ

สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี ว่าที่ร้อยโท เรืองศักดิ์ บุญโนแต้ ผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี คุณเพชรี บุญทวี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สกลนคร คุณประชาชาติ นพเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สกลนคร คุณกษวรรณ ผาพรม นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ และองค์กรอื่นๆ คือ มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย (มกอท.) กลุ่มหม่อนอินทรีย์สกลนคร

ขยายการตลาดให้กว้างขึ้น

ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม เป็นระบบการรับรองคุณภาพโดยชุมชน การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของชุมชน ภายใต้หลักการพื้นฐาน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเป็นเครือข่ายทางสังคม และการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง (ตามคำจำกัดความของ IFOAM)

มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกษตรกรรับรู้เรื่องระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานอินทรีย์ และระบบหม่อนอินทรีย์ สามารถนำความรู้ด้านการผลิตหม่อนไหมอินทรีย์ไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมหม่อนไหม จึงได้ขับเคลื่อนโครงการผลิตหม่อนอินทรีย์โดยการมีส่วนร่วม และได้ดำเนินการในเขตพื้นที่อำเภอภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีสมาชิกจำนวน 35 คน พื้นที่ปลูก จำนวน 69 ไร่

โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

จัดตั้งกลุ่ม ชื่อกลุ่ม “ผลิตหม่อนอินทรีย์สกลนคร”
2. การตั้งหลักเกณฑ์กลุ่ม
3. การตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดิน
4. อบรมให้ความรู้
5. การตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน (Peer Reviews)
6. บันทึกข้อมูลเกษตรกรในระบบของมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการออกใบรับรองกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม
ผลการดำเนินงาน ตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดิน จำนวน 35 คน ไม่พบสารพิษตกค้างในดิน 35 ราย 100 เปอร์เซ็นต์ ตรวจประเมินฟาร์มร่วมกันของเกษตรกรระบบการมีส่วนร่วม จำนวน 35 คน จำนวน 3 ครั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ผลการตรวจประเมิน ผ่านการตรวจรับรอง 15 คน 42.85 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ 37 ไร่ 42.85 เปอร์เซ็นต์ ไม่ผ่านการตรวจรับรอง 16 คน 29 ไร่ 45.71 เปอร์เซ็นต์ (อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน ให้แก้ไขตามที่ผู้ตรวจแนะนำในระยะเวลาที่กำหนด) และจำนวน 3 ราย ตรวจประเมินฟาร์มแล้ว แต่ประสบภัยธรรมชาติ น้ำท่วม 1.4 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตเฉลี่ยของสมาชิกได้ประมาณ 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี (ผลผลิตขึ้นกับอายุหม่อน/การดูแลรักษาของแต่ละแปลง)

การดำเนินงาน ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้ทั้งในท้องถิ่นและระดับประเทศ ไม่มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ก่อให้เกิดพิษภัยในผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสามารถต่อรองราคาได้ สิ่งแวดล้อมไม่มีมลพิษ

ปัจจุบัน กลุ่มหม่อนอินทรีย์ อยู่ในช่วงที่กำลังจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลและบันทึกข้อมูลเข้าระบบมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยเพื่อที่จะออกใบรับรอง และมีการตรวจประเมินแปลงแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ระยะเวลา 18 เดือน ในการออกใบรับรอง (ได้มีการตรวจประเมินแปลง เมื่อ วันที่ 9-10 สิงหาคม 2561) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรอินทรีย์สกลนคร ก็ได้ผลิตหม่อนผลโดยไม่ใช้สารเคมีมานานแล้ว แต่ยังรอกระบวนการออกใบรับรองเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ซึ่งสมาชิกกลุ่มมีผลผลิตส่ง

บริษัท ดอยคำ สกลนคร และสมาชิกในกลุ่มฯ จำนวน 2 ราย คือ บ้านสวนภูสกล คุณสุจินต์ สวนไผ่ (บ้านสร้างค้อ ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร) รวบรวมผลผลิตมาแปรรูปน้ำหม่อน 100 เปอร์เซ็นต์ แยมหม่อน หม่อนอบแห้ง ซึ่งเป็นโรงงานขนาดย่อม (SME) ผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานและคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานฮาลาล Halal Food (อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งขออนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้ชาวมุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้) และ คุณประรส ศรีวิทยา บ้านสร้างค้อ ตำบลโนนหัวช้าง อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร แปรรูปน้ำหม่อน 100 เปอร์เซ็นต์ แยมหม่อน หม่อนผสมเสาวรส ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานและคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ผู้ผลิตและแปรรูปทำดี…มีตลาด

คุณเพชรี พูดถึงหม่อนกินผลอินทรีย์ว่า การปรับเปลี่ยนจากการผลิตทั่วไปมาเป็นหม่อนกินผลอินทรีย์ ใช้เวลา 18 เดือน โดยทั่วไปเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน ได้รับการดูแลจากกรมหม่อนไหม ซึ่งเกษตรกรได้ จีเอพี อยู่แล้ว ชาวบ้านเข้าใจ

“อยากให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น ที่อื่นขายได้แพง ของเราแถบนี้มีมาก ราคาจึงไม่แพง…ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม เรามีมาตรฐาน กระบวนการต่างๆ มีการร่วมมือกัน แต่รับรองโดยมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย” คุณเพชรี บอก

คุณใจสุจินต์ สวนไผ่ หรือ คุณชมพู่ เจ้าของบ้านสวนภูสกล อยู่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร บอกว่า ตนเองแปรรูปผลหม่อนมานาน 6 ปีแล้ว สินค้าที่จำหน่ายมีหม่อนผลสด หม่อนอบแห้ง น้ำหม่อน แยมหม่อน พันธุ์หม่อนที่ปลูกกันคือ เชียงใหม่ 60 จุดเด่นผลิตภัณฑ์ของภูสกลคือ ผลิตจากหม่อนอินทรีย์ มีความเข้มข้น สะอาด

“ผลิตภัณฑ์มี…หนึ่ง น้ำหม่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีน้ำตาล คั้นเอา 1 ต่อ 1…หม่อน 1 กิโลกรัม ได้น้ำ 1 ลิตร ขนาด 100 มิลลิกรัม ขาย 45 บาท เหมาะกับผู้สูงอายุ ดื่มแล้วหลับสบาย…สอง แยม เก็บผลผลิตที่สุกสีแดงและสีดำ สีแดงได้ความเปรี้ยวไม่ต้องใช้สาร สีดำได้ความหวาน ไม่ต้องใส่น้ำตาลมาก ไม่มีสารกันบูด เก็บได้ 1 ปี ขนาด 200 มิลลิกรัม จำหน่าย 65 บาท…หลังๆ มีแยมเสาวรส หมากเม่า ลำไย ทำตามฤดูกาล ช่องทางการจำหน่ายออกบู๊ธตามงานต่างๆ ไม่มีตัวแทน” คุณชมพู่ บอก สอบถามเพิ่มเติมเรื่องหม่อนกินผลสดอินทรีย์ได้ที่ คุณเพชรี บุญทวี สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี โทร. (081) 729-9151

ผมเจอพี่แดงในงานออกบู๊ธที่เซ็นทรัลพลาซ่า สะดุดตากับชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด จึงเข้าไปพูดคุยด้วย สอบถามกันไปมาจึงรู้ว่าเรามาเจอแหล่งใหญ่ของคนไม่ธรรมดาอีกแล้ว พี่แดงบอกว่า มีพื้นที่แค่หนึ่งงานเปิดเป็นร้านขายต้นไม้และแหล่งพักไม้รอส่งต่อลูกค้า ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์

“ที่หนึ่งงานแค่นั้นหรือพี่ ทำเงินเลี้ยงตัวได้จริงๆ หรือ” “วันไหนว่างไปหาผมสิ แถวท่าอิฐ จะขับรถไปเอง ไปรถเมล์หรือรถไฟฟ้าก็ได้”

“โห! เกษตรคนเมืองนี่นา”

พี่แดง หรือชื่อจริง นายอภิชาติ ช้างจันทร์ เจ้าของสวน “แดง ไม้ไทย” เจ้าของพื้นที่เพียงหนึ่งงาน หรือ 100 ตารางวา ผู้ที่ท้าให้ผมมาดู ว่าด้วยพื้นที่เพียงนี้ สร้างรายได้ให้เจ้าของได้อย่างไร โดยสวนพี่แดงตั้งอยู่ทางเข้าวัดท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรี การเดินทางไป-มาสะดวกดังที่บอกจริงๆ ผมนั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงไปลงที่สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ นั่งมอเตอร์ไซค์วินไปอีก 15 บาท ก็ถึงจุดหมาย

พื้นที่หนึ่งงานที่พี่แดงสร้างเป็นจุดพักต้นไม้และร้านขายต้นไม้ เขียวขจีไปทั่วทั้งพื้นที่ มีเพียงทางเดินแคบๆ ลัดเลาะไปในสวนเท่านั้น ทุกจุดวางกระถางต้นไม้ไว้เต็มไปหมด ทั้งต้นเล็ก ใหญ่ คละกันไปหลากหลายสายพันธุ์ บางต้นมียอดอ่อนสีชมพู แดง เขียว ดูสวยงามสดชื่นยิ่งนัก

“ไปไงมาไงถึงมาเล่นไม้พวกนี้ครับพี่แดง”

“ผมเคยทำไม้ดอกมาก่อน สะสมมาเยอะ แต่ทำไปไม่นานคู่แข่งก็มาก แถมขายตัดราคากันจนอยู่ไม่ไหว ก็เลยเบนเข็มมาเล่นไม้แปลก ไม้หายากแทนดีกว่า” “แปลก หายากของพี่นี่ประมาณไหนครับ”

“ก็ส่วนมากเป็นไม้นอก เช่น คีเปล ลำไยแดง ฝรั่งเวียดนาม ส้มโอหลายสายพันธุ์ ขนุนขาวที่เขาเรียกมารัง ลำไยคริสตัลหรือที่เขาเรียกมาตัว”

“ทำไมจึงหันมาทางสายนี้พี่”

“ไม้ผลไม้ยืนต้นที่แปลกหายากมักไม่ค่อยมีคนทำ คู่แข่งน้อย เราชอบด้วย สะสมไปเรื่อย ขยายพันธุ์ทั้งเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด เอาทุกทางแหละ”

“ตอนนี้ที่สวนมีอะไรขายเป็นหลัก”

“คีเปล ลำไยแดง ฝรั่ง พูดถึงฝรั่งเคยชิมฝรั่งผมหรือยัง เพื่อนเอาฝรั่งเวียดนามมาให้ชิมผมชอบก็เลยเอาเมล็ดเพาะไว้ ผ่านไปสองปีลองชิมผลของแต่ละต้น ไปเจออยู่ต้นหนึ่งกรอบ หอม หวาน อร่อยมากๆ ที่สำคัญไส้แดงสวยงาม ผมก็เลยเอาเป็นไม้แม่พันธุ์ ตอนกิ่งขยายพันธุ์สนุกไปเลย หรือสนใจกล้วยไม้ ไม้ไทยอื่นๆ ผมก็มีนะ อยากได้อะไรขอให้บอกเถอะ แดงจัดให้ได้”

ผมเดินไปเจอลำไยแดง บางต้นกำลังแตกยอดอ่อน สีชมพูเข้มหรือสีแดง ดูเด่นตัดกับความเขียวของใบไม้อื่นๆ บางต้นติดดอกเต็มช่อ บางต้นติดลูกส่งกลิ่นหอมอวลไปทั้งสวน

“กลิ่นหอมแบบนี้เลยหรือพี่”

“ใช่ครับ เวลาเขาติดลูกแต่ละทีนี่หอมไปทั่วสวนเลย”

“ของที่ไหนครับพี่”

“เวียดนามครับ รสหวาน กลิ่นหอม เมล็ดเล็ก ที่สำคัญออกลูกทะวายนะครับ”

“หมายถึงออกเรื่อยๆ เหรอพี่” “อยู่ที่นี่อย่างน้อยต้องมีปีละ 2 ครั้งครับ แล้วที่ผมดันออกไม่พร้อมกันอีกนะ บางต้นออกก่อนออกหลัง ทำให้ที่สวนมีกลิ่นหอมอยู่แทบไม่ขาดเลย”

“ในกระถางน้อยๆ แบบนี้ก็ออกลูกเหรอพี่”

“ใช่ครับ เขาเสียบยอดมา เราแค่รดน้ำให้ปุ๋ยแค่นั้นพอ”

“ดูแลยากไหมพี่”

“ไม่ยาก เป็นไม้ชอบแดด ผมปลูกในกระถางก็เลยให้น้ำ 2-3 วันครั้ง หรือสังเกตว่าดินแห้งไหม หากยังชุ่มอยู่ก็ยังไม่ต้องให้ครับ ส่วนปุ๋ยก็ขี้วัวนี่แหละง่ายดีใส่ให้เดือนละ 2-3 กำมือ”

“ราคาเป็นไงพี่แรงไหม”

“มีหลายขนาด หลายราคาครับ ตั้งแต่ 2,000 เป็นต้นไป มาชมมาชิมก่อนครับ ชอบใจก็เอาไป”

ในทุกช่วงที่เดินในสวน พี่แดงจะมีคีเปลต้นเล็ก ต้นกลาง ต้นใหญ่ คละกันไปตลอดแนว ทั้งปลูกลงดิน อยู่ในกระถาง ในถุงชำ บางต้นใบยอดอ่อนสีชมพูสวยงามมาก

“คีเปลนี่ เป็นไปตามที่เขาเล่ากันไหมพี่”

“สำหรับผมชิมมาเยอะแล้ว ตอบตรงๆ ว่าจริง เรื่องราวทางวิชาการไม่รู้ แต่ความจริงที่ผมพิสูจน์ตัวเองนี่เป็นตามนั้นครับ กินเข้าไปแล้วเหงื่อก็ไม่เหม็น เยี่ยวก็ไม่เหม็น ที่สำคัญ ใบอ่อนก็เอามาจิ้มน้ำพริกกินได้นะ อร่อยดี แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำให้ตัวหอมเหมือนกินผลไหม” “ราคาแพงไหมพี่”

“เริ่มต้นละ 300 บาทครับ ผมมีหลายไซซ์ ชอบแบบไหนบอกมาเลย จัดให้ได้หมด”

“ออกดอกออกผลหรือยังพี่”

“มาถูกวันเลยแหละ กำลังออกดอกเลย เดี๋ยวเดินมาทางนี้ จะให้เห็น”

ภาพตรงหน้าผม ต้นคีเปลที่อายุ 6 ปี อยู่ในกระถางที่รากเดินลงดินไปแล้ว มีดอกเป็นกระจุกอยู่ตามกิ่งรอบต้น สีเหลืองอมเขียว กลิ่นหอมจางๆ “ดอกตัวผู้จะออกตามกิ่ง ส่วนดอกตัวเมียจะออกที่ต้น เวลาดอกบานเกสรตัวผู้ก็จะปลิวลงมาผสม แล้วก็ติดผลตามลำต้น นี่จึงเป็นคำตอบสำหรับคนที่อยากได้กิ่งตอนแต่ผมไม่ทำให้ เพราะธรรมชาติของไม้ชนิดนี้จะเป็นเช่นนี้ จึงต้องเพาะจากเมล็ดเป็นหลักเท่านั้น”

“จะได้ชิมไหมพี่”

“ปลายปีนี้ รอได้เลย อยากเป็นหนุ่มเนื้อหอมละสิท่า”

“แหม! รู้ใจ”

นอกจากลำไยแดงที่ผมได้ชิมมาแล้ว คีเปลที่ผมชิมยอดอ่อนจิ้มน้ำพริกมาแล้ว ฝรั่งชมพูสิบแสนที่ผมได้ชิมความอร่อยมาแล้ว พี่แดงยังให้ผมรอชิมผลส้มโอที่สะสมอยู่อีกหลายสายพันธุ์ หากชิมแล้วอร่อยหรือไม่อร่อยอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

“หากผู้อ่านอยากติดต่อกับพี่ต้องใช้ช่องทางไหนครับพี่”

“ง่ายๆครับ เข้าเฟซบุ๊กหาชื่อ แดง ไม้ไทย หรือ โทร.หาผมที่เบอร์ (092) 425-3452 รับทุกสายครับ หากสายไหนยังไม่ได้รับก็จะโทร.กลับอย่างไวครับ”

“แล้วมีพิเศษไหม อิอิอิ”

“จัดให้ ใครมาเจอผมแล้วถือหนังสือเล่มนี้มาด้วย เอาไปเลยลด 10 เปอร์เซ็นต์ ถูกใจอาจมีแถม”

“ได้เลย ขอบคุณครับพี่” ปัจจุบัน แหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูกอย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือพันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) ถือเป็นสายพันธ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม(ศวพ.นครพนม)

ส่วนทางภาคตะวันออกมีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก

อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษาหนังสือเล่มนี้ เปรยกับ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่าเป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์

เมื่อสบโอกาสคุณพานิชย์จึงได้ชักชวนท่านที่ปรึกษาไปพิสูจน์ลิ้นจี่พันธุ์นี้ที่ “สวนอัมรินทร์” ตั้งอยู่เลขที่ 126 หมู่ 2 ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าของสวนคือ คุณช้อย สองเมือง

จากประสบการณ์ปลูกพืชไร่ สู่…การเปลี่ยนมาเดินบนเส้นทางไม้ผล

คุณช้อย สองเมือง นับเป็นเกษตรกรนักคิดที่ชอบเปลี่ยนแปลงอาชีพตัวเอง เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมของเขาผ่านมาแล้วทั้งการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือแม้แต่มะม่วง กระทั่งเขาได้เรียนรู้การปลูกมะม่วงนอกฤดูจนสามารถทำและประสบความสำเร็จคนหนึ่งเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ด้วยความคิดที่ว่าหากทำสำเร็จจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกและเป็นรายได้ที่ดีกว่าการรอให้มะม่วงออกตามฤดู เนื่องจากทุกคนทำเหมือนกัน ผลผลิตจึงล้นตลาดทำให้ราคาตก

เขาเล่าว่า กว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลานานเกือบสิบปี ด้วยการศึกษาทดลองด้วยตัวเอง ต้องผจญกับปัญหาทั้งความรู้ ความชำนาญด้านสารเคมีที่ใช้ทำ ต้องดิ้นรนทำด้วยตัวเอง ลองผิดถูก แล้วยังขาดคนชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องอันเนื่องมาจากพื้นที่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นป่า การเดินทางเข้ามาของหน่วยงานราชการจึงมีความลำบาก

ปัจจุบัน เขาเลิกทำมะม่วงนอกฤดูแล้ว เนื่องจากมองเห็นว่ามีเกษตรกรหลายรายหันมาทำกันมาก แล้วเกษตรกรเหล่านั้นทวีความเข้มข้นในการใช้สารเคมีมากขึ้น พร้อมกับเล็งเห็นว่าถ้าทอดเวลาไปนานเท่าไรอาจยิ่งเพิ่มต้นทุนมากขึ้นเรื่อย ทั้งนี้เพราะกรรมวิธีในการปลูกจะทวีความเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับ ทั้งต้นทุนการห่อผลและอื่นๆ

“กระทั่งก่อนเลิกทำมะม่วงนอกฤดูสัก 4 ปี มีสัญญาณบอกเหตุแล้วว่า ต้นทุนต้องขยับขึ้นมาอีก 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากคนปลูกเกิดความผิดพลาดอาจสร้างความเสียหายได้ จนขณะนี้ชาวบ้านหลายคนบ่นว่าอยู่ในสภาพย่ำแย่กัน” ย้อนเส้นทางลิ้นจี่พันธุ์นี้

คุณช้อย ย้อนให้ฟังว่า ไปพบลิ้นจี่พันธุ์นี้ แต่ขณะนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่และถูกปลูกอยู่ในพื้นที่บ้านเพื่อนเพียงต้นเดียวในอำเภอปากช่องระหว่างที่เขาไปสอนการทำมะม่วงนอกฤดู ช่วงนั้นลิ้นจี่พันธุ์นี้ปลูกมาก่อนแล้ว 2 ปี เป็นต้นลิ้นจี่ที่เพื่อนได้มาจากคนรู้จักอีกทอดหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพันธุ์อะไร

เขาเผยว่าตกใจเมื่อเห็นผลผลิต เพราะแปลกตรงขนาดผลใหญ่ มีรสชาติดี และผลผลิตสุกเก็บได้ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน เท่าที่ทราบมีเพียงพันธุ์ค่อมอัมพวาเท่านั้นที่จะมีผลแก่ในช่วงเวลานั้น ดังนั้นเขาจึงขอตอนกิ่งพันธุ์มาจำนวน 1 กิ่ง แล้วนำมาปลูกในสวนมะม่วง

ทดลองนำพันธุ์อื่นมาปลูกเทียบ แต่ปรากฏพันธุ์ที่ได้มาดีกว่ามาก

จากข้อสังเกตหลายประการที่คุณช้อยคิดว่าลิ้นจี่พันธุ์นี้แตกต่างจากพันธุ์อื่นที่เขารู้จัก ฉะนั้นเพื่อเป็นการหาข้อมูลมายืนยันเขาจึงตัดสินใจนำพันธุ์ลิ้นจี่อื่น อาทิ ฮองฮวย จักรพรรดิ ค่อม กิมเจง และอีกหลายพันธุ์รวมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากเพื่อนนำมาปลูกร่วมกันด้วย ทั้งนี้เพื่อนำมาปลูกเปรียบเทียบว่าพันธุ์ใดที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศในบริเวณนี้มากที่สุด

ในช่วง 2 ปีแรก คุณช้อยได้ตอนกิ่งจากต้นลิ้นจี่ต้นเดียวที่ได้มา จนได้กิ่งตอนจำนวนหนึ่งจากนั้นนำมาปลูกเพื่อตรวจสอบดูการเจริญเติบโต การออกดอกติดผล และความทนทานต่อศัตรูพืช โดยใช้ระยะปลูก 6 คูณ 6 เมตร ไม่นานจึงพบว่าลิ้นจี่พันธุ์นี้เจริญเติบโตพร้อมทั้งทนทานต่อศัตรูพืชได้ดีมาก ทั้งๆ ที่ปลูกในสวนมะม่วง

“ปรากฏว่าพันธุ์ค่อมกับพันธุ์ที่นำมา ออกผลผลิตพร้อมกันทุกปีแล้วไม่เคยเว้นปี ส่วนพันธุ์อื่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะจักรพรรดิที่ออกยากมาก ที่ผ่านมาเคยให้ผลดกมากในปีที่มีอากาศหนาวจัดครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว จนในที่สุดพันธุ์ที่เคยปลูกเปรียบเทียบได้โค่นไปหมดแล้วจะเหลือไว้แต่ค่อมกับจักรพรรดิเท่านั้นเพื่อไว้ดูเล่นและให้คนมาเที่ยวสวนได้ชิมเปรียบเทียบ”

เมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว จากนั้นคุณช้อยจึงเดินหน้าขยายพันธุ์ที่ได้มาให้มีจำนวนมากแทนการปรับปรุงคุณภาพพันธุ์ จนปัจจุบันเขาปลูกลิ้นจี่รุ่นนั้นไว้จำนวน 200 ต้น และขณะนี้เริ่มปลูกเพิ่มขึ้นอีกรุ่นที่สองในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ หรือประมาณ 600 ต้น (1ไร่ปลูกได้ 30 ต้น) พร้อมกับได้วางระบบน้ำเรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมตัวรองรับผลผลิตที่จะออกได้ในปีหน้า

การปลูกลิ้นจี่ของคุณช้อยคงทำไปในแนวทางเดียวกับการปลูกมะม่วงนอกฤดูอย่างที่ผ่านมา ด้วยการพยายามค้นคว้าหาข้อมูลวิธีการปลูกที่เหมาะสมถูกต้องด้วยตัวเองทั้งการศึกษาจากตำราเอกสาร สอบถามจากแหล่งผู้แทนจำหน่ายปุ๋ยและยา จนกระทั่งคุณช้อยได้มีโอกาสพบกับรองศาสตราจารย์วิจิตร วังใน ซึ่งเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการลิ้นจี่มาเป็นเวลานาน และยังให้ความกรุณาชี้แนะและคำปรึกษาหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งแนวทางวิชาการและการปฏิบัติจริง

อาจารย์ประทีป ถามคุณช้อยว่า segerpark.net เคยเห็นพันธุ์นครพนม 1 หรือไม่ เขาบอกว่าเคยได้ยินแต่ชื่อจากชาวสวนที่เคยซื้อกิ่งพันธุ์ของเขาไปปลูก แต่ยังไม่เคยเห็นผลจริง

“เท่าที่ทราบมีหลายคนบอกว่าพันธุ์นี้คล้ายกับนครพนม 1 มาก แม้แต่ชาวสวนลิ้นจี่แถบจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ ได้ชิมนครพนม 1 เปรียบเทียบกับพันธุ์นี้แล้วต่างให้ข้อมูลว่าทั้งสองพันธุ์มีความใกล้เคียงกันมากทั้งทางทรงต้น และรูปร่างของผล แต่ชาวสวนที่มีโอกาสได้ชิมบอกว่าลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนอัมรินทร์มีขนาดผลใหญ่กว่า และมีรสชาติหอมกว่า”คุณช้อยกล่าว

จุดเด่น เก็บผลผลิตได้ก่อนสงกรานต์

สำหรับการให้ผลผลิตลิ้นจี่พันธุ์นี้เจ้าของสวนให้รายละเอียดว่าจะออกดอกติดผล และสามารถให้ผลผลิตประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อต้น ในช่วงปีที่ 3 โดยจะออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ก่อนลิ้นจี่ทางภาคเหนือของไทย 2 เดือน และก่อนลิ้นจี่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เดือน (จีนเก็บเกี่ยวปลายเดือนกรกฎาคม ถึงต้นสิงหาคม)

ระยะเวลาจากแทงช่อดอกถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ 135 วัน จากแทงช่อดอกถึงดอกบานใช้เวลา 20 วัน จากดอกบานถึงติดผล 15 วัน และจากติดผลถึงเวลาเก็บเกี่ยวผล 90 วัน “โดยปกติดอกจะออกประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม แล้วจะเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แต่จะหมดก่อนสงกรานต์ ไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษเพียงแต่จะเน้นการให้น้ำและปุ๋ยในช่วงที่แทงช่อดอก ส่วนวิธีอื่นที่เคยทำ อย่างเช่น ใช้สาหร่ายพ่น 3 ครั้ง ก่อนดอกออกหรือเป็นช่วงหลังหนาวก่อนเข้าร้อน จะเป็นการฉีดเพื่อกระตุ้น”

คุณช้อย บอกว่า เคยมีการทำบันทึกข้อมูลไว้หากน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ได้จำนวนผล 25-27 ผล ส่วนขนาดเมล็ดถือว่าปานกลาง ยังไม่จัดว่าเล็ก และมีความหวานประมาณ 18 บิกซ์

เขาบอกว่า ด้านผลผลิต อย่างปี 2555 ซึ่งถือว่ามีอากาศดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 50 กิโลกรัม ในเนื้อที่ 4 ไร่ มีจำนวน120 ต้น มีรายได้แล้วหนึ่งล้านบาท

ในเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ของสวนอัมรินทร์มีด้วยกันสองส่วนคือ การจำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่มารับถึงสวน โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีทั้งหน้าเก่าและใหม่ กับอีกส่วนนำไปส่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ ทั้งนี้ทั้งสองส่วนกำหนดราคาจำหน่ายไว้เท่ากันคือกิโลกรัมละ 200 บาท นอกจากนั้นยังมีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ในราคากิ่งละ 500 บาท