หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ

โดยได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตร เพื่อให้แม่น้ำพิจิตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและชัดเจนเป็นรูปธรรมโดยเร็วนั้น

เบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปความก้าวหน้าการดำเนินการที่ผ่านมา และงานที่จะดำเนินการในระยะต่อไปตามภารกิจความรับผิดชอบ โดยเฉพาะแผนงานในระยะสั้นที่ต้องดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

อาทิ 1. การรับน้ำเข้าแม่น้ำพิจิตรให้กรมชลประทานพิจารณาเพิ่มเติมถึงปริมาณน้ำสูงสุดที่จะนำเข้าสู่แม่น้ำพิจิตร รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของระบบชลประทานพื้นที่สองฝั่งที่ทำการเกษตร ขณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็วมากขึ้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทานสำรวจในเชิงวิศวกรรม เพื่อให้เห็นว่าน้ำจะไหลจากไหนไปไหน และสิ่งกีดขวางทางน้ำโดยเร็ว เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการศึกษาพัฒนาระยะต่อไป

การออกแบบปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ ขอให้กรมทัพยากรน้ำเร่งปรับแผนงานจุดไหนที่สามารถเร่งรัดดำเนิเนการให้แล้วเสร็จก่อนช่วงกลางเดือนกรกฏาคมก่อนที่ระดับน้ำแม่น้ำพิจิตรจะสูงขึ้นได้จะต้องเร่งทำทันที

3. แผนการดำเนินการขุดลอกทั้งที่กำลังดำเนินอยู่โดย กอ.รมน.ทำร่วมกับอุทกพัฒน์ รวมถึงการขุดลอกจุดวิกฤตที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนที่กรมทรัพยากรน้ำมีแผนจะดำเนินการด้วยว่าใช้งบประมาณเท่าไหร่ และดินที่ขุดได้จะนำไปไว้ที่ใด

4. แผนที่ และข้อมูลสิ่งก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำ แก้ปัญหาการบุกรุก 2 ฝั่งแม่น้ำ ปัญหาวัชพืช แม่น้ำตื้นเขิน น้ำเน่าเสีย และสิ่งกีดขวางทางน้ำ 83 แห่งโดยกรมเจ้าท่า และ 5. แผนการดำเนินการกำจัดวัชพืช ในแม่น้ำพิจิตร 127 กิโลเมตร และขุดลอกทางน้ำของคลองข้าวตอก 58 กิโลเมตร รวมระยะทาง 185 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง

“ทั้งนี้ สทนช.จะลงพื้นที่แม่น้ำพิจิตร เพื่อหารือร่วมกับทางจังหวัดภายใน 2 สัปดาห์ โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และรวบรวมเสนอความคืบหน้าการดำเนินงาน และจัดทำเป็นร่างแผนปฏิบัติการ (Master Plan) ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าว

กระทรวงเกษตรร่วมสืบสานพระราชปณิธานอนุรักษ์พันธุกรรมพืช รมช.วิวัฒน์ ชวนคนกึ๊ดช้างสร้างต้นแบบชุมชนไร้อดอยาก

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเรื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) งานปลูกรักษาทรัพยากรท้องถิ่น : กิจกรรมแหล่งเรียนรู้แปลงปลูกรักษาพรรณไม้/ดอกไม้สำคัญและไม้หายาก ณ ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า การรักษาพันธุ์ไม้สำคัญไม้หายากนั้นเป็นงานที่สำคัญ จำเป็นต้องเร่งปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมทั้งพืชและสัตว์ ตลอดจนวัฒนธรรมอันหลากหลายของมนุษย์ องค์การบริหารส่วนตำบลกึ้ดช้างเป็นตัวอย่างการดำเนินงานด้วยความสามัคคี โดยชักชวนภาคส่วนต่างๆ มาร่วมกันอนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดยเฉพาะไม้ท้องถิ่นเพื่อรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งถือเป็นงานที่ในหลวงรัชกาล ที่ 9 ทรงให้ความสำคัญ

ถ้าประชาชนลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจังเชื่อได้ว่าจะทำให้ประชาชนมีความสุข​ ประเทศมีความสุข ไม่ได้เน้นก้าวหน้าอย่างมาก แต่เน้นที่มีความสุข ความเจริญ เพราะถ้าก้าวหน้าอย่างมากจะถอยหลังเข้าคลองอย่างน่ากลัว อยากให้ประชาชนน้อมนำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาช่วยกัน อนุรักษ์ ป่า ดิน น้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน

ซึ่งทรัพยากรดินเป็นพื้นฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง ไม่มีป่าก็ไม่มีดินเพราะอัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินจะเพิ่มสูงขึ้นหากไม่มีต้นไม้ปกคลุม จนเพาะปลูกไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนร่วมกันป้องกันการชะล้างพังทลายหน้าดินด้วยการปลูกต้นไม้ที่หลากหลายเหมือนที่โครงการนี้ทำจะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ และจะเป็นพื้นที่ความมั่นคงของอาหารได้จริง

ปัจจุบันอัตราการชะล้างพังทลายหน้าดินคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.3 ล้านล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลเก็บภาษีได้ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี และอัตราการชะล้างจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อพื้นที่สูงชันไม่มีสิ่งปกคลุม ส่งผลให้ประเทศต้องเสียงบประมาณในการขุดลอกเขื่อน ลอกคลองอีกหลายร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นเมื่อความอุดมสมบูรณ์ของดินหมดไป ก็จะเริ่มวงจรของหนี้สินและการรุกป่า เพราะ​เมื่อขาดทุนก็รุกภูเขาเพิ่มขึ้นไปอีกกลายเป็นปัญหาใหญ่ เขาหัวโล้นนับล้านๆ ไร่

“เราต้องร่วมกันตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน คือจะต้องไม่มีคนอดอยากหิวโหย จึงหวังว่า อบต.กึ้ดช้างและเครือข่าย จะเป็นตัวอย่างการสร้างสังคมใหม่โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ทิ้งคนแก่ เด็กหรือคนพิการให้หิวโหย เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายของโลกจึงเป็นเป้าหมายของเราด้วย เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษ (Special Ambassador) ของสหประชาชาติ ด้าน Zero Hunger (การขจัดความหิวโหย)” นายวิวัฒน์​ กล่าว

21 มิ.ย.เว็บไซต์ข่าว บีบีซี รายงานข่าว นักวิทยาศาสตร์สุดตะลึง! หลัง พบโครงกระดูกชะนีโบราณ ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อนยุคโมเดิร์นโผล่กลางสุสานจีนโบราณ

นักวิทยาศาสตร์จากสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ยืนยันว่า ‘จวินจือ อิมพีเรียลลิส’ ชะนีสายพันธุ์โบราณสูญพันธุ์จากการกระทำของมนุษย์ ดร.ซามิล เทอร์วีย์ กล่าวว่า ปกติแล้วสัตว์ในตระกูลลิงไม่มีหางไม่ว่าจะเป็น ชิมแปนซี, กอริลลา, อุรังอุตัง หรือชะนี หลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ไปจากการถูกระรานของมนุษย์ เช่นการล่าสัตว์หรือการบุกรุกที่อยู่อาศัย แต่การค้นพบกะโหลกของ ‘จวินจือ’ ในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงอีกมุมหนึ่งของการสูญพันธุ์ของชะนีที่แตกต่างออกไป

กะโหลกของชะนีโบราณ ‘จวินจือ อิมพีเรียลลิส’ ถูกพบในสุสานของจีน หลังจากที่มันสูญพันธุ์ไปแล้วนานกว่า 2,300 ปีจากมณฑลส่านซี ใกล้กับโครงกระดูกของแมวป่าลิงซ์, เสือดาว และหมีดำ

มีสมมติฐานว่า ชะนีตัวนี้อาจเคยอยู่ในความดูแลของท่านผู้หญิง ‘เซีย’ ที่เป็นยายของจิ๋นซีฮ่องเต้จักรพรรดิคนแรกของจีน ผู้มีบัญชาให้สร้างกำแพงเมืองจีนและสุสานจักรพรรดิฉินที่ 1 เพราะชะนีซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะเด่นในวัฒนธรรมจีนจึงอาจนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเสริมบารมีของชนชั้นสูง

แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่มีเทคโนโลยีสูงแสดงให้เห็นว่า โครงกระดูกของชะนีตัวนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่และเป็นสกุลชะนีที่มีความฉลาดมาก จึงอาจเป็นไปได้ที่มันจะเหลือรอดมาถึงช่วงไม่กี่ร้อยปีก่อน

ศาสตราจารย์ เฮเลน นักวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวว่า การค้นพบในครั้งนี้สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์ชะนี เกิดการความต้องการของมนุษย์ที่นำมันมาเป็นสัตว์เลี้ยงส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อธรรมชาติ

“ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเราแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อเผ่าพันธุ์ชะนีที่กระจายกันอยู่ในป่าทางตอนใต้ของจีน พวกมันถูกจำกัดแหล่งที่อยู่ถูกบุกรุกจนทำให้ ‘จวินจือ อิมพีเรียลลิส’ สูญพันธุ์ไปในที่สุด”

ผู้ว่าฯเชียงรายดันตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่า พร้อมวอนเอกชน-นักวิชาการ-เอ็นจีโอ ปรับหาจุดลงตัวร่วมกันเรื่องที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่ไปคนละทาง

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายยังคงมีอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของ จ.เชียงราย คือราคาที่ดินที่พุ่งสูง ผังเมืองหรือการกำหนดพื้นที่ไม่เหมาะสม ทำให้การพัฒนาหรือการสร้างโรงงานที่ใช้เครื่องจักรมากกว่า 5 แรงม้าแทบไม่ได้เลย เช่น กรณียางพาราไม่สามารถตั้งโรงงานแปรรูปได้ ต้องส่งออกไปขายจีน หรือภาคใต้ ทำให้ขายได้ราคาต่ำ

นอกจากนี้ แรงงานในพื้นที่ถือบัตรหลากหลายมาก ทำให้ผู้ประกอบการแทบไม่กล้าจ้างงาน อุปสรรคเรื่องภาษาที่ต้องสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ ดังนั้นจึงขอให้ภาคเอกชน นักวิชาการ นักอนุรักษ์ ฯลฯ ได้ร่วมกันอุดช่องว่างของอุปสรรคต่าง ๆ ดังกล่าวร่วมกัน ไม่ใช่ไปคนละทางหรือไม่ยอมกัน แต่ควรปรับเข้าหากันเพื่อให้ได้จุดลงตัวมากกว่า ซึ่งหากทำได้จะทำให้เศรษฐกิจของเชียงรายก้าวหน้าต่อไป

“จากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนขึ้นมา ทาง จ.เชียงราย ได้รับเลือกให้จัดตั้งระยะที่ 2 ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ปัจจุบันเชียงรายมีผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีพีพี 99,827 ล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 26 ของประเทศ มีรายได้เฉลี่ย 86,884 บาทต่อคนต่อปี มีเศรษฐกิจสำคัญจากภาคการเกษตรคิดเป็น 65% และนอกภาคเกษตรคิดเป็น 35% ของเศรษฐกิจทั้งหมด จังหวัดจึงส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ที่ให้ราคาสูงกว่าเพื่อให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40% ให้ได้ต่อไป ส่วนการค้าชายแดนนั้นถือว่ามีมูลค่าการค้ามหาศาลอยู่แล้ว และภาคการท่องเที่ยวพบว่ายังมีความแตกต่างระหว่างฤดูท่องเที่ยวและฤดูฝน จังหวัดจึงร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายประชาชนส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ท่องเที่ยวทางศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน ฯลฯ เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว”

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นักอนุรักษ์จากกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาเมืองเชียงรายมุ่งเน้นรองรับความต้องการของกลุ่มทุนที่จะเข้ามาลงทุนเป็นหลักโดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน ซึ่งตนไม่ได้ต่อต้าน แต่เห็นว่าควรใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาให้เกิดความสมดุล โดยใช้ความต้องการของภาคประชาคมเป็นหลัก หรือเอาเป็นตัวตั้งแล้วให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาร่วมเพื่อรับผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ไปตามใจกลุ่มทุนหมดก็จะเกิดความเสียหาย เช่น การที่เคยจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงของ ก็ถูกชาวบ้านคัดค้านเพราะสถานที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

แต่หากนำภาคประชาคมเป็นตัวตั้ง เช่น พื้นที่ต้องการศึกษาและวิจัยพืชพันธุ์ประเทศไทยก็ตั้งมหาวิทยาลัยสมุนไพรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่ อ.เชียงของได้ เพราะภูมิภาคนี้อุดสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ที่สามารถพัฒนาเป็นสมุนไพรได้อยู่แล้ว ส่วนประเทศจีนมีความสนใจและต้องการพัฒนาในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นหากมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัย กลุ่มทุนจีนเข้าร่วมจะได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายต่อไป

อนึ่ง จังหวัดเชียงรายยังมีปัญหาเรื่องการจัดหาสถานที่จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เนื่องจากพื้นที่ 21 ตำบล 3 อำเภอ ได้แก่ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ล้วนมีปัญหาแตกต่างกันไป ทำให้แต่ละพื้นที่มีกลุ่มชาวบ้าน และกลุ่มองค์กรเอ็นจีโอและเครือข่ายชาวบ้านต่อต้านมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องสถานที่จัดตั้ง

ปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรนำร่องแปลงใหญ่ 4.0 “มัน-ข้าว-ไม้ผล–ข้าวโพด” พลิกภาคเกษตรไทย หวังลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ที่แน่นอนให้เกษตรกร รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2568 ประชากรไทยประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมดจะมีอายุมากกว่า 60 และ จะเพิ่มเป็น 36% ในปี 2588 ขณะที่ยอดการเกิดใหม่ของคนไทยกลับน้อยลง สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุและขาดแคลนแรงงาน รวมถึงภาคเกษตรที่ปัญหาแรงงานสูงวัยมีเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงประกาศปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคเกษตรเดินหน้าเข้าสู่ยุค 4.0 เปลี่ยนเกษตรไทยแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่

ภาคเกษตรไทยเริ่มก้าวสู่การเป็นเกษตร 4.0 ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในขั้นตอนทำการเกษตร ทั้งในเรื่องของการวางแผนการเพาะปลูก ตลอดไปจนถึงการหาตลาดเพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้า อาทิ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ในการใช้สินทรัพย์การเกษตร ฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์, การใช้สถานที่ Fam-Map เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ของเกษตรกรรม การใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์แร่ธาตุในดิน การใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เพื่อฉีดสารเคมีและใส่ปุ๋ย ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ถึง 25%

“ถึงเวลาแล้วที่ภาคเกษตรไทยต้องพัฒนาเพื่อก้าวสู่เกษตร 4.0 ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี แต่การปรับเปลี่ยนจะไม่เกิดขึ้น หากเกษตรกรไทยไม่มีการปรับตัว เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยี ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 หากภาคเกษตรไม่ปรับตัวเกษตรกรอาจเป็นคนส่วนน้อยประเทศที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้”

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเริ่มเห็นในภาคการเกษตรไทยไม่ต่างกับภาคอื่น ๆ ดังนั้นในฤดูการผลิตปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงนำร่องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาใช้ในการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นแปลงนำร่อง ในพืชสำคัญก่อน อาทิ มันสำปะหลัง ข้าว ไม้ผล และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา ในการนำงานวิจัยมาใช้กับการทำเกษตร ซึ่งเป็นแปลงนำร่องและเป็นแปลงต้นแบบเพื่อนำไปต่อยอดในแปลงเกษตรจริง ทั้งนี้จะมีการสรุปผลการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ภายใน 1 ฤดูการผลิต เพื่อประเมินผลและขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

แนวโน้มการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนแรงงานคน มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีการนำเข้าโดรนเพื่อมาช่วยทำการพ่นยาและสารเคมีจำนวนมาก แม้จะมีราคาสูง แต่สามารถช่วยประหยัดเวลาและยังได้ความปลอดภัยต่อชีวิตเกษตรกร ที่ไม่ต้องสัมผัสสารเคมีจากการฉีดพ่น และเมื่อแปลงเกษตรกร เกิดโรคระบาดก็สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น

การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตร นอกจากจะช่วยในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสียในขบวนการผลิตสินค้าเกษตร ยังช่วยให้มูลค่าและราคาของผลผลิตที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้น แต่การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้กับเกษตรกรไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องของเกษตรกรที่มีอายุมากขึ้น การเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี และความเชื่อในการทำเกษตรแบบเดิม ดังนั้น การนำงานวิจัยมาใช้ควบคู่ไปกับการเกษตรช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้มากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในแปลงของเกษตรกร ได้แก่ แปลงใหญ่มันสำปะหลัง อ.เสล จ.กำแพงเพชร ที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่การผลิต ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเฉพาะที่ การจัดทำแปลงต้นแบบที่มีการบูรณาการด้านเครื่องจักรกลการเกษตร พันธุ์ การจัดการดินและปุ๋ย การจัดการรางน้ำ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Smart Farming”

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา โลกเราสูญเสียคนดังไปหลายคน การจากไปของพวกเขาเหล่านี้ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก ความสะเทือนใจเมื่อใครสักคนจากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรือจากไปด้วยความชรา คงไม่มากเท่าเมื่อได้ข่าวว่าใครบางคนจากไปด้วยการฆ่าตัวตายในวัยที่น่าจะอยู่ต่อตามค่าเฉลี่ย

คริส คอร์แนล นักร้องนำวงซาวนด์การ์เด้นฆ่าตัวตายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวงลินคินพาร์กฆ่าตัวตายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2560

คิม จงฮยอน นักร้องเกาหลีสมาชิกวงชายนี่ฆ่าตัวตายในวันที่ 20 ธันวาคม 2560

ทิม เบิร์กลิง หรืออาวิชี ดีเจ.ระดับโลกฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 เคท สเปด หรือเคท วาเลนไทน์ ดีไซเนอร์ดังผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เคท สเปด ฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561

แอนโธนี บอร์เดน เชฟดังระดับโลกฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561

6 คน คือจำนวนคนดังระดับโลกที่ลาโลกไปด้วยการฆ่าตัวตาย ในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีนี้ ซึ่งถือว่าถี่มาก ๆ เฉลี่ย 2 เดือนต่อ 1 คน 800,000 คน คือจำนวนเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก ทั้งดังและไม่ดังที่ฆ่าตัวตายจากเราไปใน 1 ปี ตัวเลข 800,000 นี้เป็นจำนวนเฉพาะที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เก็บข้อมูลได้ และ WHO ยังมีข้อมูลอีกว่าการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุสำคัญอันดับที่ 2 ของการเสียชีวิตในคนช่วงอายุ 15-29 ปี

สาเหตุส่วนใหญ่ของการฆ่าตัวตายคือบุคคลนั้นเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือมีภาวะซึมเศร้าซึ่งยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา

โรคซึมเศร้า (depression) เป็นภาวะโรคทางจิตเวชที่พบบ่อย เมื่อเดือนมีนาคม 2561 องค์การอนามัยโลก มีรายงานสถานการณ์โรคซึมเศร้าทั่วโลกว่า คนทั่วโลกกว่า 300 ล้านคน ทุกเพศทุกวัยประสบปัญหาภาวะโรคซึมเศร้า แบ่งตามเพศชาย-หญิง พบว่าผู้หญิงเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย

มีข้อมูลว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วมีความตระหนักตื่นตัวเรื่องโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย มากกว่าในประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา สอดคล้องกับสถิติของ WHO ที่บอกว่าร้อยละ 78 ของการฆ่าตัวตายทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง

แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “โรคซึมเศร้า” บ่อยขึ้น ๆ แต่ความเป็นจริง คนในสังคมยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าน้อยอยู่

ภาวะโรคซึมเศร้านั้นแตกต่างจากความเศร้าทางอารมณ์ หรือความผันผวนของอารมณ์ตามปกติที่เกิดขึ้นเมื่อเสียใจ ผิดหวัง แต่ยังมีความเข้าใจผิดเรียกคนที่เศร้าเพราะผิดหวังว่า “เป็นโรคซึมเศร้า”

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนบทความอธิบายเรื่องโรคซึมเศร้าไว้ว่า คำว่า “โรค” บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการทุเลา ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัวคลี่คลายลง หรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้าก็อาจหายได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่าง ๆ แล้ว การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วย

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลาย ๆ ปัจจัย ซึ่งปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้าได้แก่

1.กรรมพันธุ์ 2.สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ 3.ลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดันจะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนเป็นโรคซึมเศร้าได้

ศ.นพ.มาโนช อธิบายเกี่ยวกับการรักษาโรคซึมเศร้าว่า หากได้รับการรักษา ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะอาการดีขึ้นมาก จนบางคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำไมตัวเองจึงรู้สึกเศร้าได้ถึงขนาดนั้น

การรักษาโรคซึมเศร้าที่สำคัญคือการรักษาด้วยยาแก้เศร้า โดยเฉพาะในรายที่อาการมาก ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ แนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น

ศ.นพ.มาโนชบอกอีกว่า โรคนี้รักษาให้หายขาดได้ เมื่ออาการดีขึ้น มุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบจะเปลี่ยนไป ความมั่นใจในตนเองจะมีเพิ่มขึ้น มองเห็นปัญหาต่าง ๆ ต่างไปจากเดิมมากขึ้น โดยมีคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย 5 ข้อดังนี้ 1.ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้จิตใจดีขึ้น 2.อย่าตั้งเป้าหมายยากเกินไป เพราะจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง 3.เลือกกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกดี ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่เราเคยชอบ 4.อย่าตัดสินใจเรื่องที่สำคัญต่อชีวิต เพราะขณะที่กำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด 5.ให้แยกแยะปัญหาเป็นส่วนย่อย ๆ จัดเรียงลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรทำก่อน-หลัง

แล้วทำตามลำดับ โดยทิ้งปัญหาย่อยอื่น ๆ ไว้ก่อน วิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกว่าตนเองยังทำอะไรได้อยู่ นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำสำหรับญาติของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าว่า ญาติมักจะรู้สึกห่วงผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ แต่ทั้งนี้ภาวะที่เขาเป็นไม่ใช่อารมณ์เศร้าธรรมดา หรือเป็นจากจิตใจอ่อนแอ หากแต่เป็นภาวะผิดปกติ เขากำลังเจ็บป่วยอยู่ เป็นปรากฏการณ์ของความเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาหายแล้ว อารมณ์เศร้าหมองก็จะดีขึ้น อาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ หายไป

“หากญาติมีความเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า มองว่าเขากำลังไม่สบาย ความคาดหวังในตัวเขาก็จะลดลง ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ลดลง” หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลบอก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีแนวทางการรักษาโรคซึมเศร้าอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ WHO บอกว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยน้อยกว่าครึ่งที่ได้รับการรักษา และในหลายประเทศไม่ถึงร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยด้วยซ้ำ ซึ่ง WHO บอกว่าอุปสรรคของการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การขาดแคลนทรัพยากร การขาดผู้ให้บริการดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมในเรื่องนี้มา ขาดการประเมินและวินิจฉัยที่ถูกต้อง และความไม่เข้าใจของสังคม เพื่อเป้าหมาย การลดจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า WHO ได้ออก Mental Health Gap Action Programme เป็นแนวทางการรักษาที่แนะนําสำหรับทั่วโลก คือ การให้คําปรึกษา ร่วมกับการให้ยาต้านเศร้า หรือจิตบําบัด

เช่น การบําบัดโดยปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (cognitive behavior therapy) จิตบําบัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal psychotherapy) เป็นต้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ดำเนินตามแนวทางนี้อยู่ ในไทยมีหลายหน่วยงานที่ให้บริการให้คำปรึกษา เช่น สายด่วนสุขภาพจิต โทร.1323 หน่วยบริการทางการแพทย์ ด้านจิตเวชศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร.0-2201-1235 หรือ 0-2201-1726 แต่เหนืออื่นใด คนใกล้ตัวมีส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยดูแลให้กำลังใจ

ผู้ป่วยให้ผ่านพ้นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาวะโรคซึมเศร้า หรือเศร้าจากความเสียใจผิดหวัง หนอนกินพลาสติก – ขณะที่ปัญหาขยะพลาสติกเป็นประเด็นข่าวใหญ่มาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานี้ ดิ อิโคโนมิสต์ สื่อใหญ่ของอังกฤษจึงหยิบรายงานที่นักวิทยาศาสตร์พบหนอนกินพลาสติกโดยบังเอิญระหว่างการวิจัยเมื่อปี 2560 กลับมาแชร์วนอีกครั้ง ด้วยเป็นความหวังว่าการค้นพบนี้อาจเป็นหนทางหนึ่งในการกำจัดขยะพลาสิกติกที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกในขณะนี้

เรื่องราวน่าทึ่งนี้เริ่มมาจาก เฟเดริกา แบร์ต็อกชินี เจ้าหน้าที่ดูแลผึ้งฝึกหัด และนักชีววิทยาประจำมหาวิทยาลัยการตาเบรีย ในประเทศสเปน สังเกตว่าหนอนผึ้ง กัดกินเจาะรังผึ้งเป็นรู และเลียน้ำผึ้ง นักวิจัยหญิงคนนี้จึงนำหนอนเหล่านั้นกลับบ้าน โดยเอามาใส่ไว้ในถุงพลาสติกแล้วทิ้งไว้ในบ้าน ปรากฏว่าเมื่อกลับมาดูอีกครั้ง พบว่าหนอนชนิดนี้กัดกินถุงพลาสติกเป็นรู และคลานไปทั่วบ้าน

การค้นพบนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาทชีวิทยาในยุคปัจจุบัน (Current Biology) พร้อมระบุว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยหาเหตุผล หลังพบว่าหนอนที่กัดกินพลาสติกได้เป็นหนอนตัวอ่อนของกัลเลเรีย เมลโลเนลลา (Galleria mellonella) หรือที่รู้จักกันในนาม หนอนผีเสื้อกลางคืน (Greater Wax Moth) ซึ่งเป็นหนอนที่สร้างความเสียหายให้กับรังผึ้ง และระบาดไปทั่วยุโรป

น.ส.แบร์ต็อกชินีได้รวมทีมกับ เปาโล บอมเบลลี และคริสโตเฟอร์ โฮว์ นักวิชาการด้านเคมีสองคนจากมหาวิทยาลยแคมบริดจ์ เพื่อหาคำตอบถึงความเป็นไปได้ในการจับหนอนเหล่านี้มาเป็นตัวกำจัดขยะพลาสติก

นักเคมีสองคนนี้ชี้ว่าพลาสติกมีส่วนประสมของเมธีลีน ประกอบด้วยคาร์บอนที่เชื่อมอะตอนไฮโดรเจน และอะตอมอื่นๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งหนอนผีเสื้อกลางคืน มีเอ็นไซม์สามารถทำลายการเชื่อมดังกล่าว และมีสิ่งมีชีวิตน้อยมากที่ย่อยสารนี้ได้ ขณะที่ปัญหาหลักของพลาสติกคือไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ตามปกติ

หนอนผีเสื้อกลางคืน / flukerfarms.comการจับตามมองอย่างใกล้ชิด ของนักวิจัย 3 คนนี้ พบว่า หนอนต่อตัวกัดกินพลาสติกจนเป็นรูได้ถึง 2.2 รูซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 3 มิลลิเมตร ในทุกๆ ชั่วโมงๆ และหนอนจะใช้เวลาทั้งหมด 12 ชั่วโมงในการกินถุงพลาสติกขนาดได้ ประมาณ 1 มิลลิกรัม จากน้ำหนักของถุงราวๆ 3 กรัม

ทั้งนี้หนอน 100 ตัวจะช่วยกันกินถุงพลาสติกได้ทั้งถุงในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งนับเป็นครึ่งชีวิตของพวกมันพอดิบพอดี

การวิจัยดังกล่าวยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการกินพลาสติกของหนอนเหล่านี้จะเพียงพอต่อการเติบโต หรือไม่ แต่การค้นพบดังนับเป็นเรื่องน่าสนใจเนื่องจากหนอนเหล่านี้กินพลาสติกได้ ต่างจากสัตว์อื่นๆ ที่ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถหลังพลาสติกตกถึงท้อง