หลังจากต้นกล้าผักมีอายุในแปลงได้ 5 วัน หรือ 20 วัน

จากการเพาะเมล็ด ก็จะเริ่มฉีดพ่นจุลินทรีย์ในตอนเช้า และจะทำซ้ำทุกๆ 5 วัน ผักจะมีความแข็งแรงมาก เนื่องจากผักสลัดเป็นผักต่างถิ่นที่แมลงไม่ชอบกิน การใช้ยาฆ่าแมลงจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ตลอดระยะเวลาจะไม่มีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์อีก แต่จะใช้เฉพาะน้ำจุลินทรีย์ จนกระทั่งถึงเวลาตัดผักก็จะเริ่มกระบวนการเดิมไปเรื่อยๆ ระยะเวลาตัดผักจะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน นับจากเริ่มปลูกในแปลง

จากการทดลองปลูกข้างบ้านบนพื้นที่ 120 ตารางวา ประสบความสำเร็จจึงทำให้มีกำลังใจที่จะขยายพื้นที่ไปเรื่อย ในปัจจุบันสวนผักฟาร์มฮิลด์ ใช้พื้นที่ปลูกผักถึง 6 ไร่ แต่ยังใช้งานไม่เต็มพื้นที่ โดยใช้คนงานเพียง 3 คน เพราะทางสวนเน้นการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี ฟาร์มฮิลด์ มีผลผลิตเฉลี่ยวันละ 50 กิโลกรัม ซึ่งเป้าหมายในอนาคตจะทำให้ได้ถึงวันละ 100 กิโลกรัม

สนใจผักคุณภาพระดับเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ได้ใช้สารเคมีเลย ติดต่อได้ที่ คุณบัญญัติ และ คุณเหมียว เบอร์โทรศัพท์ (061) 776-6885 หรือเฟซบุ๊ก สวนผักฟาร์มฮีลด์ ผักปลอดสารพิษ 100% คุณเหมียว มวกเหล็ก

สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน คงยังไม่ช้าเกินไปสำหรับการกล่าวคำนี้นะครับ ศักราชเปลี่ยนไปแต่หัวใจยังดวงเดิม ชีวิตของคนที่รักในอาชีพเกษตรยังเดินหน้าต่อไป อย่าลืมช่วยกันนะครับ ดูแลตัวเองและคนรอบข้าง โควิด-19 ยังวนเวียนอยู่ไม่ห่างเราเท่าใดนัก สวมหน้ากาก หมั่นล้างมือ กินร้อน ช้อนเราเอง และไม่ไปในพื้นที่ๆ มีคนอยู่รวมกันมากมาย ที่สำคัญ โรคนี้ยังคงอยู่น่าจะอีกนาน บางอาชีพอาจต้องยุติลงไป บางคนกลายเป็นคนว่างงาน และหลายๆ คนไม่รู้จะทำอะไร

ในแต่ละช่วงที่ผมต้องเดินทางไปหาพี่น้องเกษตรกรนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมหมั่นสังเกตก็คือ การมาถึงของพืชดาวรุ่งที่ดูแล้วมีอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มไม้ผลที่เกษตรกรหัวก้าวหน้าหลายๆ ท่านรวมกลุ่มกันปลูกและจำหน่าย ในเบื้องต้นก็เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม และค่อยขยายตัวออกไปสู่สังคมรอบข้าง บางอย่างอาจดูเป็นไม้กระแส แต่บางอย่างดูแล้วน่าจะมีอนาคตที่ดีแน่นอน ซึ่งวันนี้ผมจะลองนำผลไม้หลายๆ ชนิดมาวิเคราะห์ให้ท่านได้ลองพิจารณา ออกตัวว่าอย่าเพิ่งเชื่อผม ให้พินิจพิเคราะห์ว่าเป็นไปได้ไหม โดยผมจะเรียงลำดับตามสิ่งที่ผมนึกได้นะครับ อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ถือว่าเรามาร่วมกันพิจารณาครับ

ฝรั่งหงเป่าสือ
นี่คือหัวหมู่ทะลวงฟันที่เริ่มนำมาปลูกในเมืองไทยได้ 2-3 ปีแล้ว แม่พันธุ์นำเข้ามาจากไต้หวัน เป็นฝรั่งไส้แดง ขนาดผลประมาณ 200-300 กรัม เมื่อห่อผิวผลจะสวยงาม แก่จัดผิวออกระเรื่อแดง มีความหอม กรอบ หวานอมเปรี้ยว ครบรสมากกว่าฝรั่งสายพันธุ์อื่นที่ผมเคยชิมมา ราคากิ่ง เมื่อแรกจำหน่ายจะสูงเกินกว่ากิ่งละ 1,000 บาท แต่ปัจจุบันก็ลดลงถึง 150-250 บาท

การขยายพันธุ์ก็มีทั้งตอนกิ่งและทาบกิ่ง ซึ่งความแตกต่างก็แล้วแต่คนชอบจะปลูกแบบไหน ปัจจุบัน ราคาผลผลิตจำหน่ายอยู่ที่ 100-150 บาท/กิโลกรัม ที่สำคัญ ยังไม่มีจำหน่ายแพร่หลายมากนัก เพราะแต่ละสวนยังทำกิ่งจำหน่ายได้ไม่ทันกับยอดจองเลย ในปีนี้ผมเชื่อว่าผลผลิตจะมีออกมาสู่ผู้บริโภคมากขึ้น ไม่แน่นะครับ อาจเป็นพันธุ์ฝรั่งที่คนไทยชอบกินมากที่สุดก็ได้ ยิ่งนำผลแก่จัดหรือสุกมาทำน้ำฝรั่งยิ่งอร่อย และสีสวยงามมาก

ทับทิมอินเดียบังวะ
จากข้อมูลทราบว่า ประเทศไทยนำเข้าผลทับทิมปีละหลายร้อยล้านบาท นั่นบอกให้เราทราบว่ามีตลาด มีผู้บริโภครออยู่แน่นอน และส่วนมากคนชอบรับประทานทับทิมเมล็ดนิ่ม ผู้ค้าไทยนำเข้ามาจากหลายที่ ทั้งอินเดีย สเปน ตูนีเซีย จีน กระทั่งลาว

แต่ในช่วงที่ผ่านมา มีเกษตรกรไทยกลุ่มหนึ่งร่วมกันปลูกทับทิมอินเดียสายพันธุ์บังวะ หรือ บังวา ด้วยเป้าหมายจะเป็นกลุ่มผู้ปลูกทับทิมเพื่อจำหน่ายผลทดแทนการนำเข้าต่อไป จากการที่ผมได้ชิมแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับผลนำเข้า บอกเลยว่ารสชาติไม่แตกต่าง

ด้วยสภาพดิน อากาศไม่ได้แตกต่างกับอินเดียนัก ทำให้ทับทิมให้ผลผลิตที่ดกและรสชาติอร่อย ที่สำคัญ เป็นพันธุ์แท้ที่นำเข้ามาแบบเพาะเนื้อเยื่อ ขณะนี้เท่าที่รวบรวมรายละเอียดจากกลุ่มผู้ผลิต เราน่าจะปลูกกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ แล้ว ปลายปีนี้อาจมีผลผลิตออกมาสู่ตลาดให้ได้ชิมกันต่อไป ราคาไม่เบานะครับ ซื้อหน้าสวน กิโลกรัมละ 150 บาทเชียวนะ แต่ผลผลิตยังมีไม่พอจำหน่าย เพราะแค่ขายออนไลน์ในกลุ่มก็ไม่พอแล้ว

อีกหนึ่งผลไม้สายพันธุ์ไต้หวัน ที่นำมาปลูกในเมืองไทยแล้วได้ผลผลิตที่ดกและรสชาติดีไม่แตกต่างจากที่เดิม ผลขนาดใหญ่ ประมาณ 6-8 ผล/กิโลกรัม มีความกรอบ รสหวาน กลิ่นหอม เกษตรกรนำมาปลูกในแปลงแบบกางมุ้ง ทำให้ผลผลิตมีความปลอดภัยเพราะไม่ได้ใช้ยาฆ่า หรือไล่แมลง ไม่เปลืองแรงงานห่อผล แต่ต้นทุนเมื่อแรกเริ่มจะสูงกว่าปลูกแบบอื่น

ที่สำคัญ ผลผลิตจะออกในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น ผมเองได้ชิมทั้งผลที่นำเข้ามาจากไต้หวันและที่ปลูกในเมืองไทยแล้ว เชื่อมั่นในรสชาติ และยังเชื่อว่าต่อไปจะทำผลให้โตสมบูรณ์มากกว่านี้ได้ ราคาหน้าสวนตอนนี้เหรอครับ 100-150 บาท/กิโลกรัมเชียวนะ

เสาวสหวาน
ขณะนี้วงการเสาวรสมีหลากหลายสายพันธุ์มากที่มีมาปลูกในเมืองไทย ทั้งไต้หวัน ฮาวาย บรูไน ด้วยความที่ใช้เวลาเพียง 6 เดือน ตั้งแต่เริ่มปลูกก็จะเริ่มติดดอกออกผล ทำให้เกษตรกรไม่ต้องรอนาน ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรหันมาปลูกกันไม่น้อย เชื่อว่าภายในปีนี้คงจะมีผลผลิตออกมาจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้น

ที่ผมเคยชิมมาทุกสายพันธุ์เทใจไปให้สายไต้หวันมากกว่า ชื่อเขาคือ หม่านเทียนซิน เด็ดผลมาสดๆ ก็ผ่ารับประทานได้เลย รสหวานเจอเปรี้ยวนิดๆ แต่กลิ่นหอมมาก ส่วนสายพันธุ์บรูไน จะมีรสหวานซ่อนเปรี้ยวแรงกว่า เปลือกหนากว่า ตรงนี้ก็มองว่าเป็นข้อดี เหมาะสำหรับการขนส่ง ส่วนสายพันธุ์ฮาวาย เนื่องจากผลผลิตยังไม่เยอะมากนัก จึงเพียงแค่ชิมแต่ไม่ได้วัดผลในเรื่องความดก แต่บอกเลยว่ารสหวานแน่นอน

คีเปล
อาจดูแปลกแตกต่างกว่าผลไม้อื่นๆ แต่คีเปล สำหรับในปีที่ผ่านมาและย่างมาสู่ปีนี้ มีลูกค้าซื้อต้นไปปลูกกันมากขึ้น เชื่อว่าอีกไม่เกิน 5 ปี นับจากนี้ ไทยเราจะมีผลคีเปลออกมามากขึ้น ข้อดีของคีเปล ที่เมื่อได้มีศึกษาจะเห็นหลายๆ อย่าง เช่น ไม่มีแมลงรบกวน ใบคีเปลจะสวย ไม่มีรูพรุน หรือรอยกัดจากแมลงใดๆ ที่สำคัญ

เมื่อคีเปลผลัดใบ แล้วใบใหม่แตกออกมาจะเป็นสีชมพูทั้งต้นสวยงามมาก ในเมืองไทยตอนนี้เริ่มติดผลแล้ว และปีนี้ทำท่าจะดกไม่น้อยเลย บางท่านอาจไม่ทราบ แต่ผลสุกของคีเปลเมื่อรับประทานลงไปแล้ว จะทำให้เหงื่อหรือกลิ่นตัวมีความหอม รสชาติของผลจะมีรสหวาน มีกลิ่นหอม ส่วนเรื่องราคายังคงแพงมาก เพราะผลผลิตที่มียังน้อยมาก บางส่วนอาจนำเข้าด้วยซ้ำ แต่เป็นอีกหนึ่งไม้ผลหรือไม้ประดับที่น่าปลูกและมาแรงในช่วงโควิด-19 นี้แน่นอน

ยังมีดาวรุ่งอีกหลายชนิดหลากสายพันธุ์ แต่ที่ผมคัดเด่นๆ มาให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณา อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าที่ผมคัดมานี้จะเป็นดาวรุ่งที่มีอนาคตสำหรับเกษตรกรแน่นอน หากท่านใดสนใจ หรืออยากทราบรายละเอียดก็โทร.มาสอบถามได้ครับ (099) 254-6542 ยินดีให้คำปรึกษา และแนะนำสวนที่มีผลผลิตให้ได้ทราบกัน สวัสดีครับ

แปลงปลูกกุหลาบอินทรีย์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ไม่ไกลจากกาดทุ่งฟ้าบด หรือกาดวัว เป็นตลาดวันเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ ที่นี่มีขายทุกอย่าง แค่เดินเข้าซอยไปประมาณกิโลเมตรกว่าๆ ก็พบกับสวนกุหลาบซ่อนอยู่ตรงนี้จริงๆ สันป่าตอง ไม่ได้มีแค่ข้าวเหนียวสันป่าตองเท่านั้น แต่มีกุหลาบสันป่าตองด้วย

กุหลาบมอญสีแดง สีชมพู กลิ่นหอมชื่นใจที่สุด กลิ่นหอม สะอาด จากกุหลาบเป็นอย่างนี้เอง “ถ้าพี่รู้ว่ามีสวนกุหลาบอินทรีย์อยู่ตรงนี้พี่มานานแล้ว พี่คิดว่าเป็นสวนกุหลาบธรรมดา”

เมื่อมาเจอสวนกุหลาบ โชคดีได้พบเจ้าของสวนด้วย ลุงเสริฐ (ประเสริฐ สมโณ) ที่เพิ่งเก็บกุหลาบเสร็จใหม่ๆ

นั่งชมกุหลาบแล้วก็คุยกับ ลุงเสริฐ เจ้าของสวนกุหลาบอินทรีย์
เปลี่ยนจากไร่นาเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ ลุงเล่าว่า สมัยบรรพบุรุษมีผืนดินเป็นที่นา 33 ไร่ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ลูกสาวจบมาจากออสเตรเลีย เขาเริ่มมีความคิดว่า ปรับเป็นสวน เราก็คิดไว้แล้ว เมื่อก่อนก็ปลูกเป็นไร่นาผสมผสาน แต่เขาปรับเป็นสวนแล้วก็ทำเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ก็เพื่อสุขภาพเราด้วย

ตอนนั้นเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตรมาตรวจเอาดินไปตรวจ ไม่ให้สารเคมีจากพื้นที่ใกล้เคียงมารบกวน ตรวจหลายครั้ง แล้วเขาก็ให้ใบอนุญาตเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ จดทะเบียน บริษัท แฮนด์ฮาร์เวท จำกัด เก็บเกี่ยวด้วยมือ เพราะฉะนั้นที่นี่ก็เป็นอินทรีย์ เป็นอินทรีย์ทั้งหมด ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ห้ามใช้ยาฆ่าแมลง

ตอนแรกก็ปลูก มะลิ จำปา จำปี กุหลาบ ปลูกกล้วย ลูกสาวเอาดอกกุลาบมาทำเป็นชาขาย sarana rose ส่งไปทั่ว ตอนนี้เขาเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาควิชาพืชศาสตร์ พืชสวน ดร. สรณะ สมโน…มีที่มาที่ไปอย่างนี้” ลุงเสริฐ กล่าวยิ้มๆ ชี้มือไปรอบ

“พื้นที่ปลูกกุหลาบตอนนี้เหลือแค่นี้ เมื่อก่อนปลูกเยอะ เต็มพื้นที่นี้เลย ตอนแรกก็ปลูก มะลิ จำปา จำปี กุหลาบ ปลูกกล้วย เมื่อก่อนปลูกมากกว่านี้ แต่จ้างคนไม่คุ้ม เหลือแค่นี้เอาแค่สบายใจ ไม่ไปไหนก็ลงสวนทุกวัน นอกจากไปงานสังคมบ้าง”

กุหลาบมอญ เหมาะสำหรับการทำชา

ที่นี่ปลูกกุหลาบมอญต้นใหญ่ ดอกขนาดกลาง สีแดงสด มีชมพูเล็กน้อย เมื่อเก็บดอกลุงจะเด็ดด้วยมือ แค่ติดก้านดอกเท่านั้น ส่วนกิ่งนั้นค่อยตกแต่งเอาภายหลัง เก็บวันเว้นวัน เพื่อเอาไปทำชากุหลาบด้วยวิธีอบ มีโรงงานอบ

“ของดี ตรงเกสรเป็นส่วนสำคัญ ช่วยให้สดชื่นไม่แก่เร็ว” ลุงว่า

“ไม่แก่เร็ว อ้าว! น่าสนใจ” เพื่อนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อุทานออกมาคำแรกและเริ่มสนใจทันที ผู้หญิงใครก็ไม่อยากแก่เร็ว ประโยชน์ของชากุหลาบ

ประโยชน์ของชากุหลาบนั้นมีเยอะมากเท่าที่ฉันไปค้นเพิ่มเติมมาได้ มีดังนี้

บำรุงหัวใจ แก้อาการอ่อนเพลีย

ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดระดับความดันในเลือด ลดความเสี่ยงเรื่องเส้นเลือดหัวใจอุดตัน มีวิตามินซีสูง ปรับสมดุลในร่างกาย ชะล้างสารพิษ ดื่มต่อเนื่องทำให้ดูอ่อนเยาขึ้น ดอกแห้ง กลีบก็เป็นยาระบายอ่อนๆ ด้วย

โอ!…มหาศาลอย่างนี้ ต้องเอาไปทำชาสักกิโล ลุงใจดีชวนไปเก็บทันใด ฉันรู้สึกอยากปลูกกุหลาบมอญเพื่อทำชาขึ้นมาทันทีทันใด ยิ่งรู้ว่า ชากุหลาบราคากิโลละสามถึงสี่พันบาท ยิ่งมีแรงบันดาลใจ

นอกจากได้ขายแล้วดีต่อสุขภาพ ถ้าปลูกเองกินเองเราจะได้กินดังใจ
การทำชากุหลาบตากแห้ง

มีคำถามว่า ถ้าไม่มีที่อบแล้วจะทำอย่างไร มีหนทางค่ะ ไปสืบเสาะแสวงหามาแล้วบอกต่อเลย

ตากแดดอ่อนๆ อย่าให้โดนแดดแรง ตากสักแปดถึงสิบชั่วโมง แล้วเก็บไว้ในที่อากาศเข้าไม่ได้ อีกวิธีหนึ่งใส่ผ้าตาข่ายแบบผ้าขาวบาง ผูกปากถุงแล้วห้อยไว้ไม่ต้องให้ถูกแดด เอาไว้ในที่ซึ่งกลิ่นอื่นเข้าไปรบกวนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะได้กลิ่นอื่นๆ เข้าไปด้วย

กลับมาจากสวนลุงเสริฐ ได้กุหลาบมาถาดหนึ่ง ลองทำทั้งสองวิธี ใส่ถาดตากแดดอ่อนแปดชั่วโมง กับใส่ผ้าตาข่ายเล็กๆ แบบผ้าขาวบางห้อยไว้ สองสามดอก ต่อหนึ่งถุง ปรากฏว่าแบบห่อผ้าขาวบางห้อยจะได้กลิ่นหอมกว่า จึงคิดว่าจะทำแบบนี้ต่อไปล่ะ

วิธีทำน้ำชากุหลาบ

หรือจะใช้วิธีตุ๋นเอาน้ำมาดื่มแบบสดๆ ก็ได้เหมือนกัน วิธีการไม่ยุ่งยากอะไร เอากลีบดอกล้างน้ำให้ฝุ่นออกไปก่อนสักนิด น้ำสะอาดใส่หม้อสะอาดที่ไม่มีกลิ่นแกงใดๆ ใช้หม้อเฉพาะทำน้ำกุหลาบไม่ปนกับอย่างอื่น ใบเล็กๆ ก็ได้ ฉันเคยเห็นที่ร้านสายหมอกกับดอกไม้ เขาใช้หม้อดินใบเล็กๆ ใส่น้ำกับกลีบกุหลาบลงไป เปิดไฟให้เบาที่สุด และก็รอคอยเมื่อดอกไม้คลายสีออกหมดได้น้ำสีสวยแล้วก็เอามาดื่มได้ค่ะ

เอาละจบเรื่องกุหลาบสวยกินได้ ทำขายก็ได้ด้วย เป็นอาชีพทำของสวยๆ หอมๆ “พริกหยวก”, “พริกหวาน” หรือ “พริกยักษ์” (bell pepper, sweet pepper หรือ capsicum) เป็นกลุ่มพันธุ์ของสปีชีส์ Capsicum annuum พริกหยวกให้ผลสีต่างๆ กัน รวมถึงแดง เหลือง ส้ม และเขียว บางครั้งพริกหยวกถูกจัดกลุ่มรวมกับพริกที่เผ็ดน้อย เรียกว่า “พริกหวาน” พริกเป็นพืชประจำถิ่นในเม็กซิโก อเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้ตอนเหนือ ภายหลังเมล็ดพริกถูกนำไปยังสเปน ใน ค.ศ. 1493 และได้เผยแพร่ไปยังประเทศยุโรป แอฟริกา และเอเชีย

ในทางการแพทย์ระบุสรรพคุณว่า พริกหยวกทุกสีมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารดี ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลาก เกลื้อน และสามารถลดความดันโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี นอกจากนี้ น้ำฉ่ำจากพริกหยวกยังช่วยทำให้สุขภาพเล็บของเราแข็งแรงด้วย

นอกจากมีสารสำคัญอย่างแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้แล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา มีคุณค่าจากวิตามิน A B1 B2 และ C มีสารแคปไซซินเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน และมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ทั้งยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรคือ ผลมีสารแคปไซซิน ใช้เป็นยา ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย นำไปผสมทำเป็นขี้ผึ้ง ทาถูนวดรักษาอาการปวดเมื่อยเกี่ยวกับไขข้ออักเสบได้

“พริกหยวก” เป็นพืชล้มลุก อายุสั้น ลักษณะต้นเป็นพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1 เมตร ใบยาวเรียว ขอบใบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาวนวลห้อยลง ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลือง เมื่อแก่จัดจะมีสีแดง มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนา โคนผลใหญ่ ปลายผลเล็กมน เมล็ดแบนเล็กสีขาว มีขนาดใหญ่กว่าพริกเหลืองและพริกชี้ฟ้ามาก แต่ความเผ็ดจะตรงข้ามกับขนาด แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีความเผ็ดเลย

พริกชนิดนี้ขึ้นได้กับดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ชื้นจนเกินไป สามารถปลูกได้ตลอดปี เป็นพืชที่มีรากหากินได้ลึกมากเกินกว่า 1.20 เมตร ต้นพริกที่โตเต็มที่รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีเกินกว่า 1 เมตร ต้นพริกที่สมบูรณ์จะมีกิ่งแตกขึ้นมาจากต้นที่ระดับดินหลายกิ่ง จนดูคล้ายกับว่ามีหลายต้นรวมอยู่ที่เดียวกัน

ประเทศไทยนั้นมักนิยมปลูกพริกอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ พริกหวาน พริกหยวก พริกชี้ฟ้า ซึ่งอยู่ในกลุ่ม C. annuum
พริกเผ็ด ได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูใหญ่ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม C. furtescens
การเตรียมแปลงปลูกพริกหยวก

หลังจากไถตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดินแล้ว ให้เริ่มต้นด้วย ไถพรวนพื้นที่แปลงปลูกพริกอีก 2 ครั้ง เพื่อให้ดินร่วนซุย ไม่เกาะกันเป็นก้อน
หว่านปูนขาว ในอัตราส่วน 150 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 50 กิโลกรัม/ไร่ และปุ๋ยหมัก 1,000 กิโลกรัม/ไร่ รองพื้นเพื่อปรับสภาพดินและป้องกันกำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีอยู่ในดิน

เมื่อไถพรวนดินจนร่วนซุยแล้ว ให้วัดแปลงปลูกพริก แล้วจึงยกร่อง กว้าง 1 เมตร สูง 30 เซนติเมตร
ปรับแต่งหัวแปลงและท้ายแปลง ขอบแปลงและหน้าแปลงให้สม่ำเสมอกัน ให้ระดับความสูงของแปลง ประมาณ 30 เซนติเมตร หน้าแปลงกว้าง 90-100 เซนติเมตร ปรับร่องแปลงให้มีระดับสม่ำเสมอกัน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังในร่องแปลง

คลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง มีความกว้าง 1.20 เมตร การคลุมแปลงจะต้องดึงพลาสติกให้ตึง แล้วใช้ตอกปักที่หัวแปลง ท้ายแปลง และขอบแปลงยึดไว้
เเล้วเจาะหลุมปลูกเเบบสลับฟันปลา ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อ ป้องกันกำจัดวัชพืชในแปลงพริก

การเพาะกล้าพริกหยวก

พริกหยวก มีขั้นตอนการเพาะกล้า ดังนี้

ร่อนทรายให้ได้เม็ดทรายขนาดปานกลาง แล้วล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็นำทรายที่ล้างเสร็จแล้วไปผสมวัสดุเพาะ (มีเดีย) ในอัตราส่วน 2 : 1 (ทราย : วัสดุเพาะมีเดีย) ใส่ลงไปในกระบะเพาะหรือวัสดุอื่นที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ เช่น ตะกร้าทรงสี่เหลี่ยม โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูรองก้นก่อน กระดาษที่ใช้ฉีดพ่นสารกันเชื้อราก่อน จากนั้นก็นำวัสดุเพาะที่ผสมแล้วลงในกระบะเพาะ สูงประมาณ 2-3 นิ้ว เขี่ยให้เรียบสม่ำเสมอกัน
ทำร่องเพาะเมล็ด โดยให้ลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 4 เซนติเมตร

ก่อนนำเมล็ดไปหยอด นำเมล็ดคลุกด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง Matalaxyl ใช้ในอัตราส่วนที่พอเหมาะกับจานเมล็ดพันธุ์ที่เพาะโรยเมล็ดตามร่องให้กระจายสม่ำเสมอกัน อย่าโรยเมล็ดทับกันหนาเกินไป จากนั้นกลบกดให้แน่นเล็กน้อย ปักป้าย Tag ระบุชื่อพันธุ์และวันที่เพาะ ประมาณ 10-12 วัน ย้ายลงถาดเพาะ
หลังจากเพาะในกระบะทรายได้ 10-12 วัน ย้ายลงในถาดเพาะ ซึ่งขั้นตอนการย้ายกล้าลงถาดเพาะ มีดังต่อไปนี้

นำมีเดียใส่ลงไปในถาดเพาะ ระวังอย่าให้มีเดียเป็นก้อน บีบให้ละเอียดก่อนใส่ลงถาดเพาะ เขี่ยให้สม่ำเสมอกัน เรียงกันให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

4.2 ถอนต้นกล้าในกระบะเพาะ จากนั้นก็นำไปล้างรากเอาเม็ดทรายที่ติดรากออกให้หมด ถ้ารากยาวเกินไปให้ตัดรากออกเหลือประมาณ 2-3 เซนติเมตร ขั้นตอนนี้จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ต้นกล้าได้รับการกระทบกระเทือน เพราะเป็นระยะของต้นกล้าที่อ่อนแอที่สุด

4.3 ปัก Tag ให้เรียบร้อย เขียนชื่อสายพันธุ์ วันที่เพาะ วันที่ย้ายลงถาดเพาะ จากนั้นก็นำต้นกล้าปักลงในหลุมถาดเพาะ โดยใช้คีมหนีบคีบตรงรากเบาๆ กดลงไปให้รากจมมิด แล้วตั้งต้นกล้าให้ตรง พ่นสารเคมีป้องกันโรคโคนเน่า

นำไปไว้ในโรงเรือนเพาะกล้า แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน เมื่อเตรียมแปลง คลุมพลาสติกเสร็จแล้ว เจาะหลุมปลูกพริกโดยให้ระยะห่างระหว่างต้น ต้นละ 50 เซนติเมตรเจาะหลุมปลูกให้ทแยงกันเป็นฟันปลา ปล่อยน้ำลงในร่องแปลง แล้วทิ้งไว้ให้ชุ่ม
เตรียมต้นกล้าที่จะย้ายปลูก รดน้ำให้ชุ่มพอควร แต่ไม่ให้แฉะเกินไป แล้วนำออกมาตากแดด
การเตรียมหลุมปลูก รดน้ำแปลงให้ชุ่ม แล้วเจาะหลุมปลูกโดยใช้ไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร
จากนั้นใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผง (หมอดิน) 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหลุม แล้วพรวนดินให้เข้ากัน
การปลูกพริก การนำต้นกล้าออกจากถาดเพาะ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นกล้าพริกได้รับการกระทบกระเทือน ปลูกตรงกลางหลุม เจาะหลุมพอให้นำต้นกล้าลงปลูกได้ ลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ใช้ดินกลบที่โคนต้นแล้วกดให้แน่นพอสมควร แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ปักตอกเพื่อพยุงต้นไม่ให้ล้มเมื่อลมพัด
การดูแลรักษา

การให้น้ำ จะให้น้ำตามร่อง พริก เป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอ สมัคร SBOBET และสม่ำเสมอในช่วงแรกของการเจริญเติบโต ดินควรมีความชุ่มชื้นพอดี อย่าให้เปียกแฉะเกินไป จะทำให้ต้นพริกเหี่ยว เกิดโรคเน่าคอดินเเละโรครากเน่าได้ ในระยะแรกหลังจากย้ายปลูกจะให้น้ำก่อนหรือหลังรดปุ๋ย ประมาณ 2 วัน ในช่วงเก็บผลผลิตควรลดการให้น้ำ เพื่อจะทำให้คุณภาพผลผลิตดี สีของผลสวย

การตัดแต่งกิ่ง หลังจากย้ายปลูกประมาณ 15-20 วัน เริ่มแต่งกิ่ง โดยการเด็ดแขนงข้างของต้นพริกออกให้หมด ให้แต่งกิ่งไปจนถึงง่ามที่ติดดอกเเรก ซึ่งเป็นง่ามเเรกของต้นพริก ในระยะที่ผสมจะตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่ม คือ ตัดแต่งกิ่งที่ซ้อนทับกันออก เพื่อช่วยให้ติดดอกมากขึ้น

วิธีการปักค้าง เมื่อย้ายกล้าปลูกลงแปลงประมาณ 15-20 วัน จะปักค้างโดยไม้ค้างทำจากไม้ไผ่หรือไม้รวก ยาวไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ใช้ไม้ค้าง 1 อัน ต่อพริก 1 ต้น ปักค้างในเเนวเฉียง ประมาณ 60-70 องศา เพื่อให้ไม้ค้างอยู่ตรงง่ามแรกของต้นพริก แล้วใช้เชือกฟางมัดต้นพริกกับไม้ค้างอีกครั้ง เพื่อช่วยพยุงต้นพริกไม่ให้ล้มเมื่อลมพัด

การกำจัดวัชพืช ในระยะที่ต้นพริกยังเล็กควรมีการกำจัดวัชพืชให้บ่อยครั้ง หากวัชพืชคลุมต้นพริกช่วงระยะการเจริญเติบโต จะทำให้แคระแกร็น คุณภาพผลผลิตไม่ดี การกำจัดวัชพืชน้อยครั้งยังมีผลทำให้ดินที่มีผิวหน้าแข็งหรือเหนียวจับกันเป็นแผ่น น้ำซึมผ่านได้ยาก ให้มีการถ่ายเทอากาศและระบายน้ำดี วิธีกำจัดวัชพืชจะฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช โดยใช้ กรัมมอกโซน 1,000 ซีซี ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 500 กรัม สารจับใบ 200 ซีซี ในอัตราต่อน้ำ 200 ลิตร