หลังจากที่ปลูกได้ครบ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ด้วยสูตร 20-10-10

ดูแลไปจนได้อายุเข้า 2 ปีครึ่ง อินทผลัมก็จะเริ่มเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตได้ ซึ่งแต่ก่อนที่จะติดผลต้องเตรียมต้นให้พร้อมเสียก่อน

โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมเปลี่ยนใส่ปุ๋ย เป็นสูตร 8-24-24 หลังจากนั้น ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมอินทผลัมก็จะเริ่มมีจั่นออกมาให้เห็น ในช่วงนี้เมื่อเห็นว่าจั่นมีความสมบูรณ์ จึงช่วยผสมเกสรเพื่อให้ติดผลผลิตได้ดีขึ้น

ซึ่งอินทผลัมเป็นพืชที่แยกเพศอย่างชัดเจน คือต้นตัวผู้และต้นตัวเมียจะอยู่คนละต้นกัน ดังนั้น ในการปลูกภายในสวนจะให้มีอัตราส่วน ต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อต้นตัวเมีย 15-20 ต้น โดยจะปลูกในพื้นที่กี่ไร่ก็ตาม จะเน้นอัตราส่วนของต้นตัวผู้และตัวเมียในอัตราส่วนนี้เสมอ

“พอเราผสมเกสรติดดีแล้ว ช่วงที่ดูแลผล ก็จะมีการปรับเปลี่ยนปุ๋ย เป็นสูตร 15-5-20 กับสูตร 11-6-25 สลับกันไปมาในช่วงที่ติดผล ซึ่งผลของอินทผลัมกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ นับจากวันที่ผสมเกสรไปใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 140 วัน ช่วงนี้ผลก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ นำกระดาษมาหุ้มพร้อมทั้งใช้ตาข่ายห่ออีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันหนูและแมลงที่มาทำลายผล พอครบกำหนดผลก็จะเริ่มสุกพร้อมๆ กัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้” คุณธัญญา บอก

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงนั้น คุณธัญญา บอกว่า สิ่งที่ต้องป้องกันมากที่สุดคือ ด้วงมะพร้าว โดยหมั่นเดินสำรวจอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้มี ถ้าหากมีการเข้าทำลายของศัตรูพืชชนิดนี้ ยอดของอินทผลัมจะได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงต้องหมั่นป้องกันและดูแลตั้งแต่ครั้งแรกที่ปลูก

สำหรับตลาดเพื่อส่งขายอินทผลัม คุณธัญญา บอกว่า ได้มีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อถึงสวนไว้แล้ว และส่วนที่เป็นอีกเกรดก็จะขายตามตลาดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งทางสวนของคุณธัญญาเองก็ปลูกแบบได้มาตรฐาน จีเอพี (GAP) ลูกค้าที่รับซื้อจึงมั่นใจได้ในผลผลิตที่ผ่านการดูแลเป็นอย่างดีในทุกขั้นตอน

“ราคาของอินทผลัมผลสด ที่สวนเราขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท ซึ่งที่สวนมีอยู่ประมาณ 200 ต้น ผลผลิตที่เฉลี่ยคาดว่าจะได้แต่ละปี 4-5 ตัน ด้วยราคาประมาณนี้ คิดว่าก็น่าจะทำเงินได้ แต่ถ้าอนาคตต่อให้ราคาลงไปบ้าง เราก็มองว่าน่าจะทำเงินได้อยู่ เพราะอินทผลัมเมื่อเทียบกับพืชบางชนิด เรื่องใช้ปุ๋ยและยาน้อยมาก จึงทำให้ต้นทุนในเรื่องนี้ไม่ค่อยมากในการลงทุนแต่ละปี ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพืชที่น่าสนใจ” คุณธัญญา บอกเรื่องการตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกอินทผลัม คุณธัญญา แนะนำว่า หากมีพื้นที่บางส่วนที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวอยู่ ก็ให้แบ่งมาปลูกพืชให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเลือกพืชที่เหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ อย่างที่คุณธัญญาเลือกปลูกอินทผลัม เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยเมื่อเทียบกับการทำนา ดังนั้น อินทผลัม จึงเป็นอีกหนึ่งพืชที่คุณธัญญามองว่าน่าจะทำรายได้เสริมควบคู่ไปกับการทำนาของเธอ

ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ โดยนำผู้สนใจเข้าชมสวนและเรียนรู้การปลูกอินทผลัมในสถานที่จริง เพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพต่อไป

หนอนชนิดนี้ นอกจากข้าวโพดที่มันชอบมากแล้ว มันยังสามารถเข้าโจมตีพืชได้อีกกว่า 80 ชนิด ได้แก่ ข้าว อ้อย พืชตระกูลผักทั้งหมด ไม้ดอกไม้ประดับ และปักหลักแพร่ระบาดแล้วเกือบทั่วประเทศ

ในวงการผู้ปลูกข้าวโพด ณ ขณะนี้ ไม่มีเรื่องไหนจะฮ็อตเท่าเรื่อง หนอนกระทู้ระบาดอีกแล้ว และไม่ใช่ว่าเฉพาะเกษตรกรชาวไทย แต่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเกือบครึ่งโลก เพราะหนอนตัวนี้ เดิมทีเป็นหนอนเฉพาะถิ่นทวีปอเมริกา แต่ปัจจุบันระบาดลามไปทั่ว เริ่มที่แอฟริกา เข้ามาเอเชีย อินเดีย พม่า ไทย ส่วนทางยุโรปก็มีพบ แต่ไม่มากเพราะทางยุโรปมีอากาศหนาวและมีเทคโนโลยีการจัดการที่ดี

แมลงศัตรูพืชตัวนี้เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน ชื่อหนอนกระทู้ ฟอลล์ อาร์มีวอร์ม (fall armyworm) เรียกย่อๆ ว่า FAW เนื่องจากหนอนตัวนี้เป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญที่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย ตอนแรกจึงเรียกทับศัพท์ว่า “หนอนกระทู้ ฟอลล์ อาร์มีวอร์ม” (fall armyworm) ล่าสุดเพิ่งมีการตั้งชื่อสามัญภาษาไทยว่า “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด”

และเหตุที่เรียกว่า อาร์มี หรือที่แปลว่า กองทัพ นั่นก็คือเป็นเพราะว่าช่วงการระบาดหนักของหนอน มันเดินไปเป็นกองทัพ บุกหน้ากระดานมาจำนวนมหาศาล อย่างที่บอก หนอนตัวนี้ทำสะเทือนไปครึ่งโลก เริ่มเข้าไทยปลายปีที่แล้ว ผ่านมาทางอินเดีย พม่า โดยเจ้าแมลงศัตรูพืชที่สามารถบินได้ไกลเฉลี่ยคืนละ 100 กิโลเมตร ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ใช้เวลาแค่ รุ่นละ 30-40 วัน (ระบาดเร็ว เพราะวงจรชีวิตมันสั้นมาก ไข่-หนอน-ดักแด้- ตัวเต็มวัย ใช้เวลา 31 วัน) และเป็นแมลงศัตรูพืชที่กินพืชได้มากกว่า 80 ชนิด

นักวิชาการกรมวิชาการเกษตร คุณศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารศัตรูพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ถึงกับบอกว่า หนอนชนิดนี้ สร้างการระบาดที่รุนแรงและรวดเร็ว เผลอๆ จะที่สุดในโลกด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ ยังได้พูดคุยกับ ดร. ณิชานันท์ เกินอาษา อาจารย์ประจำภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพิ่มเติม จนสามารถประมวลข้อควรรู้ต่างๆ พร้อมกับทำความรู้จักกับหนอนตัวนี้เป็นข้อๆ ดังนี้

เป็นแมลงต่างถิ่นที่เรียกว่า เป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ จากทวีปอเมริกา
การระบาดในทวีปอเมริกา จะหยุดการระบาดเป็นพักๆ หากเข้าฤดูหนาว เนื่องจากแมลงจะตายที่อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (อังกฤษ : Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) เคยออกมาเตือน ตั้งแต่ปี 2016 ว่าแมลงตัวนี้ เริ่มข้ามจากทวีปอเมริกามาแอฟริกาแล้ว

ความสามารถพิเศษคือ ช่วงเป็นผีเสื้อ บินได้ไกลคืนละนับ 100 กิโลเมตร ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่มันสามารถแพร่ระบาดจากแอฟริกาผ่านมาทางอินเดีย พม่า และไทย โดยการข้ามพรมแดนประเทศมาเรื่อย ในลักษณะ transboundary

พบการระบาดที่ประเทศไทย เมื่อปลายปี 2561 ในช่วงต้น ระบาดหนักในบางพื้นที่ จนถึงปัจจุบัน (พฤษภาคม 2562) พบการระบาดหนักเกือบทุกภาคของประเทศ
หนอนชนิดนี้ นอกจากข้าวโพดที่มันชอบมากแล้ว มันยังสามารถเข้าโจมตีพืชได้อีกกว่า 80 ชนิด ได้แก่ ข้าว อ้อย พืชตระกูลผักทั้งหมด ไม้ดอกไม้ประดับ
ในช่วงที่เป็นผีเสื้อ มันจะชอบข้าวโพดต้นอ่อนมากที่สุด อายุ 10-20 วัน โดยเข้าไปวางไข่ในต้นข้าวโพด ตรงที่เป็นส่วนกรวย แล้วฝังตัวอยู่ในนั้น ซึ่งทำให้เกษตรกรมองไม่เห็น ฉีดพ่นสารเคมีที่สัมผัสตัวตายก็ไม่ได้ผล

เนื่องจากวงจรชีวิตสั้น ราว 30 วัน ทำให้เกิดการดื้อยาสูงมาก สารเคมีที่ใช้ทั่วไปในกลุ่มคาร์บาเมต ออร์กาโนฟอสเฟต หรือไพริทอย มักไม่ได้ผล (ดื้อยามาตั้งแต่ผ่านจากอินเดีย พม่าแล้ว) ต้องสารเคมีกลุ่มใหม่ๆ จัดการ
แม่ผีสื้อ 1 ตัว วางไข่ได้ราว 2,000 ฟอง ใน 1 ชั่วชีวิต ทำให้การระบาดเร็วและแรง ยิ่งได้ภูมิอากาศแบบร้อนชื้นในบ้านเรา ทำให้เป็นสวรรค์ของหนอนตัวนี้
ถ้ายังนึกถึงความรุนแรงของการระบาดไม่ออก ลองนึกถึง ตั๊กแตนปาทังก้า ที่บุกทำลายข้าวโพดเมื่อราวปี 2525-2530 แต่ปัจจุบันปัญหานี้หมดไป เพราะคนไทยจับมากินจนหมด กระทั่งต้องนำเข้ามาจากกัมพูชาจำนวนมากในแต่ละปี

สรุป ถ้ายังควบคุมไม่ได้ หรือรับมือไม่ได้ หนอนตัวนี้จะสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างยิ่ง และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอีกมหาศาล เพราะไม่ใช่แค่ข้าวโพดคนกิน แต่รวมถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อันหมายถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ทั้งประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจเคมีเกษตร เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศไทย และผู้สื่อข่าว จากหลายประเทศในเอเชีย มารวมตัวกันในงาน Fall armyworm Education Forum ที่ โรงแรมเซ็นทารา ลาดพร้าว จัดโดย สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา-อาเซียน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และ Corteva Agriscience

คุณชัยสรรค์ อภัยนอก เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เล่าในงานสัมมนาว่า หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ได้เข้าโจมตีแปลงข้าวโพดที่ทำอยู่ จำนวน 500 ไร่ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราวๆ เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ คือจากเดิมที่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5,000 บาท ต่อไร่ แต่เมื่อต้องใช้สารเคมีกำจัดหนอน ทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิตขึ้นไปอีก 1,500 บาท ต่อไร่

ในขณะที่ คุณสมชาติ รักษาลิกร เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จำนวน 30 ไร่ ที่ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ก็บอกว่า ครั้งแรกที่เจอหนอนตัวนี้ ยังไม่ทราบว่าเป็นหนอนอะไร กระทั่งได้รับการแจ้งเตือนจากกรมวิชาการเกษตร และพยายามหาทางรับมือกับหนอนตัวนี้อยู่

ทางด้าน คุณสมศักดิ์ สมานวงศ์ หัวหน้าทีมฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คอร์เทว่า อะกริซายน์ เผยว่า ในเบื้องต้นได้ให้คำแนะนำเกษตรกรให้เพิ่มการเฝ้าระวัง และใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามเวลาและตามสถานการณ์ ไม่ใช่เจอปุ๊บใช้สารเคมีเลย จุดคุ้มทุนต่อการใช้สารเคมีในการกำจัดหนอน อยู่ที่การเข้าทำลาย 20 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังอาจเริ่มต้นด้วยการใช้สารคลุกเมล็ด หรือซื้อเมล็ดข้าวโพดที่คลุกสารป้องกันหนอน ก็จะช่วยป้องกันหนอนไปได้ตั้งแต่เริ่มปลูก ไปจนถึง 18-20 วัน จากนั้นก็เฝ้าระวัง หากต้องใช้สารเคมี ก็ใช้สารเคมีตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ จะดีที่สุด

ซึ่งในส่วนของ คอร์เทว่า อะกริซายน์ ก็แนะนำ สารสไปนีโทแรม ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ตัวเดียวกับที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ รวมทั้งสารชีวภัณฑ์จากแบคทีเรีย อย่าง บาซิลัส ทรูรินจิเอนซิส อีกด้วย (Bacillus thruringiensis var.aizawai และ Bacillus thruringiensis var.Kurstaki)

เทคโนโลยีการผลิตมะม่วงของประเทศไทยในปัจจุบัน การใช้ “สารแพคโคลบิวทราโซล” ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการใช้บังคับให้ต้นมะม่วงออกนอกฤดู มีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลกันอย่างแพร่หลาย อาจจะกล่าวได้ว่า มีการใช้กันแทบทุกสวนทั่วประเทศที่มีการผลิตมะม่วงเชิงพาณิชย์ แม้แต่เกษตรกรที่ปลูกแบบสวนหลังบ้าน ยังได้มีการนำเอาสารชนิดนี้ไปใช้เช่นกัน เนื่องจากสารแพคโคลบิวทราโซลนี้สามารถบังคับให้ต้นมะม่วงออกดอกได้ก่อนหรือนอกฤดูจริง สรุปได้ว่า สารแพคโคลบิวทราโซลสามารถกำหนดการออกดอกของมะม่วงได้จริง ในขณะเดียวกันเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วงที่มีการใช้สารชนิดนี้กับต้นมะม่วงติดต่อกันหลายปีจะต้องพึงระวังเกี่ยวกับเรื่องต้นมะม่วงทรุดโทรมเร็วขึ้น ทรงต้นมะม่วงเสีย ต้นมะม่วงแตกใบอ่อนยากมาก หรือไม่แตกยอดเลย

ผลการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ว่าสามารถบังคับให้ต้นมะม่วงออกดอกได้อย่างแน่นอน แต่หลังจากที่ต้นมะม่วงออกดอกมาแล้วจะทำให้ดอกมีการติดผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ความสมบูรณ์ของต้น สภาวะแวดล้อมของฤดูกาล ธรรมชาติ แมลงที่ช่วยในการผสมเกสร ฯลO ในขณะนี้สรุปได้เพียงว่า สารแพคโคลบิวทราโซล ช่วยในการออกดอกเท่านั้น ไม่ได้ช่วยในการติดผลแต่อย่างใด

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการผลิตมะม่วงนอกฤดูที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะเน้นการผลิตมะม่วงในเขตแล้งน้ำในโซนเขตจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก ดังนั้น อาจจะมีรายละเอียดและช่วงเวลาบางอย่างแตกต่างไปจากในเขตที่ลุ่มหรือพื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะลำดับขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงเสร็จสิ้นเป็นต้นไป แต่ขั้นตอนการผลิตมะม่วงนอกฤดูจะเหมือนกัน เพียงแตกต่างกันเรื่องของช่วงเวลาหรือเดือนที่ปฏิบัติงานที่อาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละภาค

ในช่วงเวลานี้สวนมะม่วงส่วนใหญ่ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่กระบวนการตัดแต่งกิ่ง เตรียมความพร้อมของต้นมะม่วงให้พร้อมเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตมะม่วงนอกฤดู

เดือนมีนาคม-เมษายน หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงเสร็จเรียบร้อย จะใส่ปุ๋ยคอกให้กับต้นมะม่วง อัตราการใส่ให้คำนวณจากความดกของต้นมะม่วงในปีที่ผ่านมา ถ้าดกมากก็ใส่ทดแทนให้มาก แต่โดยทั่วไปจะเฉลี่ยการใส่ให้ปริมาณ 2 เท่า ของอายุต้น ตัวอย่าง ถ้าต้นมะม่วงอายุ 5 ปี ก็ใส่ปุ๋ยคอกเก่า (ขี้วัว ขี้ไก่ หรืออื่นๆ) ปริมาณ 10 กิโลกรัม ใส่ให้เพียงปีละ 1 ครั้ง ก็ถือว่าใช้ได้ แต่จะใส่มากกว่านี้ก็ยิ่งดี ขณะที่ใส่ปุ๋ยคอก ก็ตัดแต่งกิ่งมะม่วงไปพร้อมกันเลยก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับการจัดการของแต่ละสวน

ข้อแนะนำในการให้ปุ๋ยคอก “สำหรับการใส่ปุ๋ยคอกฟื้นฟูสภาพต้นตามหลักวิชาการนั้น ก็จะทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย แต่ในสวนมะม่วงที่ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ปุ๋ยคอกบางชนิด เช่น ปุ๋ยจากมูลเป็ด ไก่ ปุ๋ยเหล่านี้อาจจะมีเชื้อราปะปนอยู่ หากนำมาใส่กับต้นมะม่วงช่วงที่มีฝนตก ไอระเหยจากปุ๋ยคอกจะระเหยขึ้นไปยังต้นมะม่วงพร้อมกับเชื้อรา ไปติดเกาะยังต้นหรือใบมะม่วงได้ ทำให้เป็นที่สะสมของเชื้อรา และอาจจะทำให้เกิดโรคแอนแทรกโนสตามก็ได้ แต่หากจะใช้ปุ๋ยคอกควรมีการหมักให้ดี ก็สามารถใช้ได้ดี การฟื้นฟูสภาพต้นด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากปลาหรือหอยเชอรี่ โดยฉีดพ่นให้ทางใบและราดให้ทางดิน ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้ได้ เพราะทำให้ต้นมะม่วงสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยคอกได้เป็นจำนวนมาก”

แนะนำให้ตัดแต่งอย่างหนัก หลังจากการเก็บเกี่ยวมะม่วงเสร็จ เหตุผลของการตัดแต่งกิ่งมะม่วงอย่างหนัก ก็คือ “หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงแล้ว ต้นมะม่วงสูญเสียอาหารไปมาก ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อมะม่วงชุดใหม่แตกออกมาพร้อมกัน มีผลโดยตรงต่อการออกดอกและติดผลในฤดูกาลต่อไป” ซึ่งในพื้นที่แล้งน้ำหรือไม่มีระบบน้ำก็อาจจะรอให้ฝนตกสัก 1-2 ครั้ง ก่อนการตัดแต่งกิ่ง

ข้อคิดเกี่ยวกับการตัดแต่งกิ่ง การป้องกันกำจัดโรคแอนแทรกโนสที่ดี ควรจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่การจัดการสภาพแวดล้อมของสวนไม่ให้เอื้ออำนวยต่อการเกิดโรค หรือเป็นแหล่งสะสมของโรค คือเริ่มตั้งแต่การจัดทรงพุ่มให้โปร่งแจ้ง ดินอย่าแฉะน้ำมาก จะสังเกตได้ว่าพื้นที่ลุ่มจะเกิดโรคนี้มากกว่าพื้นที่ดอน การจัดการเรื่องของดินให้มีการระบายน้ำที่ดี การตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งโดยสามารถมองจากด้านล่างให้เห็นท้องฟ้าประปราย ด้านข้างต้องมองทะลุถึงกัน หากมีลมพัดเอาสปอร์ของเชื้อรามาด้วย สปอร์จะได้หลุดผ่านไป ไม่เกาะติดจนก่อโรค จะต้องไม่ทำให้ต้นเป็นเหมือนม่านรับสปอร์ของเชื้อรา

เดือนพฤษภาคม หลังที่ตัดแต่งกิ่งเสร็จ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-0-0 (แคลเซียมไนเตรต) หรือปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตราการใช้ปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้กับมะม่วงในแต่ละปี จะใส่ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้น ตัวอย่าง ต้นมะม่วงอายุ 6 ปี จะใส่ปุ๋ยเคมี ในอัตรา 3 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี สำหรับต้นมะม่วงจะใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง ต่อปี ดังนั้น ในช่วงนี้ถ้าต้นมะม่วงมีอายุ 6 ปี จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-0-0 อัตรา 1.5 กิโลกรัม ต่อต้น ถ้าไม่สามารถหาปุ๋ย สูตร 15-0-0 ได้ อาจจะใช้สูตรเสมอก็ได้ เช่น สูตร 16-16-16 ในพื้นที่ที่มีน้ำให้ได้หลังจากใส่ปุ๋ยเคมีเสร็จ ควรจะให้น้ำในทันที ถ้าเป็นพื้นที่ขาดน้ำ จะรอให้มีฝนตกลงมาอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ก็เริ่มใส่ปุ๋ยและคอยฟังข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ว่าจะมีฝนตกภายใน 1-2 วันนี้ ก็ใส่ปุ๋ยรอได้ทันที

แนะนำถึงการใช้ปุ๋ยหลังการตัดแต่งว่า การให้ปุ๋ยหลังการตัดแต่งกิ่ง เราจำเป็นที่จะให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของตัวหน้าคือ ไนโตรเจน (N) สูง และตัวท้าย คือ โพแทสเซียม (K) สูง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สูตรปุ๋ยที่มี ตัวกลาง คือ ฟอสฟอรัส (P) สูงเลย เพราะพืชต้องการใช้ฟอสฟอรัสน้อย โดยปุ๋ยที่แนะนำ อัตราส่วน N:P:K เท่ากับ 3:1:2 หรือสูตรใกล้เคียงก็ได้ ซึ่งหากเราเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัส (P) น้อย ต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีจะลดลงถึง 50%

การใส่ปุ๋ยมะม่วง จะต้องใส่แบบฝังกลบโดยการขุดเป็นหลุม กระจายทั่วทรงพุ่ม ต้นละ 8-10 หลุม จะทำให้มีประสิทธิภาพของปุ๋ยเต็มร้อย ดีกว่าการหว่านแล้วรอฝน

ส่วนทางใบ ควรจะฉีดพ่นอาหารทางใบในกลุ่มของสาหร่ายสกัดชนิดต่างๆ เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อน โดยฉีดพ่นร่วมกับสารไทโอยูเรีย ร่วมกับสาหร่ายชนิดต่างๆ (เช่น แอ๊กกรีน) มีส่วนช่วยอย่างมากในการที่จะช่วยให้ต้นมะม่วงมีความแข็งแรง เร่งกระบวนการสร้างอาหารและช่วยให้ต้นมะม่วงแตกใบอ่อนได้เร็วยิ่งขึ้น “การกระตุ้นให้มะม่วงแตกใบอ่อนพร้อมกันทั่วทั้งต้น แนะนำให้ใช้สารไทโอยูเรีย 50 กรัม ผสมกับสารโพแทสเซียมไนเตรต 250 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) จะช่วยให้มะม่วงแตกใบอ่อนได้เป็นอย่างดีทั่วทั้งต้น

เดือนมิถุนายน หลังจากที่ฉีดพ่นสาหร่ายสกัดและไทโอยูเรียไปแล้วประมาณ 7-10 วัน ต้นมะม่วงจะแตกใบอ่อนทั้งสวน ในระยะที่แตกใบอ่อนนี้ เกษตรกรมีความจำเป็นจะต้องดูแลใบอ่อน เพราะจะมีศัตรูลงทำลายหลายชนิด เช่น ด้วงงวงกรีดใบ แมลงค่อมทอง ระยะนี้แนะนำเกษตรกรให้ใช้ยาฆ่าแมลงและเชื้อราที่มีราคาถูก จะเน้นยาที่มีราคาแพงในช่วงที่มีการออกดอกและติดผล หลังจากที่ต้นมะม่วงแตกใบอ่อนและใบอ่อนมีระยะใบพวง (แตกใบอ่อนเพียงครั้งแรก) จะราดสารแพคโคลบิวทราโซลให้กับต้นมะม่วง อัตราการใช้สารคำนวณจากอายุต้น (ต้นมะม่วงที่จะราดสารควรมีอายุอย่างน้อย 3 ปี) ดูจากกำลังและความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นมะม่วงเป็นหลัก รวมถึงพันธุ์มะม่วงที่ใช้ปลูกด้วย

ใช้สารแพคโคลบิวทราโซลคุมใบอ่อน

ชาวสวนจะเน้นการเลือกใช้สารแพคโคลบิวทราโซล (เช่น สารแพนเที่ยม) ที่มีคุณภาพดี และละลายน้ำง่าย การเลือกใช้สารแพคโคลบิวทราโซลนั้นจะต้องเลือกบริษัทที่มีมาตรฐาน เพราะหลายครั้งพบว่า มีการหลอกขายสารแพคโคลบิวทราโซลราคาถูก แต่เปอร์เซ็นต์ไม่เต็ม ทำให้ไม่สามารถควบคุมการแตกใบอ่อนได้ ในการราดสารแพคโคลบิวทราโซลทุกครั้งจะต้องผสมน้ำราดที่โคนต้นในขณะดินมีความชื้น ไม่แนะนำให้นำสารแพคโคลบิวทราโซลไปโรยแบบแห้งแล้วรอฝนตก เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของสารแพคโคลบิวทราโซลไม่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่าง มะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่น อายุ 6 ปี มีทรงพุ่มต้นเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร จะใช้สารแพคโคลบิวทราโซล (เช่น แพนเที่ยม 10%) ในอัตรา 60 กรัม ต่อต้น ให้ยึดหลักว่า ความกว้างของทรงพุ่มเป็นหลักในการคำนวณใช้สารราดฯ โดยทรงพุ่มต้นเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ต่อสารราดฯ 10 กรัม จากตัวอย่างของมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่น นำไปใช้ได้กับมะม่วงพันธุ์ที่ออกดอกง่าย โดยใช้ในอัตราที่เท่ากัน เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้ เพชรบ้านลาด มะม่วงไต้หวันสายพันธุ์ต่างๆ เป็นต้น

ในกรณีที่เป็นพันธุ์หนักและออกดอกยาก เช่น พันธุ์เขียวเสวย อกร่อง อาร์ทูอีทู ฯลฯ จะต้องใช้สารแพนเที่ยมมากกว่าที่ใช้กับพันธุ์ฟ้าลั่น 1.5-2 เท่า ตัวอย่าง มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย อายุ 6 ปี มีทรงพุ่มต้นเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร จะใช้สารแพนเที่ยม ในอัตรา 90-120 กรัม

เทคนิคการราดสาร

จากประสบการณ์ของชาวสวนมะม่วงหลายรายที่ผ่านมาราดสารบริเวณโคนต้นจะดีกว่าบริเวณทรงพุ่ม ที่บริเวณโคนต้น ให้ราดสารฯ ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 คืบมือ หรือราว 20 เซนติเมตร โดยขุดดินให้เป็นแอ่งกระทะ ยกคันขึ้นเพื่อให้สารที่ราดไปไม่ไหลไปที่อื่นหลังจากราดเสร็จควรจะมีการให้น้ำทันทีเพื่อให้รากของต้นมะม่วงดูดซึมสารได้ดี แล้วกรณีที่ฝนตกเกษตรกรไม่ต้องเป็นห่วงว่าเมื่อราดสารฯ ไปแล้วฝนจะตกลงมาจะเป็นผลเสียหรือไม่ ฝนตกจะเป็นการดี ทำให้รากสามารถดูดสารไปใช้ได้เร็วที่สุด ตามปกติถ้าหลังจากราดสารไปแล้ว ฝนไม่ตกจะแนะนำให้เกษตรกรราดน้ำด้วยซ้ำไป

วิธีการราด แนะนำให้ราดทีละต้น Royal Online โดยเตรียมถังน้ำใส่น้ำลงไป ประมาณ 5 ลิตร ใส่สารแพนเที่ยม ตามอัตราที่กำหนด กวนสารให้เข้ากันดี นำไปรดที่โคนต้นที่เตรียมเป็นแอ่งกระทะไว้ สำหรับมะม่วงแปลงใหญ่มีการผสมสารราดฯ ทีเดียว ครั้งละ 200 ลิตร และมีการคำนวณดูว่าจะแบ่งราดต้นละเท่าไร ผลที่ออกมาความสม่ำเสมอไม่ดีเท่าที่ควร มีปัญหาสารนอนก้นถัง ทางที่ดีจะผสมสารทีละต้นจะเป็นการดีที่สุด ตามปกติแล้วจะราดสารเมื่อต้นมะม่วงแตกใบอ่อนในชุดที่ 2 แต่ที่พบในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ถ้าให้มีการแตกใบอ่อนถึง 2 ครั้ง จะราดสารไม่ทัน ดูแลต้นให้สมบูรณ์แตกใบอ่อนเพียงครั้งเดียวก็จะราดสาร

แต่ถ้าเป็นไปได้ควรให้มีการแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2 รุ่น จะดีที่สุด ระยะใบที่เหมาะต่อการราดสารมากที่สุดคือ ระยะใบพวง (ภาษาวิชาการเรียก ใบเพสลาด) อย่างไรก็ตาม การราดสารแพคโคลบิวทราโซลให้กับต้นมะม่วงนี้ ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จะราดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม

เดือนกรกฎาคม “ช่วงที่สะสมอาหารให้กับใบ ควรมีการให้ปุ๋ยเคมีสูตรที่มีตัวท้ายสูง คือ โพแทสเซียม (K) สัดส่วนปุ๋ยที่แนะนำ คือ 1:1:3 หรือ สูตรใกล้เคียง การใส่ปุ๋ย ควรให้ในระยะใบพวงหรือใบเพสลาด จะเห็นว่าการให้ปุ๋ยในช่วงนี้เราไม่จำเป็นที่จะใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสสูง เพราะพืชเองมีการใช้น้อยแล้วปริมาณที่ให้มาก่อนหน้านี้ก็เพียงพออยู่แล้ว แต่หากมีการใช้ปุ๋ย ที่มีธาตุฟอสฟอรัสบ่อยครั้ง พบว่า ธาตุฟอสฟอรัสจะไปตรึงธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม ทำให้มะม่วงขาดธาตุอาหาร เกษตรกรต้องสิ้นเปลืองเงินในการซื้อปูนขาวหรือโดโลไมท์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดธาตุดังกล่าว”

สำหรับทางใบ จะฉีดพ่นปุ๋ย สูตร 0-52-34 อัตรา 100 กรัม ผสมกับสารโปรดั๊กทีฟ อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) เพื่อเร่งการสะสมอาหารทางใบ ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 ครั้ง (ในระยะนี้ถ้ามีโรคและแมลงระบาด ผสมยาและฉีดพ่นไปพร้อมกับปุ๋ยทางใบได้เลย)