หลังจากที่ได้เพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่แล้ว คุณสุรูปได้นำกล้าพันธุ์ที่ได้ไป

ปลูกในแปลงบนพื้นที่ 45 ไร่ ซึ่งปัญหาแรกที่พบคือการกลายพันธุ์ของไผ่ พบว่า กล้าพันธุ์จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่รวก 100 เมล็ด จะพบเมล็ดที่เป็นไผ่ขมอยู่ 10 เมล็ด เมื่อหน่อแรกเริ่มออก จึงคัดพันธุ์จากการชิมหน่อสดที่แทงออกมา หากพบว่าหน่อมีรสขม ก็จะขุดออกและนำไปปลูกไว้ในพื้นที่อื่น แต่ถึงแม้ว่าจะมีรสขม แต่ก็สามารถนำไปประกอบอาหารกินได้เช่นกันกับไผ่รวกหวาน ซึ่งจะมีความขมน้อยกว่าไผ่ป่าเล็กน้อย ส่วนไผ่รวกที่มีรสหวานก็จะปลูกและจำหน่ายต่อไป

หลังจากที่คุณสุรูปได้ปลูกไผ่รวกหวาน และได้มีการขยายพันธุ์รวมถึงจำหน่ายต้นพันธุ์ เมื่อ ปี 2558 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ทำให้มีผู้สนใจโทร.มาสอบถามติดต่อขอซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดีมาก ลูกค้ามีความพอใจในตัวของไผ่รวกหวาน และคุณสุรูปก็ได้ให้รายละเอียด ข้อมูลในการปลูกไผ่รวกหวานอย่างเต็มที่

ไผ่รวกหวานภูกระดึง 58 สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทุกสภาพดิน และทุกสภาพอากาศ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ทนแล้งได้ดีมาก ให้หน่อได้ตลอดทั้งปีเมื่อได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งปุ๋ยที่ไผ่รวกหวานชอบนั้น คุณสุรูปแนะนำว่าควรเป็นปุ๋ยขี้ไก่ แต่ปุ๋ยคอกชนิดอื่นก็ใช้ได้เช่นกัน

เมื่อได้กล้าพันธุ์มาแล้ว ก็เตรียมพื้นที่ในการปลูกไผ่รวกหวาน ต้องไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำ แฉะน้ำ ขุดหลุมปลูกในระยะห่าง 2.5×2.5 เมตร เป็นระยะที่ได้ทดลองแล้วว่าเป็นระยะที่เหมาะสม ห่างเกินไปจะทำให้ความชุ่มชื้นน้อย แต่หากชิดเกินไปจะทำให้ลำมีขนาดเล็ก ผ่านไป 1 เดือน จะเริ่มมีหน่อแรกให้เห็น สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-8 เดือน แต่ยังเป็นหน่อที่ไม่โตเต็มที่ หน่อที่โตเต็มที่จะเริ่มเก็บได้เมื่อกอมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งหน่อที่โตเต็มที่ 2 หน่อ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมครึ่ง เมื่อหน่อเริ่มออกมากต้องมีการบริหารจัดการกอไม่ให้เบียดกันเกินไป ด้วยการหักหน่อนำไปกินหรือจำหน่าย ทิ้งลำไว้ประมาณ 6-8 ลำ ต่อกอ

วิธีการใส่ปุ๋ย มี 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1 ปลูกก่อน บำรุงหลัง คือไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ให้ปุ๋ยเป็นระยะหลังจากลงแปลงปลูกแล้ว

วิธีที่ 2 ปุ๋ยรองก้นหลุม คือการใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมปลูกเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะให้เป็นระยะในปริมาณที่เหมาะสม

เมื่อสังเกตและพบว่า ไผ่สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว ต้องดูแลโคนต้น สิ่งที่สำคัญคือไม่เปลือยโคนต้น ต้องหาวัสดุมาคลุมโคนต้น โดยวัสดุที่คุณสุรูปนิยมนำมาใช้คือ ฟาง เปลือกข้าวโพด แกนข้าวโพด ซึ่งคุณสุรูปยังบอกด้วยว่า วัสดุคลุมดินสามารถนำใบไม้หรือเศษวัสดุอื่นได้ เช่น มีเกษตรกรบางรายปลูกไผ่รวกหวานแซมในสวนมะละกอ ก็สามารถนำใบมะละกอมาคลุมดินโคนต้นได้เช่นกัน

สำหรับหน่อไผ่รวกหวาน ราคานอกฤดู ขายที่กิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนในฤดูนั้นคุณสุรูปจะไม่ขายหน่อ แต่จะปล่อยให้เป็นลำ เพื่อนำมาจำหน่ายเป็นต้นพันธุ์ และนำไปใช้ประโยชน์ในสวนของตนเองเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำเป็นค้างถั่ว เป็นไม้ค้ำยันหรือไม้หลักให้กับมะนาว เป็นต้น

ต้นพันธุ์ คุณสุรูป ขายปลีก ต้นละ 300 บาท หากลูกค้าซื้อจำนวนมาก นำไปปลูกเป็นไร่ 1 ไร่ 160 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 200 บาท หรือซื้อ 500 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 150 บาท สั่งซื้อเยอะ 300 ต้น ขึ้นไป จะบริการส่งถึงที่ สั่งน้อยจะจัดส่งทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ

เมนูอาหารที่สามารถนำไผ่รวกหวานไปประกอบเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ส้มตำ หรือกินสดเป็นเครื่องเคียงของน้ำพริกได้ สามารถนำไปผัดกุ้งน้ำมันหอยเช่นเดียวกับเมนูหน่อไม้ฝรั่ง โดยที่ไม่ต้องนึ่งหรือลวกก่อน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกินหน่อไม้ เพราะมีความสะดวกและรวดเร็วในการนำไปประกอบอาหาร

ถั่วดาวอินคา ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนับสิบปีแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากไม่ทราบวิธีการบริโภค ต่อมามีความรู้เพิ่มขึ้น การปลูกดาวอินคาเริ่มกระเตื้องขึ้น แท้จริงถั่วดาวอินคาเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศแถบอเมริกาใต้ ต่อมาได้แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากตามประวัติศาสตร์พบว่า ชาวอินคาได้ใช้ประโยชน์จากถั่วชนิดนี้อย่างแพร่หลาย จึงเรียกถั่วนี้ว่า ถั่วดาวอินคา

เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผู้เขียนเคยได้รับการติดต่อจากเพื่อนฝูงอีกทีให้ทำสกู๊ปข่าวเรื่อง ถั่วดาวอินขาย และได้มีโอกาสสื่อสารทางโทรศัพท์กับผู้ที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมมีสองคนเป็นสามีภรรยากัน และอ้างว่าสามีเป็นอดีตอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเกษตรแห่งหนึ่งทางภาคเหนือโดยนัดแนะให้ผู้เขียนไปฟังการบรรยายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี จากการพูดคุยผู้เขียนพบพิรุธหลายอย่างจึงทำให้ผู้เขียนยกเลิกการเขียนเรื่องนี้ ทราบข่าวอีกครั้งกับเพื่อนฝูงที่ติดต่อมาว่าสองสามีภรรยานี้มาซื้อเมล็ดดาวอินคากับเขาในราคากิโลกรัมละหลายร้อยบาท สามสี่ครั้ง ต่อมาครั้งสุดท้ายเอาเมล็ดพันธุ์ไปแล้วก็ไม่ยอมจ่ายเงินและติดต่อไม่ได้อีก ในช่วงนั้นยังมีผลผลิตอีกชนิดหนึ่งที่รับซื้อเมล็ดพันธุ์ไปจากเพื่อนคือ หมามุ่ยอินเดีย

ผู้เขียนได้มีโอกาสเขียนเรื่องหมามุ่ยอินเดียในแง่ของความรู้เรื่องการปลูก โดยองค์ความรู้ของนักวิชาการท่านหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ไม่ได้ส่งเสริมให้ปลูกเพียงแต่ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องนี้ให้เท่านั้น ส่วนเรื่องถั่วดาวอินคาไม่ได้เขียน แต่สองสามีภรรยาที่ว่านั้นได้ทำการส่งเสริมการปลูกถั่วดาวอินคาในนามสถาบันเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก หรืออะไรสักอย่างทำนองนี้ ต่อมามีข่าวคราวเรื่องเกษตรกรแถบจังหวัดชัยภูมิร้องเรียนผู้ว่าฯ เรื่องมีเอกชนรายนี้ส่งเสริมให้ปลูกโดยการซื้อเมล็ดพันธุ์ดาวอินคาและหมามุ่ยอินเดียในราคาสูง แล้วสัญญาจะรับซื้อ เมื่อมีผลผลิตออกมาคนที่ส่งเสริมก็หายสาบสูญไป ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนกันหลายสิบครอบครัว นี่คือความทรงจำเกี่ยวกับถั่วดาวอินคาของผู้เขียนในอดีต

เมื่อเร็วๆ นี้ได้เจอ คุณศิริพร พึมขุนทด เกษตรกรตัวจริงที่ปลูกถั่วดาวอินคาถึงขนาดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลกุดตาเพชร อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ (090) 801-8733 จากการสนทนาจึงรู้ว่า เกษตรกรกลุ่มตำบลนี้น่าจะเป็นเหยื่อของการหลอกหลวงของมิจฉาชีพรายนั้น

คุณศิริพร เล่าว่า เมื่อปี 2558 พ่อกับแม่ซึ่งมีอาชีพเกษตรกรอยู่แล้วได้รับการชักนำให้ไปอบรมการปลูกต้นถั่วดาวอินคาโดยเอกชนรายหนึ่ง ทางครอบครัวนี้เห็นว่าการปลูกถั่วดาวอินคาเป็นเรื่องไม่ยากและมีการรับซื้อผลผลิตที่แน่นอนด้วยราคาค่อนข้างสูง จึงทำสัญญากับเอกชนรายนั้นด้วยเงื่อนไขการซื้อต้นพันธุ์ต้นละ 60 บาท 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ 300 ต้น ทั้งหมดใช้พื้นที่ 7 ไร่ ส่วนเอกชนจะรับซื้อเมล็ดถั่วดาวอินคาพร้อมเปลือกในราคากิโลกรัมละ 40 บาท หรือเมล็ดที่กะเทาะแล้วในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ด้วยเงินลงทุนจากหยาดเหงื่อแรงงานที่ครอบครัวสะสมมาประมาณ 700,000 บาท

เมื่อปลูกได้ 7-8 เดือน ถั่วดาวอินคาก็เริ่มให้ผลผลิต รอตากให้แห้งอีกระยะหนึ่งก็สามารถขายเมล็ดถั่วดาวอินคาล็อตแรกไปได้ 16,000 บาท ด้วยจำนวนถั่วดาวอินคา 400 กิโลกรัม อีกเดือนต่อมาก็มีผลผลิตอีกแต่ผู้ซื้อติว่าถั่วไม่ได้คุณภาพ ปนเปื้อนสารเคมี น้ำมันโอเมก้าที่ได้ไม่ได้มาตรฐาน แปลงเกษตรกรไม่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จึงกดราคารับซื้อเหลือแค่กิโลกรัมละ 20 บาท แต่เกษตรกรจำต้องขายเพราะถั่วดาวอินคาสมัยนั้นไม่รู้จะไปขายใคร พอรอบที่สามก็ไม่สามารถติดต่อเอกชนรายนั้นได้อีก สรุปแล้วชาวบ้านกุดตาเพชรและเขาอีรวก ของอำเภอลำสนธิก็โดนลอยแพ พร้อมกับครอบครัวคุณศิริพร

วิฤกตคือโอกาส

คุณศิริพรจึงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ ทำให้รู้ว่าถั่วดาวอินคามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายจึงคิดจะแปรรูปในขั้นต้นก็เอาใบถั่วดาวอินคามาทำชาและนำเมล็ดมาคั่วบรรจุถุงจำหน่ายตามตลาดนัดใกล้บ้าน ซึ่งได้รับการตอบรับพอสมควร แต่ผลผลิตที่มีอยู่จำนวนมากไม่สามารถระบายออกได้เพียงเฉพาะตลาดนัดใกล้บ้านซึ่งมีคนจำนวนน้อยได้ จึงปรึกษากับหน่วยงานเกษตรต่างๆ ได้จัดซื้อเครื่องกะเทาะเปลือก เครื่องอบแห้ง เครื่องบรรจุ และเครื่องสกัดน้ำมัน เพิ่มเข้ามาเพื่อการแปรรูปให้ได้มาตรฐานกว่าเดิม

ช่วงนั้นพอดีคุณศิริพรซึ่งจบการศึกษาด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว ระดับปริญญาตรี จากจังหวัดนครราชสีมา ได้ไปทำงานโรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต โดยทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน หยุด 2 วัน ในช่วงเวลาว่างหลังเลิกงานจึงโพสต์ ขายสินค้าซึ่งตอนแรกเริ่มมีแค่ ชาถั่วดาวอินคาและเมล็ดถั่วดาวอินคาคั่ว ลงในโซเชียล และมีการจัดส่งถึงบ้านเฉพาะในตัวเมืองภูเก็ตซึ่งมีรัศมีการเดินทางไม่ไกลนัก ด้วยเทรนด์ของสุขภาพที่มาแรงและคุณสมบัติที่มีในถั่วดาวอินคาทำให้มีการตอบรับผลผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คุณศิริพรต้องลาออกจากงานโรงแรมที่มุ่งมั่นไปเรียนจนจบปริญญาตรี โดดมาทำการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพของถั่วดาวอินคาอย่างเต็มตัว ซึ่งแท้จริงแล้วพบว่าตัวเองรักงานเรื่องเกษตรมากกว่า

ด้วยการพัฒนาที่ต่อเนื่องได้รับความช่วยเหลือเรื่องแนวคิดจากส่วนงานราชการหลายหน่วยงานทำให้ครอบครัวเกษตรกรธรรมดาพัฒนาไปถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรขนาดเล็กในครัวเรือน ได้เข้าการแข่งขันผลิตภัณฑ์และได้รางวัลเป็นอันดับ 16 ของประเทศจากกรมพัฒนาชุมชนเมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา และกำลังก่อสร้างอาคารใหม่เพื่อเข้าสู่การรับรองของสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

การตลาดแบบถึงลูกถึงคน

จากพื้นฐานลูกค้าส่วนใหญ่ที่ภูเก็ตทำให้คุณศิริพรถือเอาภูเก็ตเป็นศูนย์การการจำหน่าย ส่วนผลิตภัณฑ์จะส่งมาจากจังหวัดลพบุรี ส่วนการออกร้านที่ภูเก็ตในช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของสัปดาห์แรกจะจำหน่ายอยู่ที่ห้างรามไลน์ สัปดาห์ที่ 3 ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์จะจำหน่ายอยู่ที่ห้างบิ๊กซี สัปดาห์ที่สี่จะจำหน่ายอยู่ที่ห้างโกเซอร์รี่จนถึงสิ้นเดือน ส่วนการส่งของให้กับลูกค้าในเมืองจะจัดส่งให้ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ สำหรับงานที่ศาลากลางจังหวัดทุกครั้งที่จัดงานก็จะไปจำหน่ายทุกครั้ง สำหรับร้านค้าที่นำไปจำหน่ายก็มีตัวแทนหลายจังหวัดแล้ว

ผลิตภัณฑ์ที่มีคือ ชาใบถั่วดาวอินคา เป็นซองแช่ บรรจุ 30 ซอง เป็นสูตรเพื่อสุขภาพ ส่วนสูตร 2 จะเน้นการลดน้ำหนักเพราะจะมีเปลือกของดาวอินคาอยู่ และเปลือกที่อบแห้งล้วนๆ ไม่ได้อยู่ในซองย่อยๆ จะนำมาต้มแล้วเก็บไว้ดื่มจำหน่ายถุงละ 150 บาท ถั่วดาวอินคาอบกรอบจะบรรจุแพ็กละ 50 กรัม 250 กรัม และ 500 กรัม มีแบบกะเทาะเปลือกกับไม่กะเทาะ แต่แนะนำไม่กะเทาะจะหอมกว่า

สำหรับกาแฟดาวอินคาจะนำกาแฟมาผสมกับถั่วดาวอินคาบดและใส่หญ้าหวานสกัดแทนน้ำตาล เป็นกาแฟทรีอินวันบรรจุ 12 ซอง จำหน่าย 150 บาท พระเอกของถั่วดาวอินคาคือ น้ำมันถั่วดาวอินคาสกัดเย็น ซึ่งได้จากถั่วดาวอินคาซึ่งปลูกในระบบอินทรีย์หรือเป็นเกษตรปลอดภัยในขวดบรรจุ 250 ซีซี ราคา 900 บาท ขวดบรรจุ 500 ซีซี ราคา 1,700 บาท ขวดบรรจุ 1 ลิตร ราคา 3,500 บาท สำหรับท่านที่รับประทานยากก็มีผลิตภัณฑ์น้ำมันถั่วดาวอินคาที่บรรจุแคปซูลไว้เหมือนน้ำมันตับปลา นอกจากนี้ ยังมีสบู่ดาวอินคา แชมพูดาวอินคาและน้ำสลัดของถั่วดาวอินคาอีก 3 รส แล้วแต่ผู้บริโภคจะชอบรสชาติไหน

นอกจากผลิตภัณฑ์ของถั่วดาวอินคาแล้ว ยังมีผลผลิตจากไร่ที่เหลืออีก 7 ไร่ รวมเป็น 14 ไร่ ซึ่งเป็นไม้ผลและพืชผักซึ่งสามารถนำมาจำหน่ายได้ที่ตลาดนัดข้างบ้านเกือบทุกวัน ปัจจุบันนอกจากแรงงานในครอบครัว 4-5 คนแล้ว ยังจำเป็นต้องจ้างแรงงานอื่นมาสมทบอีกวันละ 3-10 คนแล้วแต่งานที่มี ปัจจุบันคุณศิริพรบอกว่าจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบถั่วดาวอินคาที่กะเทาเปลือกแล้วเดือนละ 1 ตัน ผลผลิตที่ไร่ก็ไม่พอจึงได้รับซื้อจากเครือข่ายชาวบ้านในละแวกนั้นที่เคยปลูกมาพร้อมๆ กัน เพิ่มเติมอีกในราคาเดียวกับที่หน่วยงานเอกชนนั้นกำหนดคือ กิโลกรัมละ 40 บาทรวมเปลือก และที่กะเทาะแล้วกิโลกรัมละ 60 บาท

การที่มีอุปสรรคแล้วเกษตรกรอย่างเรายังสามารถต่อสู้ได้จนกระทั่งมาถึงจุดนี้ ถือเป็นตัวอย่างสำหรับเกษตรกรโดยทั่วไป ผู้เขียนย้ำเสมอว่าการทำการเกษตร เกษตรกรไทยไม่เป็นรองใคร แต่สำหรับการตลาดเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเกษตรกรรุ่นเก่า แต่สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก

คุณมุก-ณัชคิรากร ดำชมทรัพย์ นักศึกษาปริญญาโทรายนี้ สนใจเรียนสายเกษตร ตั้งแต่ ม. 3 ช่วงนั้นธุรกิจคอมพิวเตอร์กำลังบูม คุณแม่แนะนำให้เธอเรียนด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อจบแล้วมีงานทำแน่นอน คุณมุก ยอมรับว่า ตอนนั้น เธอยังไม่รู้จักตัวเองมากพอ จึงตัดสินใจเรียนในสาขาธุรกิจคอมพิวเตอร์ ตามความต้องการของคุณแม่ หลังเรียนจบ ในปี 2540 เธอทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ประมาณ 2 ปี ก็ตัดสินใจลาออก เพื่อทำอาชีพเกษตรที่เธอใฝ่ฝัน

คุณมุก บอกว่า เธอรู้จักกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ด้วยความบังเอิญ ช่วงนั้นเพื่อนรุ่นพี่รายหนึ่งในพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ที่ทำสวนกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 แต่ขายหน่อไม่ได้ เขารู้ว่า คุณมุกเก่งเรื่องการตลาด จึงฝากให้คุณมุกช่วยขายหน่อให้เขาหน่อย คุณมุกช่วยขายหน่อพันธุ์กล้วยปากช่อง 50 ของสวนดังกล่าว ในราคา หน่อละ 35 บาท และรับหน่อพันธุ์กล้วยหอมทองและกล้วยไข่มาขายควบคู่กันไป ปรากฏว่า ช่วง 1 ปี ที่ขายหน่อพันธุ์กล้วย สร้างผลกำไรที่ดี ทำให้เธอสนใจที่จะปลูกกล้วยเพื่อขายหน่อพันธุ์บ้าง

คุณมุก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50” เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดอย่างแพร่หลาย ช่วงประมาณ ปี 2551 กล้วยพันธุ์นี้เป็นผลงานวิจัยของ อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส และคณะ สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ตอบโจทย์ความต้องการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะมีเครือขนาดใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี จำนวนผลต่อหวี ประมาณ 18 ผล ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น ผลสุกมีความหวาน 26 องศาบริกซ์ หากปลูกดูแลดี เกษตรกรจะมีผลกำไรจากการขายกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ประมาณ 10,000-12,000 บาท ต่อไร่

หลังจากทำอาชีพเลี้ยงกุ้งขาวไปได้ 10 ปี คุณมุก ก็เรียนรู้ว่า อาชีพการเกษตรมีความเสี่ยงสูงในเรื่องความผันผวนของราคาสินค้า เกษตรกรไม่ว่าจะทำงานเก่งสักแค่ไหน ก็มักตกม้าตายในเรื่องราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นราคากุ้ง ราคาปลา คุณมุก จึงตัดสินใจปลูกพืชคือ กล้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงในการตลาด เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว คุณมุก ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 บนเนื้อที่ 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยพันธุ์นี้ ปลูกง่าย ตลาดตอบรับดีมาก จึงมองหาทำเลใหม่เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในอนาคต

คุณมุก บอกว่า ปลูกกล้วย 1 ต้น จะได้กล้วย 1 เครือ กล้วยเป็นพืชที่มีอายุสั้น ปลูกดูแลง่าย อย่างไรก็ได้กินกล้วยแน่นอน เมื่อคุณมุกเริ่มศึกษาเรื่องกล้วยมากขึ้น จึงรู้ว่า กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานถึง 100 แคลอรี อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโทส และกลูโคส มีเส้นใยกากอาหาร ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้า มีปริมาณแคลเซียมสูงสุด ยิ่งนำกล้วยน้ำว้าไปปิ้งหรือย่าง ปริมาณแคลเซียมจะยิ่งออกมาเยอะ คนไทยมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น แทนที่จะกินนมวัว ก็หันมากินกล้วยก็ได้แคลเซียมเช่นกัน

นอกจากนี้ การบริโภคกล้วย ยังได้คุณค่าอาหารประเภทโพแทสเซียมสูงและมีโซเดียม (เกลือ) ต่ำ ในผลกล้วย จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคความดันเลือดสูงและหลอดเลือดแตกได้ ตอนนี้ โรคฮิตของคนไทยคือ โรคกรดไหลย้อน หากกินกล้วยมื้อละ 1-2 ผล ประมาณ 1 เดือน ก็หายขาดจากโรคกรดไหลย้อนได้ แถมกล้วยยังมีวิตามินบี 6 ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากบดกล้วยน้ำว้าให้เด็กทารกอายุ 4 เดือน ขึ้นไป โปรตีนที่อยู่ในกล้วย คือ กรดอะมิโนอาร์จินิน และฮีสติดิน จะช่วยในการเจริญเติบโตของทารก ในระยะหลัง คนไทยเริ่มหันมาตระหนักถึงคุณประโยชน์ของกล้วยว่า เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทั้งด้านอาหารและยา ยิ่งทำให้กล้วยขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้างมากขึ้น

การปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตที่ดี อันดับแรกต้องเริ่มจากปรับสภาพพื้นที่ปลูกให้มีความเหมาะสมเสียก่อน สำหรับสวนกล้วยของคุณมุกในอดีตเคยเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลามาก่อน เธอจึงปรับสภาพพื้นที่ใหม่เป็นแปลงยกร่อง ขนาดความกว้าง 4 เมตร แม้จะปลูกต้นกล้วยได้ปริมาณน้อย แต่ช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ดี หลังจากเตรียมแปลงปลูกเสร็จ หว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างของดิน หลังจากนั้น จึงค่อยนำหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 มาปลูก ในระยะห่าง 2×4 เมตร หากใครต้องการปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ คุณมุก แนะนำให้ปลูกในระยะห่าง 3×4 เมตร หากใครอยากได้กล้วยหวีใหญ่ๆ ควรกำหนดระยะห่างระหว่างต้นให้มากสักหน่อย เพื่อช่วยในเรื่องคุณภาพของกล้วย

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ปลูกดูแลรักษาง่าย ระวังอย่าให้ต้นกล้วยขาดน้ำ เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของต้นกล้วย เธอใช้ปุ๋ยหมักบำรุงต้นกล้วยเพื่อประหยัดต้นทุน หลังปลูกจะใส่ปุ๋ยหมักโบกาฉิ ที่ทำจากปุ๋ยขี้ไก่ ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ต้นกล้วยเกิดการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น โรยรอบทรงพุ่ม ประมาณ ต้นละ 2 กิโลกรัม

พอเข้าเดือนที่ 4-5 เป็นต้นไป คุณมุก เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยหมักจากขี้หมูและขี้แดดนาเกลือ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นกล้วยได้รับธาตุอาหารประเภทฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ทั้งนี้ ต้นกล้วยจะให้ผลผลิตเร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับสภาพภาวะอากาศและการดูแลเป็นสำคัญ สำหรับสวนกล้วยของคุณมุก เมื่อปลูกได้เดือนที่ 7-8 ต้นกล้วยจะเริ่มแทงปลีออกมา รอไปอีก 3-4 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว

คุณมุก แนะนำว่า ระหว่างที่ปลูกกล้วยในช่วงเดือนที่ 1-8 เกษตรกรควรมองหาตลาดรับซื้อผลผลิตไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด ผลผลิตกล้วยรุ่นแรกที่เก็บขาย ประมาณ 4-5 ตะกร้า คุณมุก นำไปฝากขายหน้าร้านขายอาหารสัตว์ในท้องถิ่น ออกจากร้านไม่ถึง 15 นาที เจ้าของร้านโทรศัพท์มาบอกว่า กล้วยขายหมดแล้ว เพราะกล้วยสวย แม่ค้าเหมาซื้อทั้งหมด ในราคาหวีละ 25 บาท สร้างความภูมิใจให้กับเธอมาก เพราะเป็นผลผลิตรุ่นแรกที่นำออกขาย

ทุกวันนี้ คุณมุก ก็เน้นขายกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ให้กับแม่ค้าแผงในตลาดสด และแม่ค้ากล้วยทอด โดยอาศัยวิธีแนะนำตัวและแจกนามบัตรกับแม่ค้าให้รู้จักว่า สวนของเธอปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 หากแม่ค้าต้องการผลผลิตช่วงไหน โทร.สั่งซื้อได้ มีสินค้าส่งถึงมือได้ตลอด อาศัยเทคนิคการขายลักษณะนี้ ทำให้เธอมีฐานลูกค้ากระจายอยู่ในตลาดท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

ก่อนตัดสินใจปลูกกล้วย คุณมุก บอกว่า ควรศึกษาแหล่งที่รับซื้อด้วยว่า ตลาดต้องการกล้วยพันธุ์ไหน หากตลาดต้องการซื้อกล้วยเพื่อนำไปแปรรูปในลักษณะกล้วยตาก ควรปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง หากตลาดต้องการซื้อเพื่อทำกล้วยทอด กล้วยฉาบ ควรปลูกกล้วยพันธุ์ปากช่อง 50 เพราะเป็นพันธุ์กล้วยที่ให้ผลผลิตสูง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี กล้วยพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ปลูกรุ่นแรก จะมีขนาดผลใหญ่ เท่าขวดกระทิงแดง กล้วย 1 ผล จะผ่าได้ 4 ชิ้น เมื่อนำไปทำกล้วยทอด แม่ค้าจะชอบมาก เพราะขายแล้วได้กำไรงาม

การปลูกกล้วยของแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน คุณมุก มีโอกาสสำรวจพื้นที่การทำเกษตรในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตนาข้าว ที่มีศักยภาพในการปลูกกล้วยน้ำว้าได้มากมายมหาศาล เพียงแค่ปลูกกล้วยน้ำว้าบนคันนาสัก 1-2 กอ ต่อครัวเรือน ก็จะมีกล้วยสำหรับบริโภคในครัวเรือนและส่งขายตลาด หากใครมีผืนนา 30 ไร่ ปลูกกล้วยล้อมรอบคันนา ก็มีโอกาสสร้างรายได้ก้อนโต จากการขายหน่อกล้วย ขายผลกล้วย ป้อนเข้าตลาดสด หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป

คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่

ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ

หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่าจะหวานจริงๆ

“เพราะในตอนนั้นไม่ว่าหน่อไม้อะไร คนขายก็มักจะโฆษณาว่าเป็นหน่อไม้หวานเสมอ ทำให้คนซื้อไม่แน่ใจ เราจึงได้แจกให้ชิม เพื่อจะทำตลาด และก็ได้นำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรี นิทรรศการงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดขึ้น เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวานสายพันธุ์ใหม่ คือ ไผ่บงหวาน ที่หวาน หอม กรอบ อร่อย และรับประทานสดๆ ได้” คุณภัทรา กล่าว

ปี 2550 ปีแรกที่จำหน่ายหน่อไม้ จากต้นไผ่ 1,700 กอ จากสมุดบันทึกที่จดไว้พบว่า สามารถสร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไผ่บงหวานเป็นพืชตัวหลักของสวน และมีความคิดที่จะขยายจนเต็มพื้นที่ 9 ไร่ เพราะคิดว่าพืชตัวนี้ได้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย และใช้สารชีวภาพ อีกทั้งโรคและศัตรูพืชไม่มี ยิ่งกว่านั้นก็ได้กระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีมาเรื่อยๆ

จากคำบอกเล่าของคุณภัทรา ได้ชี้ให้เห็นว่า รายได้ที่มาจากไผ่บงหวานที่ปลูกไว้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง ในปี 2551 มีรายได้ถึง 250,000 บาท จึงทำให้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มจนเต็มทั้ง 14 ไร่ มาถึงปัจจุบัน

“อย่าง ปี 2557 ทิศทางตลาดของหน่อไม้บงหวานมีกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายหน้าสวนของแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-200 บาท มีร้านอาหารหลายร้านติดต่อเข้ามาขอซื้อ เพื่อนำไปเป็นเมนูอาหารประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู

จากที่ตลาดได้ให้ความสนใจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง เว็บ SBOBET จึงทำให้ครอบครัวจันทร์ศรีได้มีการต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดร้าน “บ้านสวนไผ่หวาน” ขึ้น ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เน้นการใช้จุดเด่นของไผ่บงหวาน คือความอร่อย มาเป็นสารพัดเมนูประจำร้าน

นับเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ไผ่บงหวานอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี และสวนไผ่บงหวานได้ย้ายมาปลูกใหม่ในส่วนของหลังร้าน ราวๆ 2 ไร่ เพื่อนำผลผลิตมาใช้ที่ร้านและแบ่งขายเป็นหน่อไม้สด ซึ่งจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

คุณภัทรา เล่าประสบการณ์ว่า ผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติหวาน ไม่ขม สามารถรับประทานเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสด และไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณภัทรายังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือด เฉลี่ย 5-7 นาที เท่านั้น นำมารับประทานได้เลย ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง

สำหรับพันธุ์ไผ่บงที่ปลูก คือ พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ประวัติความเป็นมาของ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นการพัฒนาพันธุ์ไผ่บงหวานเมืองเลย นำเมล็ดมาเพาะเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นต้นที่คัดมาจากต้นที่เพาะเมล็ด เมื่อ ปี 2549 และขุดแยกเหง้าจากต้นแม่มาขยายพันธุ์ ทำให้มีอายุอยู่ได้มากกว่า 50 ปี แน่นอน และลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ลักษณะเด่น คือสามารถทำหน่อนอกฤดูได้ หน่อดก หน่อใหญ่เต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป สามารถขุดหน่อได้ตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และที่สำคัญรับประทานสดๆ ได้ ทำให้สามารถนำไปประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ สลัด ห่อหมก ผัด ชุบแป้งทอด ต้มจืด ไม่มีสารไซยาไนด์ ปลูกง่าย ดูแลจัดการง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน