หลังจากนั้น ทีมนักวิจัยได้ใช้เวลาปลูกคัดเลือกนานถึง 7 รอบ

โดยศึกษาลักษณะต่างๆ ของมะละกอ เช่น ลักษณะของใบและก้านใบ วัดความยาวของใบ วัดความกว้างของใบ วัดความยาวของใบ วัดสีของใบ ทำการถ่ายรูป ลักษณะภายนอกและภายในของผลศึกษาน้ำหนักผล รูปร่างผล โดยวัดความกว้างและความยาวของผล สีผิวของผลภายนอก เมื่อดิบและสุก ความหนาเนื้อโดยผ่าตรงส่วนที่กว้างที่สุด น้ำหนักเนื้อ น้ำหนักเปลือก น้ำหนักเมล็ด โดยชั่งเป็นกรัม สีของเนื้อเมื่อสุก เปอร์เซ็นต์ Total Soluble Solids (%TSS) การชิมรส โดยให้คะแนนตามเกณฑ์

จนในที่สุด ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกมะละกอสายพันธุ์ใหม่ คือ ปากช่อง 2 ที่มีขนาดผลขนาดปานกลาง น้ำหนักผล 1,000-1,200 กรัม ต้นมะละกอปากช่อง 2 มีลักษณะใบ 7 แฉก ใบสีเขียวเข้ม ใบกว้าง 65-70 เซนติเมตร ใบยาว 65-70 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียว ยาว 80-89 เซนติเมตร น้ำหนักผลสุก 900-1,100 กรัม สีผิวผลสุกสีเหลือง สีเนื้อสุกส้มแดง ความหนาเนื้อ 3 เซนติเมตร ความหวาน 12-14 องศาบริกซ์ เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากปลูกประมาณ 8 เดือน ผลผลิต 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น ในระยะ 18 เดือน ค่อนข้างทนต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน รสชาติดี เนื้อไม่เละ จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นพันธุ์ส่งเสริมการผลิตเชิงการค้า

การปลูกดูแล
มะละกอลูกผสมพันธุ์ปากช่อง 2 มีลักษณะดี ผลดก ต้นสมบูรณ์แข็งแรง มีขนาดผลประมาณ 1,000 กรัม ที่ตลาดยอมรับได้ ปัจจุบันมะละกอลูกผสมพันธุ์นี้ ไม่ได้ปลูกสะเปะสะปะในพื้นที่ทั่วไปเหมือนกับมะละกอพันธุ์อื่นๆ พื้นที่ปลูกมะละกอสายพันธุ์นี้ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของโครงการหลวง

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้พื้นที่การปลูกมะละกอปากช่อง 2 ยังไม่กว้างขวางมากนักเนื่องจากมะละกอพันธุ์นี้มีจุดอ่อนในเรื่องน้ำ หากขาดแคลนน้ำสำหรับเพาะปลูก ต้นมะละกอจะมีผลผลิตขาดช่วงได้ ดังนั้น โครงการหลวงจึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะละกอพันธุ์นี้ในแหล่งที่มีการปลูกผักและมีระบบน้ำชลประทานสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นมะละกอได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ

การปลูกมะละกอโดยทั่วไป นิยมนำมะละกอต้นกระเทยมาเพาะเมล็ด จนได้ต้นกระเทย ทั้งนี้ ตลาดต้องการเพียง 2 ส่วน และต้นตัวเมีย 1 ส่วน ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมขยายพันธุ์มะละกอแบบเดิมๆ โดยหยอดเมล็ดพันธุ์มะละกอ 3 ต้น ต่อหลุม เมื่อต้นโตต้องคอยสังเกตว่า ต้นมะละกอออกดอกเป็นต้นตัวเมียหรือไม่ หากใช่ก็ต้องตัดต้นตัวเมียทิ้ง วิธีนี้ทำให้เกษตรกรได้มะละกอพันธุ์ดีเพียงแค่ 33% เสียทั้งเวลาและสิ้นเปลืองเงินทุน

ดังนั้น โครงการหลวงจึงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยนำต้นกระเทยมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จนได้ต้นกระเทยที่มีลักษณะสมบูรณ์เพศครบถ้วนแจกจ่ายให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการหลวงได้นำไปปลูก เรียกว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์กระเทย 100 ต้น ไปปลูกก็ได้มะละกอพันธุ์ดี 100 ต้นตามที่ตลาดต้องการ

มะละกอเป็นพืชอายุสั้นเพียงแค่ 2 ปี แถมเสี่ยงต่อการเป็นโรคพืชได้ง่าย โดยเฉพาะปัญหาโรคไวรัสวงแหวน ทุกวันนี้ โครงการหลวงจึงมีศักยภาพการผลิตต้นพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 สำหรับใช้ปลูกทดแทนต้นเก่าอายุ 2 ปีที่ครบอายุการตัดโค่นเพียงแค่ปีละ 4,000-5,000 ต้น โดยจำหน่ายต้นพันธุ์แก่เกษตรกรในราคาถูกเพียงต้นละ 25 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกมะละกอซ้ำในพื้นที่เดิมได้ โดยกำจัดเพลี้ย ที่เป็นแมลงพาหนะของโรคไวรัสวงแหวนออกไปจากแปลงปลูกเสียก่อน

เนื่องจากมะละกอเป็นผักและผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ตลาดจึงมีความต้องการบริโภคมะละกอเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น มะละกอปากช่อง 2 จึงเป็นสินค้าทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คนไทยได้บริโภคผักและผลไม้รสอร่อยและมีคุณภาพดี สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

คุณดวงเพ็ญ แก่นทองหล่อ หนุ่มใหญ่เมืองบุรีรัมย์ อายุ 51 ปี อาศัยอยู่ในอำเภอหนองกี่ เติบโตมาในครอบครัวชาวนา ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก คุณดวงเพ็ญจึงต้องเป็นแรงเสริมช่วยพ่อแม่ทำนาและรับจ้างทั่วไปตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากทางบ้านไม่มีกำลังมากพอที่จะส่งเสียให้คุณดวงเพ็ญได้เรียนหนังสือ อาชีพของคุณดวงเพ็ญจึงไม่มีให้เลือกมากนัก ทำให้คุณดวงเพ็ญตัดสินใจยึดอาชีพการทำนามาตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาชีพการทำนามีรายได้ที่ไม่มากและไม่แน่นอน บ่อยครั้งที่ครอบครัวของคุณดวงเพ็ญขาดทุน

เมื่อหมดฤดูการทำนา คุณดวงเพ็ญ แก่นทองหล่อ ก็ถูกเพื่อนชักชวนมารับจ้างถอนมันที่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เนื่องจากช่วงนั้นคุณดวงเพ็ญไม่มีรายได้จากการทำนา เพราะอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างแล้ง และเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คุณดวงเพ็ญพบรักกับภรรยา คุณอัญชลี แก่นทองหล่อ อายุ 50 ปี ซึ่งครอบครัวของภรรยาก็เป็นเกษตรกรเช่นกัน คุณดวงเพ็ญจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่กับภรรยาที่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี และยังคงยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ภรรยาได้ให้กำเนิดลูกสาวคนแรก และลูกชายคนที่สอง อายุห่างกัน 4 ปี ปัจจุบัน ลูกสาวคนโตอายุ 16 ปี ลูกชายคนเล็กอายุ 12 ปี

หนทางชีวิตที่ต้องสู้ตั้งแต่วัยเด็กของคุณดวงเพ็ญ ทำให้คุณดวงเพ็ญไม่เคยเลือกงาน แต่การรับจ้างทั่วไปกับการทำนา ก็ไม่ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่ดีขึ้น หรือมีเงินมากพอที่จะใช้จ่าย ด้วยลูกสาวคนโตสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และลูกชายคนเล็กถึงเกณฑ์ที่จะต้องเข้าเรียนหนังสือ ในตอนนั้นคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างคุณดวงเพ็ญไม่รู้จะหาทางออกให้กับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

แต่ชีวิตของคุณดวงเพ็ญก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อมีเพื่อนบ้านมาชวนให้ปลูกมะเขือเปราะ เพราะเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาปลูกไม่นาน และสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี คุณดวงเพ็ญจึงตัดสินใจปลูกมะเขือเปราะ บนเนื้อที่ 1 ไร่ เพื่อทดลอง ระยะเวลาผ่านไป 6 เดือน หลังจากเก็บผลผลิต ในตอนนั้นคุณดวงเพ็ญบอกว่า ได้กำไร 4,000-5,000 บาท/ไร่ ทำให้ในช่วงนั้นมีเงินส่งลูกชายคนเล็กเรียนหนังสือ และมีเงินพาลูกสาวคนโตไปโรงพยาบาล คุณดวงเพ็ญจึงเพิ่มจำนวนแปลงปลูกมะเขือเปราะเพิ่ม

ปัจจุบัน คุณดวงเพ็ญ มีไร่มะเขือเปราะเป็นของตนเอง จำนวน 12 ไร่ ทำไร่มะเขือเปราะมากว่า 13 ปี แต่คุณดวงเพ็ญก็ยังคงไม่ทิ้งอาชีพทำนา ที่เป็นอาชีพดั่งเดิมของครอบครัว

ใช้ขุยมะพร้าวเพาะกล้า
ช่วยรากงอกเร็ว ไม่เหี่ยวเฉา
คุณดวงเพ็ญ อธิบายถึงหลักการในการปลูกมะเขือเปราะ เริ่มจากการเพาะเบี้ย ถาดหลุมเพาะเบี้ย 105 หลุม ใส่ขุยมะพร้าวที่ก้นหลุมถาดเพาะและใส่เมล็ดมะเขือเปราะ หลุมละ 1 เมล็ด จากนั้นใส่ขุยมะพร้าวโรยด้านบนอีกครั้งหนึ่ง สาเหตุที่ใช้ขุยมะพร้าวแทนดินเนื่องจากขุยมะพร้าวมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี ทำให้รากงอกไวและรากจะติดอยู่กับขุยมะพร้าว ทำให้เมื่อขนย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ต้นกล้าจะไม่เหี่ยวเฉา เมื่อเสร็จแล้วนำถาดเพาะต้นกล้าไปไว้ในแปลงเพาะ โดยใช้ซาแรนความหนา 70 เปอร์เซ็นต์ คลุม เพื่อให้มีแสงแดดผ่านเข้าได้บ้าง ทำให้ต้นกล้าไม่เจอกับแสงแดดที่แรงจนเกินไป จากนั้นรดน้ำ โดยใช้สปริงเกลอร์ อัตราส่วนในการรดน้ำ คือ 15-20 นาที รดน้ำในเวลาช่วงเช้า-เย็น โดยต้นกล้าจะใช้เวลาเพาะอยู่ที่ 28-32 วัน จึงจะสามารถนำลงแปลงปลูกได้

การเตรียมดินสำหรับแปลงปลูก ใส่ขี้วัวนมในพื้นที่เพาะปลูกแล้วไถผาล 3 ทิ้งดินเอาไว้เป็นระยะเวลา 10 วัน จากนั้นไถผาล 7 และทิ้งดินไว้ 5-7 วัน ชักร่อง 2 แล้วก็จะเป็นขั้นตอนการนำต้นกล้าลงแปลงปลูก วิธีลงแปลงปลูกเริ่มจากการวางสายน้ำพุ่ง ระยะห่างของร่อง 2 เมตร และนำต้นกล้าลงแปลงปลูกโดยเว้น06ระยะห่างของต้น 1 เมตร ปลูกด้วยความลึกครึ่งฝ่ามือ เมื่อนำลงหลุมแปลงปลูกเสร็จสิ้นแล้ว รดน้ำเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมง หลังจากกล้าลงแปลงปลูก จากนั้นลดเวลาในการรดน้ำลง ให้เหลือ เช้า-เย็น 2-3 ชั่วโมง/ครั้ง เมื่อลงแปลงปลูกครบ 7 วัน จะเปลี่ยนการรดน้ำเป็น 2 วัน รดน้ำ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมง

ใช้นมสดฉีดพ่น เน้นผิวเนียน
ผิวสวยมันเป็นเงา ขายง่ายเมื่อต้นมะเขืออายุครบ 20 วัน โรยขี้วัวที่โคนต้นมะเขือ เพื่อให้เกิดไส้เดือนและดินจะเกิดการร่วนซุย ทำให้ต้นมะเขือเจริญเติบโตได้ดี จากนั้นฉีดพ่นฮอร์โมนให้กับต้นมะเขือเพื่อให้ต้นมีความสมบรูณ์ หลังจาก 7 วัน ใส่ปุ๋ยทางดิน สูตรเสมอ 15-15-15 เมื่อครบ 1 เดือน ก็จะฉีดพ่นเพื่อเร่งดอก โดยควบคู่ไปกับการดายหญ้าและพรวนดิน เมื่อครบ 40-45 วัน ผลผลิตจะเริ่มออก ให้ใส่ปุ๋ยทางดิน สูตร 16-16-16 เพื่อเร่งดอก เร่งผล หลังจากนั้นจะฉีดพ่นฮอร์โมนทุกๆ 10 วัน เพื่อให้ผิวมะเขือสวย ไม่เหี่ยว ขั้วเขียว ควบคู่ไปกับการฉีดพ่นด้วยนมสด นมสดจะช่วยให้มะเขือผิวเนียนสวยเงายิ่งขึ้น เมื่อต้นมะเขือมีอายุได้ 58-65 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่ายสู่ท้องตลาด

“บางช่วงมะเขือเปราะราคารับซื้อหน้าสวน สูงถึง 15 บาท/กิโลกรัม แต่ในบางช่วงก็มีเช่นกันที่ราคารับซื้อหน้าสวนตกต่ำ อยู่ที่ 2-3 บาท/กิโลกรัม แต่ก็ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งอาชีพที่ทำให้ลืมตาอ้าปากได้ จากการปลูกมะเขือเปราะ ในระยะเวลา 6 เดือน เรามีรายได้เพิ่มจากการขายผลผลิต 6,000-7,000 บาท/ไร่”

สำหรับท่านใดที่สนใจ ผลผลิตมะเขือเปราะ ต้นกล้ามะเขือเปราะ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บ้านบ่อคู่ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา หันมาปลูกโกโก้สายพันธุ์ชุมพร 1 ส่งขาย สร้างรายได้ดี โดยผลผลิตโกโก้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทุกเดือน เนื่องจากผลจะทยอยออกอย่างต่อเนื่อง และมีตลาดรับซื้ออย่างต่อเนื่อง

ลุงธรรม มูลปุ๊ก เกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา กำลังเข้าทำการดูแลผลผลิตโกโก้ที่ปลูกไว้กว่า 320 ต้น ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กำลังให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ และเริ่มทยอยเก็บได้อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีมาแล้ว โดยในปีนี้ผลผลิตออกลูกดกมาก ซึ่งแต่ละเดือนสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 2 รอบ เฉลี่ยแล้วมากกว่า 100 กิโลกรัม

ลุงธรรม กล่าวว่า สวนโกโก้แปลงนี้เคยปลูกปาล์มน้ำมันและมะละกอมาก่อนแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากราคาปาล์มตกต่ำ ตัดขายยอดอ่อนทิ้งไป ต้นละ 100 บาท จากที่ซื้อต้นพันธุ์มาปลูก ต้นละ 160 บาท และมะละกอก็เป็นพืชที่มีอายุสั้นและมีปัญหาโรคไวรัสวงแหวน ตนเองจึงหันมาปลูกโกโก้ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา โดยทำการปลูกจำนวน 320 กว่าต้น เวลาผ่านไป 2 ปี 8 เดือน พบว่าโกโก้ให้ผลผลิตเป็นอย่างดี โดยสามารถเก็บผลผลิตดังกล่าวได้มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี แล้ว ซึ่งโกโก้นั้นจะเป็นพืชที่ออกลูกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยในรอบเดือนสามารถเก็บผลลิตได้ 2 รอบ เฉลี่ยประมาณกว่า 100 กิโลกรัม ต่อเดือน ซึ่งจะส่งขายในราคากิโลกรัมละ 10-15 บาท ซึ่งมีตลาดรองรับ สามารถเก็บได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโกโก้จะทยอยออกรุ่นต่อรุ่นตลอดทั้งปี สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี และถือเป็นพืชที่มีอนาคต และสามารถอยู่ได้ 50-70 ปี

โกโก้ เป็นพืชเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 25-28 องศาเซลเซียส ต้องการน้ำสม่ำเสมอ พื้นที่ที่เหมาะสมควรมีฝนตกสม่ำเสมอตลอดทั้งปี หรือควรมีแหล่งน้ำเพียงพอ ดินที่เหมาะสมควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร pH ประมาณ 6.5 โกโก้ชอบดินระบายน้ำดี แต่ก็สามารถทนน้ำท่วมได้ถึง 5 เดือน โกโก้เป็นพืชที่ต้องการร่มเงาพอสมควร โดยเฉพาะต้นที่ยังเล็กอยู่

สายพันธุ์โกโก้ที่ปลูก สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
ครีโอโล (Criollo) ผลค่อนข้างใหญ่ สีแดง หรือออกเหลือง เปลือกบาง ผิวขรุขระ ก้นผลแหลม เมล็ดใหญ่สีขาว หรือม่วงอ่อน และมีกลิ่นหอม เป็นพันธุ์ที่อุตสาหกรรมช็อกโกแลตต้องการมาก แต่ไม่ทนต่อโรคแมลง จึงไม่เป็นที่นิยมปลูกในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พันธุ์ Forastero ลักษณะผลสั้น ผลสุกสีเหลือง ผิวเรียบไม่ขรุขระ มีร่องตื้นๆ ตามแนวผล ให้ผลผลิตสูงกว่า Criollo แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ เวสแอฟริกัน อมิโลนาโด (West African Amelonado) เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถผสมตัวเองได้ และเมื่อปลูกด้วยเมล็ด มักไม่กลายพันธุ์ ทนทานต่อโรคแมลงได้ดี แต่มักอ่อนแอต่อโรค ยอดแห้งและกิ่งแห้ง โกโก้พันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูงเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ลักษณะของผลมีสีเขียว ค่อนข้างยาว เมื่อแก่มีสีเหลือง เปลือกหนา ก้นมน เมล็ดสีม่วงเข้มค่อนข้างแบน อัพเปอร์ อเมซอน (Upper Amazon) ผลสีเขียว เมื่อแก่เป็นสีเหลือง เมล็ดสีม่วงเข้ม ให้ผลผลิตสูงกว่าและเร็วกว่าพันธุ์อมิโลนาโด

ทรีนิ ตาริโอ (Trinitario) เป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่าง Amelonado กับ Criollo คุณภาพเมล็ดสูงกว่าพันธุ์ อมิโลนาโด และต้านทานโรค แมลง แต่ผลผลิตต่ำกว่า Forastero และเป็นพันธุ์ที่ต้องการผสมข้ามต้น ขยายพันธุ์โดยการติดตา หรือปักชำ สำหรับในประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมออกมาอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ คือ

พันธุ์ลูกผสม ชุมพร 1 ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพเมล็ดดี โดยให้ผลผลิตเมล็ดโกโก้แห้งสูงสุดตลอดเวลาการทดลอง 13 ปี สูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรปลูก ประมาณ 31.4% ให้ผลผลิตเฉลี่ย 127.2 กิโลกรัม/ไร่ เมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง ประมาณ 57.27% ลักษณะผล ป้อม ไม่มีคอ และก้นไม่แหลม ผิวผลเรียบ ร่องค่อนข้างตื้น เมล็ดมีเนื้อในเป็นสีม่วง มีความทนทานต่อโรคกิ่งแห้งค่อนข้างสูง ทนทานต่อโรคผลเน่าดำปานกลาง ลักษณะการผสมเกสร เป็นพวกผสมข้ามต้น ควรปลูกลูกผสมพันธุ์อื่นร่วมด้วยอย่างน้อย 1 พันธุ์ ในแปลงเดียวกัน โดยปลูกคละปนกันไปเพื่อประโยชน์ในการผสมเกสร

พันธุ์ลูกผสม I.M.1 พัฒนาพันธุ์ โดย ดร. สัณห์ ละอองศรี อดีตอาจาร์สาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะเด่นคือ เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง เหมาะสำหรับปลูกในเขตภาคกลาง เหนือและอีสาน ให้ผลผลิตสูง เริ่มออกดอกติดผลและเก็บเกี่ยวได้ในปีที่ 3 หลังจากปลูก เมล็ดแห้งมีขนาดและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด เมล็ดมีปริมาณไขมันสูง เฉลี่ย 52 เปอร์เซ็นต์

การขยายพันธุ์โกโก้ สามารถทำได้ทั้งการติดตา ทาบกิ่ง แต่ที่เกษตรกรไทยนิยมมากที่สุดคือ การเพาะเมล็ด

การปลูกโกโก้ เป็นพืชที่ชอบร่มเงา และไม่ชอบแดดจัดเกินไป การปลูกโกโก้นั้น นิยมปลูกแซมในสวนมะพร้าว เพราะปริมาณแสงแดดที่โกโก้ได้รับจะเหมาะสมพอดี ไม่มากและน้อยเกินไป และโกโก้มีระบบรากลึก ไม่แย่งอาหารกับมะพร้าว ระยะปลูกที่ให้ผลผลิตดีกรณีปลูกโกโก้เดี่ยวๆ คือ 3×4 เมตร แต่ในมาเลเซียมีการปลูกมะพร้าว ระยะ 9×9 เมตร แซมด้วยโกโก้ ระยะ 3×3 เมตร ซึ่งได้ผลดี โดยรายได้ของโกโก้ จะเป็น 2 เท่า ของรายได้จากมะพร้าว และยังทำให้ผลผลิตมะพร้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย การปลูกโกโก้ในสวนมะพร้าว ต้องปลูกต้นโกโก้ห่างจากต้นมะพร้าวอย่างน้อย 2 เมตร หากมะพร้าวมีอายุมาก และต้นสูง แสงแดดอาจมากเกินไปสำหรับต้นโกโก้เล็ก ก็ควรพรางแสงด้วยทางมะพร้าว หรือปลูกปอเทืองรอบๆ ต้นโกโก้ เพื่อช่วยพรางแสง สำหรับในประเทศไทยนั้น นอกจากมะพร้าวแล้ว ยังนิยมปลูกโกโก้แซมสวนปาล์ม สวนยาง และสวนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการปลูกโกโก้เป็นพืชเชิงเดี่ยว

การเก็บผลโกโก้ จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อย่างเข้าปีที่ 3 โดยโกโก้จะทยอยออกดอกเป็นรุ่นตลอดทั้งปี โดยปกติจะห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ หากดูแลดี โกโก้จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยจะเก็บเกี่ยวได้ 2-3 สัปดาห์ ต่อครั้ง อายุของผลนับจากดอกบาน ประมาณ 5-6 เดือน ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง หรือแดง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ การเก็บผลโกโก้นั้นควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลออกจากกิ่ง ไม่ควรใช้มือเด็ด เพื่อป้องกันไม่ให้ขั้วผลช้ำ เพื่อจะได้เกิดเป็นตาดอกและผลรุ่นถัดไป

การหมักโกโก้ ผลโกโก้ที่เก็บมาแล้วจะต้องผ่าผลแล้วแกะเมล็ดออกจากผลและไส้ที่ติดมากับเมล็ด แล้วนำเมล็ด (พร้อมทั้งเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว) มาหมักเพื่อให้ได้เมล็ดโกโก้แห้งที่มีกลิ่น รส และคุณภาพที่ดี โดยผลที่จะนำมาหมักต้องสุกพอดี โดยดูจากสีผลที่เป็นสีเหลือง ปริมาณเมล็ดโกโก้ที่เหมาะสมกับการหมักแต่ละครั้งอยู่ระหว่าง 50-100 กิโลกรัม หรือประมาณ 500 ผล (ปริมาณต่ำสุดไม่ควรน้อยกว่า 30 กิโลกรัม) เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดี

เทคนิคการหมักโกโก้ ซึ่งมีวิธีการหมักโกโก้แบบง่ายๆ และได้ผลดี โดยเริ่มต้น ให้ผ่าผลโกโก้ออกเป็น 2 ส่วน คว้านเอาเฉพาะส่วนเมล็ด (ไม่เอาแกน) จากนั้นนำเมล็ดโกโก้ใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ใส่เมล็ดโกโก้ไปประมาณ 12 กิโลกรัม ผูกปากถุงด้วยเชือกให้แน่น โดยให้มีพื้นที่ว่างปากถุง ประมาณสัก 30% ของขนาดถุง หมักไว้ 8 วัน ก็จะได้โกโก้ที่มีคุณภาพ

ปัจจุบัน มีผู้เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกโกโก้ zunescene.mobi ทั้งมีการทำสัญญาและไม่ทำสัญญา ก็ขอให้เกษตรกรพิจารณาดูให้ดี เพราะลุงธรรมเองก็บอกกับผู้เขียนว่า ตอนแรกที่ปลูกก็เพราะมีคนมาส่งเสริมให้ปลูกและจะรับซื้อผลผลิตคืน พอผลผลิตออกกลับไม่มารับซื้อ จำเป็นต้องหาแหล่งรับซื้อเอง จึงได้ขายให้กับวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรบนดอย ที่อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน แปรรูปส่งขายประเทศแคนาดา โดยเขามารับผลผลิตถึงสวน หากผลผลิตน้อยก็ให้ส่งทางขนส่งเอกชน โดยทางโรงงานรับผิดชอบค่าขนส่ง มีข้อมูลอีกอย่างหนึ่งว่าผลผลิตที่ต่างประเทศต้องการเป็นพันธุ์หอมในขณะนี้คือพันธุ์ ไอเอ็ม1 (I.M.1) ซึ่งมีโรงงานแปรรูปอยู่ที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รับซื้อผลสดนำไปหมักและแปรรูปเอง

หากใครสนใจ ทางบริษัทมีต้นพันธุ์ฟรีให้ท่านไปปลูก โดยเกษตรกรแถบเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง จะปลูกพันธุ์นี้กัน ส่วนอีกพันธุ์คือ พันธุ์เนื้อ หรือพันธุ์ชุมพร 1 จะมีความหอมน้อย กว่า มีบางคนที่มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ขายกล้าพันธุ์ให้เกษตรกรถึงต้นละ 100 บาท ลุงธรรมจึงฝากบอกว่า หากจะต้องซื้อกล้า ราคาไม่ควรเกิน 30-35 บาทเท่านั้น

นับกว่าร้อยปีมาแล้ว ใครที่รู้จักเมืองอุตรดิตถ์ ก็พูดถึงลับแลเมืองแม่หม้าย รู้จักเมืองลับแล ก็พูดถึงลางสาด อยากกินลางสาด ก็ต้องไปเมืองลับแล ต่อมามีการกระจายขยายพื้นที่ปลูกลางสาดออกไปหลายแห่ง ซึ่งก็กระจายอยู่ใกล้ๆ กับพื้นที่ดั้งเดิม ที่เมืองลับแล โดยการแพร่กระจาย ก็ใช้วิธีเดียวกับการมีลางสาดตอนเริ่มต้นบนพื้นที่เมืองลับแล คือคนกินแล้วเก็บเอาเมล็ดไปเพาะ ได้ต้นใหม่ แต่เนื่องจากมีเหตุ 2-3 ประการ ได้แก่

หนึ่ง ลางสาดเป็นผลไม้ที่ต้องกินตอนสุกงอม จึงจะมีรสชาติหวาน ไม่ค่อยมียางเหนียว ทำให้เจ้าของจำเป็นต้องตัดตอนที่แก่จัด ตัดมาแล้ววันสองวันก็เริ่มร่วงหลุดจากพวง สองสามวันจะสีคล้ำ เหมือนผลไม้เน่าเสีย ผู้บริโภคจึงไม่ค่อยชอบใจนัก อีกประการ เริ่มมีทางเลือกให้หาผลไม้อื่นมาเป็นคู่เปรียบ จึงหันเหความนิยมไปหาผลไม้นั้นเสียมาก ประกอบกับผลไม้ชนิดใหม่ปลูกแข่งลางสาดได้ผล ชนะด้านผลผลิต ด้านคุณภาพดีกว่า เป็นช่อพวงคงทน รสชาติหวาน หอม กรอบกว่า ราคาซื้อขายดีกว่านับเท่าตัว วันนี้เมื่อ 20-30 ปี ผลไม้ทางเลือกใหม่ จึงวิ่งนำหน้าลางสาดกลายเป็นผลไม้ยอดนิยมแทนลางสาด นั่นคือ “ลองกอง”