หลังจากลิ้มรสเเละได้สัมผัสชมพู่กันไปพอสมควร เกิดข้อสงสัยที่ว่า

จุดเด่นของชมพู่เพชรสายรุ้งของสวนลุงเทิ้นอยู่ที่ไหน? “พี่น้ำ” ตอบว่า ชมพู่เพชรสายรุ้ง เป็นผลไม้ GI (สิ่งที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ติด 1 ใน 75 สินค้า GI ของประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่ปลูกอยู่ไม่ไกลจากเเม่น้ำเพชร เเละได้ชื่อว่าเป็น “ดินน้ำไหลทรายมูล” มีการทับถมของซากตะกอน ดินมีเเร่ธาตุ เเละความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่มาของรสชาติที่ดีของชมพู่เมืองเพชร

“เพชรสายรุ้งเเท้ จะมีก้นเเคบ รสชาติหวาน ผิวสวย สีของผลจะมีลักษณะเป็นสีเขียวอ่อนปนชมพูมีแถบสีชมพู (เส้นเอ็น) เป็นริ้ว ขายกันหน้าสวนที่ 150 200 250 300 ตามขนาดของชมพู่ เมื่อส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ไซซ์ใหญ่สุดอยู่ที่ราคา 400 บาท กรณีลูกค้าไม่มั่นใจว่าได้ชมพู่เพชรสายรุ้งหรือเพชรสุวรรณนั้น ให้ดูเลยว่า ชมพู่เพชรสุวรรณก้นจะกว้าง ผิวสีเขียวเข้ม รสชาติจืด”

เมื่อถามต่อไปถึง กระบวนการ ขั้นตอนการปลูก “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มว่า การดูเเลเริ่มตั้งเเต่ชมพู่ออกดอก เเละทิ้งเกสร หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ จะใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลมาห่อหุ้มผลเอาไว้ เรียกได้ว่า ผลผลิต 1 ตัน ก็ห่อกันทั้งหมดนั่นเลย

เเล้วการห่อด้วยถุงกระดาษต่างจากการห่อด้วยถุงพลาสติกที่เราเห็นกันอย่างไรนั้น “พี่น้ำ” เล่าว่า จากการลองถุงพลาสติกห่อ ชมพู่จะผิวไม่สวย คลายน้ำ รสชาติเสีย เเต่การใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลห่อนั้นจะช่วยให้ผิวของชมพู่สวย ใส รสชาติของชมพู่จะหวานกรอบ ทั้งยังกันเเมลงได้

ซึ่งหลังจากห่อถุงกระดาษสีน้ำตาลเป็นเวลากว่า 25-30 วัน จะเริ่มเก็บผลผลิตได้เเล้ว เเต่ถ้ากรณีเปิดออกมาเเล้วชมพู่ยังไม่ได้ที่ก็จะรอต่อไปจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งผลผลิตต่อครั้งอาจได้ถึง 1 ตัน สวนรายได้นั่น “พี่น้ำ” แอบกระซิบว่า อยู่ที่หลักเเสนเลยทีเดียว

“หลายคนอาจบ่นกันว่าชมพู่มันราคาเเพง เเต่จริงๆ การดูเเล ต้นทุน พร้อมทั้งคุณภาพมันเหมาะสมกับราคา ส่วนที่ว่าชมพู่เราฉีดยาฆ่าเเมลงทำให้ผิวสวยนั้น จริงๆ เเล้วเราห่อกันทุกผลต่างหาก” เเล้วต้นชมพู่อายุกี่ปีกันนะ…ถึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้คุณภาพ? คำตอบจากลูกสาวลุงเทิ้น คือ ต้นชมพู่มีอายุนับร้อยปี ประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป ต้นชมพู่จะให้ผลผลิตที่หวาน มีคุณภาพ สามารถเก็บเกี่ยวได้ ในส่วนนี้การบำรุงมีผลต่อรสชาติของชมพู่ สำหรับสวนลุงเทิ้น เเน่นอนว่า ต้นชมพู่อายุกว่า 40 ปี รสชาติไม่แพ้ใครเเน่นอน

เป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ของเพชรบุรี ที่ใครมีโอกาสเเวะไปเยือนต้องห้ามพลาด “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” จากสวนลุงเทิ้น นอกจากนี้ยังมีทุเรียนเเละผลไม้อื่นๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของสวนลุงเทิ้น มาพร้อมกับคติที่ว่า “ถ้าเราซื่อสัตย์กับลูกค้า เราจะอยู่ได้ อยู่นาน”

ภาพบรรยากาศ “สวนลุงเทิ้น” การแช่แข็งอาหารถือเป็นวิธีที่ดีสุดที่เราจะไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ และยังช่วยให้เราลดปริมาณของเสียจากอาหารได้อีกด้วย
แต่หลายคนคงจะเป็นเหมือนกันคือ อาหารในช่องฟรีซออกมาละลาย แล้วก็ใช้เพียงนิดหน่อย จากนั้นก็นำกลับเข้าไปในช่องฟรีซอีกครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าอาหารทุกอย่างจะทำแบบนั้นได้ เพราะการแช่แข็งจะไปทำลายผนังเซลล์ของอาหาร จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม อาหารแช่แข็ง จึงรสชาติไม่ดีเท่าอาหารสด ทำให้อาหารสดมักมีราคาแพงกว่า โดยเฉพาะอาหารในกลุ่มเนื้อและอาหารทะเล

เมื่อเราแช่แข็ง นำออกมาละลาย และนำกลับไปแช่แข็งอีกครั้ง การละลาย ครั้งที่ 2 จะทำลายเซลล์มากกว่าเดิม และยังดึงความชุ่มชื้นออกจากโปรดักต์นั้นๆ ด้วย

เหตุผลอื่นก็คือ แบคทีเรีย อาหารแช่แข็งและละลายจะพัฒนาแบคทีเรียที่เป็นอันตรายได้มากกว่าอาหารสด โดยเมื่อเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอาหารเริ่มละลาย เรียกได้ว่าพวกแบคทีเรียก็เริ่มขยายพันธุ์ทันที

หนทางที่ดีที่สุดคือ เมื่อนำของแช่แข็งออกมาละลาย คุณควรปรุงสิ่งนั้นให้หมด แต่หากจำเป็นต้องแช่แข็งอีกครั้งและนำมาปรุง ก็ควรจะปรุงอย่างรวดเร็วและไม่นำกลับไปแช่แข็งอีก!

คราวนี้ลองมาดูกันว่า 5 อาหาร ที่ไม่ควรนำไปแช่แข็งอีกครั้ง มีอะไรบ้าง! โปรตีนดิบในที่นี่หมายถึง เนื้อวัว, หมู, สัตว์ปีก และอาหารทะเล โดยหากนำมาละลายในอุณหภูมิต่ำกว่า 5.5 องศาเซลเซียส ก็จะปลอดภัยที่จะนำกลับไปแช่แข็งอีกครั้ง แต่หากนำมาละลายที่อุณหภูมิอื่น หรือมีสีหรือกลิ่นเปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่ควรที่จะนำไปแช่แข็งอีก

ต้องไม่ลืมว่า อาหารทะเลส่วนมาก โดยเฉพาะ กุ้ง ผ่านการแช่แข็งมารอบหนึ่งแล้วก่อนจะมาวางจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อกลับมาบ้านเราก็นำเข้าช่องฟรีซอีก ดังนั้น ก็ไม่ควรจะเข้าช่องฟรีซที่บ้านอีกรอบ หากคุณนำไอศกรีมออกมาจากช่องฟรีซ แล้วนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง แน่นอนว่าคุณจะสามารถตักกินได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าหากคุณไม่ได้นำกลับเข้าช่องฟรีซอย่างรวดเร็ว ไอศกรีมก็จะกลายสภาพเป็นของเหลว และการแช่แข็งอีกครั้งจะทำให้เนื้อไอศกรีมแปลกออกไป โดยมีลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

กระบวนการหมักในโปรดักต์จากผลไม้นั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คุณคิด ดังนั้น หากคุณอยากเอ็นจอยกับน้ำผลไม้อร่อยๆ อย่านำไปแช่ช่องฟรีซอีกครั้ง

4.อาหารปรุงแล้ว

หากคุณกินอาหารเหลือในหม้อ และไม่อยากทิ้งให้เสียของ การเก็บเอาไว้กินมื้อต่อไป ก็เป็นทางเลือกที่ดี หลายคนจึงเลือกแช่ฟรีซไว้ เพื่อนำกลับมาอุ่นกินอีกครั้ง แต่หากยังกินเหลืออีก ก็ไม่ควรนำไปแช่แข็งไว้อุ่นอีกรอบ

5.โปรตีนที่ผ่านการปรุงแล้ว

การแช่แข็งเนื้อสัตว์ปรุงแล้ว เช่น ไก่ย่าง ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์แล้วคุณเอาออกมาอุ่นกินอีกครั้ง ก็ไม่ควรนำเอากลับเข้าตู้เย็นอีก นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า องค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับห่วงโซ่การผลิตอาหารที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจสอบย้อนกลับที่มาของอาหาร ดังเช่นที่ปรากฏในอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทย ในกลุ่มปศุสัตว์ก็เช่นกัน การตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการสั่งซื้อสินค้าของคู่ค้าในสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การจัดการข้าวโพด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร หากภาครัฐยังไม่เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยด่วน คาดว่าจะเกิดความเสียหายกับอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบภายใน 1-2 ปี ข้างหน้า

“สมาคมมุ่งพัฒนากระบวนการผลิตข้าวโพดบนพื้นที่ที่ถูกต้อง ไม่บุกรุกป่า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา มีความพยายามสื่อสารให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้ทราบถึงกระแสการค้าโลกที่มุ่งเน้นในเรื่องการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ตลอดจนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำคู่มือมาตรฐานการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืนขึ้น ภายใต้การสนับสนุนทุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) รวมถึง พยายามผลักดันให้มีการบังคับใช้มาตรฐาน GAP ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีการหารือกับกระทรวงเกษตรฯ หลายครั้ง แต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ขณะที่สมาคมมีแผนจะรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารถูกต้องเพิ่มมากขึ้นในต้นปีหน้า” นายพรศิลป์ กล่าว

ที่ผ่านมา สมาคมได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนที่จะไม่รับซื้อข้าวโพดในพื้นที่รุกป่า เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และยังพยายามช่วยรัฐหาทางออก โดยร่วมเสนอยุทธศาสตร์การจัดการข้าวโพดกับภาครัฐ และมีภาครัฐ อาทิ คู่มือ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นแม่งานที่ดำเนินการจัดทำทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในฤดูกาลผลิต ปี 2560/61

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จะเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มาของวัตถุดิบ เพื่อตรวจสอบที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงสถานะการซื้อ-ขาย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นั้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลกลางให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ประโยชน์ แต่จนถึงขณะนี้ระบบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบในลักษณะที่พ่อค้าพืชไร่สามารถใช้เอกสารสิทธิที่ดินทำกินฉบับเดียวไปใช้ซ้ำหลายรอบ ประกอบการขายข้าวโพดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ในปริมาณเกินจริง หมายความว่า ข้าวโพดรุกป่าจะถูกสวมสิทธิ์ว่าเป็นข้าวโพดที่ปลูกบนพื้นที่ถูกต้อง ก่อให้เกิดข้อเสียตามมามากมาย โดยเฉพาะประเด็นการทำลายสิ่งแวดล้อมที่จะยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อราคาข้าวโพดสูงเป็นประวัติศาสตร์ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหามลพิษด้านหมอกควัน

ภาครัฐ จำเป็นต้องเป็นตัวกลางในการดูแลระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวโพดยั่งยืนเดินหน้าต่อไปได้ ก่อนที่จะสายเกินแก้ และต้องเสียรู้ให้ต่างชาติใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้าของประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“เรามีความกังวลว่า หากการพัฒนาระบบดังกล่าวล่าช้า จะก่อให้เกิดเป็นปัญหาเช่นเดียวกับ IUU ที่อุตสาหกรรมประมงของไทยต้องประสบ ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจประมงต้องปรับตัวกันยกใหญ่ และเกิดความเสียหายไปมิใช่น้อย สมาคมจึงขอเสนอให้ กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งเดินหน้าจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการออกใบรับรองการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เช่นเดียวกับที่ กรมประมง ออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำไทยอย่างเร่งด่วนที่สุด” นายพรศิลป์ กล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง ข้อมูลกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2556 ระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7.84 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่า 3.72 ล้านไร่ และไม่เหมาะสมในการเพาะปลูก 0.89 ล้านไร่ เหมาะสมน้อยอีก 1.32 ล้านไร่ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่ง ต้องเลิกปลูกข้าวโพด เพราะผิดกฎหมายและปลูกไปก็ไม่ได้ผลผลิตที่ดี การใช้พื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสมนี้คือต้นตอของปัญหาการด้อยประสิทธิภาพในการผลิตข้าวโพดไทย ทำให้ไม่สามารถพัฒนาผลผลิตเฉลี่ยของทั้งประเทศได้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าส่งเสริมอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืม ดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่และสร้างอาชีพสมาชิก สั่งการสหกรณ์จังหวัด เร่งสำรวจความต้องการของสหกรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ ตั้งเป้าจะมีสมาชิกสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 30,000 ครอบครัว ได้รับประโยชน์ มีเงินลงทุนประกอบอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานสหกรณ์และการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ พบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพและสนับสนุนช่องทางในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะในเรื่องเงินทุนและปัจจัยการผลิตต่างๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงมีนโยบายส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ในช่วง 6 เดือน นับจากนี้ และใช้สหกรณ์เป็นกลไกในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และสร้างอาชีพให้กับสมาชิก โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) วงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ให้สหกรณ์ที่มีความต้องการจะส่งเสริมการประกอบอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ในระยะสั้นให้กับสมาชิกได้กู้ยืมไปดำเนินการ ระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2561

ทั้งนี้ กรมได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจว่า มีสหกรณ์ในพื้นที่ใดบ้าง ที่มีสมาชิกต้องการใช้เงินลงทุนประกอบอาชีพระยะสั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สหกรณ์กลับไปดูแลสมาชิกของตนเอง ด้วยการส่งเสริมให้มีการสร้างอาชีพในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ เบื้องต้นกรมได้จัดสรรให้สหกรณ์ละไม่เกิน 3 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีเงิน กพส. อีกส่วนหนึ่ง ที่ได้เตรียมไว้ให้สหกรณ์กู้ยืมไปใช้ในการยกระดับคุณภาพผลผลิตการเกษตรของสมาชิก ซึ่งอาจจะต้องจัดให้สมาชิกสหกรณ์ไปอบรมศึกษาดูงานกระบวนการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพกับหน่วยงานต่างๆ หรือภาคเอกชน รวมทั้งให้สหกรณ์จัดทำขั้นตอนในการพัฒนาคุณภาพสินค้า เริ่มตั้งแต่การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก การคัดแยกเกรด การแปรรูป ตลอดจนไปถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หีบห่อต่างๆ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าสหกรณ์ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยทุกขั้นตอนการผลิตอย่างแท้จริง

“กรมอยากให้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ โดยผ่านลงไปทางสหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิก ซึ่งคาดหวังว่าสมาชิกสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 30,000 ครอบครัว จะมีเงินทุนสำหรับนำไปประกอบอาชีพ และมีรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกัน สหกรณ์ไม่น้อยกว่า 100 แห่ง สามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรของตนเองให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับ จึงขอแจ้งไปยังสหกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการดูแลและส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก หรือต้องการใช้เงินเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและการพัฒนาคุณภาพสินค้าของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน

สามารถแจ้งความประสงค์ในการขอกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้ ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด ภายในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อกรมจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ และคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้ในเดือนเมษายน ซึ่งกรมจะเร่งดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นกลไกหลักในการดูแลอาชีพ ส่งเสริมรายได้และยกระดับคุณภาพสมาชิกสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สศก. วิเคราะห์ผลกระทบภาคเกษตรจากการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ระบุ ภาพรวมไม่กระทบต่อภาคเกษตรมากนัก แต่อาจกระทบต่อช่วงที่เป็นฤดูกาลเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมากในบางสาขาการผลิต โดยสาขาพืช ได้รับผลกระทบมากสุด จากการผลิตไร่อ้อยโรงงาน สวนยางพารา และไร่ข้าวโพด เป็นต้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป โดยอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีก 5-22 บาท ซึ่งอัตราค่าจ้างใหม่ จะอยู่ในช่วง 308-330 บาท ต่อวัน (เฉลี่ย 315.97 บาท ต่อวัน) ใน 7 กลุ่มจังหวัด ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เพื่อใช้สำหรับผลิตสินค้าและบริการของแต่ละสาขาในระบบเศรษฐกิจ และเมื่อใช้ข้อมูลจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต 180 สาขา ปี 2553 ของประเทศไทย ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาคำนวณหาสัดส่วนต้นทุนแรงงานของภาคการผลิต สามารถแบ่งเป็น 3 ภาคการผลิต ดังนี้

ภาคอุตสาหกรรม มีอัตราส่วนต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนการผลิต ร้อยละ 9.0 โดยต้นทุนแรงงานไม่มาก เนื่องจากอุตสาหกรรมมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการผลิตสินค้า ภาคบริการ มีอัตราส่วนต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนการผลิต ร้อยละ 20.2 โดยภาคบริการเฉลี่ยใช้แรงงานคนมาก เพราะต้องสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในการให้บริการ ส่วน ภาคการเกษตร มีอัตราส่วนต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนการผลิต ร้อยละ 17.4 โดยเฉลี่ยใช้แรงงานเป็นหลักในกิจกรรมการผลิต

ด้าน นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า จากการวิเคราะห์ของ สศก. ถึงผลกระทบจากการเพิ่มค่าจ้างแรงงานต่อระบบเศรษฐกิจการเกษตรไทย โดยพิจารณาจากสัดส่วนต้นทุนค่าจ้างแรงงานถึงผลกระทบต่อภาคเกษตรของแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากสุด โดยมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ยร้อยละ 17.8 ได้แก่ การทำไร่อ้อยโรงงาน สวนยางพารา การทำไร่ข้าวโพด การทำไร่มันสำปะหลัง การทำสวนผัก และการทำสวนผลไม้ โดยการผลิต จำเป็นต้องใช้แรงงานตั้งแต่การเริ่มการเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต รองลงมา คือ สาขาบริการทางการเกษตร มีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ย ร้อยละ 12.1 ซึ่งมีการใช้แรงงานที่ไม่มากนัก เนื่องจากได้นำเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานบางกิจกรรมการผลิต เช่น เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องตัดอ้อย เป็นต้น สาขาประมง มีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ย ร้อยละ 8.4 ซึ่งการทำประมงทะเลจะได้รับผลกระทบการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าการทำประมงน้ำจืด และ สาขาปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุด โดยมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานเฉลี่ย ร้อยละ 8.0 จากกิจกรรมที่ต้องใช้แรงงาน ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ปีก และสุกร

หากมองถึงภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเป็นหลักในการผลิตสินค้า และใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรในการผลิตยังไม่มาก ซึ่งบางส่วนยังขาดแรงงานที่มีทักษะ และการจ้างงานภาคเกษตรเป็นลักษณะการจ้างเหมาตามกิจกรรมงานหรือตามฤดูกาล ดังนั้น ค่าจ้างแรงงานจะเป็นการตกลงกันของผู้จ้างและผู้รับจ้าง โดยยึดความสมัครใจและพอใจของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก ทำให้การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อาจไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมากนัก แต่อาจจะกระทบต่อค่าจ้างแรงงานในช่วงที่เป็นฤดูกาลเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวที่ต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรโดยรวมสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับรายได้ของภาคครัวเรือนเกษตรที่มีอาชีพแรงงานก็จะเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มไปด้วย ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

ดังนั้น แม้การปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ จะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรค่อนข้างน้อย แต่สิ่งสำคัญคือ ภาคการเกษตร ยังคงต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ ทั้งการพัฒนาศักยภาพแรงงานเกษตรเพื่อให้สามารถลดต้นทุนในการผลิต รวมทั้งเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภาคการเกษตรเป็นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรหรือคนในชุมชน และการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้เพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

มะม่วงแรด มีชื่อเสียงมาใกล้ๆ กับ เขียวเสวย หนองแซง

ปัจจุบัน แหล่งผลิตขึ้นชื่ออยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนี้มะม่วงอร่อย เพราะบางช่วง ดินเจอสภาพ 3 น้ำ คือ “น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม” ปรากฏการณ์นี้ส่งผลทำให้ผลไม้รสชาติดี คล้ายๆ กับพื้นที่ปลูกส้มโอขาวใหญ่ ของจังหวัดสมุทรสงคราม

มะม่วงแรด เป็นมะม่วงพันธ์เบา เจริญเติบโตเร็ว มีลักษณะเป็นพุ่มค่อนข้างทึบ

ใบมีขนาดปานกลาง ผลตรงกลางมีลักษณะกลม หัวอ้วนใหญ่มีปลายแหลมเล็กน้อย ผิวเป็นคลื่นไม่เรียบ มีลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัด ที่เรียกว่า มีนอ ตรงส่วนบนด้านหลัง แต่บางผลและบางต้นจะไม่มี

อัตราส่วนโดยเฉลี่ยของความยาว : ความกว้าง : ความหนา เท่ากับ 1.9 : 1 : 1 ลักษณะ เปลือกและผิวค่อนข้างหนาและเหนียว

เมื่อดิบ มีรสเปรี้ยวจัด เมื่อแก่จัดมีรสหวานอมเปรี้ยว
ผลสุก ผิวเป็นสีเหลือง เนื้อเหลือง รสหวาน มีเสี้ยนค่อนข้างมาก

ระหว่างนี้ ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2561 อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีงานมะม่วง ผู้จัดงานเชิญชวนไปซื้อหาผลผลิตคุณภาพดี ซึ่งมีมะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงขายตึก มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงแรด และพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าเกษตรในท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “นายกำพล เสริมสมบูรณ์” แชร์ภาพหลังพบเห็นรถจักรยานยนต์ที่ต่างจากคันอื่นๆ โดยมีการประดับตกแต่งจากสังกะสี รางน้ำ และท่อ พีวีซี คล้ายเครื่องบินรบ F-16 จนเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น บริเวณถนนสายปากพนัง หน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ 5 ต.หูล่อง อ.ปากพนัง โดยมีผู้มาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก

ทราบชื่อเจ้าของรถคือ ลุงเชษฐ์ เล่าแต่เพียงว่า มีความชื่นชอบเป็นการส่วนตัวตั้งแต่สมัยเด็ก จึงมีความฝันอยากจะนั่งเครื่องบิน F-16 สักครั้ง จึงได้แต่เพียงนำวัสดุต่างๆ มาตกแต่งที่บังแดด บังฝน กันแมลงไม่ให้เข้าตา ให้มีรูปคล้ายเครื่องบิน F-16 บริเวณด้านหน้าจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของ ร.9 อยู่ส่วนบนหน้ากระจก ทุกครั้งที่ขับรถคันดังกล่าวก็จะมีคนมาถ่ายรูปบ่อยครั้ง

ขณะที่นายกำพลได้โพสต์ข้อความ “วันนี้อยู่ปากพนัง มาเจอ F. 16 ยี่ห้อฮอนด้า ขับอยู่บนท้องถนน เลยเรียกให้ลงจอดมาคุยกัน ว่าพี่จะขับรถเครื่อง หรือขับเครื่องบินกันแน่ แกเขินปิดหน้าเลย สอบถามได้ความว่าแกชอบเครื่องบินมาก อยากขับด้วยแต่ม่ายตังค์ซื้อ เลยซื้อรถเครื่อง แล้วเอาอุปกรณ์มาทำหลังคาเป็นรูปเครื่องบินเพื่อกันแดดกันฝน กันแมลงเวลาขับไปไหนมาไหน ขับมาสี่ปีแล้ว เวลาไปไหนๆ แกนึกว่าแกขับเครื่องบิน 555 ใครชอบไรทำนั้น หนุกหนานนิคนปากพนังบ้านเรา”

สศก. เผย ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ไตรมาส 1 ผลผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ดัชนีราคาและรายได้ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ระบุ ไตรมาส 1 กลุ่มสินค้าข้าวเปลือก มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยสร้างรายได้เกษตรกร อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า ทั้งปี 61 ดัชนีรายได้ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากการขับเคลื่อนนโยบายภาคเกษตร ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น และสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยวัดจากดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ และดัชนีรายได้เกษตรกร โดยผลการวิเคราะห์ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตรช่วงไตรมาส 1 ปี 2561 (มกราคม-มีนาคม 2561) ข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม 2561 พบว่า

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ไตรมาส 1 ปี 2561 อยู่ที่ระดับ 138 สูงกว่า ไตรมาส 1 ปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 127 (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8) โดยดัชนีผลผลิตในหมวดพืชผล เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 หมวดประมง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 และหมวดปศุสัตว์ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 ตามลำดับ

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาส 1 ปี 2561 อยู่ที่ระดับ 126 ลดลงจาก ไตรมาส 1 ปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 146 (ลดลง ร้อยละ 13) โดยดัชนีราคาในหมวดพืชผล ลดลง ร้อยละ 14 หมวดประมง ลดลง ร้อยละ 13 และ หมวดปศุสัตว์ ลดลง ร้อยละ 11 ตามลำดับ

ดัชนีรายได้เกษตรกร ไตรมาส 1 ปี 2561 อยู่ที่ระดับ 175 ลดลงจาก ไตรมาส 1 ปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 186 (ลดลง ร้อยละ 6) โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ลดลง 9 หมวดประมง ลดลง ร้อยละ 8 และหมวดพืชผล ลดลง ร้อยละ 5 ตามลำดับ