หลังได้รับรายงานว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนจึงสั่งการให้

กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 นำรถสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนที่ ขนาด 1,200 วัตต์ พร้อมกำลังพลเข้าช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ที่ประสบภัยแล้งด้วยการสูบน้ำจากลำน้ำสงครามขึ้นมาแล้วส่งไปตามคลองส่งน้ำต่างๆในพื้นที่การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าวไปตลอดหน้าแล้ง และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับเครื่องสูบน้ำเป็นนโยบายของรัฐบาล ต้องการให้พื้นที่ต่างๆ ในประเทศใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประหยัดใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายค่าการสิ้นเปลืองให้แก่ประชาชน

ด้านนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ นายอำเภอพรเจริญ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พร้อมหน่วยทหารรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดบึงกาฬ เกษตรอำเภอพรเจริญ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัวช้าง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีน้ำใช้อย่างทั่วถึงไม่ให้มีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น พื้นที่บ้านโพนแก้วแห่งนี้เมื่อถึงฤดูฝนไม่สามารถทำนาปีได้เนื่องจากน้ำได้ท่วมพื้นที่นาทั้งหมด จึงต้องอาศัยทำนาในช่วงหน้าแล้ง แต่มีเกษตรกรทำนาปรังกันเป็นจำนวนมาก ปริมาณน้ำจึงมีไม่เพียงพอเกษตรกรจึงได้แจ้งไปยังอำเภอพรเจริญและทหารรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งในเบื้องต้นทหารได้นำรถสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาดึงน้ำจากลำห้วยสาขาของแม่น้ำสงครามมาช่วยเหลือเกษตรกร ล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานบึงกาฬ นำเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเหลือคาดว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนได้อีกในระดับหนึ่ง

ขณะที่ภาพรวมปัญหาภัยแล้งทั้งจังหวัดปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับมือได้โดยมีจุดเสี่ยงที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องคือบริเวณซึ่งต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสงคราม ใน 3 อำเภอประกอบด้วย 1.อำเภอโซ่พิสัย 2.อำเภอพรเจริญ และ 3.อำเภอเซกา เพราะในแม่น้ำดังกล่าวยังไม่มีโครงการชลประทานสำหรับเก็บกักน้ำหากมีการเพาะปลูกในปริมาณที่มากก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง

ผศ.ดร.สุทธิพร ธเนศสกุลวัฒนา ผอ.สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.) กล่าวถึงการดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็งในพื้นที่ชุมชนต้นน้ำพุทธอุทยานดอยอินทรีย์ ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่ง มร.ชร. ร่วมกับวัดดอยอินทรีย์จัดทำขึ้น เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชนเข้มแข็ง โดยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเพื่อคุณภาพชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อม ว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงราย ที่เป็นแหล่งน้ำกก ทั้งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำโขงตอนเหนือ และแม่น้ำลาว ให้เป็นแม่น้ำสายหลักที่มีน้ำอยู่ตลอดปี มร.ชร. เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และจากการสำรวจพบว่าต้นน้ำกำลังถูกทำลายไปมากกว่า 10 ขุนเขา จาก 20 ขุนเขา ปริมาณน้ำลดลงทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่นักวิชาการ มร.ชร. ได้เข้าร่วมกับวัดดอยอินทรีย์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพื้นที่ป่าให้เป็นต้นน้ำต่อไป

“โครงการนี้เริ่มจากมหาวิทยาลัยเสนอโครงการผ่าน ผศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร รองอธิการบดี แล้วนำเสนอจังหวัดเชียงราย ทางจังหวัดเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีจึงเสนอไปยังรัฐบาล ซึ่งเห็นชอบว่าเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ตรงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการ จึงได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการอย่างเร่งด่วนในปี 2561 ซึ่งจะมีโครงการย่อยๆ อีกหลายโครงการที่จะเป็นประโยชน์กับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นและประชาชนแน่นอน” ผศ.ดร.สุทธิพรกล่าว

ผอ.สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจพลังงานฯ มร.ชร. กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันป่าไม้บนภูเขาบริเวณวัดดอยอินทรีย์ถูกทำลายไปมาก ทำให้แหล่งต้นน้ำกกบางส่วนเหือดแห้ง ขณะที่ยังมีการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพดเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น โครงการจะให้ชาวบ้านร่วมกันปลูกต้นเก๊กฮวยเป็นพืชเศรษฐกิจทดแทนข้าวโพด ซึ่งเป็นพันธุ์ที่วิจัยโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติว่าเหมาะสมกับพื้นที่โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ทั้งนี้โครงการจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด เป็นการส่งเสริมรายได้ของชุมชน ที่สำคัญเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกพืชเศรษฐกิจตามแนวทางเกษตรยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์ พัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งยังสามารถทำฝายเก็บกักน้ำเป็นพลังในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ด้วย

GISTDA เผยไร่ข้าวโพดน่าน ปี ’59/60 แตะ 1.5 ล้านไร่ เพิ่มกลับมาเท่าปี ’57 ด้านเกษตรกร ชี้ 2 ปี มาตรการลดข้าวโพด ปลูกป่า-ลดนาปรังปลูกข้าวโพดไม่ได้ผล

ความพยายามในการแก้ปัญหาการบุกรุกถางป่า เพื่อทำไร่ข้าวโพดในพื้นที่ทางภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดน่าน เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดหันมาปลูกป่า ฟื้นฟูป่าต้นน้ำผ่านมาครบ 2 ปี สถานการณ์การปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่านยังคงเท่าเดิม

ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการติดตามสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดจังหวัดน่าน จากข้อมูลดาวเทียมในช่วงฤดูฝน เบื้องต้นพบว่า ในช่วง 3 ปี นับจากปี 2557 มีพื้นที่ปลูก 1.5 ล้านไร่ และปรับลดลงเหลือ 1.3 ล้านไร่ ในปี 2558 และในปี 2559 กลับเพิ่มขึ้นมาเป็น 1.5 ล้านไร่

“หากเทียบพื้นที่ปลูกอาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ 90-100% ยังปลูกบนพื้นที่เดิมที่เคยมีการปลูกข้าวโพด อาจจะมีบางอำเภอปลูกเพิ่มหรือบางอำเภอลดลงในแต่ละปีขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ราคา แต่ภาพรวมที่พบมีเพียง 1.5 ล้านไร่ ต่ำกว่าร่องรอยการปลูกที่เคยมีการถ่ายภาพไว้ในช่วงฤดูแล้ง 1.8-1.9 ล้านไร่ ส่วนปัญหาการตัดป่าเพื่อเปิดพื้นที่ปลูกใหม่ขนาดใหญ่ อย่างที่เคยทำในอดีตเมื่อ 10-20 ปีก่อนแทบจะไม่มีแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมีโอกาสจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ประมาณ 10-15% เช่น หากมีเมฆหมอกหรือมีฝน ภาพถ่ายอาจจะไม่ตรงกับภายถ่ายในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น

สำหรับสถานการณ์ปัญหาพื้นที่ป่าที่ปรับลดลงนั้น ดร. อานนท์ ระบุว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีพื้นที่ป่าหายไปประมาณ 2-3% หรือเฉลี่ยปีละ 1% ซึ่งถือเป็นอัตราลดลงที่ชะลอตัวเทียบกับ 10-20 ปีก่อน

“สาเหตุที่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปิดปรับพื้นที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพด แต่มีการปลูกไม้ยืนต้นเสริมกลับมาบ้างในบางพื้นที่ โดยในส่วนของ GISTDA ได้รวบรวมข้อมูลพื้นที่ปลูกให้กับมูลนิธิกสิกรไทย เพื่อประเมินจัดทำโครงการส่งเสริมฟื้นฟูการปลูกไม้ยืนต้นในป่าด้วย”

ดร. อานนท์ กล่าวว่า สถานการณ์หมอกควันจากการเผาป่า ที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดมักจะเผาเตรียมพื้นที่ในปีนี้จะเริ่มมีปริมาณสูงสุดประมาณช่วงปลายเดือนมีนาคม เพื่อลงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ปี 2560 ในช่วงเมษายนก่อนที่จะไปเก็บเกี่ยวประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน

“GISTDA มีการจัดทำข้อมูลเพื่อรวบรวมสถานการณ์เผาไหม้ (Hot Spot) ในพื้นที่ 9 จังหวัด ที่เกิดปัญหาหมอกควันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งหากย้อนไปในช่วง 1-2 ปี จะพบว่าจุดความร้อนน้อยกว่า แต่อาจจะมาแรงแซงทางโค้งก็ได้ เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่มีการเผาพื้นที่ของเกษตรกรเพื่อเตรียมดิน ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์ช่วงที่มีการเผาสูงสุดของปีประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน”

ด้าน นายเดชา บุตรโต เลขาธิการประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมารัฐมีมาตรการทั้งการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพื่อมาปลูกข้าวโพด และมาตรการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า แต่ทั้ง 2 มาตรการยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

“เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ไม่ปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกข้าวโพดเพราะไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดของโรงงานอาหารสัตว์ จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงปลูกข้าวโพดต่อไปเพื่อความมั่นคงทางรายได้”

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในปี 2560/2561 จะมีจำนวนลดลง โดยเฉพาะในจังหวัดน่านคาดว่าจะเหลือเพียง 5 แสนไร่ จากปีก่อนที่ปลูกประมาณ 8.2-8.3 แสนไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่สำคัญ สาเหตุที่ปลูกลดลงไม่ใช่ผลจากมาตรการรัฐ แต่เป็นเพราะเกษตรกรไม่มีเงินลงทุน และปัญหาการรับซื้อข้าวโพดในอัตรา 3 : 1 ตามมติคณะรัฐมนตรี ยังไม่มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน เกษตรกรเกรงจะซ้ำรอยกับปีก่อน ที่บริษัทมักจะอ้างปัญหาเรื่องการไม่มีเอกสารสิทธิว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ มีการบุกรุกพื้นที่ป่าจึงไม่ซื้อ ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งไม่พอใจเพราะซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทมาปลูกแล้วถูกปฏิเสธการรับซื้อ

อีกทั้งรัฐบาลกำหนดให้รับซื้อข้าวโพด ความชื้น 14.5% ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท แต่ในท้ายที่สุดเกษตรกรส่วนใหญ่ขายเป็นข้าวโพดหักสด ความชื้นสูง 25-30% ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 3 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุน กิโลกรัมละ 6 บาท

“ปีก่อนมาตรการ 3 : 1 ก็ไม่ชัด แต่พื้นที่ไม่ลด เพราะเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจากบริษัทมาก่อนแล้ว จึงต้องปลูก แต่ถ้าปีนี้หากสถานการณ์เกี่ยวกับการรับซื้อยังไม่ชัดเจนอีก เกษตรกรส่วนหนึ่งที่ไม่พอใจคงลดพื้นที่ไม่ปลูกข้าวโพดไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์”

นายศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กล้วยน้ำว้ามีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากกล้วยน้ำว้ากำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและมีราคาสูง เกษตรกรจึงนิยมหันมาปลูกกล้วยน้ำว้ากันจำนวนมาก มีการคาดการณ์ในปี 2561 ราคากล้วยน้ำว้าจะตกต่ำลง

“ขอแนะนำเกษตรกรลดการปลูกกล้วยน้ำว้า และหันมาปลูกกล้วยพันธุ์อื่นๆ แทน เพื่อให้มีความหลากหลาย อาทิ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ โดยคำนึงถึงราคาในท้องตลาดเป็นหลัก เริ่มปลูกกล้วยตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน เพื่อผลผลิตออกทันในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม พร้อมจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น”

ในช่วงนี้สภาพอากาศแล้งและแห้ง ปริมาณน้ำจากธรรมชาติเหลือน้อยมักเกิดไฟไหม้จะทำความเสียหายอย่างมากมาย ทั้งทรัพย์สิน ของมีค่า และมีอันตรายถึงชีวิต เกษตรอำเภอน้ำปาดแนะนำให้ระวังการเผาไหม้ต่าง ๆ การกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไฟ และให้เตรียมน้ำสำรองไว้สำหรับใช้ประโยชน์ในการลดปัญหาจากไฟไหม้

นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช เกษตรอำเภอน้ำปาด แจ้งว่า ในระยะที่เกิดความแห้งแล้งมาก ความชื้นในอากาศมีน้อย ทำให้เกิดการเผาไหม้เศษสิ่งวัสดุต่าง ๆ ได้ง่าย และลุกลามขยายเป็นภัยอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นบริเวณกว้าง มักจะเกิดอัคคีภัย ไฟไหม้ป่า ไหม้สวนไร่นา ยุ้งฉาง โรงเรือน และบ้านเรือน พบเป็นข่าวและเห็นอยู่ทั่วไปในระยะนี้ สาเหตุมาจากเกิดการเผาไหม้วัสดุที่แห้งติดไฟ อากาศที่ร้อนและแห้งอยู่แล้วเป็นตัวเสริมเร่งให้เกิดการลุกไหม้รวดเร็วและมากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะขอให้ทุกคนช่วยกันจัดหาน้ำสำรองไว้ เพื่อบรรเทาปัญหาไฟไหม้ รณรงค์ช่วยกันหยุดการเผาเศษพืช วัสดุต่าง ๆ เช่น เศษใบไม้ ขยะมูลฝอย หลีกเลี่ยงการสะสมเศษวัสดุที่ติดไฟง่ายไว้ในปริมาณที่มาก ความรุนแรงจะเกิดขึ้นมากถ้ามีการเผาไหม้เกิดขึ้น และช่วยกันปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนหยุดเผาวัสดุทางการเกษตร วัชพืช ตอซัง เปลือก กิ่ง ก้าน ใบพืช ให้ใช้วิธีไถกลบ หรือทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ประโยชน์ ป้องกันเก็บรักษาวัสดุสิ่งของที่ไวไฟ ให้ไว้ในที่ปลอดภัย เช่นถังแก็ส กระป๋องสเปรย์ต่างๆ ไฟแช็ค การช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและสำรองน้ำไว้ดับไฟในกรณีฉุกเฉิน น้ำที่มีอยู่ในบ่อปลา ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ขออย่าสูบหรือระบายทิ้งเพื่อจับปลาที่เลี้ยงไว้ ให้หาวิธีอื่นจับปลาไปขายเป็นรายได้ เหลือน้ำไว้ใช้ประโยชน์จะดีมากกว่า การสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการปลูกพืช ควรมีความพอเหมาะพอดีกับพืชนั้น ให้เพียงแค่ประโยชน์ที่พืชต้องการใช้ หรือพืชบางชนิดต้องการเพื่อการอยู่รอดเท่านั้น พยายามช่วยกันเก็บรักษาน้ำที่มีอยู่ แบ่งปันน้ำใช้ และร่วมมือกับทางราชการ หรือองค์กรที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ประชาชนในพื้นที่ด้วย.

นายพุทธชาติ ไผ่พุทธ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่าจัดทำโครงการปลดหนี้สร้างสุขและส่งเสริมการออม เพื่อช่วยปลดหนี้ให้แก่คนงานและพนักงาน ริเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 มีจำนวนฟาร์มและโครงการส่งเสริม (ในสายธุรกิจสุกร) ที่เข้าร่วมโครงการ 38 ฟาร์ม/โครงการ มีผู้เข้าร่วมโครงการและผ่านการกู้แล้วรวม 239 ราย จำนวนเงินกู้ 27.97 ล้านบาท

“บริษัทต้องการช่วยแก้ปัญหาด้านการเงินให้กับพนักงานที่ประสบปัญหา มีหนี้บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบเพราะดอกเบี้ยสูง โดยที่ผ่านมาทางซีพีเอฟได้รับความร่วมมือจากธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้พนักงานได้กู้ยืม ซึ่งโครงการดังกล่าวช่วยทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน ความร่วมมือและการติดต่อสื่อสารประสานงานระหว่างกันดีขึ้น” นายพุทธชาติกล่าว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วม “งานยางพาราและงานกาชาด จังหวัดบึงกาฬ จัดโดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และจังหวัดบึงกาฬ ระหว่าง วันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2560 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ

ในการนี้ วว. ร่วมกิจกรรมสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง การถ่ายทอดเทคโนโลยียางพารา ณ เวทีเสวนา โดย นายบวร นฤภัย นักทดลองวิทยาศาสตร์วิจัย เป็นผู้แทนจากศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ วว. บรรยายเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อสร้างมูลค่า ให้ความรู้แก่ผู้ร่วมสัมมนา นับตั้งแต่โครงสร้างและสมบัติพื้นฐานของยางพารา การปรับปรุงสมบัติของยางพาราให้ดีขึ้น สารเคมีพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง อาทิ สารวัลคาไนซ์ สารตัวเติม สารตัวเร่งปฏิกิริยา และสารตัวกระตุ้น เป็นต้น ตลอดจนกระบวนการผลิตถุงมือผ้าเคลือบยาง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 4-5 เท่า ของยางดิบ พร้อมยกตัวอย่างการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน และเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ทาง วว. ได้นำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปช่วยปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จ

กระบวนการในการผลิตโฟมยางพารา กระบวนการผลิตแผ่นยางปูพื้น ตลอดจนการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อมองหาโอกาสในการทำธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์จากยางพารา และการดำเนินงานของโครงการ “คูปองวิทย์ เพื่อ OTOP” ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดำเนินงานบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัด ได้แก่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), (สนช.) เป็นต้น เพื่อดำเนินการพัฒนาพร้อมกับยกระดับ OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ด้วยการมอบ “คูปองวิทย์ เพื่อ OTOP” สำหรับการพัฒนาใน 6 เรื่อง คือ พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบกระบวนการผลิต ออกแบบเครื่องจักร พัฒนาระบบมาตรฐาน โดยทีมนักวิจัย วว. มุ่งเน้นการใช้ วทน. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางเพื่อให้มีมูลค่าสูงมากขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง

นอกจากนี้ ภายในงานยางพาราและงานกาชาด จังหวัดบึงกาฬ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ วว. ยังได้ร่วมจัดแสดงผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่นำไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มชาวสวนยาง และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในบู๊ธของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมงานอย่างมาก

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ, วว. โทร. (02) 577-9427, (02) 577-9425 (ในวันและเวลาราชการ) หรือ Email: jate@tistr.or.th, borworn@tistr.or.th

“กาดแม่โจ้ 2477” ตลาดเพื่อคนรักสุขภาพ ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค สินค้ามีความหลากหลาย มีคุณภาพและปลอดภัย ราคาที่เป็นธรรม พร้อมเสริฟสุขภาพดี มีความสุขให้กับทุกท่านเป็นประจำ ทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กชพร ศิริโภคากิจ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “กาดแม่โจ้ 2477 ถือเป็นตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ได้มีการแบ่งโซนการจำหน่ายเป็น 3 ส่วน คือ 1.)โซนกาดหมั้ว จำหน่ายอาหารพื้นเมือง ผลผลิตเกษตรชุมชนเครือข่าย วิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รวมทั้งกิจกรรมการจำหน่ายอาหารเมนูต่างๆ ของนักศึกษาในโครงการปลูกผักแลก ค่าเทอม 2.)โซนกาดเครือข่ายชุมชนซึ่งเป็นผลผลิตของเกษตรกรที่ได้รับองค์ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ 3.)โดมออร์แกนิค สำหรับจำหน่ายผลผลิต พืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ จากงานวิจัยของคณะ/สำนักต่างๆ

รวมทั้งผลผลิตของนักศึกษาในโครงการปลูกผัก แลก ค่าเทอม ซึ่งผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเราการันตีได้ว่าปลอดภัย ดีต่อสุขภาพแน่นอน เพราะฉนั้นทุกท่านที่มาเลือกซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์จาก กาดแม่โจ้ 2477 ก็จะได้รับสุขภาพดี มีความสุขกลับไปทุกคน สุขทั้งผู้ซื้อที่ได้รับแต่ของดีมีคุณภาพ ปราศจากสารเคมี สร้างสุขภาพดีห่างไกลโรค และสุขทั้งเกษตรกรผู้ผลิต ขายได้ราคาที่เป็นธรรม เพราะใช้กระบวนการผลิตในระบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี จึงทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ และยังทำให้ผู้ผลิตเองก็มีสุขภาพดีด้วยเช่นกัน โดยเราได้เริ่มเปิดให้บริการมาแล้วรอบหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 19-25 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาด ในฐานะของคณะผู้จัดงานก็มีความสุข เมื่อเห็นชุมชนมีความสุข กาดแม่โจ้ 2477 จึงจะเป็นศูนย์กลางสร้างความสุขให้กับทุกท่านอย่างยั่งยืนต่อไป”

“กาดแม่โจ้ 2477” จะเปิดจำหน่ายสินค้าทุกวัน ศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ ให้ทุกท่านมาจับจ่ายใช้สอย ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โดยจะเริ่มเปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป ณ บริเวณโดมออร์แกนิค สนามวังซ้าย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ … “อยากมีสุขภาพดี เชิญมาที่ กาดแม่โจ้ 2477”

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้ฤกษ์ปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ไก่สดและผลิตภัณฑ์ไก่ส่งไปประเทศเยอรมนีเป็นล็อตแรก หลังจากที่กระบวนการผลิตไก่ของบริษัทได้รับรองมาตรฐานการผลิตอาหารคุณภาพปลอดภัยหรือ QS Standard จากประเทศเยอรมนี นับเป็นบริษัทแรกของไทย และเป็นบริษัทเดียวนอกกลุ่มสหภาพยุโรป ที่ได้มาตรฐานการผลิตระดับสูงของโลก ตอกย้ำคุณภาพและความปลอดภัยไก่ซีพีเอฟได้มาตรฐานสูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในสหภาพยุโรป (อียู) อย่างต่อเนื่อง

นายวีรชัย รัตนบานชื่น ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ กล่าวในพิธีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเนื้อไก่ไปเยอรมนีว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่มีคุณภาพและปลอดภัยได้มาตรฐานสากล และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งสหภาพยุโรปนำเข้าไก่จากซีพีเอฟตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ล่าสุด ซีพีเอฟ ได้รับการรับรองมาตรฐาน QS จากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองกระบวนการผลิตอาหารที่มีคุรภาพ (Quality) เพื่อความปลอดภัย (Safety) สำหรับการบริโภค นับเป็นมาตรฐานสูงสุดของความปลอดภัยอาหารในกลุ่มผู้บริโภคชาวเยอรมัน

ปัจจุบันได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคแพร่หลายยิ่งขึ้นในหลายประเทศแถบยุโรป เนื่องจากมาตรฐาน QS เป็นมาตรฐานขั้นสูง มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมาก เน้นกระบวนการผลิตที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือในระดับสูงต่อตัวสินค้า ส่งผลให้ได้รับยอดสั่งซื้อจากลูกค้าจากเยอรมนีและอียูเพิ่มขึ้น โดยครั้งนี้ทำการส่งออกไก่สดไปเยอรมนีในปริมาณ 23,000 กิโลกรัม และตลอดทั้งปี 2560 คาดว่า ซีพีเอฟ จะมีเป้าส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไปกลุ่ม EU รวมประมาณ 7 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท

“มาตรฐาน QS จะช่วยให้สร้างความมั่นใจให้คนไทยได้ในอีกระดับหนึ่งว่า ผู้บริโภคชาวไทยได้บริโภคผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อ CP ที่ผ่านกระบวนการการผลิตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ในระดับเดียวกับชาวเยอรมันและสหภาพยุโรปด้วย “นายวีรชัยกล่าวว่า การได้รับมาตรฐาน QS จะช่วยให้มียอดสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้าชาวเยอรมนีและ EU เพิ่มมากขึ้น” นายวีรชัยกล่าว

มาตรฐาน QS มีระบบการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวด sbobetsix.com มีการควบคุมเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะภายในฟาร์มอย่างปลอดภัยตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และผลิตภัณฑ์ต้องปราศจากเชื้อ Salmonella ตลอดจนมีระบบตรวจสอบคุณภาพไก่มีชีวิตส่งมอบโรงงาน ซึ่งในกระบวนการผลิตไก่เนื้อของซีพีเอฟที่ดำเนินการมาตลอดมีความสอดคล้องกับมาตรฐานนี้อยุ่แล้ว ทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยปฏิบัติตามหลัก Animal welfare และ Animal health และยังร่วมกับกรมปศุสัตว์ พัฒนาการเลี้ยงสัตว์ปีกในระบบคอมพาร์ทเม้นท์ (Compartment) ป้องกันโรคไข้หวัดนก ตามหลักการของ OIE ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ มาตรฐานดังกล่าวจะเชื่อโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ Feed Farm และ Food ตลอดจนบริษัทผู้นำเข้า ร้านจำหน่ายสินค้าปลีกและส่งในประเทศเยอรมนี รวมถึงประเทศปลายทางอื่นๆ ตลอดจนมีข้อปฏิบัติที่ถูกออกแบบให้มีความจำเพาะต่อหน่วยงานทุกหน่วยงานที่มีส่วนสัมพันธ์ต่อการผลิตอาหาร ภายใต้การคำนึงถึงความปลอดภัยทางอาหารสูงสุดต่อผู้บริโภค และข้อปฏิบัติที่ QS กำหนดขึ้นนี้ จะถูกตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการรายงานตรวจสอบ รวมทั้งตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสินค้าในทุกห่วงโซ่การผลิต ผู้บริโภคจึงเชื่อมั่นได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการผลิต ภายใต้มาตรฐาน QS ทั้งหมดมีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริง

วันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่าเกษตรกรที่ทำนาทำสวนช่วงคลอง 11 ต.หนองสามวัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ต่างแย่งกันสูบน้ำเข้ากักเก็บในร่องสวนจนน้ำในคลองชลประทานที่ 11 แห้งขอดคลอง ภายหลังแนวโน้มปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำเริ่มลดน้อยไม่เพียงพอใช้ทำการเกษตร ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองเสือเตรียมรับมือภัยแล้ง ดังนั้นเกษตรกรจึงขอวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยดูแลด้วย เพราะหากมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้งชาวบ้านก็สามารถที่จะทำการเพาะปลูกพืชหน้าแล้งขายเสริมสร้างรายได้อีกด้วย

นายไพศาล ศรีธเนศสกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วยคณะผู้บริหารสมาชิก อบต.ได้มีแนวคิดกำหนดนโยบายการพัฒนาของพื้นที่ อบต.บึงกาสามร่วมกันในการแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ในช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคมในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ในเรื่องน้ำอุปโภคและบริโภคและน้ำเพื่อทำการเกษตรโดยเฉพาะน้ำในการทำเกษตรกรรมจะประสบปัญหาไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้งเพราะประชากรส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตร

ดังนั้น จึงมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการสูบน้ำจากคลองส่งน้ำให้กับเกษตรกรทั้ง 9 หมู่บ้านจำนวน 2 จุดใหญ่โดยจุดแรกจะสูบน้ำจากคลองระพีพัฒน์เข้าคลองแอนให้กับหมู่ 3-6-7-8-9 และในจุดที่สองสูบน้ำจากคลองส่งน้ำที่ 10 เข้าคลองแอนให้กับหมู่ 1-2-3-4-5 เพื่อให้เกษตรกรสูบน้ำเข้าสวนได้อย่างสะดวกและมีน้ำเพียงพอในการทำเกษตรตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ต่อไป