หลุมปลูกขนาด 50×50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและแถว

2.5×3 เมตร ระยะนี้จะปลูกได้จำนวน 400 ต้น ต่อไร่ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก เมื่อนำหน่อกล้วยลงปลูก ให้กลบดินเว้นปากหลุมไว้ 3 นิ้ว รดน้ำพอชุ่ม จากนั้น 45 วัน ใส่ปุ๋ยหมักบริเวณปากหลุม เหลือปากหลุมไว้ 1 นิ้ว

เมื่อกล้วยลงปลูกครบ 5 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยหมักที่ปากหลุมอีกครั้ง และตัดแต่งใบ พร้อมกับพูนโคนกันล้ม

กล้วย อายุครบ 6 เดือน เริ่มตั้งท้อง ลำต้นกล้วยเริ่มบิด กาบกล้วยหรือทางใบกล้วยจะเริ่มซ้อน

กล้วย อายุ 7 เดือน เริ่มแทงปลีออกมา หลังแทงปลี 25 วัน จะเริ่มเห็นผล การตัดปลี ควรรอให้เห็นหวีกล้วยเท่าจำนวนที่ต้องการไว้ โดยพิจารณาจากลำต้น หากลำต้นเล็กก็ไม่ควรไว้มาก เพราะต้องใช้ไม้ค้ำ เพิ่มต้นทุน หลังตัดปลี 2 วัน เริ่มห่อเครือกล้วย จากนั้นอีก 80 วัน ตัดเครือกล้วยหอม ส่งขายได้

การให้ปุ๋ยหมัก จะให้ 45 วัน ต่อครั้ง และให้น้ำหมักฮอร์โมน 15-20 วัน ต่อครั้ง ไปจนกว่าจะตัดขาย

การรดน้ำ เปิดด้วยสปริงเกลอร์ เช้า 30 นาที บ่าย 30 นาที เย็น 30 นาที ทุกวัน ยกเว้นฤดูฝน ไม่ต้องรดน้ำ

ผลผลิตกล้วยหอมที่ได้มีคุณภาพทุกเครือ น้ำหนักกล้วยหอมต่อหวี ไม่ต่ำกว่าหวีละ 2 กิโลกรัม คุณสมพรพาเพื่อนเกษตรกรด้วยกันทำปุ๋ยหมักและฮอร์โมนเอง ปุ๋ยหมักทำจากขี้วัว ฮอร์โมนทำจากพืชที่มีในพื้นถิ่น เช่น ต้นกล้วยสับ สับปะรด เป็นต้น

แม้ว่ากล้วยหอมจะเป็นพืชที่ทนต่อโรค แต่คุณสมพรก็ไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา บอกให้ทราบว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยว จะมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงในแปลง คุณสมพร จึงปลูกกล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง ผักเหรียง แซมในแปลงไว้ด้วย เพื่อต้านทานโรค

ทุกวันศุกร์จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับถึงแปลง เครือข่ายผู้ปลูกกล้วยหอมปลอดสารด้วยกันจะรวบรวมผลผลิตมารวมไว้ที่ใดที่หนึ่งหลังตัด จากนั้นคัดไซซ์และล้างผลผลิตให้สะอาด ใส่เข่งละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนักส่งขายไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัม

เครือข่ายปลูกกล้วยหอมปลอดสาร มีทั้งหมด 32 ราย เป็นพื้นที่ปลูกและดำเนินการแบบปลอดสารอย่างต่อเนื่อง 50 ไร่ในอำเภอเทพา แต่หากรวมพื้นที่ปลูกของจังหวัดสงขลา มีที่อำเภอนาทวี อำเภอระโนด อำเภอรัตภูมิ รวมถึงจังหวัดปัตตานี นราธิวาส พัทลุง และยะลา มีจำนวนหลายแสนต้น

ตลาดที่ส่งกล้วยหอมปลอดสารจำหน่าย ปัจจุบัน ส่งขายเฉพาะพื้นที่จังหวัดสงขลา เพราะยังผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความความต้องการของผู้บริโภค จึงมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตกล้วยหอมปลอดสารออกไปอีก

“ออเดอร์ของผมตอนนี้ ตลาดผลไม้ยะลา ต้องการกล้วยหอมปลอดสาร 3 ตัน ต่อสัปดาห์ ตลาดหาดใหญ่ ตลาดสุไหงโกลก ไม่นับรวมตลาดผลไม้ในจังหวัดอื่นของภาคใต้อีก เฉพาะความต้องการในพื้นที่ภาคใต้ ผมและเครือข่ายก็ทำได้ไม่พอต่อความต้องการแล้ว”

กล้วยหอมปลอดสารของชาวเทพา การันตีว่าคุณภาพจริง หลังจากลงแปลงมาแล้ว ในพื้นที่ภาคใต้แวะเยี่ยมชมแปลงไม่ไกล ติดต่อไปได้ก่อนที่ คุณสมพร บูโยะ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา หรือโทรศัพท์สอบถาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทำสวนฝรั่ง เพราะเห็นว่า คนไทยนิยมบริโภคและราคาค่อนข้างดี ผมได้ศึกษาข้อมูลไว้บ้างบางส่วน แต่ยังไม่มากพอ ผมจึงขอคำแนะนำจากคุณหมอว่า สำหรับมือใหม่จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ขอขอบคุณในคำแนะนำครับ

การปลูกฝรั่ง ปลูกได้ดีทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ข้อควรคำนึง ฝรั่ง เป็นผลไม้เน่าง่าย เสียหายได้เร็ว ตลาด จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดี ให้ศึกษาตลาดท้องถิ่นก่อนเป็นอันดับแรก หากผลิตผลออกมามากเกินความต้องการของตลาดท้องถิ่น การขนส่งระยะทางไกลจะเกิดการเน่าเสียหายได้ง่าย สำหรับการผลิตนั้นนิยมปลูกยกร่องแล้วปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงในร่อง เพราะสะดวกในการให้น้ำ ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ อีกปัจจัยหนึ่ง การใช้แรงงานในการห่อผล ป้องกันแมลงวันทองเข้าทำลาย หากแรงงานไม่พอ ห่อไม่ทัน ปัญหาเกิดขึ้นทันที

พันธุ์ฝรั่งที่ควรทราบ พันธุ์กิมจู ผลกลม เปลือกผลมีเส้นนูน เนื้อหนา รสหวาน มีเมล็ดน้อย

พันธุ์กลมสาลี่ ผลขนาดใหญ่ ทรงกลมแป้น ผิวค่อนข้างเรียบ รสหวาน เนื้อนุ่ม กรอบ เป็นที่นิยมปลูกเป็นการค้า และ พันธุ์แป้นสีทอง ผลมีขนาดใหญ่อีกพันธุ์หนึ่ง ทรงค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ส่วนขั้วผลยุบเป็นแอ่งกลม เนื้อหนา รสหวานอมเปรี้ยว เป็นที่นิยมของตลาดทั้งสามพันธุ์

ต้องการซื้อพันธุ์ไปปลูก ให้มาที่งานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จัดขึ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี “เห็ดแครงของเราขาวสวย ปลอดสารพิษ น่ารับประทานมาก แตกต่างจากเห็ดแครงที่เกิดขึ้นเองธรรรมชาติมักมีสีดำ ดูไม่น่าทาน แถมระยะหลังเห็ดแครงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในสวนยางพารา เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมี จากการฉีดยาของต้นยาง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงเพราะมีผลกระทบสุขภาพของผู้บริโภค” คุณจิตสุภา ยวงใย อ.ต.ก. จังหวัดสงขลา กล่าวถึงข้อแตกต่างของเห็ดแครงทั่วไป กับเห็ดแครงอินทรีย์ ของ อ.ต.ก.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจังหวัดสงขลา (อ.ต.ก สงขลา) ตั้งอยู่เลขที่ 424 หมู่ที่ 2 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา จุดที่ตั้งของ อ.ต.ก.สงขลา หาไม่ยาก แค่ใช้เส้นทางไปเกาะยอ อ.ต.ก.สงขลาอยู่ติดถนนสายหลัก มีรั้วสำนักงานติดกับสํานักงานขนส่งจังหวัดสงขลา (เกาะยอ) ตรงข้ามกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา)

เมื่อเดินทางไปถึง อ.ต.ก.สงขลา คุณจิตสุภา พาผู้เขียนไปเยี่ยมชมโรงเรือนเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ภายในโกดังเก็บสินค้าของอ.ต.ก. มีคนงานผู้หญิง 2 คน กำลังนั่งตัดแต่งเห็ดแครงก่อนนำไปจำหน่าย

เห็ดแครง พบมากในสวนยาง

เห็ดแครง หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ภาคเหนือเรียกว่า เห็ดแก้น เห็ดตามอด ภาคกลางเรียก เห็ดมะม่วง เนื่องจากขึ้นบนต้นมะม่วง นอกจากนี้ ยังพบขึ้นบนไม้ยูคาลิปตัส ไม้สน ฯลฯ

ในอดีต เห็ดแครง เป็นเห็ดป่าที่พบเห็นได้ทั่วไปและงอกได้ตลอดทั้งปี พบขึ้นอยู่กับวัสดุหลายชนิด ทั้งท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า แต่ที่พบเป็นปริมาณมาก สามารถเก็บรวบรวมเห็ดมารับประทานได้คือ บนท่อนไม้และกิ่งไม้ ดังนั้น จึงสามารถพบเห็นเห็ดแครงตามธรรมชาติได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ระยะหลังสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ทำให้ปัจจุบันหาเห็ดแครงตามธรรมชาติได้ยากขึ้นทุกที

ชาวปักษ์ใต้นิยมเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า “เห็ดยาง” เพราะพบเห็นได้ง่ายบนไม้ยางพารา ในอดีตมักพบเห็ดแครงเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พบมากบนท่อนไม้ยางพารา หรือต้นยางพาราที่ตัดโค่นไว้ เมื่อท่อนไม้ตาย ก็จะพบเห็ดแครงขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูฝน เห็ดแครงที่เก็บจากธรรมชาติ มีราคาซื้อ-ขายในท้องตลาด ขีดละ 40 บาท บางช่วงสินค้าขาดตลาด ผู้บริโภคก็ยอมซื้อเห็ดแครงในราคาสูงสูงถึง กิโลกรัมละ 1,000 บาทก็มี เรียกได้ว่าเห็ดแครงเป็นสินค้ายอดนิยมในพื้นที่ภาคใต้

คุณกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) มีแนวคิดส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละจังหวัดผลิตสินค้าเกษตร 1 ชนิด เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด ดังนั้น อ.ต.ก.สงขลาจึงได้คัดเลือก “เห็ดแครง” เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัดสงขลา เพราะเป็นสินค้ายอดนิยมของคนใต้อยู่แล้ว แถมปลูกก็ง่าย ขายก็ดี จึงกลายเป็นที่มาของโครงการ “เห็ดแครงสงขลา” จนถึงทุกวันนี้

เห็ดแครง เป็นเห็ดขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายพัด ด้วยฐานมีก้านขนาดสั้นๆ ยาวประมาณ 0.1-0.5 เซนติเมตร ดอกเห็ดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร ผิวด้านบนมีสีขาวปนเทาปกคลุมทั่วไป ลักษณะดอกเหนียวและแข็งแรง เห็ดแครงที่พบในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ลักษณะดอกเห็ดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เห็ดแครง 100 กรัม ให้ โปรตีน 17.0 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม แคลเซียม 90 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 280 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 640 มิลลิกรัม

เห็ดแครงมีคุณประโยชน์ สามารถเป็นได้ทั้งอาหารและยา เพราะเห็ดแครงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งคาร์โบไฮเดรต มีสารต้านเชื้อไวรัส ยับยั้งเซลล์มะเร็ง แถมเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำคัญสำหรับผู้รักสุขภาพ ทำให้เห็ดแครงเป็นที่นิยมของคนไทยและต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ที่นำเห็ดแครงมาแปรรูปเป็นแคปซูลอาหารเสริมจำหน่ายในท้องตลาด

จุดเด่นของเห็ดแครงคือ เห็ดแครงเพาะได้ง่าย ใช้ระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 7 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว จึงเหมาะนำมาส่งเสริมเป็นอาชีพเสริมให้กับผู้สนใจ ประกอบกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ประสบปัญหาขาดแคลนรายได้ อ.ต.ก.สงขลา จึงต้องการสนับสนุนให้พี่น้องชาวสวนยางหันมาเพาะเห็ดแครงขาย เป็นรายได้เสริมในช่วงราคายางพาราตกต่ำ อ.ต.ก.สงขลาจึงเปิดศูนย์การเรียนรู้การเพาะเห็ดแครงอินทรีย์เมื่อต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ อ.ต.ก.สงขลาจะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อส่งไปจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก.จตุจักร ต่อไป

อ.ต.ก.สงขลาจะนำเห็ดแครงที่รับซื้อจากเกษตรกร ไปเก็บรักษาคุณภาพอย่างดีเพื่อยืดอายุการจำหน่าย “เห็ดสด” ถูกบรรจุใส่ถุงสุญญากาศ เก็บแช่เย็นเพื่อรักษาคุณภาพความสดใหม่ได้นาน 1 สัปดาห์ ขายกิโลกรัมละ 500-700 บาท ส่วนเห็ดแครงที่ผ่านขบวนการแปรรูปอบแห้ง และผ่านการฆ่าเชื้อก่อนบรรจุใส่ถุงสุญญากาศ มีอายุการจำหน่ายได้นาน 1 ปี ขายกิโลกรัมละ 1,000 บาท ที่ผ่านมา เห็ดแครงสงขลาขายดีมาก ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย เรียกว่าสินค้านี้มีโอกาสขยายกำลังผลิตได้อีกมากให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ตามกระแสความนิยมบริโภคเห็ดเพื่อสุขภาพนั่นเอง

เปิดอบรม เพาะเห็ดแครงฟรี

อ.ต.ก.สงขลา เปิดโครงการฝึกอบรมเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ให้แก่ผู้สนใจ เดือนละ 1 ครั้ง ผู้สนใจเข้าฝึกอบรม “ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่าย (รับจำนวนจำกัด) พิเศษสุดๆ มีก้อนเห็ดแครง “แจกฟรี” ในวันฝึกอบรมด้วย ผู้สนใจสอบถามข้อมูล และจองสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (074) 330-241 หรือ Facbook : อตก.สงขลา หร www.facebook.com/ortorkorsongkhla หรืออินบ็อคมาทางเพจ : fb.com/ortorkorsongkhla/messages หรือสมัครโดยแอด Line ไลน์ : กลุ่มเห็ดแครง อ.ต.ก.สงขลา กด>>> line.me/R/ti/g/OqHAl-f90t แจ้งชื่อ – เบอร์โทร.มาในกลุ่มได้เลย

สำหรับงาน สวทช.สัญจร เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติหาดใหญ่ (มอ.) อ.ต.ก.ได้เปิดบู๊ธเห็ดแครง โดยเชิญกลุ่มเกษตรกรจากบ้านเห็ดแครงมาออกบู๊ธภายในได้นำเสนอผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดแครง อาทิ เห็ดแครงสด, เห็ดแครงอบแห้ง, ซาลาเปาเห็ดแครง สินค้าที่ได้รับความสนใจสูงคือ แฮมเบอร์เกอร์เห็ดแครง มีคนสนใจมาต่อแถวชิมกันเอร็ดอร่อย รวมทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์แปรรูปตัวใหม่เป็นที่แรก คือผลิตภัณฑ์ฟริซดราย เป็นเห็ดแครงกึ่งสำเร็จรูป แค่ฉีกซองเทน้ำก็พร้อมทานได้เลย แถมยังมีโปรตีนสูงอีกด้วย หากใครสนสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มบ้านเห็ดแครง facebook.com/Schizophyllum.commune หรือสอบถามทางเบอร์โทร. (086) 296-1487 คุณธีร์กวิน

เทคนิคการเพาะเห็ดแครง

คุณจิตสุภา กล่าวว่า ทาง อ.ต.ก.สงขลา จัดอบรมการเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ โดยมี คุณบรรลุ บุญรอด เจ้าของฟาร์มเห็ดไชโย จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาเป็นวิทยากรอบรมเรื่องการเพาะเห็ดแครงให้กับผู้สนใจแบบครบวงจร โดยให้ความรู้เรื่องการผลิตก้อนเชื้อให้ได้มาตรฐาน การเขี่ยเชื้อเห็ด การกรีดถุง เปิดดอก การรดน้ำ ตรวจไม่ให้มีไรแดงและราดำเกิดขึ้น ไปจนถึงขั้นการเก็บผลผลิต เพื่อจำหน่ายเห็ดสดและเห็ดอบแห้ง รวมทั้งแนะนำเทคนิคการแปรรูปเห็ดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ

สูตรอาหารทำก้อนเชื้อเห็ดแครง คุณบรรลุ แนะนำให้ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม, รำละเอียด 50 กิโลกรัม ภูไมท์ 2 กิโลกรัม, ดีเกลือ 0.1 กิโลกรัม ปรับความชื้นด้วยน้ำ ประมาณ 50-60% ใส่อาหารเสริมและอาหารชีวภาพลงไปเพื่อให้ดอกเห็ดมีน้ำหนัก มีเนื้ออร่อย และเก็บได้นานเป็นสัปดาห์ หลังจากได้ส่วนผสมแล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติกเพาะเห็ด ขนาด 6.5×10 นิ้ว ประมาณ 3 ใน 4 ของถุง (น้ำหนัก 600 กรัม ต่อถุง) นำไปนึ่งในหม้อนึ่งลูกทุ่ง อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด เมื่อครบกำหนดเวลาพักไว้ให้เย็น ลำเลียงไปไว้ในห้องเขี่ยเชื้อ แล้วรีบใส่เชื้อ อย่าทิ้งไว้ให้เกิน 24 ชั่วโมง จะทำให้การปนเปื้อนของเชื้อสูง เห็ดแครงจะใช้เวลาบ่มก้อนเชื้อ 15-20 วัน เชื้อก็จะเดินเต็มก้อนพร้อมนำไปเปิดดอก

เทคนิคการเปิดดอกเห็ดแครง เริ่มจากนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือน ดึงจุกพลาสติกที่ปิดก้อนออก ใช้ยางรัดปากถุงแทน จากนั้นกรีดถุงก้อนเชื้อเป็นแนวยาว 4 แนว แบบทแยง 3 วันแรกรดน้ำที่พื้นและผนังโรงเรือน เพื่อเพิ่มความชื้นในโรงเรือน เห็ดแครงเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% ทำให้เห็ดแครงสามารถเปิดดอกได้ตลอดทั้งปี

หลังจากกรีดถุงและรดน้ำพื้นให้ชื้น ประมาณ 2-3 วัน ดอกเห็ดจะเริ่มออกตุ่มดอกออกมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นประมาณวันที่ 6-7 ดอกเห็ดจะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ แนะนำให้ใช้มีดคมๆ เฉือนตรงโคนดอกเห็ดที่ดอกบานเต็มที่แล้วเก็บได้รุ่นแรก จะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 80-120 กรัม ต่อเห็ด 1 ก้อน หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกแล้ว รออีก 6-7 วัน จึงจะสามารถผลผลิตรุ่นที่ 2 โดยจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 20-30 กรัม ตามลำดับ

ดังนั้น เห็ด 1 ก้อน (600 กรัม) จะได้ผลผลิตประมาณ 100-150 กรัม เมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้ว ให้ขนก้อนเชื้อเห็ดไปทิ้งให้เป็นที่ ทิ้งให้หมด หรือนำไปทำลาย สำหรับโรงเรือนเปิดดอกหลังจากขนย้ายก้อนเชื้อเห็ดเก่าไปทิ้งควรทำความสะอาดโรงเรือนกวาดเอาเศษสิ่งสกปรกออกไป ใช้น้ำสะอาดล้างโรงเรือนให้สะอาด แล้วล้างแผงหรือชั้น บริเวณพื้นโรงเรือนล้างด้วยน้ำยางคลอรีนหรือผงซักฟอก ฉีดฆ่าเชื้อราที่อาจซุกซ่อนตามเสา ตามชั้น บริเวณพื้น พักโรงเรือนให้แห้งเป็นเวลา 2-3 วันก่อน จึงค่อยนำก้อนเชื้อเห็ดรุ่นใหม่ไปเปิดดอกต่อไป

โครงการอบรมการเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ แม้จะสร้างผลตอบแทนด้านตัวเงินให้กับ อ.ต.ก.ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ แต่เป็นกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่อ.ต.ก.สงขลาทุกคนตั้งใจทำงานด้วยความสุข เพราะเห็ดแครงเป็นสินค้าที่มีคุณประโยชน์ เป็นได้ทั้งอาหารและยา ดีต่อสุขภาพคนไทย ประการต่อมา อ.ต.ก.สงขลา ตั้งใจทำงานเพื่อเกษตรกร ตามวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กร ที่บริหารจัดการด้านการตลาดอย่างเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่ความผาสุกของเกษตรกร” นั่นเอง

ในช่วงเข้าสู่ฤดูร้อนที่ร้อนจัด โอกาสเกิดพายุฤดูร้อน สมัครเก็นติ้งคลับ ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงปลายเดือนเมษายน 2562 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้เตือนภัย และให้คำแนะนำในการรับมือแก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงให้ผลผลิต ให้เฝ้าระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง

เชื้อราสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน คือ เชื้อราไฟทอปธอรา พาล์มิโวรา (Phytophthora palmivora) สังเกตลักษณะอาการของต้นที่เกิดโรค ใบจะไม่เป็นมันสดใส โดยใบค่อย ๆ เหลืองซีดและร่วง ใบอ่อนเหี่ยวเหลือง มีจุดแผลสีน้ำตาลอ่อนฉ่ำน้ำ เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ บริเวณกิ่ง ลำต้น และโคนต้น มีสีของเปลือกเข้มคล้ายถูกน้ำเป็นวงหรือเป็นทางน้ำไหลลงด้านล่างหรือมีรอยแตกของแผล และมีน้ำเยิ้มออกมาในช่วงเช้า

เมื่อถากเปลือกจะพบว่าเปลือกเน่า เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาล ส่วนที่เน่ามีกลิ่นหืน แผลเน่าจะลุกลามรวดเร็ว ต้นที่เป็นโรครุนแรงจะมีน้ำยางไหลออกมาโดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าที่มีอากาศชุ่มชื้น เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะมีลักษณะเปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาล และหลุดง่าย กรณีอาการของโรครุนแรงจะเน่าลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นโทรมและยืนต้นตาย

วิธีป้องกันกำจัดกรณีโรคเข้าทำลายไม่รุนแรง ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ฮาร์เซียนั่ม (Trichoderma harzianum) ผสมกับรำข้าวและปุ๋ยหมัก ในอัตราเชื้อรา 1 กิโลกรัม รำข้าว 4 กิโลกรัม และปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปโรยรอบโคนต้น ในอัตรา 10-20 กรัมต่อต้น

แต่หากโรคเข้าทำลายรุนแรง ให้ถากหรือขูดผิวเปลือกที่เป็นโรคออก แล้วทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร โดยทาแผลทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง