หอยหวานของแท้จะมีริ้วลายห่างกัน เห็นสีขาวและสีน้ำตาล

แบ่งกันอย่างชัดเจน ตรงก้นหอยจะมีลักษณะกลมมน ส่วนหอยหวานเทียม หรือ “หอยหมาก” จะมีลวดลายบนเปลือกถี่ แทบไม่เห็นพื้นสีขาว ก้นหอยมีลักษณะเป็นเหลี่ยม มีสันคมๆ จุดเด่นที่แตกต่างกันอีกอย่างคือ หอยหวานของแท้ เนื้อมีสีขาวอมชมพู เนื้อหอยไม่เหนียวมาก มีรสชาติหอม หวาน กรอบ อร่อย ร้านอาหารต่างๆ จำหน่ายหอยหวานในราคาขายค่อนข้างแพง 700-800 บาท ส่วนหอยหมาก มีเนื้อหอยเป็นสีดำเป็นส่วนใหญ่ มีรสชาติแตกต่างจากหอยหวานแท้อยู่พอสมควร สามารถหาซื้อหอยหมากได้ตามตลาดสดและห้างสรรพสินค้าทั่วไป ราคาซื้อขายเริ่มต้น 150-300 บาท ต่อกิโลกรัม

ในวันนี้สำหรับไก่งวงแล้ว ถือได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก สังเกตุได้จากปัจจุบันได้มีฟาร์มเพาะเลี้ยงไก่งวงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด และเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนไก่งวงกันมาอย่างต่อเนื่อง

เบญจพรศิริฟาร์ม ที่มีคุณเบญจพร เบญจพรศิริ เป็นเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 119 หมู่ 5 ต.โพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 08-0460-8969,08-6857-2747 เป็นหนึ่งในฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ โดยปัจจุบันมีไก่งวงที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มมากว่า 1,000 ตัว

ด้วยความทุ่มเทของผู้เป็นเจ้าของและครอบครัว ในการพัฒนาการเลี้ยงการจัดการฟาร์ม พัฒนาด้านสายพันธุ์ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ฟาร์มแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรมปศุสัตว์ให้เข้ารับรางวัลชนะเลิศระดับเขต และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร

สำหรับกาเรลี้ยงไก่งวงนั้น เบญจพรศิริฟาร์ม ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เริ่มต้นการทำฟาร์มในปี 2524 ซึ่งขณะนั้นได้ทำฟาร์มในลักษณะของเกษตรผสมผสาน กอปรไปด้วยกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหลากหลายชนิด

“ในช่วงแรกนั้นสัตว์ที่สร้างรายได้ให้มากที่สุดคือ การเลี้ยงหมู ซึ่งเราเลี้ยงจำหน่ายทั้งพ่อแม่พันธืและหมูขุน ขณะเดียวกันก็เลี้ยงสัตว์อื่นๆเสริมไปด้วย เช่น ไก่พื้นเมือง ไก่งวง หมูป่า ไก่ต๊อก เป็นต้น แต่ต่อมาเราประสบปัญหาภาวะตลาด รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้การเลี้ยงหมูไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงตัดสินใจที่จะเลิกเลี้ยง” คุณเบญจพรกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งอดีต

แม้จะต้องประสบปัญหามากมายในการประกอบอาชีพ แต่ด้วยใจที่สู้อย่างไม่ท้อ จึงทำให้คุณเบญจพรกลับมาเริ่มต้นคิดและมองหาสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนในการสร้างรายได้

“สำหรับไก่งวงนั้น เมื่อ 30 ปีก่อน เราเริ่มต้นเลี้ยงไก่งวงแค่ 5 ตัว เป็นตัวผู้ 2 ตัวและตัวเมีย 3 ตัว จุดประสงค์เพียงเพื่อเป็นสัตว์สวยงาม เลี้ยงแบบปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ คู่ไก่สัตว์ปีกอื่น ๆอย่าง ไก่ต๊อก ไก่ป่า ไก่พื้นเมือง เป็ด ไก่งวงที่เลี้ยงไว้ก็ขยายพันธุ์ออกลุูกหลานมาอย่างต่อเนื่อง”

แต่สิ่งที่คุณเบญจพรบอกว่าเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายคือ ไก่งวงกลายเป็นสัตว์ปีกที่มีการเจริญเติบโตที่ดีมาก

“เลี้ยงแบบเดียวกัน อาหารเหมือนกัน แต่ไก่งวงกลับเจริญเติบโตกว่า ให้เนื้อมากกว่า “ คุณเบญจพรกล่าวถึงสิ่งที่พบจากไก่งวงที่เลี้ยงไว้

ด้วยข้อเด่นของไก่งวงที่พบ จึงทำให้คุณเบญจพรเกิดความสนใจที่จะเพาะเลี้ยงไก่งวงอย่างจริงจัง เธอจึงเริ่มต้นศึกษาข้อมูลของไก่งวงตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการตลาด และนั่นคือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ในวันนี้ เบญจพรศิริฟาร์ม ไก้กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ของจังหวัดหนองบัวลำภู

จุดสำคัญที่ทำให้เบญจพรศิริฟาร์ม สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้นั้น นอกเหนือจากเป็นคนหัวไวใจสู้ของผู้เป็นเจ้าของแล้ว การทุ่มเทศึกษาเรียนรู้อย่างเข้าถึงแก่นของการเลี้ยงไก่งวง นับตั้งแต่วิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ การจัดการต่าง ๆแล้ว รวมถึงความต้องการของตลาด สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นปัจจัยที่เสริมส่งทำให้สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้

“สิ่งที่เราเน้นมากที่สุดในการเลี้ยงไก่งวงคือ การทำให้ไก่งวงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด หรือจะบอกว่าเป็นการปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเองก็ได้ ข้อสีรุปที่ได้นี้เกิดขึ้นจากการที่เราศึกษาเรียนรู้ซ้กแล้วซ้ำอีกในฟาร์มจนได้ข้อสรุปดังกล่าว”

วันนี้การเลี้ยงไก่งวงในฟาร์มแห่งนี้ จึงเน้นการปล่อยให้หากินตามธรรมชาติเป็นสำคัญ ไก่งวงถูกปล่อยอย่างมีอิสระในอาณาเขตที่กำหนด สามารถดำรงชีวิตอยู่แบบที่ไก่งวงต้องการและชอบ สิ่งที่ตามมาคือ ได้ไก่งวงที่มีคุณภาพ อัตราการเจริญเติบโตดี น้ำหนักตัวมาก ไม่เครียด ไขมันน้อย สุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคง่าย

“ตั้งแต่ออกมาเป็นไข่ จนกระทั่งเติบโตพร้อมจำหน่าย ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างการฟักไข่เราก็เน้นให้แม่ไก่งวงจัดการเอง ออกไข่เองฟักเอง และเลี้ยงดูเองตามธรรมชาติ มีสัญชาติญาณการเอาตัวรอดได้เอง พอโตแล้วก็สามารถอยู่ได้อย่างธรรมชาติเช่นกัน ตรงนี้เลยกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของการเลี้ยงไก่งวงในฟาร์มเรา“

สำหรับสายพันธุ์ไก่งวงที่เลี้ยงในฟาร์มแห่งนี้ประกอบด้วย 9 สายพันธุ์ ได้แก่

พันธุ์อเมริกันบรอนซ์ (American Beonze)

พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ (Beltsville Smal White)

พันธุ์บอร์บอนเรด ( Bourbon Red )

พันธุ์รอยัลปาล์ม ( Royal Palm )

พันธุ์นาร์ราแกนเซทท์ (Narragansett)

พันธุ์บรอดเบรสท์ บรอนด์ ( Broad-breasted Bronze)

พันธุ์คาลิโก้ ( Calio )

พันธุ์แบล็ควิงบอร์น ( Black-winged Bronze )

พันธุ์เพ็นซิลปาล์ม ( Pencilled Plam )

นอกจาก 9 สายพันธุ์ดังกล่าวแล้ว ด้วยที่มีการเลี้ยงมามากว่า 30 ปี จึงทำให้ไก่งวงในฟาร์มเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ และทางฟาร์มได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นออกมา และดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์ จนได้ไก่วงสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากในฟาร์มของเบญจพรศิริฟาร์มเองอีกด้วย

สำหรับสายพันธุ์ไก่งวงนั้น ทางเจ้าของฟาร์มบอกว่า แต่ละสายพันธุ์จะมีข้อเด่นที่แตกต่างกันไป เช่น พันธุ์อเมริกันบรอนช์ จัดเป็นไก่งวงพันธุ์หนัก สามารถหาอาหารกินเองได้ตามธรรมชาติ เช่นเศษอาหาร หญ้าสด ปริมาณการไข่ ให้ผลผลิตไข่ประมาณ 70 ฟองต่อตัวต่อปี น้ำหนักมาตรฐานไก่งวงตัวผู้ 15 กิโลกรัม ตัวเมีย 9 กิโลกรัม ตัวผู้หนุ่ม 11 กิโลกรัม ตัวเมียสาว 7 กิโลกรัม

ขณะที่สายพันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ มีการเจริญเติบโตในระยะเล็กจนกระทั่งถึงโตเต็มวัยเร็วมาก หน้าอกกว้าง รสชาติของเนื้อดีเป็นที่ยอมรับ สามารถหาอาหารกินเองได้ ตามธรรมชาติ ปริมาณการไข่ ให้ผลผลิตไข่ประมาณ 80 ฟองต่อตัวต่อปี น้ำหนักมาตรฐาน ไก่งวงตัวผู้ 7.7 กิโลกรัม ตัวเมีย 5 กิโลกรัม ตัวผู้หนุ่ม 6.7 กิโลกรัม ตัวเมียสาว 4 กิโลกรัม

ซึ่งการที่จะเลือกสายพันธุ์ไหนไปเลี้ยงเพื่อให้เหมาะสมกับตนเองนั้นทางเจ้าของฟาร์มบอกว่า พร้อมให้ข้อมูลข้อแนนำแก่ผู้สนใจอย่างเต็มที่ ในส่วนของการตลาดนั้น ปัจจุบันทางฟาร์มได้วางเป้าหมายการตลาด ทั้งการซื้อขายแลกเปลี่ยนไก่งวงในทุกขนาด

ทุกสายพันธุ์ตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางฟาร์มบอกว่า ไก่งวงได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายการเลี้ยงกันออกไปอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการขยายตลาดรองรับให้เพิ่มมากขึ้น ทางเบญจพรศิริฟาร์ม จึงวางเป้าหมายการตลาดที่เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภค ด้ววยจัดพื้นที่ของฟาร์มจัดทำเป็นสวนอาหาร ที่เน้นนำเสนอเมนูอาหารที่เน้นการปรุงมาจากไก่งวงเป็นหลัก

การเปิดร้านจำหน่ายอาหารจากเนื้อไก่งวง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธทางการตลาดที่น่าสนใจ เพราะจะเป็นทั้งการเปิดตลาดผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไก่งวงที่เลี้ยงในฟาร์มด้วย

โดยเมนูอาหารที่น่าสนใจของเบญจพรศิริฟาร์มประกอบด้วย ลาบไก่งวง ลาบไก่งวงกรอบ ต้มแซบไก่งวง เมี่ยงไก่งวง ไก่งวงทอดกระเทียม บาร์บีคิวไก่งวงกระทะร้อน เป็นต้น

ดังนั้นหากสนใจทั้งจะเพาะเลี้ยงไก่งวงและชิมเมนูอาหารเด็ดๆจากไก่งวง ของเบญจพรศิริฟาร์ม คุณเบญจพร ผู้เป็นเจ้าของบอกว่า ยินดีต้อนรับและให้บริการอย่างเต็มที่ตลอดเวลา โดยสามารถติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างต้น

เชื่อว่า หลายคนคุ้นเคยกับชื่อ “ กำยาน ” เครื่องหอมชั้นดีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมสปา อุตสาหกรรมยาสมุนไพรทั่วโลก ‘กำยาน’ มาจากภาษามลายูว่า ‘Kamyan’ คนไทยเรียกชื่อต้นกำยานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น สะด่าน, สาดสมิง, เขว้ เป็นต้น

กำยานที่ซื้อขายในตลาดแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ กำยานสุมาตรา (Sumatra Benzoin) มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย และ กำยานญวน (Siam Benzoin)สมัยโบราณ กำยานชนิดนี้ ราชอาณาจักรสยามเป็นผู้ส่งออกไปขายตลาดโลก จนเรียกกันติดปากว่า “ Siam Benzoin ” นั่นเอง กำยานชนิดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกำยานคุณภาพดีที่สุดในโลก กำยานญวนมีถิ่นกำเนิดบริเวณอ่าวตังเกี๋ยของเวียดนาม หรือบางครั้งเรียกว่า กำยานหลวงพระบาง เนื่องจากผลิตกำยานอย่างแพร่หลายในแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว

กำยาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง อยู่ในวงศ์ STYRACACEAE สูงประมาณ 20-25 เมตร ลำต้นตรง เปลือกสีเทา ใบ เป็นใบเดี่ยว ขึ้นเรียงสลับตามกิ่ง รูปทรงรี แกมรูปหอก ใบกว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-15 เซนติเมตร โคนสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบ 7-9 คู่

ดอก ออกเป็นดอกช่อ ตามซอกใบและที่ปลายกิ่งขนาดเล็ก ช่อดอกยาว 6-0 เซนติเมตร เวลาบานสีขาว มีกลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายดอกหยัก มี 5 กลีบ ยาวราว 1 เซนติเมตร มีเกสรตวผู้ 10 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน

ผล ทรงกลมออกแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร เปลือกจะมีขนสีขาว ผลจะแห้งและแตกเป็น 3 ส่วน ด้านในมีเมล็ดกลม 1 เมล็ด นิยมการขยายพันธุ์กำยานด้วยวิธีเพาะเมล็ด ต้นกำยานเติบโตดีในสภาพดินร่วน ที่มีความชื้นมาก

ต้นกำยาน ถือกันเป็นพันธุ์ไม้ที่แปลก เพราะสามารถเจริญเติบโตได้ในภาวะสิ่งแวดล้อมที่ไม่น่าจะขึ้นได้ ต้นกำยานจะเริ่มออกยางเมื่ออายุราว 8-10 ปี การเก็บยางทำกัน 2-3 ครั้ง ต่อปี ครั้งหลังสุดจะเป็นยางที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะมีอัตรา terpene, sesquiterpene และ diterpene ที่สูงขึ้น ทำให้หอมแรงขึ้น โดยทั่วไปแล้วยางยิ่งมีสีขุ่นเท่าไหร่ จะมีคุณภาพดีขึ้นเท่านั้น

ประเทศไทย กำลังก้าวข้ามการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก พัฒนาสู่การเกษตรยุคใหม่ ที่มีเทคโนโลยีการบริหารจัดการแบบ Smart Farming รวมทั้งนวัตกรรม เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เข้ามาช่วยพัฒนาการผลิตให้มีต้นทุนต่ำลงและได้ผลผลิตคุณภาพดีจำนวนมากขึ้น สอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา“เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา” เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทยที่ช่วยแก้ปัญหาภาคการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา เป็นผลงานของ น.ส. พนิดา พวงบุบผา และ น.ส. ประภาภรณ์ ธรรมชาติ สาขาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานครสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เกิดจากนักศึกษาลงพื้นที่สำรวจการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกะเพราเพื่อการส่งออก ในพื้นที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี พบว่า มีปัญหาในการคัดสิ่งแปลกปลอม และใบที่ไม่ได้มาตรฐานออก และไม่ได้สวมแบบชุดยูนิฟอร์มที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้เส้นผมและสิ่งต่างๆ ตกลงไป และทำให้เกิดความล่าช้าในการทำความสะอาดใบกะเพรา ทำให้ได้ใบกะเพราที่น้อยและล่าช้า รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องจ้างแรงงานดูแลทำความสะอาดสินค้า

ทีมนักศึกษาจึงได้พัฒนาเครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา ที่สามารถใส่ใบกะเพราได้ในปริมาณที่มากพอสมควร เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาในการทำความสะอาดใบกะเพรา ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน และเพิ่มผลผลิตใบกะเพราได้ในปริมาณมากขึ้น

วิธีการใช้เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา เริ่มจากเปิดฝาด้านบนตัวเครื่องอุปกรณ์ นำใบกะเพราลงไป หลังจากนั้นปิดฝาแล้วหมุนเพิ่มระดับความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เปิดฝานำใบกะเพราออกจากอุปกรณ์ แปรงในอุปกรณ์สิ่งประดิษฐ์ จะทำความสะอาดใบกะเพรา เป็นตัวดักจับสิ่งแปลกปลอม เช่น เส้นผม จุดเด่นของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ อุปกรณ์สิ่งประดิษฐ์ไม่เป็นสนิม และไม่เป็นปัญหากับทุกสภาพอากาศ นวัตกรรมนี้ช่วยทำให้ใบกะเพรามีความสะอาด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดใบกะเพรา ขณะเดียวกันสิ่งประดิษฐ์นี้สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้

เครื่องคัดแยกมะนาว โดยใช้โซล่าร์เซลล์

ปัจจุบัน เกษตรกรประเทศไทยประสบปัญหาในการคัดแยกมะนาวที่มีผลผลิตจำนวนมาก และเสียเวลาในการใช้คนคัดแยกมะนาวเป็นจำนวนมากๆ ในการคัดแยกมะนาวจะต้องคัดด้วยสายตาหรือความเคยชินในการคัดแยกมะนาว มะนาวเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่มีความต้องการบริโภคในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก จึงมีเกษตรกรในหลายพื้นที่ยึดการปลูกมะนาวเป็นอาชีพหลัก และหากต้องการขายผลผลิตให้ได้ราคา เกษตรกรจำเป็นต้องคัดแยกขนาดของผลผลิต

เนื่องจากมะนาวแต่ละขนาดมีราคาไม่เท่ากัน มะนาวที่มีขนาดใหญ่จึงขายได้ในราคาสูง การคัดแยกขนาดผลมะนาวด้วยแรงงานคนจะต้องอาศัยพนักงานจำนวนมาก และใช้เวลาในการคัดแยกขนาดมะนาวเป็นเวลานาน จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน และได้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงได้ผลกำไรน้อย

ถึงแม้ว่าการคัดด้วยแรงงานคนนั้นจะได้คุณภาพความสมบูรณ์ของผลมะนาว แต่ความแม่นยำในเรื่องขนาดของผลมะนาวนั้นยังค่อนข้างน้อย ปัจจุบัน จึงมีการใช้เครื่องคัดแยกขนาดมะนาว ทำให้ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน และยังเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคตามท้องตลาด แต่เครื่องคัดมะนาวที่มีขายอยู่ทั่วไป หาซื้อได้ยาก ราคา 30,000 บาท และใช้จำนวนพนักงานในการคัดแยกขนาดมะนาว 5-8 คน หากผลิตเครื่องคัดแยกขนาดมะนาว จะทำให้เครื่องคัดแยกขนาดมะนาวมีราคาใกล้เคียงกับที่มีอยู่ในท้องตลาด แต่จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นกว่าเดิม

ผศ. จุไรรัตน์จินดา อรรคนิตย์ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (โทร. 042-211-040 ต่อ 3404) เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาเครื่องคัดแยกขนาดมะนาว โดยใช้โซล่าร์เซลล์ขึ้นมาเพื่อช่วยให้การคัดแยกขนาดมะนาวให้ได้มาตรฐาน ช่วยลดต้นทุนในการจ้างพนักงานและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องคัดแยกขนาดมะนาวจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เครื่องคัดแยกขนาดมะนาวโดยใช้โซล่าร์เซลล์ ประกอบด้วยตู้ควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์
ระบบโซล่าร์เซลล์
ช่องใส่มะนาว
ตู้ควบคุมวงจรชาร์จ
เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ 6
ช่องแยกมะนาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5 เซนติเมตร
ช่องแยกมะนาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร
ช่องแยกมะนาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร

เครื่องคัดแยกมะนาวสำหรับเกษตรกรโดยใช้โซล่าร์เซลล์ สามารถจะใช้งานได้จริงถูกสร้างมาเพื่อใช้ในการคัดแยกมะนาว มีความสะดวกและประหยัดเวลาในการคัดแยกมะนาว อันเนื่องมาจากความต้องการที่เกษตรกรอยากจะได้เครื่องคัดแยกมะนาวและสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ การใช้งานได้ง่ายและให้เกษตรกรสามารถเข้าใจการทำงานของขั้นตอนในการคัดแยกมะนาว เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาของเครื่องคัดแยกมะนาวต่อไป

นวัตกรรมเครื่องกรีดยางพารา จาก “สิบสองปันนา”

ในปีนี้ สมาคมยางพาราแห่งสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรีดยางรุ่นใหม่ เรียกว่า อุปกรณ์เครื่องมือกรีดยางพาราไฟฟ้า รุ่น WYD001F ภายในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 โดยในอนาคตเอกชนจีนวางแผนนำอุปกรณ์เครื่องกรีดยางดังกล่าวเข้ามาขายที่เมืองไทย ในราคาประมาณ 4,000 บาท

อุปกรณ์เครื่องมือกรีดยางพาราไฟฟ้า รุ่น WYD001F ทำงานโดยอาศัยแรงคนกรีดยางตามปกติ แต่กรีดยางได้เร็วกว่าเดิม แถมได้หน้ายางเรียบ ช่วยยืดอายุการกรีดต้นยางได้ยาวนานขึ้น ใช้งานได้สะดวก เพราะมีน้ำหนักเบา ใช้งานสะดวกสบาย ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ช่วยยกระดับการกรีดให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เกษตรกรสามารถเรียนรู้การใช้งานได้ง่ายไม่ซับซ้อน เพิ่มคุณภาพของน้ำยางพารา ช่วยถนอมรักษาต้นยางพาราได้

อุปกรณ์เครื่องมือกรีดยางพาราไฟฟ้า รุ่น WYD001F สามารถปรับระดับความแรงระดับความลึกของการกรีดยางได้ตามความต้องการและความเหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดีที่สุด เครื่องกรีดยางรุ่นนี้สามารถเปลี่ยนใบมีดใหม่ได้ง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบตามความถนัดของผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคหรือประสบการณ์การกรีดยางมาก่อน

โดยทั่วไป แรงงานที่ใช้มีดกรีดยางทั่วไป จะกรีดยางได้ 700-800 ต้น/คน/วัน แต่นวัตกรรมชิ้นนี้ จะทำให้กรีดยางได้สูงสุดถึงวันละ 2,000 ต้น/คน/วัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดยางได้ในระยะยาว ปัจจุบัน เกษตรกรชาวสวนยางของจีนนิยมใช้อุปกรณ์เครื่องกรีดยางชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายในเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดเสวนาวิชาการ ถอดบทเรียนหนานเฉาเหว่ย กินใช้อย่างไรห่างไกลตับไตวายŽ มีวิทยากรที่คลุกคลีกับสมุนไพรหนานเฉาเหว่ย และผู้ป่วยโรคไต รวมถึงผู้มีประสบการณ์การใช้สมุนไพรหนานเฉาเหว่ย เข้าร่วม

พญ.สุภินดา ศิริลักษณ์ หัวหน้าภาคอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยไต พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือไตเสื่อมมากขึ้น โดยมีตัวเลขถึง 8 ล้านคน ที่น่าตกใจคือ ประชาชนร้อยละ 98 ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคไตเสื่อม จนกระทั่งโรคดำเนินเข้าสู่ระยะที่ 5 ซึ่งเป็นเกือบระยะสุดท้ายที่ออกอาการ และก็ยากที่จะรักษาแล้ว

กลุ่มเสี่ยงโรคไตเสื่อม คือ กลุ่มคนไข้ความดันสูง เบาหวาน จึงอยากให้คนกลุ่มนี้ตรวจเช็กเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้มีข้อบ่งชี้อีกอย่างคือ ให้สังเกตจากการปัสสาวะกลางคืนบ่อย ก็เป็นภาวะเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมที่ชอบหาซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง ทั้งร้านขายยาและยาชุด โดยเฉพาะยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็ว หากรับประทานต่อเนื่องจะมีผลกระทบทั้งไตและตับŽ พญ.สุภินดากล่าว

พญ.สุภินดากล่าวว่า ขณะนี้มีรายงานจากประเทศเบลเยียมระบุว่า กลุ่มผู้ที่ใช้สมุนไพรลดน้ำหนักมีภาวะไตเสื่อม เนื่องจากใช้สมุนไพรผิดตัว จึงอยากแนะนำว่าการจะดูแลตับไตให้อยู่กับเราไปนานๆ มี 6 ข้อ คือ 1.อย่าซื้อยามารับประทานเอง 2.ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรกับผู้ป่วยโรคไต เพราะผลการวิจัยส่วนใหญ่จะส่งผลดีกับคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยยังไม่มีงานวิจัยที่รองรับการรักษา 3.งดรับประทานเค็ม และอาหารที่ใส่ผงชูรสมาก 4.ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วน เพราะคนอ้วนจะเสี่ยงกับโรคไตสูงกว่าคนผอม 5.หยุดสูบบุหรี่ และ 6.ควบคุมเบาหวานและความดันŽ พญ.สุภินดากล่าว และว่า หากสามารถทำได้ทั้ง 6 ข้อ โอกาสที่จะเป็นโรคไตเป็นไปได้ยาก

ด้าน ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การจัดเสวนาวันนี้อยากชวนคิดว่ามีระบบอะไรที่จะช่วยประชาชนในการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัย และใช้ภูมิปัญญาปู่ย่าตายายมาต่อยอด

สำหรับสมุนไพรหนานเฉาเหว่ยนั้น มีชื่อเรียกหลายอย่าง ทั้ง ป่าเฮ่วหมองŽ ที่หมอไทยใหญ่เรียกขาน หรือ ป่าช้าเหงาŽ ป่าช้าร้างŽ ป่าช้าหมองŽ ทั้งนี้ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เก็บข้อมูลและศึกษาร่วมกับแพทย์พื้นบ้านมานานนับสิบปี ซึ่งพบว่ามีการกิน ใช้ กันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในชนกลุ่มน้อยไทยใหญ่ที่ยังมีภาวะสงครามอยู่ก็ใช้กันอยู่แต่ไม่ได้แพร่หลาย

ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า สำหรับข้อบ่งใช้สมุนไพรหนานเฉาเหว่ยให้ปลอดภัย คือ ไม่ควรรับประทานเกิน 1-3 ใบ และไม่ควรรับประทานทุกวัน โดยอาจจะลวกก่อนเพื่อลดความขม ทั้งนี้ สาเหตุหรือปัจจัยที่หนานเฉาเหว่ยมีผลเสียต่อร่างกายคือ ใช้ขนาดสูงต่อเนื่อง ผู้ใช้มีค่าไตไม่ดีก่อนใช้สมุนไพร รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การหยุดใช้ยาแผนปัจจุบันกับโรคที่เป็นอยู่ และที่พบบ่อยคือกินผิดชนิด เนื่องจากสมุนไพรหลายชนิดลักษณะที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก

ผู้ป่วยที่รับประทานหนานเฉาเหว่ยเชื่อว่า ช่วยรักษาโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ไขมัน และสามารถทำให้โรคหายขาด ช่วยคุมโรคได้ดีขึ้น ไม่ต้องกินยาแผนปัจจุบันมาก ในบางรายลดยาและหยุดยาเอง

นอกจากนี้ เรามักเจอคำว่า เขาเล่าว่าสมุนไพรนี้รักษาได้สารพัดโรค เช่น แก้ปวด รักษามะเร็ง ฯลฯ รวมทั้งรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ไม่มีโรคไม่มีอาการ แต่ต้องการใช้ โดยหวังผลให้เป็นยาอายุวัฒนะŽ

ภญ.ผกากรองกล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบการใช้สมุนไพรหนานเฉาเหว่ยในต่างประเทศ เช่น แอฟริกา เพื่อรักษาหลายโรค อาทิ โรคมาลาเรีย โรคกระเพาะ โรคดีซ่าน ภาวะมีบุตรยาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ริดสีดวง เป็นต้น

ด้าน นายพีรพล อนุตรโสตถิ์ พิธีกรรายการชัวร์ก่อนแชร์ กล่าวว่า จากการดำเนินรายการชัวร์ก่อนแชร์ มาเป็นพันตอน ได้รับข้อมูลที่ผ่านการแชร์มาก แต่เมื่อได้สืบค้นข้อมูลย้อนกลับไปยังต้นตอ ส่วนใหญ่ก็จะไม่เป็นความจริง และยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน การส่งต่อข้อมูลเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว การทำข้อมูลเท็จ ทำได้ง่ายทั้งแบบภาพนิ่งและวิดีโอ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบและทวนข้อมูลที่แท้จริงก่อนจะแชร์ต่อเพราะบางครั้งการแชร์กันจนถูกเชื่อและนำไปใช้กันแบบผิดๆ ไปแล้ว เกิดผลเสียหาย นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายครั้งมีการแชร์เพื่อหวังผลกับสินค้า เช่น ต้องการขายอาหารเสริม สมุนไพรของตัวเอง

ขณะที่ นางอำมร บรรจง ผู้จัดการส่วนผลิตรายการ FM 96.5 ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ได้แชร์ประสบการณ์ที่คลุกคลีกับผู้ฟังที่ใช้สมุนไพรว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศัพท์ทางการแพทย์ และข้อบ่งใช้ของสมุนไพร สื่อสารด้วยภาษาที่ยากในทางวิชาการ โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลจากการบอกต่อ เมื่อได้รับข้อมูลการแชร์ในภาษาง่าย อาจทำให้หลงเชื่อและใช้กันอย่างผิดๆ ทั้งที่สมุนไพรมีประโยชน์ถ้าใช้เป็นและส่วนตัวแล้วสามีก็รับประทานหนานเฉาเหว่ยในการควบคุมน้ำตาลวันละ 1 ใบเท่านั้น และจะมีการตรวจร่างกายเพื่อติดตามผลอย่างเป็นระบบเช่นกัน

สำหรับผู้สนใจ สามารถร่วมเรียนรู้การใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องกันต่อได้ที่ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2562 ที่ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 10-12

‘ตลาดมอกล้วยไข่’กำแพงเพชร – ตลาดริมทาง ‘ตลาดมอกล้วยไข่’ จ.กำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เลือกมาส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาให้เป็น ‘ตลาดริมทาง’ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง จากชุมชนและท้องถิ่นฐานราก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมยกระดับพัฒนาตลาดชุมชนให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ในจังหวัดนั้นๆ