หัวข้อของการเสวนา มีความน่าสนใจมาก คือเรื่องของการปรับโครง

ซึ่งได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี ท่านเหวียน ซวน ฟุ๊ก (Nguyen Xuan Phuc) มาเข้าร่วมงานและเป็นประธานในที่ประชุม จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน มาจากทุกภาคธุรกิจต่างๆ เช่น การเกษตร การเงิน การธนาคาร ภาครัฐ นักวิชาการ นักวิจัย บริษัทเงินทุนฯ บริษัทไอที โลจิสติกส์ ฯลฯ

เขายอมรับว่าความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติหลายๆ เรื่องเขาล้าหลังกว่า ต้องตามอีกนาน แต่ถ้าเรื่องการเกษตรเขาได้เปรียบ ซึ่งมีไม่กี่ประเทศที่มีสภาวะแวดล้อม และภูมิอากาศที่เหมาะสมเหมือนกับเวียดนาม แต่เขาต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการปฏิบัติของเกษตรกรให้คิดในเชิงธุรกิจ เป็นนักธุรกิจเกษตร ไม่ใช่เป็นเกษตรกร และสามารถสร้างอำนาจต่อรอง เรียนรู้การแปรรูป และเพิ่มมูลค่าของผลผลิตการเกษตร ซึ่งผลของการเสวนาสรุปประเด็นหลักๆ ที่สำคัญดังนี้

เวียดนามตั้งเป้าจะเป็นอันดับหนึ่งสำหรับประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์จากการเกษตรไปทั่วโลก ภายในปี 2025 (2568)
สนับสนุนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร

ยกเลิกการปลูกข้าว 4,375,000 ไร่ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำของน้ำเค็ม ไปปลูกพืชอื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า (การปลูกข้าวมีมูลค่าเพิ่มต่ำมาก เฉลี่ยรายได้ชาวนาเวียดนามเพียง 8,000 บาท ต่อไร่/ก็ยังสูงกว่าไทย)
เพิ่มพื้นที่การเลี้ยงกุ้ง เนื่องจากปัญหาผลกระทบจากน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาทำให้ไม่สามารถปลูกข้าวได้ (เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส)
ตั้งเป้าส่งออกกุ้ง มูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

จะเป็นคู่แข่ง เอกวาดอร์และฟิลิปปินส์ เพื่อปลูกกล้วยหอมส่งออก
รัฐบาลจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ หันมาลงทุนด้านธุรกิจเกษตร (50,000 ล้านด่อง)
สนับสนุนให้เปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรแบบเก่า (เป็นเกษตรกร) ให้หันมาวางตำแหน่ง หรือ Position ใหม่ว่า เกษตรก็คือธุรกิจรูปแบบหนึ่ง สนับสนุนให้ทำ ให้คิดในเชิงธุรกิจ

สนับสนุนให้คนที่เรียนจบทางด้านเกษตรหันกลับไปทำการเกษตร แทนที่จะไปเป็นเซลส์ขายปุ๋ย ขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคธุรกิจหันมาสนใจด้านการเกษตรและลงทุนทำการเกษตร โดยเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้จากการทำเกษตร
ส่งเสริมการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ที่จังหวัดลามด่ง, เมืองดาลัท ให้มากขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์สามารถทำรายได้ เฉลี่ยปีละ 12.30 ล้านบาท ต่อเฮกตาร์ ต่อปี (1.97 ล้านบาท ต่อไร่)

รัฐไม่ได้สนับสนุนเฉพาะรายใหญ่ แต่สนับสนุนทั้งรายย่อย หรือแม้กระทั่งเกษตรกรเอง ขอให้รวมตัวกันมา มีแผนงานที่ดีเป็นรูปธรรม รัฐช่วยเหลือหมด ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น
เวียดนามมองประเทศไทยเป็นตลาดหนึ่ง เขานำเข้าผักผลไม้จากไทย ปีละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เวียดนามส่งออกไปขายประเทศไทย เพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเมื่อก่อนไม่ได้มองเราเป็นตลาดสำคัญ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนมุมมองว่าหันไปทำตลาดใกล้บ้าน ซึ่งมาตรฐานการนำเข้าไม่สูง จะง่ายกว่าส่งตลาดยุโรปหรือประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งใช้เวลานานกว่าต้นทุนสูงกว่า

แสดงให้เห็นว่าเวียดนามกำลังจะก้าวข้ามประเทศไทยแล้ว เพราะเขาทราบว่าอาชีพการทำนานั้นเกษตรกรยากจนที่สุด ประกอบกับเวียดนามได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่าประเทศอื่น การเพิ่มระดับของน้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปภายในของพื้นที่การทำนาบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมากขึ้นทุกปี เขาจึงจำเป็นที่จะต้องลดพื้นที่การทำนาลง และเพิ่มผลผลิตข้าวเพื่อชดเชยส่วนที่หายไปด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมทนดินเค็มที่มีคุณภาพสูงเพื่อขายในตลาดบน ชดเชยรายได้ที่หายไป และพัฒนาเทคโนโลยีการทำนาเพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

เมื่อ วันที่ 1-4 กรกฎาคม 2560 ผู้เขียนและคณะได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้เดินทางไปแอบดูการพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี และการพัฒนาเทคโนโลยีการทำนาของเวียดนามในบริเวณพื้นที่ปากแม่น้ำโขง จากท่านผู้ใหญ่ใจบุญ ที่มีความปรารถนาดีและเป็นห่วงชาวนาไทย ในการนี้ได้ติดต่อประสานงานกับเพื่อนเก่า คุณ Ho Quang Cua ซึ่งเป็นอดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและพัฒนาชนบท จังหวัดซ็อกตรัง ปัจจุบันท่านได้เกษียณอายุราชการแล้ว และจัดตั้งบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่าย ชื่อว่า Ho Quang Trade and Service Enterprise โดยมีกำลังการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ต่างๆ จำหน่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดซ็อกตรัง และจังหวัดอื่นในพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง ปีละประมาณ 1,000 ตัน

ท่านเล่าให้ฟังว่า ซ็อกตรัง (Soc Trang) เป็น 1 ใน 13 จังหวัด ที่ตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) อันเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม โดยอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำฮั่ว (Hua River) มีภูมิอากาศที่เหมาะสมและดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกมาก ผลผลิตจากการเพาะปลูกและการประมงเป็นรายได้หลักของจังหวัด มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งสิ้น 1,556,800 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1,175,419 ไร่ พืชผัก 251,288 ไร่ ไม้ผล 31,250 ไร่ และอื่นๆ 98,843 ไร่ ในแต่ละปีสามารถผลิตข้าวได้ไม่น้อยกว่าปีละ 1.6 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งที่สำคัญของประเทศอีกด้วย เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับชายฝั่งทะเลยาวถึง 72 กิโลเมตร โดยทิศตะวันตกเฉียเหนือติดกับจังหวัดฮั่วยาง (Hua Giang) ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับจังหวัดบักเลียว (Bac Lieu) ทิศเหนือติดกับจังหวัดหวินห์ลอง (Vinh Long) เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไหลผ่านสองสาย คือแม่น้ำฮั่ว (Hua) และแม่น้ำหมี่ถัน (My Thanh) อยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ 231 กิโลเมตร

ลักษณะการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีของ คุณ Ho Quang Cua มี 2 แบบ แบบแรก คือ รับเมล็ดพันธุ์ัข้าวหลัก และพันธุ์ขยายจากศูนย์ขยายพันธุ์พืชซ็อกตรัง (Soc Trang Plant Breeding Center) มาผลิตขยายเพื่อจำหน่ายต่อให้กับชาวนา แบบที่สอง คือทดลองผสมเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ และคัดเลือกพันธุ์ข้าวจากสายพันธุ์ต่างๆ ที่รวบรวมมา จากหลายประเทศ และเนื่องจากจังหวัดซ็อกตรังเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ปลูกข้าวในช่วงหน้าแล้งมาก ชาวนาส่วนใหญ่จึงนิยมทำนาปีละ 1 ครั้ง และพันธุ์ข้าวที่ปลูกต้องเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะต้านทานและทนทานต่อดินเค็ม ดังนั้น พันธุ์ข้าวที่ผลิตในจังหวัดซ็อกตรังทุกพันธุ์จะทนดินเค็ม และเป็นข้าวเจ้าหอมเมล็ดยาวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์จะใช้พันธุ์บาสมาติของอินเดียเป็นหลัก จึงทำให้พันธุ์ข้าวที่ผลิตที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชซ็อกตรัง และของ คุณ Cua เป็นพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะเมล็ดค่อนข้างยาว คุณภาพตอนหุงต้มเมล็ดจะขยายยาวกว่าข้าวหอมมะลิของไทย เหนียวนุ่ม แต่มีความหอมค่อนข้างน้อย และให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทย ประมาณ 800-1,200 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์ที่เด่นและเป็นที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดซ็อกตรังและจังหวัดใกล้เคียงคือ ST20 (SocTrang 20) และ ST22 ซึ่งมีความทนทานดินเค็ม และแตกกอได้ดีมาก สามารถปลูกในน้ำกร่อยได้ จากการเดินสำรวจในแปลงทดลอง และสอบถาม คุณ Cua ทราบว่าพันธุ์ข้าวที่ผลิตขยายและเพาะปลูกในจังหวัดซ็อกตรัง เป็นข้าวหอมเมล็ดยาว ถึงร้อยละ 50 นี่เป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า เวียดนามกำลังหันมาทำข้าวที่เน้นคุณภาพ มากกว่าที่ให้ผลผลิตสูงแล้ว ซึ่งเขาพัฒนาได้เร็วมาก ได้ทดลองชิมข้าวพันธุ์ ST20 เขาแพ้หอมมะลิ และหอมปทุมธานีเพียงแค่กลิ่นหอมเท่านั้น ความเหนียวนุ่มไม่ต่างกัน แต่เมล็ดยาวกว่า

ฉบับหน้า พบกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีการทำนาแบบลดต้นทุนการผลิตแบบง่ายๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม ช่วงเวลานี้คงไม่มีใครปฏิเสธการผลิตทุเรียนส่งออกอย่างแน่ เพราะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนหลายพื้นที่ต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ได้ราคาสูงแม้จะต้องผ่านการปลูกที่ยากลำบากเพื่อรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังพบว่ามีชาวสวนทุเรียนหลายแห่งสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพเกรดส่งออกได้ไม่ยาก

เช่นเดียวกับ คุณจิโรจ นาคแป้น หรือ คุณต้น เจ้าของสวนทุเรียนบนพื้นที่จำนวน 50 ไร่ ที่ตั้งอยู่ เลขที่ 1/1 หมู่ที่10 ตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ใช้ความสามารถผลิตทุเรียนพันธุ์หมอนทองในฤดูได้อย่างมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดประเทศจีน จนทำให้มีรายได้เป็นหลักล้านบาท

คุณต้น มองว่าสวนทุเรียนของเขามีศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกได้ทุกต้น เพราะผ่านกระบวนการปลูกและดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเน้นผลิตทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งออกอย่างเดียว ถ้าหากผลใดความสมบูรณ์ไม่พอจะเก็บไว้ขายในตลาดท้องถิ่น

แนวทางการปลูกทุเรียนของคุณต้นใช้แนวทางวิชาการผสมผสานกับภูมิปัญญา ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้ ทักษะมาจากคุณพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน ด้วยหลักคิดว่าไม่จำเป็นต้องให้ทุเรียนแต่ละต้นมีจำนวนผลมาก พร้อมไปกับการใช้ประสบการณ์ความชำนาญจะรู้ทันทีว่าควรจะเก็บผลผลิตไว้จำนวนต้นละเท่าไรจึงเหมาะสมเพื่อให้ผลที่เก็บไว้มีความสมบูรณ์อย่างเต็มที่ มีน้ำหนักระหว่าง 3-5 กิโลกรัม ตามที่ตลาดต่างประเทศต้องการ

คุณต้น เล่าว่าทุเรียนทุกต้นที่ปลูกเมื่อ 20 กว่าปีก่อนใช้กิ่งพันธุ์ติดตา โดยซื้อมาจากแถวระนอง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะต้นกล้าไม้ พร้อมกับชี้ให้เห็นความต่างเมื่อลำต้นมีขนาดใหญ่ขึ้นว่าบริเวณด้านล่างของลำต้นที่เป็นต้นตอทุเรียนบ้านจะมีลักษณะเนื้อไม้ที่ไม่เหมือนกับส่วนด้านบนขึ้นไปที่เป็นพันธุ์หมอนทอง

แก้ปัญหาโรครากเน่า

ความชื้นจำนวนมากจากเขตอุทยานแห่งชาติที่อยู่ใกล้กับสวนทุเรียนมีผลทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ แล้วสร้างปัญหาต่อการออกดอก ดังนั้น คุณต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องนำเคมีเข้ามาใช้เพื่อป้องกันเชื้อรา แต่จะใช้ควบคู่ไปกับอินทรีย์ด้วยการผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มาสดแล้วนำไปใส่กับทุเรียน เพื่อป้องกันและกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า พร้อมกับการตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อช่วยให้แสงแดดส่องผ่านได้ง่าย

ฉะนั้น สวนแห่งนี้จึงต้องปลูกทุเรียนแบบผสมผสานระหว่างเคมีกับอินทรีย์ ทั้งนี้เจ้าของสวนยังบอกต่ออีกว่าความจริงแล้วการปลูกทุเรียนยังไงก็ต้องมีการนำเคมีเข้ามาใช้ เพียงแต่อาจปรับตามความเหมาะสมทั้งเวลาที่ใส่และจำนวน เนื่องจากการใช้อินทรีย์ล้วนอาจจะได้ผลผลิตไม่เต็มที่ หรืออาจต้องใช้เวลานานเกินไป แล้วอาจส่งผลกระทบกับการส่งออก

คุณต้นให้รายละเอียดการใส่ปุ๋ยบำรุงต้นทุเรียนว่า หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จจะปรับสภาพดินและเพิ่มอินทรียวัตถุ อย่าง ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ลงในดินเพื่อสร้างคุณภาพ หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ จะตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ต้นละ 2-3 กิโลกรัม จนกระทั่งเมื่อใบอ่อนชุดที่ 1 แตกออกมา จากนั้นให้ใส่อีกครั้งเมื่อใบทุเรียนแก่เต็มที่ กระทั่งเมื่อทุเรียนมีการแตกใบอ่อนชุดที่ 2 จึงปรับเป็น สูตร 8-24-24 เพื่อสะสมอาหารแล้วกระตุ้นให้ออกดอก

จนเมื่อระยะเวลาประมาณ 2 เดือน พอทุเรียนออกดอกในระยะหางแย้ ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยให้การติดผลดียิ่งขึ้น แล้วยังช่วยลดปัญหาผลอ่อนหลุดร่วงอันเกิดจากการที่ทุเรียนแตกยอดอ่อนอีกด้วย ทั้งนี้หลังจากผลทุเรียนอายุได้ 2 เดือน ซึ่งจะมีขนาดผล ประมาณ 1 กิโลกรัม ให้เปลี่ยนมาใส่ปุ๋ย สูตร 14-7-35 ใส่ต้นละ 2-3 กิโลกรัม เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผลทุเรียน ตลอดจนเพื่อให้ผลทุเรียนมีรูปทรงที่สวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงพ่อค้าผู้ส่งออก หลังจากนั้นก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไร จนกระทั่งรอเก็บเกี่ยวผลผลิต

สำหรับการแก้ปัญหาโรคเชื้อราด้วยการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดนั้น คุณต้นบอกว่าต้องใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาสด จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับรำละเอียด 5 กิโลกรัม แล้วนำไปผสมกับปุ๋ยหมักอีก 50 กิโลกรัม เพื่อใส่โคนต้นหรือรองก้นหลุม

หรืออีกแนวทางคือ อาจใช้วิธีฉีดพ่นด้วยการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100-200 ลิตร โดยนำเชื้อไตรโคเดอร์มาสดมาขยำในน้ำ 1-2 ลิตร แล้วกรองด้วยผ้าหรือตาข่ายถี่ๆ แล้วเติมน้ำให้ครบ 100-200 ลิตร นำไปฉีดพ่นบนดินหรือต้นพืช ซึ่งควรฉีดพ่นในช่วงเย็นหรือในช่วงที่ไม่มีแสงแดด

อย่างไรก็ตาม การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสดอาจไม่จำเป็นต้องใส่บ่อย โดยใส่เฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่ดินมีความชื้นเท่านั้น และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ขณะเดียวกันควรมีการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและเพื่อให้เป็นอาหารของเชื้อราไตรโคเดอร์มาสดให้มีประสิทธิภาพ

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร

ทดลองใช้ปุ๋ยเติมอากาศ

หวังลดต้นทุน เพิ่มรายได้

ล่าสุดทางศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ยังทดลองใช้ปุ๋ยเติมอากาศกับต้นทุเรียน จำนวน 20 ต้น โดยได้ใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 40 กิโลกรัม ถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อประเมินผลการใช้ในเวลา 2 ปี

ทั้งนี้หากประสบความสำเร็จตามแผนโครงการจะช่วยทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย แล้วยังช่วยเพิ่มรายได้อีกด้วย และหากเป็นเช่นนั้นคุณต้นมีแผนตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศเพื่อให้สมาชิกและผู้สนใจได้มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ผลจากการปลูกทุเรียนด้วยความเอาใจใส่ มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการให้ปุ๋ย ใส่น้ำ ตัดแต่งกิ่ง พร้อมกับการดูแลกำจัดวัชพืช จึงทำให้ทุเรียนต้นหนึ่งให้ผลผลิตกว่า 300 กิโลกรัม ขายส่งเฉลี่ย กิโลกรัมละประมาณ 60 บาท มีรายได้ต่อต้นประมาณ 2 หมื่นบาท และมีรายได้ถึงปีละ 3 ล้านบาท ทั้งนี้จำนวนผลผลิตปีที่ผ่านมา (2559) ทั้งสวนได้ปริมาณทั้งสิ้น 53 ตัน

คุณต้น เผยว่า บริเวณที่ปลูกทุเรียนเป็นพื้นที่ใหม่ เป็นดินใหม่ที่ในอดีตเคยปลูกเพียงต้นกาแฟแล้วไม่เคยใส่ปุ๋ยยาแต่ประการใด จึงทำให้ดินมีความสมบูรณ์ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่เมื่อตรวจสอบคุณภาพดินแล้ว ยังพบว่ามีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่อยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งการเก็บผลผลิตขายจะใช้ภูมิปัญญาโบราณสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผลทุเรียน เพื่อรอให้สุกที่ต้นเท่านั้น

ดังนั้น จากปัจจัยทั้งสองจึงส่งผลให้คุณภาพทุเรียนในสวนของคุณต้นมีรสชาติหวานมัน หอม เนื้อแน่น เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าต่างประเทศมาก แล้วนับเป็นจุดเด่นของรสชาติทุเรียนที่ปลูกในสวนตัวเองว่าแตกต่างจากแหล่งอื่นหลังจากที่เคยชิมมาหลายแห่ง

คุณต้น ชี้ว่าการปลูกทุเรียนส่งขายต่างประเทศที่ทำอยู่ทุกวันนี้มีลักษณะการขายผลผลิตแบบรวมกันขายในกลุ่มสมาชิก เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งในแง่การตลาดและราคา พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการโดยสำนักงานเกษตรอำเภอสวี เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์เครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษต(ศพก.) และศูนย์เครือข่ายศูนย์กำจัดศัตรูพืชชุมชน (ศจช.)

ทำหน้าที่เผยแพร่และประชาสัมพันธ์วิธีการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดให้แก่เกษตรกรที่สนใจ เพื่อนำไปใช้กับทุเรียน ป้องกันและกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา โดยมีกิจกรรมร่วมกันและช่วยกันผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาสดอยู่เป็นประจำเพื่อแบ่งกันไปใช้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากปลูกต้นไก่ฟ้าไว้ชื่นชม แต่ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะการขยายพันธุ์ ควรใช้วิธีใดจึงจะได้ผลดีตามต้องการ ขอคำแนะนำด้วย ไก่ฟ้า หรือ ไก่ฟ้าพญาลอ นกกระทุง และไก่แก้ว ก็เรียกกัน เป็นพรรณไม้เลื้อยขนาดกลาง เถาสีเขียว มีความสามารถเลื้อยได้ไกลถึง 3 เมตร ประเภทใบเดี่ยว ลักษณะคล้ายใบโพธิ์ ยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ใบบาง ออกตามข้อสลับกัน ดอก มีรูปร่างคล้ายตัวไก่ หรือนกกระทุง มีลายเส้นเป็นตาข่ายสีม่วงเข้มเกือบทั้งดอก ดอกยาว 10-12 นิ้ว ออกดอกเดี่ยวตามข้อ ไก่ฟ้าออกดอกได้ตลอดทั้งปี นิสัยชอบดินร่วนซุย และชุ่มชื้น ขึ้นได้ดีทั้งสภาพแดดจ้าและร่มรำไร การขยายพันธุ์นิยม วิธีปักชำ กับวิธี เพาะเมล็ด แต่วิธีเพาะเมล็ดบางพันธุ์ทำไม่ได้ เพราะไม่ติดเมล็ด จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำ

เริ่มจากเลือกเถาที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้มีตาหรือข้อติดมาด้วย 2 ตา จุ่มฮอร์โมนเร่งรากทิ้งไว้ให้หมาด ปักลงในถุงเพาะชำที่มีขุยมะพร้าว แช่น้ำพอชื้นเป็นวัสดุเพาะ อัดพอแน่น ใส่ลงในถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ ผูกปากถุง โยงไว้ไม่ให้พับลง ครบ 20-25 วัน รากจะงอกออกมา ทิ้งไว้อีก 30-40 วัน ให้เปิดแง้มปากถุงเล็กน้อย อีก 2-3 ววัน จึงเปิดปากถุงออกหมด นำถุงเพาะชำที่รากงอกแล้วเก็บในโรงเรือน สภาพร่มรำไร ครบอายุ 3-4 เดือน ใช้ปลูกในแปลงได้ ส่วนการเพาะเมล็ด ปฏิบัติเช่นเดียวกับพืชอื่นๆ

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร นานประมาณ 2 ปี พบว่า มีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอกติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว อายุการเก็บเกี่ยวเร็ว คือ ประมาณ 2 เดือน หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 1-2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการบำรุงดูแลรักษา โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป

ปัจจุบัน “สวนคุณลี” สามารถผลิตและจำหน่ายผลมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ส่งขายร้านอาหารในกรุงเทพฯ และขายปลีกที่สวน ได้กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนรับประทานเป็นอย่างดี ซึ่งมีการวางแผนการปลูกให้มีผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี และยังคัดเลือกพันธุ์มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา เพื่อผลิตเมล็ดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจนำไปปลูกต่อ

ต้นมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา อายุได้ประมาณ 60 วัน มะระรุ่นแรกที่ออกดอกก่อนจะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ซึ่งหลังมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ติดผลอ่อนขนาดเล็ก จากนั้นอีกประมาณ 12-18 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวขายหรือรับประทานได้ มะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา สามารถเก็บเกี่ยวได้นาน ประมาณ 5-10 รุ่นนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพต้น การดูแลรักษา ฤดูกาลปลูก

ก็จะเหมือนพืชตระกูลมะระหรือแตงทั่วไปในบ้านเรา ซึ่งจะมีการทำลายหรือระบาดก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือช่วงฤดูกาลปลูก ซึ่งจากที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ปลูกมาประมาณ 2 ปี และปลูกตลอดทั้งปี ก็สามารถสรุปโรคและแมลงศัตรูที่พบกับมะระขี้นกยักษ์ โอกินาวา ในเบื้องต้น ดังนี้

เพลี้ยไฟ ช่วงอากาศร้อนอบอ้าว แห้งแล้ง ให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ แต่อย่างไรก็ตาม ในสภาพบ้านเรา การขยายพันธุ์หรือการระบาดของเพลี้ยไฟมีได้ตลอดปี แต่อาจจะรุนแรงเป็นระยะๆ เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยง สังเกตจากยอดอ่อนหรือใบอ่อน ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สังเกตดูที่ใบจะหงิกก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เชื้อชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อบิวเวอเรีย ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถเข้าทำลายเพลี้ยไฟได้ การใช้ห้ามผสมสารเคมีและควรฉีดในช่วงเวลาเย็น

แต่ถ้าเห็นว่าระบาดมาก ควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน ซึ่งเพลี้ยไฟมีการระบาดที่เร็ว ยกตัวอย่าง สารที่มีความปลอดภัยสูง อย่าง กลุ่มอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์, เสือพรีอุส) ฉีดสลับด้วยสารกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันการดื้อสารเคมี เช่น สารกลุ่มคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์), กลุ่มฟิโฟนิล (เช่น เฟอร์แบน), กลุ่มคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน, เอส-85) เป็นต้น เนื่องจากเพลี้ยไฟบินในเวลากลางวัน ในช่วงเช้าจนถึงบ่าย คือเริ่มพบเพลี้ยไฟมาก ในช่วงเวลา 08.00-13.00 น. สูงสุดในเวลา 09.00-10.00 น. หลังจากนี้ จะพบเพลี้ยไฟน้อยลง โดยเฉพาะในเวลา 18.00-06.00 น. จะพบน้อยมาก ก็ต้องเลือกเวลาฉีดที่เหมาะสม

แมลงหวี่ขาว เป็นแมลงประเภทปากดูดขนาดเล็ก มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใต้ใบพืช หนึ่งในแมลงศัตรูพืชสำคัญมีการระบาดและทำความเสียหายให้กับพืชผักเกือบทุกชนิด ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะฤดูร้อนจะมากเป็นพิเศษ แมลงหวี่ขาวสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช โดยทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอดอ่อนของพืช การทำลายของตัวอ่อนทำให้เกิดเป็นจุดสีเหลืองบนใบพืช ใบพืชหงิกงอ ขอบใบม้วนลงด้านล่าง ต้นแคระแกร็น และเหี่ยว หากพบทำลายในปริมาณมากอาจทำให้พืชตายได้ นอกจากนี้ ยังเป็นแมลงพาหะนำเชื้อไวรัส สาเหตุโรคใบด่างในพืชต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตลดลง

การป้องกันและกำจัด

การจัดการแปลงปลูกพืช หากพบแมลงหวี่ขาวใต้ใบพืชจำนวนมาก ให้ตัด-เก็บ ส่วนของพืชเผาทำลาย เพื่อป้องกันการระบาด หรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บเศษซากพืชออกนอกแปลงปลูก และทำความสะอาดแปลงปลูกและพื้นที่รอบๆ

การใช้กับดักกาวเหนียว โดยอาศัยพฤติกรรมของแมลง ซึ่งชอบบินเข้าหาวัตถุสีเหลือง การติดกับดักกาวเหนียวนอกจากสามารถลดจำนวนแมลงได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังสามารถใช้ในการตัดสินใจการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงต่อไป

การควบคุมโดยชีวภัณฑ์ การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงเข้าทำลายแมลงในสภาพความชื้นที่เหมาะสม เส้นใยจะเข้าตามช่องว่างของแมลง เจริญเติบโตโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร จนแมลงตาย จากนั้นจะสร้างเส้นใยและสปอร์สีขาวปกคลุมตัวแมลง ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว หากพบแมลงหวี่ขาวจำนวนมาก หรือเกิดการระบาด ควรพ่นสารกลุ่มออกฤทธิ์ที่แนะนำให้ใช้สำหรับป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวโดยเฉพาะ ควรพ่นสารจากกลุ่มที่ออกฤทธิ์น้อยก่อน หรือสลับกับกลุ่มที่มีสารออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น เช่น พ่นสารกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบสัมผัสก่อนพ่นสารกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์แบบดูดซึม เป็นต้น

และควรใช้สารเคมีตามอัตราที่แนะนำ เช่น กลุ่มอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์, เสือพรีอุส) ฉีดสลับด้วยสารกลุ่มต่างๆ เพื่อป้องกันการดื้อสารเคมี เช่น สารกลุ่มคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์), กลุ่มคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน, เอส-85), อะเซทามิพริด (เช่น โมแลน) เป็นต้น

หนอน ก็จะคอยทำลายกัดกินใบ ยอด และส่วนต่างๆ ของต้นมะระ ระบาดทุกช่วงอายุ กรณีใช้สารชีวภัณฑ์ เชื้อแบคทีเรียบาซิลัส ทูริงเยนซิส หรือ บีที เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งในธรรมชาติที่มีฤทธิ์ในการทำลายแมลง โดยเฉพาะหนอนผีเสื้อ ที่เป็นศัตรูของพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด เมื่อหนอนกินเชื้อ บีที เข้าไป สารพิษที่ บีที สร้างขึ้นจะไปมีผลทำให้ระบบย่อยอาหารของแมลงล้มเหลว กระเพาะบวมเต่งและแตก ส่งผลให้แมลงหยุดกินอาหาร เคลื่อนไหวช้า ชักกระตุก เป็นอัมพาต และตายภายใน 1-2 วัน เชื้อ บีที จึงสามารถใช้ในการควบคุมหนอนผีเสื้อศัตรูพืชหลายชนิดที่ดื้อต่อสารเคมีได้ดี ในขณะเดียวกัน เชื้อ บีที ยังเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ สัตว์ และไม่มีพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ควรใช้เชื้อ บีที ในขณะที่หนอนยังเล็กอยู่

ควรพ่นในตอนเย็นเพื่อเลี่ยงแสงแดด และการฉีดพ่นในขณะมีความชื้นในแปลงสูง จะได้ผลดียิ่งขึ้น ควรฉีดพ่น ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง และควรผสมสารจับใบทุกครั้ง

ถ้ามีการระบาดมาก ก็เลือกใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น กลุ่มอะบาเม็กติด (เช่น โกลแจ็กซ์), กลุ่มไซเพอร์เมทริน (เช่น โกลน็อค-35, เมกก้า 50)

โรคราน้ำค้าง ระบาดและพบมากช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เกมส์พนันออนไลน์ ความชื้นสูง น้ำค้างมาก มักพบมีแผลเหลี่ยมเล็กสีเหลืองบนใบ และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ กรณีที่มีความชื้นสูงในตอนเช้า จะพบเส้นใยเชื้อราเป็นขุยสีเทาดำตรงแผลใต้ใบ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสมโรคจะระบาดรวดเร็ว ทำให้ใบเหลืองและแห้งตายทั้งต้น

วิธีแก้ไข หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น แมนโคเซบ+เมทาแลกซิล หรือสารไดเมโทมอร์ฟ หรือสารอีทาบ็อกแซม ผสมกับสารโพรพิเนบ (เช่น แอนทราโคล) ฉีดพ่น ได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อดอกและผล

ประเทศไทย นับเป็นแหล่งผลิตพรรณไม้น้ำ (aquatic plants) หรือพืชน้ำสวยงาม เพื่อการส่งออกที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชน้ำเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันนี้เกษตรกรไทยปลูกพรรณไม้น้ำสวยงาม ทั้งสายพันธุ์พื้นเมืองของไทยและสายพันธุ์ต่างประเทศมากกว่า 250 ชนิด อาทิ พืชน้ำในสกุล คริป (Cryptocoryne) อนูเบียส (Anubias) และสกุลอะเมซอน (Echinodorus) เป็นต้น

ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ฯลฯ นิยมสั่งซื้อพรรณไม้น้ำจากไทย เช่น ผักเป็ดแดง รากดำใบยาว รากดำใบใหญ่ ปรงทะเล ริคเซีย กระจับ สาหร่ายหางกระรอก ฯลฯ เพื่อนำไปปลูกประดับในตู้เลี้ยงปลาสวยงามหรือตู้โชว์ปลูกพืชน้ำสวยงาม สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยมากกว่าปีละ 50 ล้านบาท