หากจะพูดถึงการทำสวนผลไม้ “ลองกอง” กับการใช้สารเคมีแล้วนั้น

ต้องบอกว่า สิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การใช้สารเคมี ฆ่าแมลง “ราดำ” ที่มักจะมาเกาะที่ผิวของผลลองกอง ทำให้ผิวลองกองมีสีดำคล้ำ ไม่สวย ไม่ได้ราคา ที่สำคัญเมื่อผู้บริโภคเห็นจะไม่เลือกซื้อ ทำให้ชาวสวน ต้องทำการกำจัด “ราดำ” ให้มีน้อยที่สุดหรือให้หมดไปจากผิวผลของลองกอง โดยต้องเริ่มกำจัดตั้งแต่ระยะที่ลองกองเริ่มเป็นลูกอ่อน จนกระทั่งแก่เต็มที่

เชื้อราดำนี้จะเข้ามาเกาะทั่วผิวของผลลองกอง ตั้งแต่ลองกองเริ่มเป็นลูกอ่อนกระทั่งระยะที่ผลแก่จัดถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ด้วยเหตุนี้ ทำให้ชาวสวนต้องใช้สารเคมีในการกำจัดไม่น้อยกว่า 3-4 ครั้ง ต่อช่วงฤดูกาลออกผล ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จะกำจัด “ราดำ” จะสะสมในผิวของผลลองกอง และอาจซึมสู่เนื้อ กลายเป็นสารพิษตกค้างกระทบต่อผู้บริโภคไม่น้อยเช่นกัน ที่สำคัญเกษตรกรผู้ปลูกจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซื้อยากำจัด “ราดำ” ให้หมดสิ้นไป

แต่ครูแดง เกษตรกรผู้คิดค้น วิธีการกำจัด “ราดำ” บนผิวลองกอง ที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี เริ่มจากการสังเกตว่า “ราดำ” ที่มาเกาะผิวลองกองนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร

“ราดำมาเกาะผิวลองกองเพราะต้องการมาหากินน้ำหวาน หรือมาเพราะความหอมหวานที่ก่อเกิดขึ้น เมื่อลองกองเริ่มเป็นผลอ่อนและจะเข้ามาเกาะกินน้ำหวานที่ผิวลองกอง มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลลองกองเริ่มโตเต็มที่ จนกระทั่งถึงระยะที่ผลแก่จัด ถือได้ว่า “ราดำ” เข้ามาตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นลูกอ่อนขนาดเท่าหัวไม้ขีด และเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อผลลองกองเริ่มมีเนื้อ มีน้ำหวานออกจากผล

ดังนั้นจึงมีการทดลองนำน้ำมาฉีดที่ผลลองกองในระยะที่ “ราดำ” เริ่มเกาะตั้งแต่ในระยะแรก ผลปรากฏว่า “ราดำ” หลุดออกจากเปลือกผลลองกอง

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความคิดที่จะใช้แรงของน้ำ ช่วยในการชะล้างเจ้า “ราดำ” ที่ทำลายความสวยงามของผิวลองกองให้สิ้นไปโดยไม่พึ่งพาสารเคมี

ครูแดง จึงเริ่มกระบวนการคิดประดิษฐ์เครื่องมือ โดยต่อระบบน้ำด้วยท่อพีวีซีไว้บริเวณกลางลำต้น โดยใช้ความสูงของท่อ เกือบเท่ากับความสูงของต้นลองกอง หรือสูงเกือบถึงปลายต้น ในการกะระยะต้องให้สูงกว่าช่อดอก ช่อผล ที่อยู่สูงที่สุดของต้นลองกองในต้นนั้นๆ แล้วเริ่มใช้วิธีการให้น้ำในระบบนี้ ตั้งแต่เริ่มมีการติดลูกอ่อนจนกระทั่งเก็บผลผลิตได้

วิธีนี้ทดลองแล้วได้ผลจริง แรงดันของน้ำที่ออกตามหัวเหวี่ยงสปริงเกลอร์ จะกระทบผิวผลของลองกองในแต่ละช่อพวงและจะชะล้าง “ราดำ” ตัวร้ายให้หลุดไปอย่างน่ามหัศจรรย์ อีกทั้งถือได้ว่าเป็นให้น้ำแก่ต้นไม้ด้วยอีกทาง

ครูแดง กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ที่สำคัญต้องประเมินจำนวนการติดตั้งหัวน้ำเหวี่ยงสปริงเกลอร์ ว่าจะต้องใช้กี่หัวเหวี่ยงต่อ 1 ต้น โดยต้องคำนึงถึงขนาดทรงพุ่มของต้นลองกอง เพื่อให้การกระจายของน้ำไปโดยรอบทิศทางที่มีการออกลูกผลของลองกอง หากต้นลองกอง ขนาดเล็ก – ปานกลาง ควรติด 1-2 หัวเหวี่ยงสปิงเกลอร์ แต่หากต้นลองกองใหญ่ อาจต้องติดถึง 3 หัวเหวี่ยงสปิงเกลอร์ เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะประหยัดต้นทุน ไม่ทำลายธรรมชาติ ปลอดสารเคมี ผลผลิตลองกอง ของท่านก็จะปลอดภัยด้วย “อินทรีย์ ออแกนิค (Organic Organic)” อย่างแน่นอน

สวนฝรั่งของพี่จี๊ด-คุณสุริยนต์ บุญนำ อยู่ที่นครชัยศรี หากมาจากนครปฐม ตามถนนเพชรเกษม เมื่อเลี้ยวเข้าถนนปิ่นเกล้าได้สักพัก ทางซ้ายมือ มีต้นตาลขึ้นอยู่ มีป้ายบอกว่า “จี๊ดฝรั่งแป้นสีทอง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ซอยบ้านกลาง ตำบลนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

พี่จี๊ด เล่าว่า เริ่มทำสวนผลไม้ครั้งแรกเมื่อปี 2533 สวนของเขามีพื้นที่ปลูกไม้ผลทั้งหมด 65 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 แปลง แต่ละแปลงมีการปลูกไม้ผลต่างชนิดกัน หลักคิดในการปลูกไม้ผลของเขาคือ จะต้องปลูกสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหลายอย่าง ไม่ควรปลูกพืชเดิมซ้ำ เพราะจะทำให้ดินเสื่อมค่าไปเรื่อย

เพราะฉะนั้นในแต่ละแปลงจึงมีไม้ผลปลูกเวียนไปเรื่อยๆ เช่น เคยปลูกองุ่น แล้วย้อนกลับมาปลูกฝรั่ง จากนั้นอาจเปลี่ยนไปปลูกลำไย หรือแม้กระทั่งชมพู่ ดังนั้น ฝรั่งแป้นสีทองที่ไปพบคราวนั้นจึงเป็นรุ่นที่ 3 ของการหมุนเวียนรอบการปลูก

พี่จี๊ด ปลูกมะนาวสองพันธุ์ คือ มะนาวแป้นบ้านแพ้ว ที่นำมาจากตลาดจินดา สามพราน กับอีกพันธุ์เป็นแป้นลูกใหญ่ ชื่อหลักสอง ทั้งสองพันธุ์ปลูกอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 1,800 ต้น เจ้าของสวนบอกต่อว่า เมื่อตอนที่น้ำมาเป็นช่วงที่ต้นมะนาวกำลังโตพอสมควร และสามารถเก็บผลได้แล้ว แช่น้ำอยู่หนึ่งคืน ต้องรีบใช้รถแบ๊คโฮตักดินมาป้องรอบสวน ในที่สุดก็ป้องกันสำเร็จ หมดเงินไปกว่าสองแสนบาท

เขาบอกว่า หากต้องการให้มะนาวมีน้ำมากหรือน้อย สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเอาใจใส่เรื่องการให้น้ำ ปุ๋ย และยาฉีด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่กำลังเก็บ ให้ดูก่อนว่าถึงเวลาหรือยัง บางทีราคาดี แต่ยังเก็บไม่ได้ เพราะมะนาวยังไม่มีน้ำ ยิ่งช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ราคาจากสวนส่ง 3-3.50 บาท แต่พอหลังจากนั้นราคาค่อยลงมาเรื่อย

“ตอนเก็บรุ่นแรกยังไม่ค่อยได้มาก ปัจจุบันเก็บมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว หลังน้ำท่วมประมาณเดือนธันวาคม ปี 2554 ช่วงนั้นจะเก็บได้มากเป็นแสนกว่าลูก ราคาดี ประมาณ 2.50-3 บาท เป็นราคาส่งจากสวน”

พี่จี๊ด บอกว่า ในรอบปี ราคามะนาวจะเริ่มสูงประมาณเดือนมีนาคมไล่ไปจนปลายเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงแล้ง บวกกับก่อนหน้าแล้งมะนาวออกลูกช้าจึงทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยมาก เขาบอกว่าหากต้องการทำให้มะนาวออกพอดีกับช่วงแล้งควรจะต้องเริ่มทำประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม พอไปถึงเดือนมีนาคมจะเก็บได้พอดี

เขาแนะว่า เทคนิคสำคัญสำหรับควบคุมการออกดอก คือ ต้องสกัดน้ำให้อยู่ ด้วยการทำให้ในท้องร่องไม่มีน้ำเลย ควรใส่ปุ๋ยคอกที่โคนต้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นขี้หมู ขี้นก ใส่ได้ทั้งนั้น และควรใช้ปุ๋ยเม็ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พร้อมบอกอีกว่า ระยะเวลาเริ่มปลูกจนถึงเก็บผลผลิตต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ยิ่งต้นสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ จะให้ลูกได้มาก

เวลาขาย จะขนส่งไปที่ปากคลองตลาด แล้วยังนำไปขายเองโดยตรงที่ตลาดดอนหวาย เพราะมีลูกค้าประจำ ที่ติดใจในคุณภาพของมะนาว ซึ่งรับประกันคุณภาพน้ำมะนาว

“ปัญหาที่พบ คือ แมลงหนอนชอนใบ พวกโรคแคงเกอร์ที่น่ากลัวมาก ต้องถึงยาอย่างเดียวจึงเอาอยู่ และชอบมาในช่วงฤดูฝน ต้องระวังและให้สังเกตที่ใบตลอดเวลา มีบางพันธุ์ไม่ค่อยพบเป็นโรคแคงเกอร์ แต่มีข้อเสียคือ น้ำน้อย”

“แป้นรำไพ” และ “เอี่ยมเซ้ง”

ได้รับความนิยมดี พี่จี๊ด บอกว่า พันธุ์มะนาวส่วนมากที่นิยม จะเป็นพันธุ์บ้านแพ้ว ซึ่งมีหลายพันธุ์ เช่น แป้นรำไพ หรือพันธุ์ตาโพ้ง ซึ่งชื่อบางพันธุ์จะถูกเรียกต่างกันตามที่มีคนเพาะ แต่ความจริงเป็นพันธุ์เดียวกัน

“หรืออย่างพันธุ์ที่ปลูกก็ไปซื้อมาจากคุณป้าที่นำมาจากดำเนินสะดวก เป็นพันธุ์ที่ตั้งชื่อตามคนเพาะ มีชื่อว่าพันธุ์ “เอี่ยมเซ้ง” แต่ที่คลองจินดาปลูกพันธุ์นี้กันมาหลายปีเพราะมีข้อดีคือแก่เร็ว ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นคือแก่เร็ว เปลือกบาง น้ำมาก เพียงแต่ลูกไม่ค่อยแป้นเท่าไร” เจ้าของสวนอธิบาย

คราวนี้มาถึงความสงสัยว่า ทำไม พี่จี๊ดจึงหันมาปลูกมะนาวแทนฝรั่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฝรั่งแป้นสีทองยังครองตลาดผู้บริโภคอยู่

ต้นทุนฝรั่งสูง หันมาลุยปลูกมะนาวแทน

ต้นทุนต่ำ รายได้ดีกว่า

เจ้าของสวนเผยว่า ถึงแม้ตลาดฝรั่งยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ แต่ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลายปีมานี้ ต้นทุนการปลูกฝรั่งสูงมาก เขาบอกว่าเคยทำฝรั่งตั้งแต่ถุงพลาสติกที่ใช้ห่อ ลูกละ 500 บาท เดี๋ยวนี้ลูกละกว่า 1,000 บาท ยังมีค่ากระดาษห่อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าแรงคนงาน ค่าปุ๋ย ค่ายา และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นเงินทั้งสิ้น ขณะที่ราคาฝรั่งยังทรง และมีแนวโน้มเริ่มทรุดบ้างแล้ว

ส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนมะนาว น้อยกว่าฝรั่งมาก และราคาดีกว่าด้วย มะนาวไม่มีค่าแรง กระดาษไม่ต้องใช้ เพียงแต่ข้อจำกัด คือ ใช้เวลานาน ดังนั้น คนปลูกจึงต้องใช้ความอดทน ที่สำคัญคนปลูกต้องเอาใจใส่อย่างเต็มที่ อย่ารอแต่หวังผลอย่างเดียว หากยิ่งปลูกในเนื้อที่มาก จะได้เงินทุกเดือน เพราะต้นทุนต่ำ

“ปลูกมะนาวไม่ค่อยเรื่องมาก เพียงฉีดยา ใส่ปุ๋ย แล้วรอเก็บ แต่ฝรั่งมีค่าแรงทุกวัน ตัวอย่างที่ปลูกฝรั่งอยู่มี 15 ไร่ จ่ายค่าแรง วันละ 2,000 บาท จ่ายทุกวัน ซึ่งหากคิดเฉพาะค่าแรงต้องเตรียมไว้แล้วเดือนละ 60,000 บาท ถ้าคิดกลับกันเงินก้อนเดียวกันนี้หากนำมาลงทุนทำมะนาวสัก 60 ไร่ สบายๆ แต่อาจมีจ่ายค่าแรงบ้างถ้าเก็บผลผลิตไม่ทัน” พี่จี๊ด กล่าว

การให้น้ำในช่วงหน้าแล้ง ต้องรดทุก 3 วัน หากเป็นช่วงอื่นพอปล่อยได้บ้าง พอถึงช่วงเข้าพรรษามีหลายคนแนะว่าควรสกัดน้ำในช่วงนี้ เป็นการสกัดด้วยการสูบน้ำออกให้หมดให้แห้งสนิท เพื่อปล่อยให้ดอกออก เหมือนเป็นการอั้นไว้ ครั้นพอฝนตกลงมาดอกจะออกเต็มไปหมด แล้วจะทำให้ได้ลูกดก แต่ผมยังไม่เคยทำ เพียงแต่ปล่อยให้น้ำแห้งแล้วใส่ปุ๋ย ใช้ฮอร์โมนเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลดีเหมือนกัน

ปลูกกล้วย สร้างรายได้เพิ่ม

แถมให้ร่มเงามะนาวได้อย่างดี

ในพื้นที่ทั้งหมด 65 ไร่ พี่จี๊ดจัดแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วน เวลาจะปลูกไม้ผลชนิดใดก็จะปลูกเป็นส่วนสลับกัน เขาย้อนให้ฟังว่าเมื่อก่อนเคยปลูกพุทราจัมโบ้ เนื้อที่ 30 ไร่ ใช้เงินทุนสูงมาก ทำเพียง 2 ปีเลิก นอกจากนั้น ยังปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ จำนวนเนื้อที่ 18 ไร่ เพราะทำให้มีรายได้แทรกเข้ามาก่อนที่จะได้เงินจากมะนาว ที่สำคัญทำให้เกิดร่มเงา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมะนาว เพราะชอบเย็น ไม่ชอบร้อน

ทำกิ่งพันธุ์ไว้ขายด้วย

การปลูกมะนาวของพี่จี๊ดนอกจากเพื่อหวังผลแล้ว ยังมีการทำกิ่งพันธุ์ไว้จำหน่ายด้วย และบอกว่าการทำกิ่งพันธุ์จะทำไว้ช่วงที่ฝนเริ่มจะมา ใช้เวลาเดือนเดียวรากโผล่แล้ว โดยกิ่งพันธุ์ขายในราคา กิ่งละ 30 บาท หากต้องการจะต้องสั่งจองล่วงหน้าประมาณ 45 วัน

เจ้าของสวนเผยว่า มีแผนการปรับปรุงเกี่ยวกับการปลูกไม้ผลในอนาคตว่า ภายหลังจากที่มีการทดลองปลูกมะนาวมาแล้วปรากฏทุกอย่างลงตัว ดังนั้นต่อจากนี้จะเป็นการดันมะนาวให้เต็มตัว แต่รอให้ฝรั่งรุ่นที่ปลูกอยู่แล้วตายก่อน และได้เริ่มปลูกมะนาวแซมไปกับฝรั่งแล้ว ดังนั้นพอฝรั่งยืนต้นตาย ก็สามารถใช้มะนาวแทนที่ได้ทันที ไม่เพียงนั้นจะลงกล้วย และพืชชนิดอื่นแทรกเสริมเข้าไปด้วย

เรียนรู้ด้วยประสบการณ์

สร้างความชำนาญด้วยตัวเอง

พี่จี๊ด คุยให้ฟังว่า ความที่ไม่เคยปลูกมะนาวมาก่อน ทำให้ไม่มีความรู้ด้านนี้มากนัก แต่จะใช้ประสบการณ์เป็นครู ต้องอาศัยลองทำหลายอย่างด้วยตัวเอง และที่ผ่านมาพบว่า สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างดีด้วยวิธีการที่เราคิด อย่างที่เห็น คือลองปลูกต้นมะนาวบนโคกดิน เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตได้ทั้งที่ยังมีอายุประมาณ 11 เดือน เท่านั้น

“หรือแม้แต่มีเทคนิคการทำให้มะนาวมีทรงต้นพุ่มใหญ่ด้วยการตัดต้นแม่ทิ้ง เมื่อมีกระโดงที่แข็งแรงแล้ว เทคนิคและวิธีการเหล่านี้ล้วนแต่ต้องลองผิดลองถูกมาก่อนทั้งนั้น การไปขอความรู้จากคนอื่นดูเหมือนเป็นเรื่องยากสักหน่อย” เจ้าของสวน กล่าวทิ้งท้าย

จริงครับ เพราะได้มาเห็นด้วยตัวเอง จึงพบว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ไม่ว่าเขาจะจับอะไรไปปลูก ดูเหมือนประสบความสำเร็จไปเสียทุกอย่าง คุ้มไม่คุ้มก็เป็นอีกเรื่อง และไม่ใช่แค่ได้ปลูกนะ แต่ปลูกได้ชนิดถ้าให้คะแนนต้องเต็มสิบเท่านั้น อย่างที่เขาได้ตอนต้นสะเดามัน ใช้เวลาเพียงแค่ 20 วัน รากโผล่แล้ว

หากใครสนใจอยากมาเที่ยวชมสวนไม้ผลหลายอย่าง ที่พี่จี๊ดปลูกไว้ หรือมาขอความรู้เกี่ยวกับการปลูกไม้ผล เจ้าของสวนยินดีต้อนรับ ครั้นพอมาถึงแล้วอยากได้ต้นพันธุ์ไปปลูกสักหน่อย ก็ต้องเจรจากับเจ้าของสวนเอง เพราะเขาบอกมาว่าใครต้องการต้นพันธุ์มะนาวต้องสั่งจองล่วงหน้า จึงแนะว่าควรโทรศัพท์ไปก่อนเพื่อป้องกันความผิดหวัง

สภาพอากาศร้อน สลับกับมีฝนตกในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนลองกองเฝ้าระวัง การระบาดของโรคราสีชมพู มักพบโรคในระยะที่ต้นลองกองมีผลอ่อน เริ่มแรกพบเส้นใยสีขาวของเชื้อรา เจริญคลุมกิ่งหรือลำต้น ต่อมาเส้นใยของเชื้อราหนาขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีชมพูยึดแน่นกับกิ่ง เมื่อเฉือนดูบริเวณกิ่งหรือลำต้นที่พบเชื้อรา จะพบเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล และกิ่งที่เป็นโรคราสีชมพูบริเวณยอดจะเหี่ยว ใบเหลือง และร่วงเป็นหย่อมๆ ต่อมากิ่งจะแห้งตายในที่สุด

สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราสีชมพู ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มต้นลองกองให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป ส่วนในช่วงฤดูฝนเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูต้นลองกองบริเวณกิ่งภายในสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการใบเหลืองหรือพบราสีขาว หรือสีชมพูขึ้นบนกิ่ง ให้เกษตรกรตัดกิ่งที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกนำไปเผาทำลายนอกสวน เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค และใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี ผสมน้ำเข้มข้น จากนั้นนำมาทาบริเวณรอยแผลตรงกิ่งที่ตัดออกไป

หากพบอาการของโรคราสีชมพูบนง่าม กิ่ง หรือโคนกิ่งที่มีขนาดใหญ่ หรือบริเวณลำต้น ให้เกษตรกรถากแผลบริเวณที่เป็นโรคออกให้หมด แล้วทาด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี ผสมน้ำเข้มข้น จากนั้นให้พ่นด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และพ่นให้ทั่วต้นโดยเฉพาะบริเวณกิ่งและลำต้น

ที่บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อขายตัวไหมสุกไม่เลี้ยงขายเส้นไหม ต้องตามไปดู

แม่เฉลา มูลลิวัล อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 20 บ้านร่องส้าน ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไหม เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2509 ได้อพยพมาจากภาคอีสานเพื่อหนีความแห้งแล้งไปอยู่ที่บ้านทับกุมารทอง ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย แต่ประสบกับภาวะน้ำท่วม พื้นที่ทำกินที่เชียงรายเป็นพื้นที่เช่า เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้นำหน่วยทหารตำรวจมาแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์

และทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ถามว่า อยากจะย้ายไปอยู่ที่อำเภอเชียงคำไหม เพราะสมัยนั้นอำเภอเชียงคำ ยังขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านจึงตกลงย้ายมา โดยมีหน่วยราชการไปรับมาสร้างแคมป์อยู่ที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน บก 308 และได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน 15 ไร่ ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ต่อครอบครัว

เมื่อก่อน พื้นที่นี้ยังมีความแห้งแล้ง นายอำเภอเชียงคำในขณะนั้นได้อนุมัติให้สร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นอ่างเล็กๆ กั้นลำห้วยขึ้นเพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ ก่อนที่จะสร้างอ่างกั้นห้วย การขุดบ่อน้ำแทบไม่มีน้ำ เมื่อสร้างเสร็จจึงมีน้ำ ชาวบ้านเรียกอ่างนี้ว่า อ่างน้ำนายอำเภอ

เมื่อปี 2516 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยลเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินมาบ้านร่มเย็น ชาวบ้านร่องส้าน ซึ่งได้นำวิถีชีวิตของคนภาคอีสานในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมมาทำ และได้นำไปทูลเกล้าฯ ถวาย

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงทราบว่าเกษตรกรบ้านร่องส้านมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจึงพระราชทานเงินให้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อน จำนวน 300,000 บาท ปลูกได้ประมาณ 70 ไร่ เดิมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็ทำแบบตามมีตามเกิด ไม่มีตลาดรับซื้อ ส่วนใหญ่ก็ทอผ้าไหมขายให้กับพี่น้องชนเผ่าหมู่บ้านใกล้เคียง นำไปปักลวดลาย ชาวบ้านฟักไข่ไหมเอง แล้วจึงสาวเส้นไหม และขายเส้นไหม

ช่วงหลังมีการสร้างอ่างเก็บน้ำตามพระราชดำริ จึงมีน้ำในการทำการเกษตร มีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมรังขาว ในระยะต่อมามีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อไหม ประมาณ 5-6 ปี บริษัทก็ปิดกิจการลง แต่ชาวบ้านก็ยังเลี้ยงเพื่อสาวไหมอยู่ แต่ว่าการสาวไหมขั้นตอนจะยุ่งยากและสาวได้น้อย

ต่อมาศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน ได้เข้ามาสนับสนุนให้เลี้ยงเพื่อขายรังโดย แม่เฉลา มูลลิวัล เป็นผู้รวบรวมไปขายที่จังหวัดน่าน ขายอยู่ 2 ปี ก็มีบริษัทเอกชนเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงไหมขายตัวไหมสุก จึงชักชวนกันเลี้ยงเพราะใช้เวลาในการเลี้ยงสั้นลง เพียง 19-25 วัน ก็สามารถขายได้ ต้นทุนการผลิตลดลง

ไข่ไหม 1 แผ่น จะได้ตัวไหมสุก ประมาณ 20-30 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 100 บาท แผ่นหนึ่งจะขายได้ 2,000-3,000 บาท แม่เฉลา เลี้ยงครั้งละ 10 แผ่น รายได้รวมจะประมาณ 20,000-30,000 บาท ต่อรุ่น ในเวลาไม่ถึงเดือน แม่เฉลา ยืนยันว่าเป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่มีรายได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการทำการเกษตรอื่น แต่แม่เฉลาฝากถึงเกษตรกรรายอื่นว่า ถ้าจะเลี้ยงไหมต้องปลูกหม่อนเพื่อเตรียมไว้ให้ตัวไหมกินก่อน

สำหรับพันธุ์หม่อนที่นิยมปลูกมี 2 พันธุ์ คือ

หนึ่ง พันธุ์บุรีรัมย์ 60 ใน ปี 2525 คุณไชยยงค์ สำราญถิ่น และ คุณเธียรศักดิ์ อริยะ ผู้อำนวยการสถานีทดลองหม่อนไหมศรีษะเกษและบุรีรัมย์ ได้นำท่อนพันธุ์หม่อน หมายเลข 44 มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดี ใบใหญ่หนา ข้อปล้องถี่ ให้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่ต้องขยายพันธุ์ด้วยการติดตาหรือเสียบกิ่ง ในขณะนั้นหม่อนน้อยที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก มีคุณภาพใบดีขยายพันธุ์ได้ง่าย แต่มีผลผลิตค่อนข้างต่ำ

สถานีทดลองหม่อนไหมบุรีรัมย์จึงได้ปรับปรุงพันธุ์หม่อน โดยการผสมหม่อน หมายเลข 44 (เพศเมีย) กับหม่อนน้อย (เพศผู้) เพื่อรวมลักษณะที่ดีเข้าด้วยกัน ในปี 2526 และเพาะกล้าหม่อน 140 ต้น และคัดเลือกต้นที่ดีไว้ 58 ต้น

ปี 2527 ขยายพันธุ์หม่อนที่คัดเลือกไว้ 58 ต้น โดยการปลูกด้วยพันธุ์แล้วคัดเลือกต้นที่ออกรากได้ดี สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยท่อนพันธุ์ และต้านทานต่อโรคใบด่าง

ในปี 2528 คัดเลือกต้นที่มีความแข็งแรง ปลูกง่าย ทรงพุ่มดี ใบใหญ่ และหนาไว้ 12 พันธุ์

ในปี 2529-2530 เปรียบเทียบผลผลิตใบหม่อนเพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุด โดยใช้หม่อน 5 พันธุ์ คือ บร. 4, บร. 5, บร. 9, บร. 10, บร. 36 กับพันธุ์มาตรฐานหม่อนน้อย นอกจากนี้ ยังได้นำไปปลูกทดสอบในไร่เกษตรกร นิคมสร้างตนเองบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นิคมสร้างตนเองปลวกแดง จังหวัดระยอง และโครงการศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า พันธุ์ บร. 9 ให้ผลผลิตสูงที่สุดในทุกสถานที่

ลักษณะเด่นของ พันธุ์ บร. 9 คือให้ผลผลิตต่อไร่สูง 4,328 กิโลกรัม ต่อไร่ มีการเจริญเติบโตและตอบสนองต่อปุ๋ยดี แตกกิ่งเร็วหลังตัดแต่ง ใบมีขนาดใหญ่ หนา อ่อนนุ่ม ไม่เหี่ยวง่าย ใบมีคุณค่าทางอาหารสูงใกล้เคียงกับหม่อนน้อย ทรงต้นตั้งตรง สะดวกในการเขตกรรมและดูแลรักษา นอกจากนี้ ยังต้านทานต่อโรคใบด่างและทนทานต่อโรคราแป้งได้ดีกว่าหม่อนน้อย ข้อจำกัดของ พันธุ์ บร. 9 คือ ไม่เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หรือปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ ประกาศเป็นพันธุ์รับรองในชื่อพันธุ์ บุรีรัมย์ 60

สอง พันธุ์หม่อนสกลนคร 72 ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างหม่อนพันธุ์คุณไพ tetraploid (2n = 28) ได้หม่อนลูกผสม tripoid ในปี พ.ศ. 2538 ที่สถานีทดลองหม่อนไหมสกลนคร ในปี พ.ศ. 2538-2541 คัดเลือกได้ พันธุ์ SKN-M95-3-82 ใน ปี พ.ศ. 2542-2545 ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์มาตรฐานหม่อน 5 พันธุ์ ในปี พ.ศ. 2547-2550 มีการปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นต่างๆ ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ส่วนแยกหม่อนไหม ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตชัยภูมิ เลย สุรินทร์ และสกลนคร และศูนย์วิจัยหม่อนไหมศรีสะเกษได้นำข้อมูลเสนอ เป็นพันธุ์แนะนำต่อคณะอนุกรรมการการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 และจะได้รวบรวมข้อมูลเสนอเป็นพันธุ์รับรอง

ลักษณะเด่น ผลผลิตใบสด 3,507 กิโลกรัม ต่อไร่ มีความทนทานต่อสภาวะแห้งแล้งได้ดีกว่าพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ออกรากดีเมื่อมีการปักชำ ขยายพันธุ์ง่าย สามารถใช้ท่อนพันธุ์ปลูกในแปลงได้โดยตรงหรือปักชำก่อนปลูก มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว หลังการตัดแต่ง มีความต้านทานโรครากเน่า

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นหม่อนเพศผู้ career-evolution.net มีช่อดอกค่อนข้างใหญ่ ใบใหญ่ แผ่นเรียบ รูปไข่ ค่อนข้างกว้างส่วนใบรูปหัวใจ ผิวใบหยาบ ขอบใบเป็นหยักปลายใบแหลมสั้น การเรียงตัวแบบสลับ ลำต้นตั้งตรง กิ่งมีสีเขียวหม่นปนเทา ปลายกิ่งออกสีน้ำตาล ระหว่างข้อปล้องสั้น ความสูงของต้นประมาณ 1.80 เมตร (75 วัน หลังตัดต่ำ ใบร่วงช้า มีความทนทานเพลี้ยไฟได้ดี มีความต้านทานโรครากเน่า ให้ผลผลิตในสภาพท้องถิ่น ประมาณ 2,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

สำหรับพันธุ์ไหมที่ใช้เลี้ยงได้รับจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน ในราคาแผ่นละ 10 บาท เป็นลูกผสมพันธุ์ระหว่างทับทิมสยามกับวนาสวรรค์ แม่เฉลา เล่าปิดท้ายว่า การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะไม่ใช้เคมี เพราะแม่เฉลาเคยไปซื้อใบหม่อนที่ปลูกในสวนมะม่วงที่มีการฉีดพ่นสารเคมี ปรากฏว่าตัวไหมตายหมด ฉะนั้น คนที่เลี้ยงไหมจะปลอดภัยจากสารเคมี เพราะไม่ใช้เคมีอย่างแน่นอน ซึ่งจะดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงและสภาพแวดล้อมโดยรวม และรายได้ก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการทำกิจกรรมการเกษตรอื่น ให้ผลตอบแทนเร็วสำหรับเกษตรกรที่ใจร้อน หรือหากเกิดความเสียหายในรุ่นใดรุ่นหนึ่งสามารถแก้ตัวได้ทันที เดือนหนึ่งๆ รับเงินอย่างน้อยห้าหลักแน่นอน

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามหรือศึกษาดูงานได้ที่ แม่เฉลา มูลลิวัล บ้านร่องส้าน ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ เป็นที่ทราบกันดีว่า ความต้องการในการบริโภค “มะละกอ” ของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มมะละกอดิบ เพื่อนำมาใช้ทำส้มตำ ส้มตำเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยทุกภาค ในส่วนของมะละกอเพื่อการบริโภคสุกเมื่อมองจากสภาพความจริงคนไทยยังนิยมไม่มากนัก ทั้งๆ ที่เป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง และมีราคาไม่แพงนัก อาจจะเป็นเพราะประเทศไทยมีผลไม้ให้ได้เลือกบริโภคตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย แต่ก่อนการเริ่มต้นของการปลูกมะละกอนั้น ก็จะต้องเริ่มจากการเพาะกล้ามะละกอเสียก่อน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำประสบการณ์ ที่นักวิชาการแนะนำหรือจากที่นำไปปฏิบัติเองในการเพาะเมล็ดมะละกอมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางในเรื่องของการเพาะกล้า เนื่องจากมะละกอทุกสายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะกล้าเหมือนกัน

สำหรับเคล็ดลับการเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร. กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้น ให้นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 1-2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลย ก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อย เมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิดการหมักจนเน่าได้ และวันที่ 3 อาจนำเมล็ดมะละกอนั้นห่อด้วยผ้าเปียกน้ำและมีการพรมน้ำอยู่เรื่อยๆ ก็ได้ หากแช่เมล็ดมะละกอในน้ำดังกล่าวแล้ว จะทำให้ได้ต้นกล้ามะละกอที่งอกได้ดีและโตสม่ำเสมอกัน”