หากชาวสวนจะนำวิธีนี้ไปใช้จะยินดีมากตัวช่วยจัดการความสะดวก

รวดเร็ว แม่นยำ และมีการดูแลที่ทั่วถึงสติ๊กเกอร์ คิวอาร์โค้ด ถือเป็นการตลาดอีกช่องทางเพื่อการรันตีคุณภาพให้ลูกค้า สามารถตรวจสอบถึงแหล่งที่มาได้ หากสินค้ามีปัญหาสามารถติดต่อขอลูกใหม่ได้ ถือเป็นการซื้อใจลูกค้าไปในตัว

เทคนิคการตลาดแบบเฮียย้ง ผลผลิตออกเยอะเท่าไรก็ไม่พอขาย

เกษตรกรส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการตลาด คือปลูกแล้วไม่มีที่ขาย การตลาดถือเป็นหัวใจหลักของคนปลูกทุเรียน ผู้ปลูกต้องย้อนกลับไปดูว่า เรามีความสามารถที่จะกระจายสินค้าได้ทางไหนบ้าง ซึ่งวิธีการที่ตนทำมาตลอดคือ จะพยายามขายผลผลิตล่วงหน้าให้ได้มากที่สุด แต่ก่อนที่จะขาย สินค้าเราต้องดีมีคุณภาพก่อน และพยายามขายสตอรี่ของสินค้าเราว่ามีดีอะไร เมื่อสินค้าเราดี มีจุดเด่น ลูกค้าจะวิ่งเข้าหาเราเอง

เฮียย้ง เอ่ยปากเองเลยว่า การตลาดของตนค่อนข้างที่จะแข็งแกร่ง เพราะตนมีจุดแข็งทั้งด้านคุณภาพ และช่องทางการกระจายสินค้า พยายามทำสินค้าของตนเองให้ได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เพราะลูกค้า ณ ปัจจุบัน ต้องการความมั่นใจว่าเมื่อซื้อทุเรียนไปแล้ว ต้องได้ทุเรียนที่อร่อย ปลอดภัย รับประทานแล้วไม่เป็นอันตราย
พยายามออกสื่อ ที่สวนบ้านเรา อาจจะได้เปรียบเกษตรกรท่านอื่น ตรงที่เรามีทุเรียนหลายสายพันธุ์ ทำให้เป็นที่สนใจของสื่อจากหลายสำนัก ดังนั้น เมื่อสื่อเข้าถึงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่คนจะรู้จัก สวนบ้านเรา

ทำการตลาดผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ และเฟซบุ๊ก ที่นี่เราจะพยามอัพเดทสตอรี่ทุเรียนลงไป เราจะขายสตอรี่ทุเรียนตั้งแต่ต้นฤดู ว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนถึงช่วงออกผลผลิต เมื่อผลผลิตออกก็จะเริ่มขายและบอกว่าครั้งนี้มีพันธุ์อะไร ออกกี่ลูก ลูกค้าที่เห็นก็จะจองมาทางไลน์ ถือเป็นการตลาดในยุคสมัยใหม่ อย่าลืมว่า ทุเรียนเรามีน้อย อย่างละ 80-100 ลูก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ประชาสัมพันธ์ เขาจะไม่รู้จัก หรือถ้าไม่สะดวกขายออนไลน์ ก็ให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมที่สวน พยายามหาช่องทางขายอย่างไรก็ได้ ที่ไม่ต้องผ่านคนกลางเยอะนัก
เปิดเป็นบุฟเฟ่ต์ทุเรียน ถือเป็นการตลาดอีกขั้น หากสนใจบุฟเฟ่ต์ทุเรียนสวนบ้านเรา สามารถติดต่อมาทางเบอร์โทร. (081) 804-4169 หรือแอดไลน์ @suanbanrao แต่ขอย้ำว่าต้องจองล่วงหน้า เพราะมีคนจองเต็มทุกปี เฮียย้ง กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจแวะเยี่ยมชมทุเรียนสวนบ้านเรา ติดต่อ คุณขจร พฤฒิสุขนิรันดร์ (เฮียย้ง) โทร. (081) 804-4169

ระหว่าง วันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561 บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน กำหนดจัดงานเกษตรมหัศจรรย์ ขึ้นที่ สกายฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ในงานได้นำทุเรียนมาแสดง 100 สายพันธุ์ ส่วนหนึ่งจะนำมาจากสวนบ้านเรา จึงขอเชิญชวนไปชม และซื้อหาผลผลิตในวันและเวลาดังกล่าว

การฉีดพ่นสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีผลกระทบหลายด้าน เช่น สุขอนามัยของผู้ใช้และผู้บริโภค การตกค้างในผลผลิตและสภาพแวดล้อม ศัตรูพืชเกิดความต้านทานและระบาดเพิ่มขึ้น ทำลายสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ เกิดปัญหาการค้า-ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นต้น และพิษของสารเคมีนั้น เกิดได้ 2 แบบ คือ แบบที่แสดงอาการทันที คือพิษเฉียบพลัน (Acuse) หรืออาจมีการสะสมทีละน้อยจนถึงขนาดหนึ่งแล้วจึงแสดงอาการเป็นแบบพิษเรื้อรัง (Chronic)

สำหรับพิษเฉียบพลันเป็นพิษที่คนกลัว เพราะมองเห็นทันตาและมีอาการต่างๆ เช่น คอแห้ง อ่อนเพลีย/เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ แน่นหน้าอก/ปวดเสียดที่ยอดอก ชา ปวดแสบตา คันตา ตาพร่ามัว แสบจมูก เจ็บคอ ผิวหนังอักเสบ มึนงง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นช้า หวิว วาบหวาม ลำไส้บิดตัว ปวดท้อง กล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง ชัก เหงื่อซึม น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล ซึมลง หมดสติโคม่า ตับวาย ไตวาย เสียชีวิต เป็นต้น

สำหรับพิษเรื้อรัง ก็มีอันตรายน่ากลัวเช่นกัน เพราะจะส่งผลระยะยาว เช่น การพัฒนาการของสมองผิดปกติในวัยเจริญเติบโต ปอดเป็นผังผืด หงุดหงิด งุ่นง่าน ซึมเศร้า ความจำเสื่อม ผิวหนังแข็งด้าน ฯลฯ เป็นภัยเงียบที่น่ากลัว นอกจากนี้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ ดังนั้น เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ด้วยการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน

หลักการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM)

ปลูกพืชให้แข็งแรง สมบูรณ์ สามารถทนทานต่อการทำลายของแมลงศัตรูพืชและโรคพืช โดยสายพันธุ์ดี เมล็ดพันธุ์ดี เตรียมพื้นที่เพาะปลูกดี ระยะปลูกเหมาะสม มีการปรับปรุงบำรุงดิน การจัดการปุ๋ย การจัดการน้ำ และปลูกพืชหมุนเวียน
ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้สถานการณ์และข้อมูลต่างๆ ในแปลงปลูกพืช ทราบชนิดและปริมาณศัตรูพืช/ศัตรูธรรมชาติ สามารถตัดสินใจในการเลือกวิธีการจัดการควบคุมศัตรูพืชและวางแผนป้องกันกำจัดศัตรูพืชทันต่อเหตุการณ์ได้

อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ทั้งตัวห้ำ ตัวเบียน และจุลินทรีย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่มีความปลอดภัย เช่น สารชีวภัณฑ์ สารสกัดธรรมชาติจากพืช รวมทั้งเพิ่มปริมาณศัตรูธรรมชาติโดยการผลิตขยายปลดปล่อย
เกษตรกรเป็นผู้เชี่ยวชาญ/ชำนาญการ/ผู้จัดการที่ดีในการเลือกวิธีการควบคุมศัตรูพืชที่เหมาะสม โดยคำนึงการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ จำเพาะเจาะจงศัตรูเป้าหมาย ประหยัด ปลอดภัยและยั่งยืน

วิธีกล (Mechanical control) เช่น การห่อผล การดักจับทำลาย การใช้พลาสติก/ตองตึงคลุมแปลง กับดักเหยื่อล่อ/กาวเหนียว การใช้มุ้งตาข่าย
วิธีกายภาพ (Physical control) เช่น การใช้แดดในการตากเมล็ดพันธุ์ การใช้รังสีกำจัดแมลงวันทอง การใช้แสงไฟหลอดสีน้ำเงิน-ดำ ล่อแมลงศัตรู
วิธีเขตกรรม (Cultural control) เช่น การรวบรวมส่วนของพืชที่ถูกศัตรูพืชทำลายเผา การปลูกพืชสลับ พืชหมุนเวียน การปลูกพืชหลายชนิดและหมุนเวียน
ใช้พันธุ์ต้านทาน (Pest Resistace control) เพื่อต้านทานโรคและแมลงต่างๆ
ชีววิธี (Biological control) วิธีการทางชีววิธี เป็นวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติให้ควบคุมศัตรูพืช โดยอาศัยหลักการสมดุลธรรมชาติ วิธีการนี้ใช้ได้ผลในการควบคุมแมลงศัตรู โรคพืช และวัชพืชบางชนิด เช่น
การใช้ตัวห้ำ (Predators) คือ สัตว์หรือแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งที่กินสัตว์หรือแมลงอื่นเป็นอาหาร เช่น ด้วงดิน แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต งู กบ ตั๊กแตน แมงมุม ด้วงเต่า มดแดง ฯลฯ

การใช้ตัวเบียน (Parasitods) คือ สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการเกาะกินอยู่ภายในหรือบนตัวสัตว์หรือแมลงอาศัย (host) ทำให้ host อ่อนแอและตายก่อนกำหนด สามารถเข้าทำลายได้ในทุกระยะการเจริญของสัตว์/แมลงที่อาศัยคือ ระยะไข่ ระยะตัวหนอน ดักแด้ ตัวเต็มวัย

การใช้ชีวภัณฑ์ ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมในแง่ของมลภาวะต่างๆ และเชื่อว่าเป็นวิธีการควบคุมศัตรูพืชได้ถาวรกว่าวิธีการอื่นๆ เช่น การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในดิน ได้แก่ โรครากเน่า โคนเน่า โรคเหี่ยว โรคใบไหม้ ใบจุด เป็นต้น การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ควบคุมแมลงศัตรูพืชมากกว่า 60 ชนิด เช่น เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยกระโดด

การใช้เชื้อ Bt (Bacillus thuringiensis) ควบคุมหนอนกัดกินใบพืช หนอนคืบ หนอนใยผัก หนอนแก้วส้ม ด้วงหมัดผัก เป็นต้น

การใช้เชื้อ BS (Bacillus subtilis) ควบคุมแบคทีเรียและเชื้อรา โรครากเน่าเละ ใบจุด ดอกร่วงไม่ติดผล (ไม้ผล) เป็นต้น

การใช้ไวรัสควบคุมศัตรูพืช เช่น การจัดการหนอนคืบกะหล่ำปลี หนอนเจาะสมอฝ้าย เป็นต้น

การใช้ไส้เดือนฝอย ควบคุมแมลงศัตรู

ใช้สารสกัดธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช (Plant Natural Extacts M. control) พืชสมุนไพรหลายชนิด มีคุณสมบัติควบคุม/กำจัด/ไล่แมลงศัตรูพืช และกำจัดโรคพืชได้ เช่น สะเดา ข่า เสี้ยน ขมิ้นชัน บอระเพ็ด สาบเสือ หนอนตายหยาก หางไหล (โล่ติ๊น) ตะไคร้หอม ลูกตะโก ใบยูคาลิปตัส หัวไพล ใบมะรุม ฯลฯ
ใช้กฎหมาย (Legal control) เช่น การกักกันพืช การนำเข้าศัตรูธรรมชาติ ประกาศกระทรวงฯ (พืช พาหะ เป็นสิ่งต้องห้าม)
ใช้สารเคมี (Chemecal control) เป็นวิธีการสุดท้ายของการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM) เช่น การใช้สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง สารป้องกันและกำจัดโรคพืช ฯลฯ เพราะการใช้สารเคมีมีผลกระทบข้างเคียงทางลบมากมาย

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM) เป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แก่เกษตรกร ทำให้ศัตรูพืชลดปริมาณในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตปลอดภัยได้คุณภาพ อีกทั้งปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการดังกล่าวเกษตรกรสามารถเรียนรู้และสามารถทำและนำไปปฏิบัติได้ สนใจในรายละเอียด สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (089) 854-3344

“การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM) ไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกร แต่เกษตรกรต้องทำโดยเกษตรกรเองเท่านั้น เพื่อควบคุมศัตรูพืชได้อย่างยั่งยืน”

ขอขอบคุณ คุณศุภศักดิ์ ศรีโสดา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และ คุณเจริญ ผัดยา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้ข้อมูลทางวิชาการ

“ทำสวนทุกอย่าง ต้องเน้นให้พืชมีลำต้นที่สมบูรณ์ด้วยการให้อาหาร ไม่ใช่รอเก็บแต่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว”

คุณกิตติศักดิ์ กฤตโยภาส ข้าราชการบำนาญ ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 10 ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายาง เริ่มปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายางมาได้ประมาณ 3 ปี ภายหลังจากเกษียณอายุราชการ ถือเป็นการพัฒนาต่อยอดจากสวนเก่าที่ไม่ได้รับการดูแลมานับ 10 ปี มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า 500 ต้น ผสมกับมะพร้าว และเลี้ยงปลาดุก ควบคู่กันไปภายในร่องสวน

คุณกิตติศักดิ์ เล่าว่า สภาพทางภูมิศาสตร์ของตำบลท่ายางมีเนื้อที่ติดกับทะเล ทำให้สภาพดินมีการทับถมจากตะกอนดินทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย สร้างให้พื้นที่บริเวณนี้มีลักษณะเป็นดินเหนียวเหมาะแก่การปลูกกล้วย

กล้วยน้ำว้าท่ายาง มีต้นกำเนิดอยู่ที่ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ถูกนำมาโดยชาวจังหวัดสมุทรสงคราม “คนเมืองใน” เป็นภาษาที่ชาวบ้านในท้องถิ่นใช้เรียกผู้นำกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์นี้มาปลูก เมื่อสืบค้นข้อมูลที่แท้จริงแล้วนั้นจะทราบได้ว่า กล้วยน้ำว้าท่ายาง เป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง เมื่อถูกนำมาปลูกในเขตตำบลท่ายางแล้วเกิดผสมกับกล้วยสวนพื้นถิ่นจนกลายพันธุ์มาเป็น กล้วยน้ำว้าท่ายาง ในปัจจุบัน

กล้วยน้ำว้าท่ายาง มีต้นกำเนิดอยู่ที่ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ถูกนำมาโดยชาวจังหวัดสมุทรสงคราม “คนเมืองใน” เป็นภาษาที่ชาวบ้านในท้องถิ่นใช้เรียกผู้นำกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์นี้มาปลูก เมื่อสืบค้นข้อมูลที่แท้จริงแล้วนั้นจะทราบได้ว่า กล้วยน้ำว้าท่ายาง เป็นกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง เมื่อถูกนำมาปลูกในเขตตำบลท่ายางแล้วเกิดผสมกับกล้วยสวนพื้นถิ่นจนกลายพันธุ์มาเป็น กล้วยน้ำว้าท่ายาง ในปัจจุบัน

โดยกล้วยน้ำว้าท่ายางมีจุดเด่นที่ลำต้น มีความสูงประมาณ 2-2.5 เมตร ลำต้นมีสีเขียวแกมเหลือง ให้ผลขนาดใหญ่ ลักษณะผลป้อมทรงกระบอก บริเวณส่วนปลายแหลม ผลดิบมีสีเขียวแกมขาวนวลเช่นเดียวกับกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์อื่น เมื่อสุกจะให้สีเหลืองนวล เนื้อเหนียวแน่นให้รสชาติหวานจัดอร่อยถูกปาก

คุณกิตติศักดิ์ ใช้วิธีการปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายางด้วยการยกร่องปลูก ให้มีความกว้างประมาณ 6-12 เมตร เพื่อให้กล้วยสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เว้นระยะห่างระหว่างต้น 2×2 เมตร ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนออกปลีแรกประมาณ 14 เดือน ถัดไปประมาณ 6-8 เดือน จึงสามารถตัดเครือจำหน่ายได้ โดยใน 1 เครือ มี 7 หวี ให้น้ำหนักต่อเครือ ประมาณ 10-12 กิโลกรัม

การขยายพันธุ์ ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี จึงเริ่มแทงหน่อจากต้นแม่ไปปลูกใหม่ โดยเลือกหน่อที่มีความสมบูรณ์ส่วนโคนหน่อมีลักษณะอวบอ้วน ใช้เสียมแทงประมาณ 1-2 ครั้ง ให้ขาดออกจากต้นแม่ แต่พึงระวังไม่ให้หน่อกล้วยน้ำว้ามีความช้ำมากนัก จากนั้นให้นำไปปลูก โดยขุดหลุมให้มีความลึกประมาณ 20 เซนติเมตร แล้วจึงนำหน่อกล้วยลงปลูก

ด้วยตำบลท่ายาง เป็นแหล่งปลูกกล้วยที่อุดมสมบูรณ์ ดินดีน้ำถึงจึงส่งผลให้สามารถยืดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวกล้วยต่อกอได้ไม่ต่ำกว่า 20 ปี หากดูแลได้ดีและมีลำต้นที่สมบูรณ์ สำหรับปุ๋ยที่ใส่บำรุงต้นนั้น คุณกิตติศักดิ์ ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี แต่เลือกใช้ธาตุอาหารที่สามารถแสวงหาได้ภายในท้องถิ่น อาศัยเพียงการซื้อเศษปลาที่หลงเหลือในการทำหัวน้ำปลาจากโรงงานนำมาโรยใส่บำรุงโคนต้น ประมาณปีละ 1 ครั้ง เพียงเท่านั้น

คุณกิตติศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า “เนื่องจากกล้วยน้ำว้าท่ายางเป็นกล้วยที่ผสมกับกล้วยพันธุ์พื้นถิ่นทำให้มีความแข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง ไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวนมากนัก แต่กลับกันต้องเน้นไปที่การกลบโคนต้นกล้วยด้วยดินเลนในร่องสวน เพื่อเสริมธาตุอาหารให้ต้นกล้วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคไส้เน่า (ตายพราย) หรือลำต้นไม่สมบูรณ์

หากต้นกล้วยมีลักษณะหัวลอยโผล่พ้นดินก็สามารถใช้ดินกลบโคลนเพื่อเสริมให้รากยึดติดกับหน้าดินได้มั่นคงมากขึ้น เพื่อป้องกันต้นกล้วยเอนล้ม หรือใช้เชือกผูกยึดไว้กับต้นมะพร้าว ซึ่งถือเป็นไปตามลักษณะของกล้วยเมื่อปลูกไปหลายๆ ปี แล้วลำต้นจะเริ่มเอนเข้าหาแดด ทำให้รากลอย ซึ่งทุกๆ ปี จะต้องสาดโคลนใส่โคนกล้วยเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว”

ส่วนการจำหน่ายกล้วยนั้น คุณกิตติศักดิ์ เลือกที่จะใช้วิธีการแปรรูปจำหน่ายแทนที่การส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ถือเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวด้วยการส่งกล้วยที่ได้จากสวนให้บุตรชาย (คุณสุทธิพงศ์) นำไปแปรรูปเป็นกล้วยน้ำว้าอบสร้างรายได้ต่อไป

แปรรูปกล้วยน้ำว้า สร้างรายได้

คุณสุทธิพงศ์ กฤตโยภาส ประธานกลุ่มกล้วยน้ำว้าท่ายาง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาปฐพีวิทยา กล่าวว่า “ก่อนเริ่มแปรรูปกล้วยน้ำว้าอบนั้น ได้ทดลองหาธุรกิจที่มีความเหมาะสมกับตนเองโดยใช้วิธีการเลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัด เช่น จัดต้นไม้ รับทำบายศรีไทย เปิดร้านอาหาร และแปรรูปกล้วยอบ โดยได้ทดลองทำทั้งหมดไปพร้อมๆ กัน เพื่อลองดูว่าธุรกิจใดมีความเหมาะสมกับตลาดมากที่สุด เมื่อทดลองทำไปได้ระยะหนึ่ง พบว่า กล้วยน้ำว้าท่ายาง มีความต้องการของตลาดมากที่สุด กอปรกับสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ภายในท้องถิ่น รวมถึงจากสวนของตนเอง อีกทั้งยังมีรสชาติที่ดี โดยมีลักษณะเฉพาะที่ไส้เหลือง แกนไม่มี จึงนำมาสร้างจุดขายด้วยวิธีการแปรรูปเป็นกล้วยอบ”

ถือเป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตรจากสวนของตนเองและช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าท่ายางให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีตลาดส่งกล้วยในราคามาตรฐาน จึงเริ่มประกอบธุรกิจอย่างจริงจัง ภายใต้แบรนด์ “กล้วยบ้านก้อง” นำกล้วยนำว้าท่ายางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กล้วยอบปลอดสารพิษ สร้างรายได้ในครอบครัว

ด้วยวิธีการเลือกรับซื้อกล้วยน้ำว้าที่ปลอดสารเคมีจากกลุ่มกล้วยน้ำว้าท่ายาง และจากแหล่งปลูก (ลูกสวน) ในตำบลท่ายางเพียงเท่านั้น โดยมีราคารับซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 8-10 บาท มักนิยมขายด้วยวิธีการชั่งแบ่งหวีแทนการชั่งขายยกเครือ โดยใช้การคัดกล้วยน้ำว้าที่มีรูปทรงเหมาะแก่การนำมาอบ ด้วยการสังเกตขนาดของผลกล้วยต้องเลือกที่ไม่ใหญ่มากนัก ผลมีลักษณะกลมป้อมสมบูรณ์ หากใช้กล้วยที่มีขนาดผลใหญ่อาจมีปริมาณแป้งมากจากการใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งทำให้เนื้อไม่ละเอียดเมื่อนำมาอบ

นอกจากนี้แล้ว คุณสุทธิพงศ์ ยังรับซื้อกล้วยชนิดอื่นเพื่อนำมาแปรรูปเป็นกล้วยอบด้วยเช่นกัน อาทิ กล้วยเล็บมือนางจากแหล่งปลูกในอำเภอสวี จังหวัดชุมพร และกล้วยไข่ จากลูกสวนภายในตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร

กรรมวิธีอบกล้วยน้ำว้า

คุณสุทธิพงศ์ เล่าว่า การคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันถือเป็นหัวใจหลักในการประกอบธุรกิจ คุณสุทธิพงศ์เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพมากที่สุด มามอบให้แก่ผู้บริโภคผ่านกรรมวิธีแปรรูปด้วยการอบ ล้วนไม่มีการปรุงแต่งรสเพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด เน้นดึงศักยภาพของกล้วยออกมาให้มากที่สุด

ด้วยวิธีการทำที่ไม่ได้คำนึงถึงความประหยัดต้นทุนในการผลิต แต่กลับเน้นไปที่การสร้างรสชาติให้ดีที่สุดก่อน แล้วจึงนำมาปรับเรื่องต้นทุนด้วยการเลือกกล้วยเกรดที่ดีที่สุด จึงนำมารับประทานสดก่อนนำไปทดลองอบ เพื่อสร้างมาตรฐานด้านรสชาติให้คงที่

สำหรับการแปรรูปกล้วยน้ำว้าอบ เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการคัดแยกขนาดกล้วยน้ำว้า ด้วยวิธีการเลือกกล้วยตามขนาดไซซ์ที่ต้องการเน้นให้กล้วยมีขนาดผลเต็มพอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เพื่อให้เมื่อนำมาอบเสร็จแล้วมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน หลังจากนั้น จึงนำกล้วยที่คัดขนาดไว้ไปล้างน้ำให้สะอาดก่อนนำมาเข้าสู่ขั้นตอนการบ่มกล้วยให้สุก

กล้วยบ้านก้อง เลือกใช้กรรมวิธีบ่มกล้วยให้สุกด้วยวิธีการแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากหากใช้วิธีการบ่มกล้วยด้วยสารเคมีอาจทำให้มีสารพิษตกค้างเมื่อไปถึงผู้บริโภค อีกทั้งกล้วยที่ได้ภายหลังขั้นตอนการอบจะมีรสชาติที่ผิดเพี้ยนไป จึงเลือกนำโอ่งมังกรเข้ามาแทนที่ ก่อนนำกล้วยน้ำว้าเข้าไปเรียงซ้อนกันภายในโอ่ง พร้อมคลุมทับด้วยกระสอบป่าน เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงเข้ามาทำลายผลกล้วยที่บ่มไว้

ในขั้นตอนการบ่มกล้วย มีเคล็ดลับอยู่ที่สามารถเพิ่มลดระยะเวลาในการบ่มได้ตามสภาพอากาศภายนอก ซึ่งกล้วยน้ำว้าและกล้วยไข่ใช้ระยะเวลาในการบ่มประมาณ 3-4 วัน ส่วนกล้วยเล็บมือนาง ใช้เวลาบ่มประมาณ 4-5 วัน จึงได้ผลกล้วยที่สุกเต็มที่ หากมีอากาศเย็นเกินไปกล้วยอาจสุกช้า จึงต้องหมั่นตรวจสอบอยู่โดยตลอด เมื่อกล้วยสุกได้ที่จะให้กลิ่นหอม พร้อมที่จะนำไปเข้าสู่ขั้นตอนการอบต่อไป

หลังบ่มเสร็จ ต้องล้างผิวกล้วยด้วยน้ำสะอาดอีกรอบหนึ่ง เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกปนเปื้อนติดไปกับเนื้อกล้วยในขั้นตอนการปอกเปลือก เมื่อล้างผลกล้วยจนสะอาดดีแล้วตั้งพักไว้ ก่อนนำมาเป่าลมให้แห้งแล้วจึงเริ่มปอกเปลือกกล้วย เมื่อปอกเสร็จจึงนำเข้าตู้อบ ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวนี้จะกระทำในห้องปลอดเชื้อห้ามบุคคลภายนอกเข้า เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกปนเปื้อนกล้วย

ขั้นตอนการอบ ให้นำกล้วยน้ำว้าที่ปอกเปลือกแล้วมาจัดเรียงบนตะแกรงรองอบในลักษณะเป็นแถวเรียงต่อกัน เว้นระยะห่างประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อให้กล้วยสามารถขยายตัวได้เต็มที่เมื่อเจอความร้อนก่อนนำเข้าสู่ตู้อบ ใช้เวลาอบทั้งหมดประมาณ 2 วัน หรือ 48 ชั่วโมง โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 60-80 องศาเซลเซียส เมื่ออบไปได้สักระยะหนึ่ง (หนึ่งช่วงอบ) ประมาณชั่วโมงที่ 23-24 ให้นำออกมารีดให้แบน แล้วจึงนำเข้าไปอบต่อ สำหรับการเพิ่มหรือ ลดอุณหภูมิ ให้สังเกตสภาพอากาศภายนอก หากฝนตกอาจเปิดไฟเพิ่มอุณหภูมิความร้อนหรือปรับอุณหภูมิให้มากขึ้นได้เช่นกัน

เทคนิคสำคัญในขั้นตอนการอบกล้วยน้ำว้านั้น ต้องเน้นอบให้กล้วยมีความแห้งเพื่อให้สามารถคงรสชาติที่เสมอต้นเสมอปลาย อีกทั้งยังคงรูปทรงเดิมอยู่ ทำให้เมื่อนำกล้วยน้ำว้าอบไปรับประทาน ณ อุณหภูมิห้องแล้ว กล้วยน้ำว้าจากที่นี่สามารถเก็บไว้ได้นานกว่า แต่หากเป็นกล้วยที่ใช้การอบแบบปกติทั่วไป กล้วยจะพองตัวอยู่ได้ประมาณ 7 วัน ภายหลังจึงเริ่มยุบตัวลง สำหรับขั้นตอนการอบนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญหากผ่านขั้นตอนการอบที่ดีแล้ว เมื่อนำมาปรุงแต่งจะให้รสชาติที่ดีด้วย

ส่วนการอบกล้วยเล็บมือนางและกล้วยไข่นั้น มีกรรมวิธีที่คล้ายคลึงกันกับกล้วยน้ำว้า คือใช้อุณหภูมิอบ อยู่ที่ 60-80 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันออกไปเพียงกล้วยเล็บมือนางต้องดูแลเป็นรายชั่วโมง เนื่องจากหากมีอุณหภูมิไฟที่ใช้อบต่ำไป จะทำให้กล้วยมีความเหี่ยว ไส้แข็ง ดูไม่น่ารับประทาน เมื่ออบเสร็จแล้วจึงนำมาตัดแต่งส่วนที่มีตำหนิแป้นดำตามส่วนหัวออกไป เพื่อให้ดูน่ารับประทาน ตั้งพักไว้ให้เย็นก่อนนำมาใส่บรรจุภัณฑ์ต่อไป

สำหรับเศษกล้วยที่เหลือจากการตัดแต่งนั้น ไม่ได้นำไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ แต่นำไปเป็นอาหารให้กับปลาดุกที่เลี้ยงไว้ภายในร่องสวน” คุณสุทธิพงศ์ กล่าว

ด้วยกำลังการผลิตที่เน้นทำขึ้นภายในครอบครัว สามารถผลิตได้วันละประมาณ 100-300 กิโลกรัม แต่ก็เพียงพอสำหรับความต้องการของตลาด เมื่อนำมาจำหน่ายกล้วยน้ำว้าท่ายางอบ จะขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งถือเป็นราคามาตรฐานสำหรับกล้วยน้ำว้าอบคุณภาพดี

สร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์

นอกจากทำกล้วยอบแล้ว คุณสุทธิพงศ์ สมัครพนันบอลออนไลน์ ยังนำกล้วยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปแบบอื่นเพิ่มรายได้ นอกจากการทำกล้วยอบเพียงอย่างเดียว แต่เลือกทำกล้วยอบช็อกโกแลตด้วยวิธีการนำกล้วยที่ผ่านกรรมวิธีการอบ ก่อนนำมาบดใช้ทำเป็นไส้ช็อกโกแลต ทำให้ในช็อกโกแลต 1 ก้อน มีการผสมด้วยกล้วยเล็บมือนาง กล้วยน้ำว้า และกล้วยไข่

นำมาใส่พิมพ์แล้วเทเคลือบด้วยช็อกโกแลตที่คิดค้นขึ้นเป็นสูตรของตนเอง เน้นให้เปอร์เซ็นต์ความเป็นช็อกโกแลตมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ตัดกับรสชาติของกล้วยที่ออกไปทางหวาน ซึ่งจะได้รสความอร่อยที่แตกต่างกันตามแต่ละรูปทรง หรือตามใจผู้สั่งซื้อ โดยเน้นทำช็อกโกแลตรูปหัวใจผูกริบบิ้น สนนราคาต่อไม้ (ก้าน) อยู่ที่ 15 บาท

ด้วยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการออกแบบได้ตามความต้องการของลูกค้า เน้นคุณภาพมากที่สุด นอกจากคุณสุทธิพงศ์จะทำกล้วยอบช็อกโกแลตแล้ว ยังมีการนำกล้วยอบไปประดิษฐ์เป็นช่อดอกไม้สุดสวย คิดราคาตามดอกไม้จริง ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์

พร้อมกับการปรับปรุงเพิ่มความหลากหลายให้เป็นที่สนใจแก่ผู้บริโภคด้วยรสชาติที่แปลกใหม่ ทั้งกล้วยฉาบรสวาซาบิ และกล้วยฉาบรสซาวครีม ทำให้กล้วยบ้านก้องเป็นที่นิยมของลูกค้าทั้งในจังหวัดชุมพรรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงจนสามารถสร้างรายได้ให้เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท

ปัจจุบัน คุณสุทธิพงศ์ ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (packaging) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนับสนุนโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์ให้สามารถดึงดูดผู้ซื้อได้อย่างต้องตาตรึงใจ เพิ่มคุณค่าพัฒนาให้เป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค แต่สามารถจัดจำหน่ายให้อยู่ในตลาดระดับกลางจนถึงตลาดระดับบนได้ในราคาย่อมเยา พร้อมทั้งได้รับมาตรฐานฮาลาล ซึ่งถือเป็นการสร้างมิติใหม่ให้แก่เกษตรกรที่มุ่งมั่นแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง

คุณสุทธิพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปัจจุบัน กล้วยบ้านก้อง มีการจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้านกล้วยบ้านก้อง ในตำบลท่ายาง จังหวัดชุมพร และช่องทางอินเตอร์เน็ต พร้อมทั้งเตรียมเปิดแบรนด์สินค้าตัวที่ 2 คือ กล้วยบ้านตาล จัดจำหน่ายที่ ร้าน Golden place ในเดือนเมษายน 2561 นี้”

สำหรับท่านที่สนใจสั่งซื้อ กล้วยน้ำว้าอบท่ายาง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง สามารถติดต่อได้ที่ คุณสุทธิพงศ์ กฤตโยภาส (คุณก้อง) เลขที่ 44/1 หมู่ที่ 10 ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร 86120 หรือ โทร. (089) 652-1978