หากนักกีฬาต้องการโด๊ปร่างกายก่อนลงแข่งขันหรือผู้ที่มีร่างกาย

ต้องการอาหารเสริมบำรุงกำลัง ควรหาข้าวเหนียวมาบริโภค โดยเฉพาะ ข้าวเหนียวป้องแอ้ว , เหนียวขาวใหญ่, เหนียวยืนกาฬสินธุ์, ข้าวมะลิดำ ฯลฯ เพราะข้าวกลุ่มนี้ เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว เหมาะกับผู้ที่ใช้กำลัง ในอนาคต ข้าวกลุ่มนี้ มีศักยภาพสูงที่จะนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มบำรุงสำหรับนักกีฬา หรือผู้ป่วยที่ต้องใช้แรงงานทันที

หนุ่มสาวรายใดไม่อยากเป็นหมัน อย่าให้ร่างกายขาด ธาตุสังกะสี (Zinc) เพราะเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่สังเคราะห์กรดนิวครีอิกซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ DNA และ RNA เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน estrogen testosterone และภูมิคุ้มกันต่างๆ ผู้ชายต้องการสังกะสีมากกว่าผู้หญิง เพราะต้องนำไปช่วยในการพัฒนาอวัยวะเพศให้เจริญเติบโตได้เป็นปกติ ช่วยสร้าง สเปิร์ม (sperm) ให้แข็งแรง ตามหลักโภชนาการ ผู้ชายควรบริโภคธาตุสังกะสี 13 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้หญิงต้องการ 10 มิลลิกรัมต่อวัน จึงขอแนะนำให้บริโภคข้าวเหนียวก่ำใหญ่ (ข้าวกล้อง)มีปริมาณธาตุสังกะสีมากถึง 3.04 มิลลิกรัม/100 กรัม รองลงมาคือ ข้าวเหนียวแดง ข้าวหอมนิล ข้าวก่ำเปลือกขาว ข้าวนางหก ข้าวเจ้าเหลือง

ใครอยากได้สายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง หรืออยากได้ข้าวสารไปบริโภค แนะนำให้ติดต่อ นายบุญส่ง มาตขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นเมือง 110 พันธุ์ และเป็นผู้นำเกษตรกรโครงการนิคมการเกษตร “เกษตรอินทรีย์” ในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร โทร. 08-1300-0165. นายดาวเรือง ( พ่อลาน) พืชผล ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกยโสธร โทร. 081-4700864 นายแก่นคำกล้า (ตุ๊หล่าง ) พิลาน้อย โทร. 08-4642-2370 , 09-238-22858 นายอร่าม ทรงรูปสวย กลุ่มผู้ผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์จากกลุ่มโมจาโดย จ.สุรินทร์ โทร.081-911-2607,085-810-5845

ทุกวันนี้คนไทยเจ็บป่วยจากโรคอ้วนมากขึ้นทุกปี เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมันมากเกินความจำเป็น จนร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ไม่หมด สะสมเป็นไขมันเกาะตามร่างกายจนกลายเป็นโรคอ้วนในที่สุด

การรักษาโรคอ้วนต้องเริ่มจากการออกกำลังกายและลดการบริโภคอาหารประเภทแป้งให้น้อยลง หนึ่งในอาหารทางเลือกที่เหมาะสำหรับดูแลรักษาสุขภาพ คือ การบริโภค “ บุก ” เพราะบุกมีลักษณะเนื้อสัมผัสและรสชาติคล้ายอาหารที่มาจากแป้งแต่ไม่ให้พลังงานแถมช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน

บุกมีใบลักษณะคล้ายใบมะละกอ โผล่ขึ้นมาจากหัวบุก ใบมีสีเขียวเข้ม บุกบางชนิดมีลวดลายและมีหนามอ่อนๆ ดอกบุกลักษณะคล้ายต้นหน้าวัว มักพบในช่วงปลายฤดูแล้ง หลังจากดอกผสมพันธุ์จะเกิดผลอ่อนของบุก มีสีขาวอมเหลือง พออายุ ได้ 1-2 เดือน จะมีผลสีเขียวเข้ม มีจุดดำที่ปลายคล้ายผลกล้วย หัวบุก (corm)มีขนาดใหญ่ สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน

บุกที่นิยมใช้เป็นอาหารสำหรับลดความอ้วน คือ บุกไข่ (A. oncophyllus) สาเหตุที่เรียกว่า บุกไข่ เนื่องจากมีลักษณะพิเศษมีไข่อยู่ตามลำต้นที่สายพันธุ์อื่นๆ ไม่มี พบมากที่จังหวัดลำปาง พะเยา ตาก เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์

บุก มีลักษณะลำต้นสวยงาม นักจัดสวนนิยมนำต้นบุกมาประดับตามใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นที่มีป่าโปร่ง หรือจะนำมาใส่กระถางเป็นไม้ประดับ บุกเป็นพืชที่ปลูกง่ายแถมมีปัญหาโรคและแมลงน้อย เหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชเสริมรายได้ในหัวไร่ปลายนา สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน

ชาวบ้านนิยมนำ ต้น ใบ และหัวบุกมาทำขนม เช่น ขนมบุก แกงบวชมันบุก แกงอีสาน (แกงลาว) ส่วนภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ชาวบ้านนิยมฝานหัวบุกเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมานึ่งรับประทานกับข้าว ชาวเขาทางภาคเหนือมักนำหัวบุกมา ปิ้งก่อนรับประทาน ภาคกลางมักนำหัวบุกที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ มาแช่น้ำปูน แช่น้ำก่อนล้างหลายๆ ครั้งแล้วจึงนำไปทำเป็นอาหารหวาน

ผงบุกมีสารสำคัญเรียกว่า“กลูโคแมนแนน” ซึ่งเป็นสารเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน ช่วยลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนักตัว ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ลดการเกิดโรคเบาหวาน ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ ลดอาการท้องผูกเพราะผงบุกช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดี ขับถ่ายสะดวก สามารถลดอาการท้องผูกลงถึง 93 % ลดการเกิดโรคกระเพาะอาหารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อันเกิดจากอนุมูลอิสระของร่างกายดีขึ้น ช่วยขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย

“เห็ดระโงก” เรียกอีกชื่อว่า “เห็ดไข่ห่าน” มีราคาแพง นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายในภาคเหนือและภาคอีสาน เห็ดระโงกนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ผัดเห็ดน้ำมันหอย เห็ดระโงกนึ่งจิ้มแจ่ว แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน

ช่วงฤดูฝน หลังฝนตก 2-3 วัน เกิดภาวะอากาศร้อนชื้น สภาพอากาศร้อนอบอ้าว และมีแสงแดด ชาวบ้านจะออกไปเก็บเห็ดระโงกในป่าธรรมชาติ เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง เห็ดระโงกมักขึ้นเป็นเห็ดดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม 4-5 ดอก กระจายอยู่ทั่วไป เดิมที เห็ดระโงกหากินได้เฉพาะหน้าฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน -กรกฎาคมไปจนสิ้นฤดูฝน

ปัจจุบัน กรมป่าไม้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดู โดยนำเมล็ดยางนามาเพาะให้เป็นต้นกล้า แล้วนำดินใต้ต้นเห็ดแก่ที่ทิ้งสปอร์ลงดิน ไปใส่โคนต้นยางนา นอกจากนี้ยังใช้วิธีนำเห็ดระโงกต้นแก่ที่ดอกบานเต็มที่จนสร้างสปอร์แล้ว มาล้างน้ำ หรือดอกแก่จัดมาขยี้ในน้ำ แล้วนำน้ำที่มีสปอร์ของเห็ดปนอยู่ไปโปรยที่โคนต้นยางนา กรมป่าไม้ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดูให้ชาวบ้าน ใช้สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ลดการบุกรุกทำลายป่า เหมือนในอดีต

เห็ดระโงกหรือ “เห็ดไข่ห่าน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ Amanita vaginata ดอกตูมกลีบรี คล้ายไข่ห่าน เมื่อโตขึ้นหมวกและก้านดอกจะดันปลอกหุ้มแตกออกมา ดอกเห็ดมีลักษณะเป็นเมือก ก้านดอกยาวรูปทรงกระบอก ผิวเรียบสีขาวหรือเหลืองนวล เนื้อเยื่อภายในก้านดอกสีขาว สานต่อกันอย่างหลวมๆ ตรงกลางก้านดอกมีรูกลวงเล็กน้อย เห็ดระโงก มีทั้งดอกสีขาว สีแดงและสีเหลือง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในป่าโปร่งหรือป่าละเมาะทั่วไปในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน

โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ได้จัดทำแปลงสาธิตแนวพระราชดำริด้วยการใช้ระบบวนเกษตรมาเป็นต้นแบบในการส่งเสริมอาชีพให้มีการปลูกไม้วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) ได้แก่ ยางนา ตะเคียนทอง กระบาก และศึกษาวิจัยการเพาะเห็ดป่ากินได้กับไม้วงศ์ยางควบคู่กันไป ตามแนวพระราชดำริ ส่งเสริมอาชีพเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่ทำลายป่า ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

โครงการนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อย่างดี เมื่อไม้วงศ์ยางเติบใหญ่ในระยะเวลา 5- 30 ปีก็สามารถนำเนื้อไม้ไปใช้ก่อสร้างที่พักอาศัยได้ ระหว่างที่รอเวลาให้ต้นไม้เติบโต กรมป่าไม้ส่งเสริมให้ชาวบ้านหาประโยชน์จากพื้นที่ โดยการเก็บของป่ามาบริโภคเช่น หน่อไม้ ผักหวาน และเห็ดป่า เช่น เห็ดระโงก ซึ่งเป็นเห็ดที่นิยมรับประทานทั่วไป ที่สำคัญขายได้ราคาสูงอีกต่างหาก

ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ทางโครงการฯ ได้ใช้วิธีการนำ เห็ดระโงกมาบดขยี้ในน้ำแล้วนำไปรดที่บริเวณรากไม้ยางนาในพื้นที่ ในปีถัดมา เกิดเห็ดระโงกขาว ระโงกเหลือง และระโงกแดงในแปลงทดลอง ทางโครงการฯ จึงได้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นแปลงสาธิตสร้างองค์ความรู้เผยแพร่แก่เกษตรกร และได้แบ่งเป็นแปลงย่อย บันทึกข้อมูลปริมาณผลผลิตของเห็ดระโงก ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน พร้อมทั้งยังได้ทดลองชักนำให้เห็ดระโงกออกดอกนอกฤดูกาล โดยการให้น้ำในแปลง ย่อยที่เคยมีดอกเห็ดเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ พบว่าสามารถทำให้เห็ดระโงกออกดอกก่อนฤดูกาลได้ 1-2 เดือน

ผลการทดลองดังกล่าว ได้ข้อสรุปว่า ปริมาณแสง ความชื้นบริเวณผิวดิน อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ รวมถึงความหนาแน่นของอินทรียวัตถุเหนือพื้นดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของเห็ดชนิดนี้ ทั้งนี้พบว่า เห็ดระโงกให้ผลผลิตสูงสุดในแปลง โดยพบเห็ดระโงกถึง 3 ชนิด คือ ระโงกแดง ระโงกเหลือง และระโงกขาว ขณะเดียวกันยังพบเห็ดกินได้ชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดถ่าน เห็ดหาด เห็ดครก เห็ดโคน และ เห็ดตะไคล อีกด้วย

กล่าวโดยสรุปก็คือ การออกดอกของเห็ดระโงกนั้นมีความสอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนอย่างชัดเจน สังเกตได้จากพบปริมาณเห็ดระโงกเป็นจำนวนมากในช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม นอกจากนี้ การให้น้ำนอกฤดู ก็ทำให้เกิดเห็ดระโงกได้เช่นกัน

เกษตรกรสามารถขายเห็ดระโงกในช่วงฤดูฝน ได้ในราคาเฉลี่ย 200-300 บาท ต่อก.ก. ส่วนเห็ดระโงกนอกฤดูกาล (มกราคม – เมษายน) ขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นถึง 400-500 บาท ต่อ กก. แต่ละเดือนเก็บเห็ดได้มากถึง 60 กก. สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท ต่อเดือน นับเป็นความสำเร็จของโครงการฯ ที่ยึดแนวพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง อีกด้วย

พึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด

เมื่อทดลองนำเห็ดแก่จัดมาขยี้กับน้ำ นำน้ำสปอร์ที่ได้มาหยอดในกล้าไม้ขนาดเล็กหรือไม้วงศ์ยางที่มีอยู่ในแปลง เมื่อฝนตกลงมา เห็ดระโงกก็จะงอกขึ้นในพื้นที่ระหว่างแปลงของต้นยางนา ภายหลังจากใส่หัวเชื้อราเห็ดระโงก ให้กับกล้าไม้ตั้งแต่กล้าอยู่ในถุงเพาะชำโดยรดบริเวณโคนต้น

เมื่อนำรากของต้นไม้มาตรวจสอบ พบว่า ลักษณะปลายรากหาอาหารของต้นไม้วงศ์ยางมีลักษณะบวมพอง แตกกิ่งก้านมากมาย และพบเส้นใยราปกคลุมอยู่ชัดเจน สันนิษฐานได้ว่าเห็ดระโงกมีความสัมพันธ์กับไม้วงศ์ยางแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งแตกต่างจากเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ที่เป็นราย่อยสลาย เซลลูโลสเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหาร

เห็ดระโงก จัดเป็นราไมคอร์ไรซาที่มีความสัมพันธ์กับไม้วงศ์ยาง เช่น ยางนา เต็ง รัง ฯลฯ ทั้งราไมคอร์ไรซาและเซลล์ของรากพืช ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด รากพืชทำหน้าที่ขับสารอาหาร ประเภท น้ำตาล โปรตีน และวิตามิน ให้ราไมคอร์ไรซาใช้เป็นอาหารเลี้ยงตัวเอง เมื่อราไมคอร์ไรซาได้รับความชื้นและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะพัฒนาเป็นดอกเห็ดระโงก เติบโตร่วมแปลงไม้วงศ์ยาง ตามธรรมชาตินั่นเอง

ราไมคอร์ไรซา ช่วยดูดซับน้ำและธาตุฟอสฟอรัส จากดินเพื่อเป็นอาหารของเซลล์รากพืช และช่วยป้องกันรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อก่อโรคพืช สังเกตได้แปลงต้นกล้ายางนาที่มีราไมคอร์ไรซาจะมีอัตราการรอดสูง ต้นยางนาแข็งแรง โตเร็ว ทนแล้งได้ดีกว่าต้นกล้าที่ไม่มีราไมคอร์ไรซา เมื่อยางนาอายุ 2 ปี จะเริ่มเกิดเห็ดระโงกในเวลาฝนตกชุก ในช่วงต้นฤดูฝน เพราะรากยางนาเจริญแผ่กว้างขึ้น สามารถเก็บเห็ดได้ต่อเนื่องทุกปี

แนะวิธีสังเกต “ระโงกพิษ”

เห็ดระโงกที่บริโภคได้กับเห็ดระโงกที่เป็นพิษ คือ “ เห็ดระงาก” หรือ “ เห็ดระโงกหิน” จัดอยู่ในสกุลเดียวกันคือสกุล Amanita จึงมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก และมักสับสนในการจำแนก เนื่องจากเห็ดสกุลนี้ขณะที่ยังเป็นดอกอ่อน(ดอกเห็ดตูม)จะมีลักษณะเหมือนกันหมด หลายคนจึงเผลอเก็บเห็ดระงากไปทำอาหาร (เห็ดพิษมีสารที่ทนต่อความร้อน ) ทำให้ผู้บริโภคเห็ดพิษมีโอกาสเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์แนะนำให้เกษตรแยก “ระโงกพิษ” ออกจากเห็ดระโงกขาว โดยสังเกตจุดที่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นเอียนและกลิ่นค่อนข้างแรง

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมโครงการเพาะเห็ดระโงก สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานพัฒนาด้านป่าไม้ ได้ที่ www.rdpb.go.th หรือ 02-447-8500-6

เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคสแคปหรือโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลอ่อน

สำหรับโรคสแคปที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบและกิ่งก้านในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคแอนแทรคโนส แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล อาการบนใบ พบอาการบนใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ

ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาล ค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง

หากพบการระบาดมากของโรคสแคปในช่วงแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรตัดและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคลนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ให้พ่นทุก 5-7 วัน

ข้าวโพดตักหงาย เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเลย ที่มีลักษณะเด่น คือ ขนาดฝักเล็กประมาณ 10-15 ซม. เมล็ดสีม่วง กลิ่นหอม รสชาติเหนียวนุ่ม และเคี้ยวไม่ติดฟัน เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป

มีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่า ชาวบ้านรายหนึ่งได้กินข้าวโพดชนิดนี้ แล้วเกิดติดใจในรสชาติความอร่อย กินเพลินจนหยุดไม่ได้ ต้องกินไปเรื่อยๆ จนหงายท้องกันเลยทีเดียว ทำให้ข้าวโพดพันธุ์นี้ถูกเรียกขานว่า “ตักหงาย” มาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน จังหวัดเลย มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดตักหงาย ประมาณ 2,000 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย นาแห้ว ภูเรือ ท่าลี่ และอำเภอเมือง ข้าวโพดตักหงายมีอายุออกดอก 52-90 วัน ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการของเกษตรกร โดยเฉลี่ยจะมีผลผลิต 2-6 ฝัก ต่อต้น ราคาขายส่งหน้าสวน 7-10 บาท ต่อ 20 ฝัก เกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 2-4 หมื่นบาท ต่อไร่

ข้าวโพดตักหงาย ใกล้เสี่ยงสูญพันธุ์ เพราะเกิดการผสมข้ามพันธุ์กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯลฯ ทำให้สีเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีขาว และแข็งขึ้น รสชาติและความหอมไม่เหมือนเดิม

กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินโครงการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงายสายพันธุ์แท้เพื่ออนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป หากสนใจข้อมูล “ข้าวโพดตักหงาย” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย โทร. 0-4280-4409, 0-4280-4357 ในวันและเวลาราชการ

หากอยากมีหุ่นสวยเป๊ะ และสุขภาพดียั่งยืนจนถึงวัยสูงอายุนั้น ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรับพฤติกรรม กิน-อยู่ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด นิสัยการกินมีส่วนสำคัญ ต้องกินให้เป็น เน้นกินอาหารคลีนที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ขอแนะนำ สับปะรดพันธุ์ใหม่ ชื่อ “ทองระยอง” ผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิด ที่สาวกเฮลตี้ไม่ควรพลาด สับปะรดพันธุ์ทองระยอง เป็นผลไม้เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ของจังหวัดระยอง เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” ที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีรสชาติอร่อย เป็นสินค้าขายดี กำลังเป็นที่นิยมของตลาดทั่วไป

คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรดกว่า 20 ปี ของจังหวัดระยอง ได้เล่าว่า “ทองระยอง” เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” (พันธุ์เดียวกับ สับปะรดภูเก็ต ภูแล สวี ตราดสีทอง) กลุ่มผู้ปลูกยางพารา และชาวสวนไม้ผลของอำเภอแกลง ได้นำสับปะรดพันธุ์นี้มาปลูกที่อำเภอเขาชะเมา ตั้งแต่ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ช่วงแรกสับปะรดพันธุ์นี้ถูกเรียกว่า “สับปะรดหนาม” หรือ “สับปะรดใต้” ผลผลิตที่ปลูกได้ถูกจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก

จังหวัดระยอง นับเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอ นิคมพัฒนาและอำเภอปลวกแดง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียส่งขายโรงงานเป็นหลัก และแบ่งผลผลิตจำนวนหนึ่งส่งขายตลาดสด ต่อมาเกิดปัญหาสับปะรดโรงงานล้นตลาด ขายได้ราคาถูก เนื่องจากกระแสการบริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพมาแรง ตลาดต้องการสับปะรดผลสดมากขึ้น โดยเฉพาะ สับปะรดกลุ่ม “ควีน”

ชาวไร่สับปะรดจึงปรับแผนการตลาดใหม่ หันมาผลิตสับปะรดผลสดป้อนตลาดมากขึ้น โดยเลือกใช้พันธุ์สับปะรดกลุ่มควีนในท้องถิ่น คือ สับปะรดหนาม มาปลูกเพื่อส่งขายพ่อค้า

ปรากฎว่า สับปะรดพันธุ์ดังกล่าวขายดิบขายดีเป็นที่นิยมของตลาดและเป็นต้องการของพ่อค้า เกษตรกรจึงขยายพื้นที่การปลูกสับปะรดพันธุ์นี้อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอเขาชะเมา วังจันทร์ บ้านค่าย ปลวกแดง กว่า 6,000 ไร่

สับปะรดพันธุ์ใหม่ของจังหวัดระยอง มีลักษณะเด่นคือ ขอบใบที่ต้นและจุกหนามสั้นแหลมคม รูปผลเป็นทรงกระบอก เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เนื้อหวานฉ่ำ กรอบ แน่น ไม่เป็นโพรง รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น

เนื่องจากสับปะรดชนิดนี้ เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน จึงเปลี่ยนชื่อการค้าใหม่ว่า “สับปะรดทองระยอง” และกำลังยื่นขอสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

สับปะรดพันธุ์ทองระยอง มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย ลูกละ 0.7-1.5 กิโลกรัม ตาสับปะรดนูนไม่แบน เมื่อผลสุกได้ที่แล้ว เนื้อและเปลือกจะมีสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม รสชาติหวานนำเปรี้ยว เนื้อกรอบ แกนกรอบ ที่ผ่านมา กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด จังหวัดระยอง ภายใต้การนำของ นายเสถียร เสือขวัญ และ นายวุฒิ ปะสิงชอบ ได้รวมกลุ่มกันพัฒนายกระดับการผลิตและการตลาดสับปะรดพันธุ์ใหม่ให้เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด

พร้อมร้องขอให้ทางสภาเกษตรกรจังหวัดระยอง เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังวัดระยอง ช่วยกันยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสับปะรดพันธุ์ “ทองระยอง” และวางแผนประชาสัมพันธ์ “สับปะรดพันธุ์ทองระยอง” ในฐานะผลไม้รสเด็ด ที่มีความอร่อยคู่กับทุเรียน มังคุด คู่กับเกาะเสม็ด ดังคำขวัญของจังหวัดระยองตลอดไป

ในช่วงนี้มีฝนฟ้าคะนองกระจายทุกพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกอะโวกาโดให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคแอนแทรกโนส สามารถพบได้ในระยะที่ต้นอะโวกาโดติดผลอ่อนถึงระยะผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยว อาการที่ใบ ในระยะแรกอาการของโรคจะเห็นเป็นจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลขยายตัวมีหลายแผลใน 1 ใบ หากอาการรุนแรง แผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ใบจะแห้งและร่วงหล่น อาการที่ก้านใบ กิ่ง และก้านช่อดอก พบแผลจุดหรือขีดสีม่วง

ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายลุกลามทำให้ก้านใบและกิ่งแห้ง หากเกิดที่ก้านช่อดอกจะทำให้ช่อดอกเหี่ยว แห้ง และหลุดร่วงก่อนติดผล อาการที่ผล ผลอ่อนเป็นจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ หากอาการรุนแรง ผลจะหลุดร่วงก่อนกำหนด อาการบนผลแก่ มักพบในระยะใกล้เก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต พบแผลจุดสีน้ำตาลถึงดำรูปร่างกลมขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้ผลเน่า บางครั้งพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราที่บริเวณแผล

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มมีอาการระบาดของโรคแอนแทรกโนส ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นควรกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อไม่ให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค ลดความชื้นสะสม และลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค กรณีพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน และภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดความชื้นสะสมในทรงพุ่ม

“บ้านปลักคล้า” คลองหอยโข่ง เป็นพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา คำว่า “ปลักคล้า” มีที่มาจากต้นคล้า ที่มีจำนวนมากตามสายคลองรอบวัด บ้านปลักคล้า เป็นที่ราบ อยู่ใกล้เทือกเขาวังชิง น้ำที่ไหลผ่านได้พัดพาแร่ธาตุสมบูรณ์มาสะสมอยู่ผืนดินแห่งนี้ ทำให้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้ เช่น ข้าวไทร ข้าวนางหงส์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นข้าวพันธุ์ดีที่มีรสชาติอร่อยและให้ผลผลิตที่ดีมาตั้งแต่สมัยอดีต เช่นเดียวกับปลาช่อนที่เลี้ยงในชุมชนแห่งนี้ ก็มีรสชาติอร่อยเป็นที่สุด

กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง สมัครเว็บบอล ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอคลองหอยโข่ง (กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา ภายใต้การนำของ คุณจตุรภัทร เวชสิทธิ์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง มุ่งจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้นักศึกษาและผู้รับบริการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดอบรมความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในห้องเรียน และพาไปดูงานศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง

คุณกุ๊ก หรือ คุณสมัคร สุวรรณสาม เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (สมาร์ทฟาร์มเมอร์) ที่เข้าร่วมอบรมความรู้กับ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง และเขาได้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการอบรมไปประยุกต์ใช้พัฒนาที่ดินทำกินของตัวเองจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง ใช้เป็นวิทยากรเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษา กศน. และผู้สนใจอาชีพการทำเกษตร

“ทุกวันนี้ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง ใช้สวนปลักคล้า ของคุณกุ๊ก เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำไร่นาสวนผสม ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ คุณกุ๊กแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด โดยจัดสรรที่ดินสำหรับปลูกบ้านพักอาศัย มีคอกเลี้ยงสัตว์ มีสระกักเก็บน้ำและใช้เลี้ยงปลา ปลูกข้าว ทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกมะนาว และไม้ผลนานาชนิด เช่น ขนุน กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง มะม่วง มะพร้าว ฯลฯ มีผลผลิตออกขายสร้างรายได้ตลอดทั้งปี” ผอ.กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง กล่าว

คุณกุ๊ก หรือ คุณสมัคร สุวรรณสาม เรียนจบสาขาช่างยนต์ ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนกว่าสิบปี ต่อมาพ่อแม่มีอายุมากขึ้น ทำงานดูแลสวนไร่นาไม่ไหว คุณกุ๊กจึงตัดสินใจลาออกและกลับบ้านมาช่วยพ่อดูแลกิจการสวนยางพาราและไร่นา ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว

เนื่องจากเขาเป็นเกษตรกรมือใหม่ จึงตั้งใจศึกษาหาความรู้เรื่องการทำเกษตรจากหน่วยงานในท้องถิ่น คุณกุ๊กตัดสินใจสมัครเข้าศึกษาหาความรู้และดูงานเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่กับ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง อย่างสม่ำเสมอ นำความรู้เรื่องหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยที่เรียนรู้ระหว่างไปดูงาน เข้ามาประยุกต์ใช้ในที่ดินทำกินเนื้อที่ 3 ไร่ ของตัวเอง ที่ใช้ชื่อว่า “สวนปลักคล้า”

คุณกุ๊ก บอกว่า เดิมทีที่ดินแห่งนี้เป็นที่นาปลูกข้าวมาก่อน เป็นพื้นที่ลุ่ม เสี่ยงกับการถูกน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน จึงต้องปรับสภาพที่ดินใหม่ ยกร่องน้ำ ปรับที่ดินให้สูงขึ้น ให้เหมาะสมสำหรับปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิด รายได้หลักของสวนแห่งนี้มาจากการขายผลและขายกิ่งพันธุ์มะนาวทูลเกล้า มะนาวไร้เมล็ด ดกพิเศษ แป้นพิจิตร ในราคา 50-100 บาท ขึ้นกับขนาดของกิ่งพันธุ์ รายได้รองลงมาคือมาจากการขายน้ำผึ้งโพรง และการเลี้ยงหมูหลุม ซึ่งได้ประโยชน์ 2 ต่อ คือ มีรายได้จากการขายหมูหลุมและได้ขี้หมูสำหรับเป็นปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้ในสวน