หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เกษตรกรควร

ดูภายในสวนทุเรียน และหมั่นทำความสะอาดสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลร่วงที่ถูกทำลายออกจากแปลงไปเผาทำลายทิ้งนอกสวน และควรเริ่มห่อผลทุเรียนเมื่ออายุได้ 6 สัปดาห์ ด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่น ขนาด 40×75 เซนติเมตร ที่เจาะมุมก้นถุงด้านล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้ ก่อนห่อผลควรตรวจสอบผลทุเรียนที่จะห่อให้ปราศจากเพลี้ยแป้ง ถ้ามีให้กำจัดโดยใช้แปรงปัดออก แล้วพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

เกษตรกรไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก หากมีความจำเป็นควรคัดเลือกเมล็ดหรือแช่เมล็ดทุเรียนด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนขนย้ายจะสามารถช่วยกำจัดหนอนได้

กรณีพบหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนตัวเต็มวัย 1 ตัว ในกับดักแสงไฟ ให้เกษตรกรสำรวจไข่ของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่ร่องหนามผลทุเรียนแล้วเก็บทำลาย จากนั้นให้พ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเดลตาเมทริน 3% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเริ่มพ่นเมื่อผลมีอายุ 6 สัปดาห์ และพ่นห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ งดพ่นสารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 14 วัน

การทำการเกษตร หลายคนอยากหลบลี้หนีออกไปทำอาชีพอื่น แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่รักในการทำการเกษตร เพราะตระหนักถึงคุณค่า และความยั่งยืนของการดำรงชีวิต แม้ว่าจะรับจ้างอยู่ในบริษัทที่มั่นคงและมีรายได้ที่น่าพอใจก็ตาม ด้วยความรักและอุปนิสัยที่ใฝ่เรียนรู้ ได้สร้างความมั่นใจ ความก้าวหน้า และความสุขที่ยั่งยืน ได้เปลี่ยนกิจกรรมจากพื้นที่ปลูกข้าว เป็นสวนผลไม้ที่สร้างผลผลิตที่ดีด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการปลูกข้าวอย่างน่าชื่นชม

คุณสายันต์ โฉมเชิด อาสาสมัครเกษตร วัย 52 ปี บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทเล่าให้ทราบว่า หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ได้ออกไปหางานทำในกรุงเทพฯ เป็นช่างบริษัทรถบรรทุกยี่ห้อดัง มีรายได้เป็นที่พอใจ แต่เมื่อมองดูความมั่นคงแล้วมองไม่เห็น เพราะตระหนักดีว่าสักวันหนึ่งต้องชราภาพและต้องออกจากงานที่ทำ จึงตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิดทำการเกษตรในพื้นที่ของบิดา-มารดา ในพื้นที่ทำนา 28 ไร่ 2 งาน และจะได้ดูแลท่านทั้ง 2 คน รวมถึงคุณอาที่เริ่มชราภาพอีกด้วย

แต่เมื่อลงมือทำในช่วงแรกต้องพบกับปัญหา ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ต้องใช้ปุ๋ยเคมี พบปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชระบาดเป็นระยะๆ ต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย แต่โชคดีที่ได้เข้าเรียนรู้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร เป็นการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ส่งผลให้เห็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยจากสารพิษและได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน สำหรับการแก้ปัญหา เช่น พื้นที่เดิมเป็นพื้นที่นา สภาพดินเหนียวขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงปรับปรุงผิวดินตั้งแต่การทำนา ด้วยการหมักฟาง งดการเผาตอซังและฟางข้าวเป็นระยะเวลา 10 ปี และการใช้น้ำส้มควันไม้ สารสมุนไพร สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

คุณสายันต์ เปิดเผยว่า ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยพื้นที่มีลักษณะเป็นดินเหนียวที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งพื้นที่มีลักษณะเป็นที่ดอน ความสามารถกักเก็บน้ำของดินจึงต่ำ ทำให้ผลผลิตข้าวไม่ดีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ลดลงเรื่อย ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ในขณะที่ข้าวมีราคาลดลง ทำให้รายได้ที่ได้รับในครัวเรือนไม่เพียงพอในการยังชีพ ประกอบกับใน ปี 2547 พื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ทางการเกษตร ดังนั้น ใน ปี 2557 จึงมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาเป็นการทำสวนผลไม้แบบยกร่อง เพื่อการระบายน้ำที่ดี เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยมีท้องร่องขนาด 1.5 เมตร ลึกขนาด 1.5 เมตร เพื่อนำดินมาถมเป็นคันร่อง กว้าง 4.0-4.5 เมตร เพื่อแก้ปัญหาการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และลดปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน จากการทำนาข้าวเป็นสวนแทน เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยปลูกพืชแซมเพื่อสร้างรายได้เสริมช่วงรอผลผลิตจากไม้ผล

เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยสภาพดินที่เป็นดินเหนียวขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุงบำรุงดินให้มีความร่วนซุยเหมาะแก่การปลูกไม้ผล โดยการใช้แกลบดิบโรยทั่วแปลง จากนั้นตามด้วยการใช้น้ำหมักชีวภาพ ครั้งละ 20 ลิตร ต่อไร่ จำนวน 2 ครั้ง แล้วจึงพรวนดินและปลูกปอเทืองควบคู่กันไป ให้ออกดอกแล้วจึงตัดต้นปอเทืองก่อนการพรวนดิน จำนวน 2 ครั้ง เมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์แล้ว จึงปลูกไม้ผล โดยไม้ผลหลักที่เลือกปลูกคือมะม่วง เพราะพิจารณาแล้วว่าพื้นที่บริเวณข้างเคียงมีการปลูกมะม่วงซึ่งให้ผลผลิตที่ดีกว่าไม้ผลชนิดอื่นๆ และมีองค์ความรู้ที่จะสามารถปลูกได้ โดยจัดหาคัดเลือกพันธุ์มะม่วงตามความต้องการของตลาดและมีการบริหารจัดการมะม่วงแต่ละพันธุ์ไม่แตกต่างกัน เพื่อลดต้นทุนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการบริหารจัดการมะม่วง โดยเริ่มแรกมีการปลูกมะม่วง จำนวน 300 ต้น แบ่งเป็นพันธุ์ต่างๆ ดังนี้ น้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 90-100 ต้น น้ำดอกไม้เบอร์ 4 จำนวน 90-100 ต้น และน้ำดอกไม้ขาวนิยม จำนวน 90-100 ต้น

เพื่อหารายได้เสริมก่อนที่มะม่วงจะให้ผลผลิตและมีรายได้ จึงปลูกพืชแซม คือ ฝรั่งพันธุ์กิมจู ซึ่งเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตได้เร็ว คือประมาณ 6-7 เดือน ก็สามารถให้ผลผลิต มัลเบอรี่ ปลูกได้ประมาณ 100 ต้น โดยขายเป็นผลสด และพืชผักชนิดต่างๆ เพื่อเป็นพืชแซมเสริมรายได้ เช่น มะระ จำนวน 2 งาน เนื่องจากมะระเป็นพืชที่ชอบแสงแดด จึงทำเป็นซุ้มคลุมมะม่วงที่ยังมีขนาดเล็ก และเพื่อไม่ให้พื้นที่ว่างจึงมีการปลูกผักขึ้นฉ่าย ซึ่งเป็นผักที่ชอบแสงแดดน้อยไว้ด้านล่าง เพื่อให้มะระช่วยบังแสงแดดไว้ บวบ จำนวน 1 แปลง ขนาดเนื้อที่ประมาณ 40 เมตร มะละกอ จำนวน 50 ต้น และพืชผักอื่นๆ เช่น มะนาว พริก แฟง น้ำเต้า บัวสาย บัวแดง ซึ่งปลูกในร่องสวน ผักตำลึง ผักบุ้ง แตงไทยลาย ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง

การบริหารจัดการสวน เน้นการบริหารจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน โดยใช้ธรรมชาติมากกว่า เช่น การเผาถ่านในสวนและการใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อให้ควันไล่แมลง จึงช่วยป้องกันแมลงตัวแม่ไม่ให้ไปวางไข่ การปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์โดยใช้ปอเทืองปลูกสลับไปเรื่อยๆ และปลูกหญ้าแฝกบริเวณร่องน้ำเพื่อป้องกันดินพังและตัดหญ้าแฝกบางส่วนเพื่อนำไปใช้ห่มดิน ส่วนน้ำหมักและปุ๋ยหมักผลิตเอง โดยใช้กับปุ๋ยเคมีควบคู่กันไป ตามค่าวิเคราะห์ดินที่ได้วิเคราะห์ด้วยตัวเองโดยใช้น้ำยาที่ได้รับมาจากทางราชการ โรคและแมลงส่วนมากพบจำพวกเพลี้ยไฟ ซึ่งสามารถป้องกันและกำจัดโดยใช้น้ำส้มควันไม้ สมุนไพรและสารชีวภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ผลที่ได้รับ พบว่า ต้นทุนการผลิตต่ำ โดยในปีแรกเป็นงบลงทุนจะมีค่าใช้จ่ายมาก คือประมาณ 35,000 บาท ในพื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะแก่การปลูกไม้ผลและค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

– ต้นมะม่วง ต้นละ 35 บาท x 300 ต้น เป็นเงิน 45,000 บาท

– ต้นฝรั่ง ต้นละ 12 บาท x 1,000 ต้น เป็นเงิน 12,000 บาท

– ต้นมัลเบอรี่ เป็นท่อนพันธุ์ 100 บาท

– ผักต่างๆ อีกเล็กน้อย

– พันธุ์ปลาในร่องสวน เป็นปลาตะเพียน จำนวน ประมาณ 10,000 ตัว โดยได้รับจากสำนักงานประมงอำเภอหันคา

ในปีต่อมาจะเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน จึงมีต้นทุนที่ต่ำ โดยใช้ปัจจัยที่มีในพื้นที่นั้นมาใช้ในการผลิตปุ๋ย สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช แต่อย่างไรก็ตามไม้ผลยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้ธาตุอาหารหลักเพื่อการเจริญเติบโต จึงมีต้นทุนด้านปุ๋ยเคมีเล็กน้อยในแต่ละปี คือเฉลี่ยปีละ 2 กระสอบ เป็นเงิน 3,200 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานนั้น ยังใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งสามารถทำได้ทัน จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตลง

การบริหารจัดการด้านการตลาด

การวางแผนการตลาด เน้นการจำหน่ายเอง โดยมองตลาดที่สามารถขายได้โดยตรง เพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าที่ราคาถูกและได้รับสินค้าที่ปลอดภัย เนื่องจากไม่ใช้สารวัตถุอันตรายในการผลิต โดยส่วนใหญ่จะนำผลิตผลไปจำหน่ายตลาดหันคา แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีผลผลิตในปริมาณที่มากขึ้นจะต้องมองหาตลาดที่อื่น ซึ่งมีเครือญาติได้ติดต่อไว้ให้แล้ว การจำหน่ายเองโดยตรงมีข้อดีคือ ทำให้มีรายได้ดีกว่าการฝากขาย อีกทั้งสินค้าที่นำมาขายมีความปลอดภัยมากกว่าการผ่านพ่อค้าคนกลางที่มักพบสารปนเปื้อนเป็นส่วนใหญ่ โดยการปนเปื้อนเหล่านี้มาจากการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของผู้ประกอบการ ไม่ใช่เป็นการปนเปื้อนจากสวนของเกษตรกร เช่น ฝรั่ง ส่วนมากเกษตรกรจะใช้การห่อป้องกันแมลงศัตรูพืช แต่เมื่อไปสุ่มตรวจในตลาด ทำไมพบปัญหาสารปนเปื้อน

จากการมองหาตลาดด้วยตัวเองพบว่า มีรายได้ดีและทำงานสนุก ช่วงแรกของการจำหน่ายผักมีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน หลังจากนั้นจะมีรายได้ที่ลดลงมาบ้างเล็กน้อย จากการจำหน่ายผักที่ทยอยออกมา ไข่ไก่ ซึ่งใช้วิธีการเลี้ยงแบบปล่อยให้ไก่ออกหากินตามธรรมชาติ ปลาตะเพียนในร่องน้ำ และกบในบ่อปูนซีเมนต์ จำนวน 4 บ่อ ประมาณ 20,000 ตัว น้ำหนักประมาณ 4 ตัว ต่อกิโลกรัม ซึ่งจำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท แต่ถ้าจำหน่ายแบบปลีกกิโลกรัมละ 70 บาท ซึ่งน้ำในบ่อที่เลี้ยงกบจะนำไปใช้ในสวนมะม่วงและมะม่วงที่เริ่มทยอยให้ผลผลิตออกสู่ผู้บริโภค จำหน่ายควบคู่กับผลผลิตอื่นๆ ตลอดทั้งปีมากน้อยตามฤดูกาลและสภาพแวดล้อม แม้จะไม่ได้มากเช่นการใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่ผลผลิตที่ออกมานั้นมากด้วยคุณค่าความรู้สึกที่ดีที่มีต่อผู้บริโภคว่า “มอบสิ่งที่ดีปลอดภัยต่อสุขภาพ”

คุณชัด ขำเอี่ยม เกษตรอำเภอหันคา กล่าวว่า การบริหารจัดการตามแบบของ คุณสายันต์ โฉมเชิด น่าสนใจ จึงขอให้ปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณสวนให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการพัฒนาที่ดิน โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการปรับภูมิทัศน์ให้มีความเหมาะสม ซึ่งภายในศูนย์จะประกอบด้วย การขุดสระ การสร้างโรงสีและสร้างศาลาเพื่อให้เกษตรกรหรือบุคคลภายนอกที่สนใจสามารถเข้ามาอบรมและศึกษาเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งการปรับปรุงดิน การบริหารจัดการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน การเพิ่มมูลค่าผลผลิต การขยายพันธุ์ไม้ผลเพื่อการจำหน่ายเสริมสร้างรายได้นอกเหนือจากการขายผลผลิตไม้ผล และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขนาดตามมาตรฐาน และลดสินค้าล้นตลาดในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตมีปริมาณมาก ซึ่งการแปรรูปหลักๆ จะมีการแปรรูปมะม่วงดอง กล้วยฉาบ และกล้วยกวน

ปกติมังคุดที่เคยเห็นๆ กันก็มีแต่เนื้อสีขาว แต่มีคนหัวใสแปลี่ยนมันให้กลายเป็นเนื้อสีแดง เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้มหาศาล ผู้ส่งออกคือ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ผู้ส่งออกผลไม้แช่แข็งรายใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี มีมูลค่าการส่งออกต่อปีราว 4,000-5,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งออกผลไม้สดเท่านั้น อินฟินิท ฟรุ๊ต ยังต่อยอดความคิดกับการแปรรูปผลไม้ให้ได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ “มังคุดเนื้อสีแดง”

คุณดวงเดือน เชิงเทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด เล่าถึงแนวคิดกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ผลไม้ว่า เกิดจากความบังเอิญก็ว่าได้ เพราะในราวปี 2553-2554 ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ จนเกิดภาวะล้นตลาด ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูก บริษัทจึงเข้าไปช่วยเหลือด้วยการรับซื้อวันละนับพันตัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง หรือเรียกว่า Air Blast

จากกระบวนการแช่เยือกแข็งและระหว่างรอขนส่ง ปรากฏว่าจากมังคุดเนื้อสีขาว กลายเป็นสีชมพูแทรกเข้ามา “ตอนที่เปิดเนื้อมังคุดดูนึกว่าเสียทั้งตู้แน่ๆ จึงเข้าไปปรึกษาผู้มีความรู้หลายท่าน และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พร้อมแรงสนับสนุนจาก สนช. หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งหลังตรวจสอบพบว่า เหตุที่เนื้อมังคุดเป็นสีชมพูเพราะความเย็นผลักสารส่วนเปลือกแพร่เข้าสู่เนื้อมังคุด จึงทำให้เกิดไอเดียต่อยอด ถ้าอย่างนั้นทำให้กลายเป็นสีแดงทั้งลูกไปเลย ซึ่งหลังจากตรวจวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางสารอาหารพบว่า มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และแซนโทน (Xanthone) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) สูงกว่ามังคุดเนื้อขาวปกติถึง 5 เท่า”

กับการคิดค้นจนเกิดเป็นนวัตกรรมนี้ ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลก โดยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านการออกแบบอาหารจาก สนช. ประจำปี 2555 ด้วย พร้อมกันนี้ยังได้จดสิทธิบัตร โดยให้ชื่อตามลักษณะเนื้อที่คล้ายทับทิมว่า “Ruby Mangosteen”

คุณดวงเดือน ยังกล่าวถึงลักษณะของมังคุดที่นำมาทำ ต้องให้ผลแก่จัด เนื้อสีม่วงจนถึงดำ จากนั้น ทำความสะอาดแล้วเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งที่อุณหภูมิลบ 40 องศาเซลเซียส โดยความเย็นจะทำให้ผนังเซลล์ด้านในเปิดออก จากนั้น เข้าสู่กระบวนการแพร่ให้สารจากเปลือกวิ่งสู่เนื้อ โดยมีน้ำเป็นส่วนช่วย ทำซ้ำเช่นนี้ 3 ครั้ง โดยใช้เวลา 3-4 วัน เนื้อมังคุดจะกลายเป็นสีแดงสดสวยทั้งลูก

ด้วยรสชาติฝาดเฝื่อนอันเป็นผลมาจากส่วนเปลือก จุดขายจึงต้องเปลี่ยนจากบริโภคเพื่อความอร่อย เป็นสุขภาพแทน โดยชูคุณประโยชน์จากผลวิจัย ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดี เพราะตลาดที่นิยมบริโภคมังคุดอย่างเกาหลีใต้ ให้ความสนใจ จนมีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาแล้วถึง 5 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือประมาณ 100 ตัน

“เจาะตลาดเกาหลีใต้ เพราะเขาชอบทานมังคุดมาก และยิ่งให้ประโยชน์ด้านสุขภาพยิ่งยอมจ่าย ส่วนตลาดบ้านเราไม่นิยมรสชาติ จึงต่อยอดนำมาทำน้ำมังคุดเนื้อสีแดงพร้อมดื่ม และคิดต่อยอดสินค้าในรูปแบบผง พร้อมชงดื่มต่อไป”

จากมังคุดแช่แข็งที่ส่งจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 2.5-3 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อผ่านกระบวนการทำให้กลายเป็นเนื้อมังคุดสีแดง สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 2 เท่า

กับการคิดต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตผลไม้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ ที่อินฟินิท ฟรุ๊ต เข้ามาทำอย่างจริงจัง โดยมี บริษัท ฟรุตพริ้นท์ จำกัด เป็นผู้ร่วมเดินสู่ความสำเร็จ และถือเป็นผู้นำในการต่อยอดความคิด ซึ่งปัจจุบันนี้ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซอสมังคุด ซอสมังคุดผสมพริก และซอสมะม่วง ขึ้นมาเป็นทางเลือกของตลาด ที่เหมาะจะนำไปปรุงแต่งรสชาติทั้งอาหารหวานคาว โดยวางแผนกับการขายปลีกผ่านห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดชั้นนำ และขายส่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับรูปแบบของซอสที่ผลิตขึ้นมาก็อยู่ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบรับทั้งครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหาร ร้านค้าต่างๆ กับรูปแบบขวด ซอง และถุงเติม “เมื่อนำผลไม้มาแปรรูปจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ 1-2 เท่า แต่ว่าตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตัวเลขยอดขายจึงยังไม่มาก เพราะต้องยอมรับว่าใช้ทุนในการทดลองทำวิจัยและโดยเฉพาะหมดไปกับวัตถุดิบนับล้านบาท ตอนนี้ตัวเลขยอดขายจากแต่เดิมปีละ 500 ล้านบาท ก็ขยับมาอยู่ที่ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าถ้าการรับรู้ไปในวงกว้าง ยอดขายก็คงเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งที่เราภาคภูมิใจยิ่งกว่าคือ ทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาขึ้นมา เกษตรกรก็มีกำลังใจในการปลูก” คุณดวงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

หอมแดง…เป็นอาหารสมุนไพรคู่ครัวไทย การกินหอมแดงบ่อยๆ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดี และยังมีสารช่วยป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจ บำรุงหัวใจ หรือเสริมสมรรถภาพทางเพศ

หอมแดง เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ สมัครจีคลับ เกษตรกรที่ตำบลดอนกาม อำเภอยางชุมน้อย ได้รวมกลุ่มปลูกหอมแดงอินทรีย์ ในโครงการแปลงใหญ่ ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน ทำให้ทุกคนได้ร่วมคิดร่วมทำ มีการจัดหาปัจจัยราคาถูกมาใช้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง แล้วช่วยให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่วิถีที่มั่นคง

คุณศราวุธ ชนะชัย เกษตรอำเภอยางชุมน้อย เล่าให้ฟังว่า หอมแดง เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ปลูกกันแพร่หลายในพื้นที่อำเภอยางชุมน้อย ปี 2561/62 มีเกษตรกรปลูกหอมแดงอินทรีย์ 5,717 ราย มีพื้นที่ปลูก 10,168 ไร่ เกษตรกรที่นี่เลือกปลูกหอมแดงพันธุ์พื้นเมืองศรีสะเกษหรือพันธุ์ลับแล พื้นที่ 1 ไร่ จะใช้พันธุ์หอมแดงปลูก 200-300 กิโลกรัม

การพัฒนาคุณภาพหอมแดง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกหอมแดงอินทรีย์ในโครงการแปลงใหญ่ ได้สนับสนุนให้ทำสารสมุนไพรหรือสารอินทรีย์ใช้เป็นปุ๋ยและเป็นสารควบคุมป้องกันศัตรูหอมแดง สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกษตรกรนำไปพัฒนาการผลิต สนับสนุนให้มีตลาดซื้อขายหอมแดงอินทรีย์เพื่อนำไปสู่การยกระดับรายได้ครัวเรือนของเกษตรกรให้มีความมั่นคง

คุณวิลาวัลย์ แก้วคำ เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงอินทรีย์ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ทำนา 25 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 500 กิโลกรัม ต่อไร่ นำผลผลิตข้าวแห้งออกขายได้ 180 บาท ต่อกิโลกรัม และได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกกระเทียม 1 ไร่ พริกจินดา 1 ไร่ และปลูกหอมแดงอินทรีย์ พื้นที่ 4 ไร่

หอมแดง เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการปลูกหอมแดงอินทรีย์แปลงใหญ่ ที่หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและผลิตหอมแดงอินทรีย์เชิงการค้า ให้มีการจัดการพัฒนาการผลิตหอมแดงคุณภาพ ให้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้นำวัสดุในท้องถิ่นมาทำสารสมุนไพรหรือสารอินทรีย์ใช้เป็นปุ๋ยและควบคุมป้องกันกำจัดศัตรูหอมแดงเพื่อลดต้นทุนการผลิต จัดให้เป็นศูนย์รวมรองรับความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกษตรกรนำไปสู่พัฒนาการผลิตหอมแดงอินทรีย์ที่ปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค สนับสนุนให้มีตลาดเพื่อซื้อขายหอมแดงอินทรีย์ ซึ่งจากแนวทางส่งเสริมดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

การปลูกหอมแดงอินทรีย์ มีเป้าหมายเพื่อเก็บเป็นพันธุ์ปลูกและขายผลผลิต วิธีปลูกและดูแลรักษาทำได้ ดังนี้

การเตรียมแปลง เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ 7 วัน ก็ไถดะ 1 ครั้ง ได้หว่านปุ๋ยคอกแห้งลงไป อัตรา 1 ตัน ต่อไร่ พร้อมกับฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ 200 ลิตร ต่อไร่ แล้วไถแปร 2 ครั้ง จากนั้นนำน้ำหมักชีวภาพและไตรโคเดอร์ม่า ใส่ลงไปผสมกันนำไปฉีดพ่นแล้วไถพรวนพร้อมกับยกร่องแปลงปลูก