หากพบใบเหลืองทั้งต้น ให้ราดโคนต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช

ชนิดใดชนิดหนึ่งได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยร่วมกับการใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาแล้วฉีดเข้าลำต้น ส่วนต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตาย ให้ขุดออกแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใส่ปูนขาวและตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วปลูกใหม่ทดแทน

มังคุด หนึ่งในราชินีผลไม้ที่ขึ้นชื่อของไทย เป็นทั้งผลไม้และพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การบริโภคมังคุด มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง “กากใยจากเนื้อมังคุด” ช่วยในการขับถ่ายและให้วิตามิน เกลือแร่มากมาย ทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ประโยชน์ของมังคุดมิได้มีอยู่แค่เนื้อในของมังคุดที่เราใช้เป็นอาหารเท่านั้น เมื่อได้ลิ้มรสความอร่อยของเนื้อมังคุดแล้ว อย่าทิ้งเปลือกมังคุดให้เปล่าประโยชน์เพราะเปลือกมังคุดมีสรรพคุณทางยามากมาย

เปลือกมังคุด มีสารให้รสฝาด คือ แทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน) แทนนิน มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว แมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ ตำราแพทย์แผนไทยระบุว่า เปลือกมังคุดมีสรรพคุณในการสมานแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจะใช้เปลือกมังคุดฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณแผลและน้ำต้มเปลือกมังคุดแห้งล้างแผลแทนการใช้ด่างทับทิม แล้วยังช่วยรักษาบาดแผลผุพอง แผลเน่าเปื่อย

ทั้งนี้ บางคนอาจสงสัยอยู่นานแล้วว่า ผลไม้ต่างๆ มีหลายพันธุ์ เช่น “มะม่วง” มีพันธุ์เขียวเสวย อกร่อง และน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 “ทุเรียน” ก็มีกระดุม ชะนี และก้านยาว “กระท้อน” ก็มีอีล่าและฝ้าย แต่เพราะเหตุใด มังคุดไม่มีชื่อพันธุ์เลย?

ปัจจุบัน มังคุด เป็นผลไม้ยอดนิยม ในแง่สมุนไพร เพื่อนผมท่านหนึ่งรับประทานมังคุด จะเคี้ยวเมล็ดไปด้วย บอกว่า อาการของโรค เจ็บตามข้อ หายเป็นปลิดทิ้ง ต้องพิสูจน์ใน ทางการแพทย์เพื่อเป็นการยืนยันต่อไป

“มังคุด” มีถิ่นกําเนิดอยู่ที่หมู่เกาะซุนดา และหมู่เกาะโมลุกกะ แล้วแพร่กระจายเข้าสู่ กัวเตมาลา ปานามา เอกวาดอร์ และเชื่อว่า เข้ามาในประเทศไทย ในสมัยพระบาทสมเด พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

มังคุดเป็นผลไม้ชนิดที่เรียกว่าแปลกที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากผลมังคุดพัฒนามาจากฐานรองดอก มิได้พัฒนามาจากการผสมเกสรของเพศผู้และเพศเมีย ทําให้ไม่มีการกระจายตัวทางพันธุกรรมคล้ายกับวิธีการตอนกิ่ง ต้นที่ได้จากวิธีนี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกับต้นแม่ทุกประการ ด้วยเหตุนี้มังคุดจึงมีพันธุ์เดียวมาตลอด ตรงกันข้ามกับพืชที่ผลหรือเมล็ดเกิดจากการผสมเกสรระหว่างเพศผู้กับเพศเมีย

ตัวอย่าง “ข้าว” เป็นพืชผสมตัวเอง มีเกสรเพศผู้และเพศเมียในดอกเดียวกัน แม้มีเปลือกหุ้มเมล็ดค่อนข้างมิดชิดก็ตาม แต่โอกาสการผสมข้ามยังเกิดขึ้นได้ 1-4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแมลงช่วย ในการผสมเกสร

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “ข้าวโพด” เป็นพืชผสมข้าม เนื่องจากเกสรเพศผู้อยู่ส่วนยอดของลําต้น แต่เกสรเพศเมียหรือฝัก อยู่ต่ำลงมาไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร การผสม ข้ามต้นจึงเกิดขึ้นได้ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าข้าว

ในกรณีที่ผิวสีและขนาดของผลมังคุดนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมและการดูแลของผู้ปลูก แต่เนื้อแท้หรือพันธุกรรมนั้นไม่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย มังคุด จึงมีเพียงพันธุ์เดียวในโลก

ระยะนี้เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่อากาศร้อน และมีแดดจัด ในช่วงที่มะม่วงผลใหญ่ใกล้เก็บเกี่ยว ให้สังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ มักพบแมลงวันผลไม้เพศเมียใช้อวัยวะแทงเข้าไปวางไข่ในผลมะม่วง พบรอยช้ำใต้ผิวเปลือก ตัวหนอนจะฟักจากไข่และอาศัยชอนไชอยู่ภายในผล ทำให้ผลเน่าเสียและร่วงหล่นลงพื้น

เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะเจาะรูออกมาจากผลมะม่วงเพื่อเข้าดักแด้ในดิน และกลายเป็นแมลงวันผลไม้ตัวเต็มวัย ส่วนผลที่หนอนเจาะเป็นรูจะมีน้ำไหลเยิ้ม ผลเละ เน่าเสีย และร่วงหล่น ผลที่ถูกทำลายมักมีโรคและแมลงชนิดอื่นๆ เข้าทำลายซ้ำ

เกษตรกรควรหมั่นทำความสะอาดแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเก็บผลที่เน่าเสียออกจากแปลงและนำไปฝังกลบให้หน้าดินหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร จากนั้น ให้ห่อผลด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาลหรือถุงกระดาษที่ภายใน เคลือบด้วยกระดาษคาร์บอน โดยเริ่มห่อเมื่อมะม่วงติดผลได้ประมาณ 60 วัน และใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีชุบสารเมทธิลยูจินอลผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 :1 นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1-1.5 เมตร จำนวน 1 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตปริมาณแมลงวันผลไม้ในกับดักทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นตัวชี้วัดปริมาณแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก

หากพบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน

และพ่นด้วยเหยื่อพิษที่ประกอบด้วยยีสต์โปรตีน อัตรา 200 มิลลิลิตรผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรในน้ำ 5 ลิตร โดยพ่นเป็นแถบ แถวละ 1 แถบ หรือถ้าพ่นแถวละ 2 แถบ ให้พ่นแถวเว้นแถว ขนาดกว้างแถบละ 30 เซนติเมตร ในเวลาเช้าตรู่ และควรเริ่มพ่นก่อนทำการเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน

ผักต่างถิ่นที่มาเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยเนื่องจากรสชาติถูกปากคนไทยมีหลายชนิด เช่น มะละกอ สับปะรด แครอต และที่ไม่น่าเชื่อคือ พริกขี้หนู ต่างก็เป็นพืชที่เข้ามาในไทยเป็นร้อยปีแล้ว จนเรานึกว่าเป็นพืชประจำถิ่นบ้านเรา เพราะเรานำมาประกอบอาหารตั้งแต่อ้อนแต่ออก ลืมตาก็เห็นพืชผักเหล่านี้แล้ว จะไม่ใช่ของบ้านเราได้อย่างไร

ผักไชยา คะน้าเม็กซิกัน ผักโขมต้น หรือ ชายา (ภาษาสเปน Chaya) ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Cnidoscolus chayamansa ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม อายุหลายสิบปี อยู่ในวงศ์เดียวกับยางพาราและสบู่ดำ เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในคาบสมุทรยูกาตันของประเทศเม็กซิโก มีลำต้นอวบน้ำ มียางขาวออกมาเมื่อถูกหัก ทรงพุ่มตั้งตรง มีขนาดใหญ่ โตเร็ว สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร ใบกว้าง มีแฉกคล้ายใบมะละกอ ผักไชยาเป็นผักกินใบ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง

ไชยา น่าจะเป็นผักที่เข้ามาในไทยไม่เกินสิบปีที่ผ่านมา ผมรู้จักไชยาเมื่อสามปีก่อน ในงานมหัศจรรย์พันธุ์พืชของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ทีแรกนึกว่าเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่พอได้ยินอีกชื่อ เรียกว่า คะน้าเม็กซิกัน ก็รู้ว่าเป็นพืชต่างถิ่น เห็นรูปที่ถ่ายไว้สามารถนำไปแทนคะน้าโดยผัดราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดน้ำมันหอยได้ด้วย จึงสนใจไปดู สนนราคาตอนนั้น ขายต้นละ 100 บาท เป็นกระถางเล็กๆ ถ้าเอากิ่งเปล่าๆ ที่ตัดออกมา ยาวประมาณ 1 เมตร ก็ขาย 100 บาท เช่นกัน คนขายบอกว่าไปหั่นเป็นท่อนๆ ยาวสักคืบใหญ่ ก็ปลูกได้หลายกระถาง

จึงซื้อมา 1 กิ่ง เอามาตัดได้ 5 ท่อน ปลูกไป 5 กระถาง แอบเอาไว้ในที่ร่มรำไร หมั่นรดน้ำทุกวัน ไม่ถึงสองสัปดาห์ ไชยาก็แตกกิ่งออกมาทุกกระถาง นับเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายเอามากๆ ตอนนั้นยังไม่กิน เพราะยังมีน้อยอยู่ เมื่อต้นมีขนาดใหญ่แล้วก็นำมาลงดินข้างโรงเรือน จนพุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น โคนต้นขนาดข้อมือผู้ใหญ่ก็ยังไม่กล้ากิน เพราะหักใบดูเป็นยางสีขาวเหมือนต้นมะละกอ ลังเลอยู่ ไม่กล้ากิน

จนมาถึงคราวคับขันไม่มีผักกิน เอ้า! กินก็กิน ต้องลองดู แต่เขาบอกว่าให้นำยอดไชยามาลวกก่อน ก็เด็ดยอดไชยามา ความยาวประมาณ 1 ฟุต เด็ดทั้งใบทั้งก้าน แล้วก็ปอกเอาผิวของยอดออกเหมือนลอกต้นคะน้า ให้ความเขียวหมด จะเหลือเนื้อใสๆ หั่นเฉียงเป็นท่อนๆ ตั้งน้ำจนเดือด พอน้ำเดือดใส่ผักลงไปคนให้โดนน้ำร้อนจนทั่ว ประมาณ 1-2 นาที เอาผักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ คราวนี้จะทำอะไรกินก็ทำ ลองชิมผักดูเมื่อลวกแล้ว รสชาติอร่อย มีติดหวานเล็กน้อย ผมเริ่มเมนูแรกที่คะน้าหมูสับใส่พริกขี้หนูลงไปนิดหน่อย รสชาติค่อนข้างดี เหมือนคะน้าทั่วไป แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวหน่อยๆ เหมือนคะน้า แต่ปรากฏว่ามีบางส่วนคือ ก้านล่างแข็งเกินไป คราวต่อไปจึงต้องเลือกก้านเอาเฉพาะจากยอดแรกลงมาแค่สองก้านเป็นพอ ก้านล่างลงจากนั้นให้ตัดทิ้ง เหลือใช้ได้เฉพาะใบ

ตั้งแต่นั้นการปลูกคะน้าปกติเป็นเรื่องยากสำหรับผมเสียแล้ว เพราะศัตรูพืชค่อนข้างมาก โรยเมล็ดไปได้สองสามวันช่วงนี้จะต้องรดน้ำส้มควันไม้ไล่แมลงอยู่เสมอ เผลอเป็นโดนกินเรียบทั้งแปลง พอรู้รสชาติของคะน้าเม็กซิกัน คะน้าจีนเลยเลิกปลูก แต่สำหรับทำการค้าโดยติดยอดไชยาขายค่อนข้างยาก เพราะยอดไชยาเหี่ยวเร็วมาก มาทำเป็นกำแล้วเก้งก้าง โอกาสที่จะปลูกไชยาขายน่าจะยาก แต่เหมาะสำหรับปลูกไว้กินที่บ้านมาก เนื่องจากปลูกครั้งเดียว กินได้ยี่สิบสามสิบปี

นอกจากเมนูคะน้าหมูสับ คะน้าน้ำมันหอย คะน้าเต้าเจี้ยว แล้ว ยังเอามาลวกกินกับน้ำพริก ชุบแป้งทอด ทำราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดไข่ หรือสามารถใส่แทนผักได้แทบทุกอย่าง

สรรพคุณ
คะน้าเม็กซิกัน เป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน วิตามิน แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก แล้วยังเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ใบคะน้าเม็กซิกันยังมีระดับสารอาหารสูงกว่าผักใบเขียวชนิดใดๆ ที่ปลูกบนดิน 2-3 เท่าอีกด้วย แต่ใบคะน้าเม็กซิกันดิบมีพิษ เนื่องจากมีสารกลูโคไซด์ซึ่งจะปลดปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์ออกมา จึงจำเป็นต้องทำให้สุกก่อนกิน โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที ในการทำให้สุก เพื่อลดฤทธิ์ของสารที่เป็นพิษให้อยู่ในระดับปลอดภัย

สถาบันโภชนาการแห่งชาติเม็กซิกัน กล่าวถึงประโยชน์ของ “ผักไชยา” ว่า ช่วยในการหมุนเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการมองเห็น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันอาการไอ เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก ป้องกันโลหิตจาง โดยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด เพิ่มประสิทธิภาพความจำ และการทำงานของสมอง ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบและโรคเบาหวาน

จริงๆ แล้ว ผักไชยา เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนเมือง เพราะเจริญเติบโตง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก สามารถปลูกในกระถางก็ได้ ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด หมั่นเด็ดยอดเรื่อยๆ ไชยาก็จะแตกยอดให้เรากินได้ตลอดไม่เกี่ยงฤดู หนำซ้ำไม่ค่อยมีศัตรูพืชและโรคพืชรบกวน อาจถือได้ว่าเป็นผักปลอดภัยที่ปลูกได้ดีข้างบ้าน ที่สำคัญอย่าลืมลวกน้ำเดือดเสียก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร

“ส้มโอ” เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของตำบลบ้านแท่น อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ส้มโอบ้านแท่นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เปลือกบาง ผิวสวย เนื้อมีปริมาณมาก รสหวานอมเปรี้ยวกำลังดี และมีกลิ่นหอม เคยคว้ารางวัลชนะการประกวดส้มโอ อันดับ 1 ระดับประเทศมาแล้ว

ว่าที่พันตรีวิเวก จงสูงเนิน เกษตรอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ กรุณาสละเวลาพาทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านไปที่หมู่บ้านหนองผักหลอด ตำบลบ้านแท่น ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มโอที่มีชื่อเสียงของอำเภอบ้านแท่นพร้อมพูดคุยกับ คุณบุญมี นามวงศ์ เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านแท่น คุณจักรินทร์ รัตนประทุม คุณสมสี พลนิกร และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านแท่นอีกหลายท่าน

จุดกำเนิด “ส้มโอบ้านแท่น”

เมื่อปี 2530 คุณบุญมี นามวงศ์ (โทร. 082-749-9785) ได้นำมะม่วงจากอำเภอบ้านแท่นไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง เมื่อสินค้าไปถึงตลาด ปรากฏว่า ผลผลิตเสียหาย และขายได้ราคาถูก ขณะที่ส้มโอจากนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่นำมาวางขายในตลาดเดียวกัน กลับขายได้ราคาสูงและผลผลิตไม่เสียหายในระหว่างการขนส่ง แถมมีอายุจำหน่ายยาวนานกว่ามะม่วง คุณบุญมี จึงเกิดความสนใจปลูกส้มโอในเวลาต่อมา

คุณบุญมี ไปดูกิจการสวนส้มโอ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอทองดี มาทดลองปลูกบนที่ดิน18 ไร่ ของตัวเอง ในชื่อ “สวนส้มโอพรหมประทาน” ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองผักหลอด อำเภอบ้านแท่น ปรากฏว่า ส้มโอพันธุ์ทองดีที่นำมาปลูก ให้ผลผลิตที่ดี และมีรสชาติอร่อย

เกษตรกรบ้านแท่นส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จทางด้านรายได้และมีหนี้สินรุงรัง เมื่อเห็นว่า คุณบุญมีบุกเบิกทำสวนส้มโอจนประสบความสำเร็จและมีรายได้งาม สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในหมู่บ้านหนองผักหลอด และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านหลุบค่าย บ้านมอญ บ้านนาดี ฯลฯ ปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาทำสวนส้มโอ ทำให้ชุมชนบ้านแท่น มีพื้นที่ปลูกส้มโอที่ให้ผลผลิตแล้วกว่า 500 ไร่ มีเกษตรกรปลูกส้มโอประมาณ 200 ราย

ต่อมามีการขยายพื้นที่ชลประทาน จัดตั้งสถานีสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าส่งมาในพื้นที่อำเภอบ้านแท่น เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แหล่งน้ำในภาคการเกษตร กว่า 1 หมื่นไร่ เปิดโอกาสให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกส้มโอได้อีก จาก 500 ไร่ เป็น 2,500 ไร่ และมีโอกาสขยายเพิ่มทะลุหลักหมื่นไร่ได้ในอนาคต

เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอได้รวมตัวกันในรูป “กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านแท่น” โดย คุณบุญมี รับตำแหน่ง ประธานกลุ่มฯ ก่อนจะพัฒนาเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกส้มโอบ้านแท่น” ในเวลาต่อมา การรวมกลุ่มเกษตรกรฯ ได้เสริมสร้างจุดแข็งด้านการผลิตและการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอบ้านแท่น ทำให้มีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลาง สามารถคัดแยกและตรวจสอบคุณภาพผลผลิตก่อนส่งออกจำหน่าย เพื่อกำหนดราคาซื้อขายตามเกรดของส้มโอ เป็นการยกระดับคุณภาพของผลผลิตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน

กลุ่มเกษตรกรฯ แห่งนี้ ยังมีความเข้มแข็งในการผลิตเพราะเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องการปลูกส้มโอเชิงการค้าและมีความพร้อมด้านแหล่งเงินทุน โดยทางกลุ่มฯ ได้หักเงินรายได้จากการส่งออกส้มโอลูกละ 1 บาทต่อปี มาจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนในบริหารงานกลุ่มฯ และเป็นทุนสำรองให้สมาชิกกู้ยืม ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านแท่นเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำสวนส้มโอปลอดสารพิษแห่งแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงทุกวันนี้

จุดเด่นส้มโอบ้านแท่น
พื้นที่บ้านแท่นได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้ง เนื่องจากปลูก ส้มโอในแหล่งดินร่วนปนลูกรัง ที่มีปริมาณแร่ธาตุอาหารสมบูรณ์เอื้อต่อการเติบโตของต้นส้มโอ มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เพราะอยู่ในแหล่งชลประทานอ่างเก็บน้ำบ้านเพชร เกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์ปลูกส้มโอมากกว่า 5 ปีขึ้นไป จึงปลูกและดูแลให้ปุ๋ย ให้น้ำ ดูแลตัดแต่งทรงพุ่ม และห่อผลอย่างเหมาะสม จึงได้ส้มโอพันธุ์ทองดี คุณภาพดี ผิวสีสวย เปลือกผลบาง เนื้อมีสีเหลืองปนชมพู กุ้งใหญ่ เนื้อแห้ง ไม่แฉะ

การปลูกดูแล
การปลูกส้มโอของ อำเภอบ้านแท่น เป็นสวนส้มโอที่ปรับสภาพสวนจากพื้นที่นา โดยนำเทคโนโลยีการผลิตมาจากสวนส้มโอในภาคกลางมาปรับใช้ในพื้นที่ มีการสร้างแปลงปลูกแบบยกร่องมีน้ำขัง เพื่อให้แปลงมีความชื้น และมีการให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ภายในทรงพุ่มทุกต้น

เกษตรกรแต่ละรายจะมีพื้นที่ปลูกส้มโอเฉลี่ย 5-10 ไร่ ปลูกโดยใช้กิ่งพันธุ์ส้มโอที่ได้จากการเสียบยอด เพราะมีการเจริญเติบโตมากกว่าส้มโอที่ปลูกด้วยกิ่งตอน ปลูกด้วยวิธียกร่อง เดิมนิยมปลูกในระยะห่าง 6×6 เมตร ซึ่งปลูกชิดเกินไป เสี่ยงต่อการถูกโรคพืชรบกวน เมื่อต้นส้มโออายุครบ 10 ปี จึงแนะนำให้เกษตรกรมือใหม่ปลูกต้นส้มโอในระยะห่าง 7×7 เมตร หรือเฉลี่ยไร่ละ 36 ต้น ซึ่งเป็นระยะปลูกที่เหมาะสมต่อการปลูกดูแลต้นส้มโอในเชิงการค้ามากที่สุด

ทั้งนี้ เกษตรกรนิยมควบคุมการออกดอกของต้นส้มโอ สมัครเบทฟิก โดยการงดให้น้ำในเดือนพฤศจิกายน และเริ่มให้น้ำอีกครั้งในเดือนธันวาคม เมื่อต้นส้มโอออกดอกในเดือนมกราคม จะฉีดพ่นสารฮอร์โมนพืช เพิ่มปริมาณการให้น้ำ ใส่ปุ๋ยทางใบและปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15และ ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ในระหว่างฤดู จะหว่านปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 และใส่ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นส้มโอมากกว่าปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรจะฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอ และหยุดฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว ประมาณ 1 เดือน ผลส้มโอจะเริ่มสุกแก่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม

เกษตรกรบางรายมีเคล็ดลับในระหว่างการปลูกส้มโอให้ได้รสชาติอร่อย ถูกใจตลาด โดยใช้วิธีการแต่งผล หากมีกิ่งแห้งชนหรือทับผลส้มโอ จะใช้วิธีตัดออกเพื่อไม่ให้กิ่งชนผลส้มโอทำให้ผิวไม่สวย นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการระบายน้ำออกจากร่องก่อนที่จะเก็บผลผลิต เพื่อช่วยให้ส้มโอมีรสหวานอร่อย

ขณะเดียวกันเน้นบำรุงต้นอย่างเต็มที่และต่อเนื่องหลังจากตัดแต่งกิ่งแล้ว เพื่อช่วยให้ต้นส้มโอมีผลต่อต้นดกมาก นอกจากนี้ จะใช้วิธีฉีดสารแมงกานีสในระหว่างปลูกเพื่อช่วยให้ผลส้มโอมีผิวสวย ขายได้ราคา ทั้งนี้พบว่า เกษตรกรที่ปลูกส้มโอแบบร่องคู่ทำให้เก็บผลผลิตง่าย ฉีดยาง่าย ดูแลรักษาง่าย แต่รากส้มโอจะหาอาหารลำบาก ส่วนแปลงที่ปลูกร่องเดี่ยวเก็บผลผลิตยาก แต่รากส้มโอจะหาอาหารได้ดีกว่าการปลูกร่องคู่

ด้านตลาด
ฤดูส้มโอปี จะเริ่มมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน ส่วนส้มโอทะวายหรือส้มโอนอกฤดู จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน บางครั้งอาจพบส้มโอนอกฤดูบ้างในช่วงเดือนมกราคม พันธุ์ส้มโอที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ทองดี พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ผลผลิตเฉลี่ย 1,400-1,500 กิโลกรัม ต่อไร่

“สาเหตุที่เกษตรกรนิยมปลูกส้มโอพันธุ์ทองดี เป็นหลัก เพราะมีรสชาติอร่อยเป็นที่นิยมของผู้ซื้อในประเทศและส่งออก ในปีนี้ ส้มโอทองดีขายได้ราคาดี เฉลี่ย 38-43บาท/ก.ก. ส่วนส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ขายส่งในราคา 40-45 บาท/ก.ก. ส่วนส้มโอพันธุ์ขาวแป้น ปลูกไม่เยอะ ราคาขายเฉลี่ย 20 บาท/ก.ก.” คุณบุญมี กล่าว