หากพิจารณาถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือน

กุมภาพันธ์ 2562 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ร้อยละ 4.83 เป็นผลมาจากดัชนีราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.51 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสุกร และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.27 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ส่วนสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่ มันสำปะหลัง และหอมหัวใหญ่ ทั้งนี้ เดือนมีนาคม 2562 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรจะขยายตัวเล็กน้อย รวมทั้งดัชนีราคาและผลผลิตคาดว่าจะขยายตัวเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดโครงการการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovative Agriculture : InnoAgri) ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ประสานความร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานพันธมิตร ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อนำผลงานวิจัย

เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งการพัฒนาประเทศที่ต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมนั้น สอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทย 4.0 ภายใต้แนวทางการปรับเปลี่ยนการเกษตรแบบเดิม (Traditional Farming) ซึ่งใช้แรงงานเป็นหลักไปสู่การพัฒนาด้วยระบบบริการจัดการและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (Smart Farming)

มุ่งเน้นการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรของเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร โอกาสนี้ นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ได้กล่าวรายงานภาพรวมการดำเนินโครงการฯ โดยมีเกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรเข้าร่วมงานประมาณ 800 คน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมภูดารารีสอร์ท อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

สำหรับการดำเนินโครงฯ ในปีงบประมาณ 2562 มุ่งเน้นการจัดงาน InnoAgri ใน 3 ภูมิภาค คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง “ไม้ดอกไม้ประดับ” ภาคเหนือ เรื่อง “กล้วยไข่” และภาคใต้เรื่อง “ทุเรียน” ซึ่งการเปิดโครงการการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ จังหวัดเลย นับเป็นโครงการนำร่องของปีนี้ โดยจัดขึ้น 3 วันดัวยกัน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2562

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมในโครงการมุ่งเน้นให้ความรู้กลุ่มเป้าหมาย ผ่านการจัดนิทรรศการเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หน่วยงานพันธมิตรและเกษตรกรต้นแบบและการอบรมเชิงปฏิบัติการในห้องเรียนเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะ รวมทั้งเปิดมุมมองใหม่ให้แก่เกษตรกร ได้เห็นถึงความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและต่อยอดเป็นธุรกิจให้กับเกษตรกร

เพราะเดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก…ผู้เขียนจึงอัญเชิญพระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิต ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ใช้สอนใจตัวเองอยู่เสมอๆ เพราะหากแปลความก็จะได้ว่า…“หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ”

ฤดูกาลนี้ความรักคงจะเบ่งบาน เฉกเช่นเดียวกันกับธรรมชาติ มองไปทางไหนก็จะเห็นพรรณไม้หลากหลายชนิดต่างผลิดอก อวดสีสันสดใส หลอกล่อให้หมู่ภมรมาดอมดม โดยเฉพาะสีชมพูอ่อนๆ และชมพูเข้มของดอก “ชมพูพันธุ์ทิพย์” ซึ่งได้เบ่งบานสะพรั่งทั้งต้น ต้อนรับเดือนแห่งความรัก ดอกกลีบบางๆ ที่ร่วงหล่นเต็มลานหญ้าก็ประหนึ่งพื้นนั้นปูด้วยพรมนุ่มสีชมพูน่าชม

ที่ทุ่งบางเขนแห่งนี้ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน) ถึงแม้จะมีไม่มากเท่าที่วิทยาเขตกำแพงแสน แต่บนต้นนั้นสีของดอกสวยงามสะดุดตา จนต้องแหงนคอตั้งบ่ากดชัตเตอร์ไว้ชมยามเพลินใจ แม้จะเดินจากมาก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง คราวนี้อาการหนักเลย เพราะยืนเหม่อมองเห็นภาพตัวเอง กำลังยืนห่อตัวหนาวสั่นบนดินแดนหิมะ ชมดอกซากุระที่มีแต่ดอกหาใบแทบไม่ได้เลย..(ผู้เขียนยังไม่เคยไปสักกะที… …ฮา…)

ตอนเข้ามาในรั้วเกษตรใหม่ๆ ยามที่เห็นดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ร่วงหล่นสู่พื้น รู้สึกเศร้าสร้อยเหมือนเห็นสัญญาณของการลาจาก ช่วงนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยกำลังจะปิดเทอม และเป็นช่วงสอบปลายเทอมของเด็ก ม. ปลาย… ใครกันนะช่างมองเห็นภาพนี้ออก จึงได้นำมาปลูกไว้ให้ออกดอก และร่วงหล่นในช่วงเวลานี้

ชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นพืชในวงศ์แคหางค่าง (BIGNONIACEAE) มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ เป็นต้นไม้ประจำชาติเอลซัลวาดอร์ ผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยคือ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ชายาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต นำมาปลูกในประเทศไทย เมื่อปี 2500 ชื่ออื่น ชมพูอินเดีย, ธรรมบูชา

ชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงใหญ่ เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลม แผ่กว้างเป็นชั้นๆ เปลือกต้นเรียบสีเทาหรือสีน้ำตาล เมื่ออายุมากเปลือกแตกเป็นร่อง กิ่งเปราะหักง่าย ใบเป็นใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ก้านใบรวมยาว 5-30 เซนติเมตร ก้านใบย่อยยาว 0.5-2.5 เซนติเมตร

ใบ รูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 7.5-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม

ดอก มีสีชมพูอ่อน ชมพูสดถึงสีขาว กลางดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก คล้ายรูปแตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-8 เซนติเมตร มักบานพร้อมกัน ร่วงง่าย

ผล เป็นผลแห้ง แตกเป็นฝักกลม ยาว 15-30 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดแบนสีน้ำตาล มีปีก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

การนำไปใช้ประโยชน์ ใบต้มแก้เจ็บท้องหรือท้องเสีย หรือตำให้ละเอียดพอกใส่แผล ลำต้นใช้ทำฟืน และเยื่อใช้ทำกระดาษได้

ชมพูพันธุ์ทิพย์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีสีดอกที่สวยงาม เวลาออกดอกจะบานสะพรั่ง เห็นแต่สีชมพูของดอก ส่วนใหญ่แล้วดอกจะไปออกตรงปลายกิ่ง สีดอกอาจจะชมพูเข้มจางไม่เท่ากัน อาจจะชมพูจางจนเกือบซีดขาวหรือเข้มจนเกือบจะเป็นสีม่วงอมแดง ชมพูพันธุ์ทิพย์เริ่มผลิใบถึงใบแก่ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม เริ่มทิ้งใบถึงหยุดทิ้งใบในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ออกดอกเดือนมกราคม-เมษายน ติดฝักถึงฝักแก่เดือนเมษายน-กรกฎาคม

เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากเมื่อ 2 ปีก่อน ชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ปลูก ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประมาณ 600 ต้น ได้บานสะพรั่งพร้อมกันเป็นสีชมพูงดงาม และได้จัดเป็นงานเทศกาลท่องเที่ยวประจำทุกปี นอกจากนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เลือกให้อุโมงค์ชมพูพันธุ์ทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็น 1 ใน 22 จุดชมดอกไม้อันงดงาม จากโครงการ “Dream Destinations 2 กาลครั้งนั้น…ความฝันผลิบาน” อีกด้วย

มีกลุ่มนักวิจัยได้ศึกษาการทำนายเวลาดอกบาน เพื่อเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยสถานที่ศึกษาคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนนี่เอง โดยได้ศึกษาผลของอุณหภูมิ และช่วงแล้งที่มีต่อเวลาดอกบาน และพบว่า หากฝนหยุดตกเร็วในฤดูฝน (เดือนตุลาคม) ชมพูพันธุ์ทิพย์จะมีดอกบานปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้าฝนหยุดช้า ช่วงดอกบานจะช้าออกไป และหากมีฝนแทรกเข้ามาในช่วงฤดูแล้ง จะทำให้เวลาดอกบานช้าไปถึงปลายเดือนมีนาคม หรือถึงเดือนเมษายน

นอกจากที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้ง 2 วิทยาเขต ดังที่ได้กล่าวมา เราสามารถไปชมดอกชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่งได้ที่ สวนจตุจักร สวนรถไฟ (สวนวชิเบญจทัศ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมทหารราบ 11 กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี อ่างเก็บน้ำบางพระ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และที่ต่างๆ อีกมากมาย และด้วยความสวยงามน่าหลงใหลของชมพูพันธุ์ทิพย์ จังหวัดพังงา ได้เนรมิตภูเขาสีชมพูแห่งแรกในภาคใต้ โดยปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์เพื่อปรับภูมิทัศน์-พัฒนาการท่องเที่ยว ที่ “เขานางหงส์” เพื่อให้ออกดอกบานสะพรั่ง ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม ของทุกปี

มนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งที่จะหาไหนเปรียบได้ คือสีสันของดอกไม้ ที่ล้วนเสริมเติมแต่งให้ธรรมชาติสวยงาม ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองกรุง ซึ่งดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย แต่ก็เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา การดื่มด่ำกับธรรมชาตินี่แหละที่จะช่วยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีการดำรงชีพของมนุษย์ แม้ว่าความเจริญทางวัตถุเข้ามา แต่ความเจริญทางจิตใจก็ไม่ได้ถอยห่างออกไป

พระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิต ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว “ดุสิตสมิต” เล่ม 4 ฉบับที่ 42 วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2462

ธีรนาฏ กาลปักษ์ ศศิยา ศิริพานิช และ อรวรรณ ปลื้มจิตร. 2559. ความเป็นไปได้ในการทำนายเวลาดอกบานของต้นชมพูพันธุ์ทิพย์. วารสารพืชศาสตร์สงขลานครินทร์ ปีที่ 3 ฉบับพิเศษ (II) : 17-22.

นายปรัชญา ดิลกสัตยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าหลากหลายชนิด ปัจจุบันมีกลุ่มอาชีพที่ผลิตสินค้าจำหน่ายสู่ตลาดในชุมชน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารแปรรูป เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว อาทิ กลุ่มอาชีพการทำน้ำพริกและแปรรูปเห็ด สังกัดสหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชี จำกัด

กลุ่มอาชีพไวส์แอนด์วิสดอม สังกัดสหกรณ์เคหสถานศิรินทร์และเพื่อน จำกัด ผลิตแชมพูมะกรูด พิมเสน น้ำยาล้างจานและทำความสะอาด กลุ่มแม่บ้านสุภัทรภิบาล สังกัด กลุ่มเกษตรกรทำสวนบางหว้า ผลิตผลไม้แปรรูป กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองแขม สังกัดสหกรณ์การเกษตรหนองแขมบางขุนเทียน จำกัด ผลิตน้ำหอมจากดอกจำปี กลุ่มอาชีพแปรรูปนมแพะสังกัดกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ ผลิตนมแพะพร้อมดื่ม กลุ่มอาชีพเลี้ยงปลา สังกัดสหกรณ์อิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด ผลิตกุนเชียงปลาและปลาแดดเดียว สมาชิกสหกรณ์เคหสถานราศีธรรม จำกัด ผลิตเบเกอรี่เพื่อสุขภาพ

สำหรับช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าของกลุ่มอาชีพสังกัดสหกรณ์ ทางสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์และร้านค้าสหกรณ์จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มอาชีพของสหกรณ์และสมาชิกของสหกรณ์ โดยได้ประสานงานกับสหกรณ์ในความรับผิดชอบเพื่อให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรม ตลอดเดือนมีนาคม 2562 จะมีการจำหน่ายสินค้าของกลุ่มอาชีพสหกรณ์ ดังนี้ วันที่ 4 มีนาคม 2562 ณ ร้านสหกรณ์เทเวศร์ วันที่ 4-5 มีนาคม 2562 ณ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด วันที่ 12 มีนาคม 2562 ณ สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด และวันที่ 18-22 มีนาคม 2562 ณ สหกรณ์ออมทรัพย์ ธพว. จำกัด (ธนาคาร SME Bank)

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจไปเลือกซื้อสินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคของกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ได้ในวันดังกล่าวจากกระแสของความนิยมในการเลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือนกปรอทหัวโขนมานาน โดยเฉพาะระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดสงขลา และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ และในบางพื้นพบว่ามีการเลี้ยงกันแทบทุกครัวเรือน และแต่ละครัวเรือนเลี้ยงนกกรงหัวจุกไม่น้อยกว่า 1 ตัว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกมากกว่า 1 ตัว ในแต่ละครัวเรือน เป็นเพราะมีการแข่งขันประกวดประชันเสียงของนกกรงหัวจุก

การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเฟื่องฟูตามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยง “หนอนนก” ซึ่งเป็นอาหารของนกกรงหัวจุก จนถึงขณะนี้ มีผู้เพาะเลี้ยงหนอนนกเพื่อจำหน่ายหลายราย

ลุงหมู่ ลิ้มสกุล อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนจันทร์วิโรจน์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บอกว่า การเพาะเลี้ยงหนอนนก เป็นอาชีพที่สร้างเสริมสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ การเลี้ยงไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เนื้อที่ก็ไม่มาก ประมาณ 5 คูณ 5 เมตร บริเวณเรือนที่อยู่อาศัย

“หนอนนก ตอนนี้ทำราคาได้ดี โดยขายส่ง 250-300 บาท/ กิโลกรัม ลูกค้าก็เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก และนกทั่วไป โดยสามารถส่งขายได้เฉลี่ยอาทิตย์ละ 30 กิโลกรัม รายได้ต่อเดือนนับหมื่นบาท โดยขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ 140 ถาด และเป็นตัวหนอน 150 ตัว ผมยึดอาชีพเลี้ยงหนอนนกมากว่า 1 ปี ขณะนี้ได้ขยายการเลี้ยงหนอนนกจาก 5 ถาด จนขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ถึง 140 ถาด”

ลุงหมู่ ยังบอกถึงวิธีการเลี้ยงว่า เริ่มจากเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ประมาณ 70 วัน จนเป็นดักแด้แล้วรออีกประมาณสัก 6-7 สัปดาห์ แล้วก็จะกลายเป็นตัวด้วงสีดำ โดยแต่ละถาดจะมีตัวด้วงประมาณ 400 ตัว จากนั้นแล้วตัวด้วงก็จะไข่ออกมา และฟักไข่อีกประมาณสัก 7 วัน จนกระทั่งกลายเป็นตัวอ่อนของหนอนนก จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงตัวอ่อนอีกประมาณ 2 เดือน จนถึงเวลาที่สามารถจับขายได้ แต่จะต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส เพราะหากสูงกว่านั้นหนอนจะตาย โดยอาหารสำหรับใช้เพาะเลี้ยงตัวหนอนในทุกขั้นตอน จะใช้รำสาลีหรืออาหารลูกไก่ก็ได้

คุณลุงหมู่ บอกด้วยว่า ปัจจุบัน หนอนนก กลายเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกที่มีอยู่จำนวนมาก จนการผลิตหนอนนกออกจำหน่ายในแต่ละรุ่นไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงหนอนนก สามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้ แต่ผู้เลี้ยงจะต้องมีความอดทน เพราะต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงค่อนข้างนาน แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ขายได้ถึง กิโลกรัมละ 300 บาท แล้ว ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยทีเดียว

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2562) เวลาประมาณ 11.00 น. การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และหน่วยรัฐวิสาหกิจ ลงนามพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ ณ ห้องประชุมจอมพล ป. พิบูลสงคราม กระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดยังคงแพร่ระบาดและสามารถเข้าถึงประชากรกลุ่มเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน อันจะส่งผลเสียและผลกระทบต่อการจ้างงาน สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของแรงงานและครอบครัว โดยรัฐบาลภายใต้การนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทย

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานได้มีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้แรงงานไทยห่างไกลจากยาเสพติด โดยประสานความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และรัฐวิสาหกิจทั้ง 15 แห่งที่มีระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานที่ดี ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร การยาสูบแห่งประเทศไทย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค โรงพิมพ์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถเป็นต้นแบบให้แก่สถานประกอบการทั่วประเทศด้านมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ จนเกิดเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในครั้งนี้

“กยท.ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานที่ดี พร้อมให้ความร่วมมือทุกด้านอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เพื่อให้ กยท. เป็นหนึ่งในต้นแบบที่ดีแก่สถานประกอบการทั่วประเทศด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

ถึงแม้ประเทศไทยจะสามารถส่งออกอ้อยในรูปน้ำตาลและกากน้ำตาลได้เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งนำเงินตราเข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทก็ตาม ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย dH ก็ประสบปัญหาในเรื่องราคาอ้อยตกต่ำและมีปริมาณล้นตลาด ที่สำคัญคือ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยทั้งก่อนการเตรียมดินและก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวอ้อย

ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี พบว่ามีการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเผาฟางข้าวและใบอ้อย ซึ่งมีการปล่อยมลพิษ คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สูงกว่าปริมาณที่ปล่อยจากโรงงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมถึง 14 เท่าตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสภาพการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเป็นการเผาวัสดุที่มีความชื้นสูง นอกจากจะสร้างมลภาวะทางอากาศแล้ว การเผายังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินทำให้ดินเสื่อมคุณภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

การเผาใบอ้อยของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

เผาใบอ้อยก่อนการเตรียมดิน เพื่อให้สะดวกในการเตรียมดินปลูก ผลที่ตามมาคือ โครงสร้างของดินถูกทำลาย อินทรียวัตถุในดินถูกทำลาย ดินอัดแน่นไม่ชุ่มน้ำ น้ำซึมลงดินยาก
เผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว อันเนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจึงนิยมเผาใบอ้อย ซึ่งทำให้ตัดใบอ้อยได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องลอกใบ ผลที่ตามมาคือ เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกก่อให้เกิดอากาศเป็นพิษ เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของคนและสัตว์ เป็นต้น
เผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะเผาใบอ้อยเพื่อป้องกันไฟไหม้อ้อยตอ หลังจากที่หน่องอกแล้ว เพื่อทำให้สามารถใส่ปุ๋ยได้สะดวกยิ่งขึ้น
การเผาใบอ้อย นอกจากจะทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเคมีมากขึ้น แมลงศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย หนอนกอลายและหนอนกอสีชมพู เข้าทำลายอ้อยตอได้ง่ายขึ้น โดยเจาะเข้าทำลายตรงโคนหน่อซึ่งไม่มีใบอ้อย

อีกปัญหาหนึ่งคือ การตกค้างของสารเคมีกำจัดวัชพืช แปลงอ้อยที่มีการเผาใบอ้อยจะมีวัชพืชขึ้นมากกว่าแปลงอ้อยตัดสด ทำให้เกิดผลกระทบ คือ ต้องมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากขึ้น และเกิดการตกค้างของสารพิษในดินสูง

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยนำเข้ายาปราบวัชพืชมาใช้ในกระบวนการผลิตอ้อยมากมายมหาศาล ตั้งแต่อ้อยปลูกใหม่จนถึงเก็บเกี่ยว ต้องใช้ต้นทุนในการพ่นยากำจัดวัชพืชประมาณ 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้ยาปราบวัชพืชถึง 200 ซีซี ต้นทุนในการพ่นยากำจัดวัชพืช รวมทั้งการจ้างแรงงานประมาณไร่ละ 300 บาท ต่อครั้ง ซึ่ง 3 ครั้ง เป็นเงินถึง 900 บาท นับว่าเป็นต้นทุนที่สูง

นอกจากนั้น การใช้ยากำจัดวัชพืชยิ่งทำให้วัชพืชงอกงามมากขึ้น เพราะวัชพืชเองก็พยายามปรับตัวต่อต้านยา เกษตรกรก็จำเป็นต้องหายาที่แรงขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ สภาพดินเสื่อมลง หน้าดินแข็ง ความชุ่มชื้นในดินก็ยิ่งหายไป เกษตรกรเองก็พลอยได้รับสารเคมีเนื่องจากการพ่นยา ทำให้สุขภาพของเกษตรกรเสื่อมโทรมลงไป

อีกประการหนึ่ง ในการเผาใบอ้อย เป็นเพราะเกษตรกรไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการกำจัดใบอ้อยด้วย ดังนั้น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม จึงได้ออกแบบและพัฒนาจอบหมุนสับใบอ้อยและกำจัดวัชพืชพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาด 24 แรงม้า ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการเผาใบอ้อยและกำจัดวัชพืชในไร่อ้อยของเกษตรกร

ทำไม ต้องผลิตสำหรับแทรกเตอร์ 24 แรงม้า

เครื่องจักรกลเกษตรที่นำมาใช้ในการพรวนดินและสับใบอ้อยนั้น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมได้ออกแบบจอบหมุนสำหรับพรวนดินและสับใบอ้อยสำหรับตัดพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาด 80-90 แรงม้า มาใช้งาน โดยติดพ่วงแบบ 3 จุด ออกแบบเยื้องขวาเพื่อสับกลบใบอ้อยในร่องอ้อย ซึ่งจะทำงานได้ในแปลงที่มีระยะปลูกอ้อยตั้งแต่ 1.2 เมตรขึ้นไป เมื่อผลิตออกมาแล้วปรากฏว่าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ประมาณ 4-5 ลิตร ต่อไร่ ซึ่งเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

การเริ่มต้นการพัฒนาเครื่องสับกลบใบอ้อย จะต้องวางรูปแบบและขนาดให้เหมาะที่จะไปพ่วงรถแทรกเตอร์และสามารถใช้งานในร่องอ้อยได้คือ ต้องลดหน้ากว้างของจอบหมุนลงมาให้เหลือ 80 ซม. เพื่อที่จะต่อพ่วงและทำงานในร่องอ้อยได้อย่างเต็มที่ ไร่อ้อยที่จะใช้เครื่องสับกลบใบอ้อยส่วนใหญ่จะเป็นอ้อยตอ เมื่อเกษตรกรตัดอ้อยครั้งแรกเสร็จแล้วเขาจะสางใบแห้งไว้ ใบแห้งนี้จะเป็นปัญหาคือ ทำให้เกิดไฟไหม้ในไร่อ้อย อ้อยที่ปลูกยังไม่ได้เก็บเกี่ยวจะเสียหาย ทำให้ไม่ได้ผลผลิต

การผลิตอุปกรณ์สับกลบใบอ้อย เราใช้หลักการทำงานของจอบหมุนทำงานในครั้งนี้ เรามีเครื่องยนต์ต้นกำลังในการสับกลบใบอ้อย สำหรับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า เหมาะกับความหนาของใบอ้อยที่มีความหนาไม่เกิน 10 ซม. เหมาะกับกำลังของรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า แต่ในการทำงานทำได้ค่อนข้างเร็วประมาณ 2 ไร่ ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมันประมาณ 1.5 ลิตร

ออกแบบจอบหมุน สำหรับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า

การออกแบบ เป็นการออกแบบเพื่อให้ทำงานในระหว่างร่องอ้อยได้ มีหน้ากว้างในการทำงาน 80 ซม. ต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์แบบพ่วง 3 จุด ใช้เกียร์ทดรับกำลังจากเพลาส่งกำลัง ขนาด 40 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังจากห้องเกียร์ผ่านเฟืองโซ่ไปยังเพลาจอบหมุนเพื่อให้ได้ความเร็วรอบประมาณ 336 รอบ ต่อนาที เพลาจอบหมุนมีจานยึดใบจอบหมุน 4 จาน ในแต่ละจานมีใบจอบหมุนแบบ L ผสม C 6 ใบ ชุดใบจอบหมุนเรียงกันเป็นเกลียวเพื่อไม่ให้กระทบดินพร้อมกัน ซึ่งใช้กำลังในการทำงานน้อยสุด