หากระบาดไม่มากใช้กรรไกรตัดส่วนที่แมลงทำลายไปเผาทำลาย

ซึ่งโดยปกติแมลงพวกนี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ได้แก่ สารคาร์โบซัลแฟน เช่น พอสซ์ อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85 อัตรา 45 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้มีการใช้แมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟ ได้แก่ แมงมุม แมลงช้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นการควบคุมแบบชีววิธี

2.เพลี้ยจักจั่น (Hopper)

รูปร่างลักษณะ

เพลี้ยจักจั่นมะปรางส่วนหัวจะโตและป้าน ลำตัวเรียวแหลมมาทางด้านหาง ลำตัวสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลปนเทา เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเพราะมีขาคู่หลังที่แข็งแรง

ลักษณะการทำลาย

เพลี้ยจักจั่นจะทำลายใบอ่อน ยอดอ่อนและช่อดอก ซึ่งช่วงระยะที่ทำความเสียหายแก่มะปรางมากที่สุดจะเป็นช่วงระยะที่มะปรางกำลังออกดอก โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้ช่อดอกแห้ง ดอกร่วงติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย ในระหว่างการดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายสารที่มีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ ซึ่งมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบทำให้เกิดการแพร่ระบาดของราดำ ซึ่งทำให้พื้นที่ใบถูกทำลายและส่งผลทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง นอกจากนี้ยังทำให้ใบบิดโค้งงอ ส่วนของใบมีอาการปลายใบแห้ง

การป้องกันกำจัด

ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง พ่นในระยะก่อนมะปรางออกดอก และเริ่มแทงช่อดอกอีกครั้งเมื่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงอีก เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงที่มาช่วยผสมเกสร และควรหมั่นตรวจดูช่อดอกมะปรางอย่างสม่ำเสมอ หากตรวจพบควรมีการพ่นสารเคมีอีก 1-2 ครั้งหลังวจากมะปรางติดผลแล้ว สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟอร์มาวิน เช่น แอมนุช อัตรา 10 มิลลิมิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

3.แมลงค่อมทอง (Leaf eating weevil)

รูปร่างลักษณะ

ตัวเต็มวัยเป็นด้วงงวงขนาดกลางมีเส้นแบ่งกลางหัว อก และปีกชัดเจน ส่วนหัวสั้นทู่ยื่นตรงไม่หุ้มเข้าใต้อก เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย แมลงค่อมจะอยู่เป็นคู่หรือรวมเป็นกลุ่ม เมื่อต้นมะปรางได้รับความกระทบกระเทือนแมลงค่อมทองจะทิ้งตัวลงสู่พื้น

ลักษณะการทำลาย

ตัวเต็มวัยสามารถทำลายพืชหลายชนิดทั้งมะปรางและมะม่วง โดยจะกัดกินใบพืชในช่วงแตกใบอ่อน ลักษณะใบที่ถูกทำลายใบมีลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ ถ้ารุนแรงจะเหลือแค่ก้านใบ

การป้องกันกำจัด

1.ตัวเต็มวัยของแมลงค่อมทองมีจุดอ่อน คือ ชอบทิ้งตัวเมื่อได้รับความกระทบกระเทือน ควรใช้สวิงรออยู่ใต้กิ่งหรือใบ เมื่อเขย่ากิ่งของต้นมะปรางแมลงค่อมทองจะตกในสวิง จากนั้นนำแมลงไปทำลาย

2.ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงฉีดพ่นในช่วงระยะที่มะปรางแตกใบอ่อน หรือการระบาดของแมลงค่อมทอง ได้แก่ สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85% WP อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

4.แมลงวันทอง (Fruit fly)

รูปร่างลักษณะ

ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันปีใสมีขนาดลำตัวยาว 0.8 เซนติเมตร มีลักษณะเด่น คือ สีเหลืองสดที่ส่วนอกและส่วนท้อง เพศเมียจะมีอวัยวะวางไข่เรียวแหลม

ลักษณะการทำลาย

แมลงวันทองวางไข่ที่ผลมะปรางในช่วงผลใกล้สุกจนถึงผลสุกสีเหลือง ทำให้ภายในผลมีหนอนเข้าทำลาย ผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด

การป้องกันกำจัด

1.เก็บผลที่ถูกแมลงวันทองทำลายมาเผาทำลายหรือขุดหลุมฝัง

2.การใช้สารล่อแมลงวันทอง เช่น สารเมทธิลยูจีนอลผสมผสานฆ่าแมลง เช่น อะบาแมกตินในอัตราส่วน 1:1 โดยหยอดสารล่อและสารป้องกันกำจัดแมลงลงบนสำลีแล้วใส่ในกับดักและเติมสารดังกล่าวทุกๆ เดือน โดยใช้กับดัก 5-10 จุดต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยวางกลางทรงพุ่มของมะปราง

3.การห่อผล ใช้ถุงกระดาษสีขาวห่อผลมะปราง ขณะผลยังเล็กอยู่

5.ด้วงงวงกัดใบมะปราง (Leaf cutting weevil)

รูปร่างลักษณะ

เป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 1.2-1.5 มิลลิเมตร งวงยาวมากเกือบเท่าครึ่งหนึ่งของลำตัว หัวและอกสีส้ม ตากลมใหญ่สีดำ ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ปีกแข็งสีน้ำตาลปนขาว

ลักษณะการทำลาย

แมลงชนิดนี้จะกัดเฉพาะใบอ่อนเท่านั้น โดยตัวเมียจะวางไข่ด้านบนของใบอ่อน เมื่อไข่เสร็จจะกัดใบห่างจากขั่วใบประมาณ 1-2 เซนติเมตร เหลือแต่โคนใบทำให้ใบอ่อนส่วนที่มีไข่ติดอยู่ร่วงลงบนพื้นดิน

การป้องกันกำจัด

1.เก็บใบอ่อนที่ถูกด้วงงวงกัดร่วงหล่นตามโคนต้นเอาไปเผาทำลาย เพื่อทำลายไข่และตัวอ่อน

2.ในระยะที่มะปรางเริ่มแตกใบอ่อน ใช้สารเคมีพวกคาร์บาริล ได้แก่ เซฟวิน 85% WP อัตรา 45-80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

6.ด้วงเจาะลำต้นมะปราง (Stem boring beetle)

รูปร่างลักษณะ

เป็นด้วงหนวดยาวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ หนวดยาวสีน้ำตาล ลำตัวมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร เพศเมียมีขนาดลำตัวเล็กกว่าเพศผู้

ลักษณะการทำลาย

ตัวหนอนของแมลงชนิดนี้จะเจาะลำต้นหรือกิ่งมะปราง ทำให้ต้นมะปรางชะงักการเจริญเติบโตตัวเมียหลังผสมพันธุ์จะวางไข่ตามรอยแผลหรือตามเปลือกที่แตก เมื่อไข่ฟักออกเป็นหนอนเริ่มใช้ปากเจาะไชเข้าไปในลำต้นบริเวณที่กัดกินทำลายท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้ลำต้นมะปรางอ่อนแกและชะงักการเจริญเติบโตมีผลทำให้ไม่มีการแตกใบอ่อนชุดใหม่ ใบแก่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงหล่นทำให้ต้นมะปรางตายอย่างรวดเร็ว

การป้องกันกำจัด

1.กิ่งที่ถูกหนอนทำลาย ควรตัดไปเผาไฟทำลาย

2.เมื่อพบตัวแก่ซึ่งเป็นด้วงปีกแข็งควรจับและเผาทำลาย

3.ต้นที่ถูกแมลงทำลายจนตาย ควรรีบโค่นต้นมะปรางแล้วเลื่อยเป็นท่อนสั้นๆ เผาทำลาย

4.ระยะที่พบหนอนเริ่มทำลายให้แกะเปลือกออกแล้วพ่นสารเคมีชนิดดูดซึม

5.ทาหรือฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึมที่โคนต้นจากพื้นดินจนถึงระดับความสูง 2 เมตร เดือนละครั้ง

7.เพลี้ยหอย (Scale insects)

รูปร่างลักษณะ

เพลี้ยหอยมีชีวิตความเป็นอยู่และสืบพันธุ์คล้ายกับเพลี้ยแป้ง ตัวแก่จะปกคลุมด้วยวัตถุแข็งเหนียวเกราะป้องกันตัวเพลี้ยหอย ภายในคล้ายสะเก็ดสีขาว เพลี้ยหอยตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้

ลักษณะการทำลาย

เพลี้ยหอยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดใบช่อดอก และผลอ่อนของมะปราง เพลี้ยหอยจะเกาะเป็นกลุ่มๆ ทำให้ผลเป็นรอยยุบเล็กน้อย ถ้ามีการทำลายมากจะทำให้มะปรางชะงักการเจริญเติบโต และผลมะปรางเจริญเติบโตผิดปกติ ผิวไม่สวยไม่น่ารับประทาน

การป้องกัน

1.ถ้าพบไม่มากควรตัดผลทิ้งและเผาทำลาย

2.ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึมในช่วงที่มีการระบาด ได้แก่ คาร์บาริล นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีการผสมผสาน แบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาการระบาด ของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างเร่งด่วนใน 29 จังหวัด พื้นที่ 78,954 ไร่ ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร นนทบุรี อ่างทอง ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา อุดรธานี สงขลา สตูล นราธิวาส บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฏร์ธานี ระนอง ชุมพรและจังหวัดปัตตานี โดยมีกิจกรรมที่สำคัญในการป้องกันและกำจัด ได้แก่ การรณณรงค์ตัดทางใบมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวทำลายแล้วนำมาเผา การใช้สารเคมีฉีดเข้า ลำต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร และพ่นสารเคมีทางใบในมะพร้าวถ้ามีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร และสนับสนุนให้เกษตรกรปล่อยแตนเบียนบราคอนในสวนมะพร้าวเพื่อลดปริมาณศัตรูพืชและรักษาความสมดุลในธรรมชาติแล้ว

กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดติวเข้มเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต 3 กลุ่ม และเกษตรอำเภอ ใน 29 จังหวัด ที่พบการระบาด ของหนอนหัวดำมะพร้าวและจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง 26 จังหวัด ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชและเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง รวม 355 คน เพื่อให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวและสามารถนำไปวางแผนปฏิบัติในพื้นที่เป้าหมาย ของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว ตัดวงจรการระบาดได้อย่างสิ้นซาก การอบรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 30 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2560 ณ โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจาก กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และวิทยากร จากกรมส่งเสริมการเกษตร ในหัวข้อการบริหารจัดการการใช้สารเคมีและอุปกรณ์โครงการ แมลงศัตรูมะพร้าว การป้องกันกำจัดโดยชีววิธี และมะพร้าวอินทรีย์ การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยสารเคมี มาตรการ ทางกฎหมาย ฯลฯ

มะเขือพวง เป็นพืชตระกูลมะเขือ มีถิ่นกำเนิดในแถบรัฐฟลอริดา, หมู่เกาะเวสต์ อินดีส์, เม็กซิโก จนถึงอเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศบราซิล เป็นวัชพืชขึ้นกระจัดกระจายเกือบทั่วเขตร้อน

โดยทั่วไปสำหรับครัวไทย มะเขือพวง มักใช้เป็นวัตถุในการปรุงอาหารหลากหลายแบบ อย่างเช่น ใช้ตำผสมลงในน้ำพริกหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา ใช้ใส่ในแกง เช่น แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงอ่อม ซุบ กินดิบเป็นผักจิ้ม หรือกินสุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง แถมยังช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น

สวนมะเขือพวงของคุณศิริพร กุศล (คุณดำ) และคุณพยุง กันญา (คุณยุง) ตั้งอยู่ที่คลองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกมะเขือพวงส่งเข้าโรงงานไปยังตลาดต่างประเทศและส่งขายไปยังตลาดต่างๆ ทั่วประเทศ

คุณศิริพร เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงการหันมายึดอาชีพเป็นเกษตรกรว่า เดิมก็ทำงานเป็นพนักงานประจำ ในตำแหน่งพนักงานขาย ของบริษัทต่างชาติมากว่า 20 ปี ซึ่งได้เงินเดือนมากถึงเดือนละแสนบาท ก่อนจะมีความคิดอยากลาออกจากงานที่ทำก็เพราะมีความคิดว่าในบันปลายชีวิตอยากมีงานอะไรที่ทำด้วยตนเอง เป็นชิ้นเป็นอัน และที่สำคัญคือเป็นของตนเอง จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัท แล้วมาเริ่มศึกษาการทำเกษตร ตอนเริ่มต้นในครั้งแรก เริ่มทดลองในพื้นที่ 1 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สวนของตนเองมาทดลองปลูกพืชผัก อีกอย่างการหันมาทำเกษตรนี้ก็ได้ไอเดียมาจากรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เขาปลูกมะลิ ก็ได้ไอเดียจากตรงนี้ด้วยอีกส่วน

ตอนแรกที่เลือกพืชมาปลูก ก็สนใจพืชอย่างข่า เพราะคิดว่าจะสามารถทำได้ แต่พอมาคิดดู ทดลองดูแล้ว ก็ได้พบว่า พอหักต้นทุน หักค่าใช้จ่ายนั้นนี่ ก็เหลือไม่เยอะแล้ว จึงไม่ได้ทำต่อ เปลี่ยนมาให้ความสนใจพืช อย่างมะเขือพวงแทน และเป็นที่น่าสนใจว่าตลาดยังมีความต้องการอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารแล้ว ยังเป็นพืชสมุนไพร ที่จะสามารถส่งขายไปยังประเทศแถบตะวันออกกลางได้ อีกทั้งละแวกบ้านแถวนี้ เขาก็ทำสวน ปลูกสวนกล้วยกันเป็นส่วนมาก เราอยากแตกต่างจึงมาปลูกพืชอย่างมะเขือพวง”

จากงานสวนเพียง 1 ไร่ ที่เริ่มต้น มาสู่การทำสวน 40 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกมะเขือพวงมากกว่าปลูกพืชอย่างอื่นๆ อาทิ ปลูกตระไคร้ และข่า เป็นพืชเสริมเพียง 5 ไร่

การปลูกมะเขือพวง มีกระบวนการปลูกไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องดูแลเยอะเหมือนอย่างข่า รวมทั้งขั้นตอนการใส่ปุ๋ย แรงงานก็ไม่ยุ่งยากมาก แต่ขั้นตอนสำคัญอยู่ที่ ขั้นตอนการเตรียมดินให้เหมาะสมกับการลงปลูก ซึ่งคุณศิริพร บอกว่า ในการปลูกพืชแต่ละชนิดมีความยากง่าย ไม่เหมือนกัน อย่างมะเขือพวง จะว่าปลูกง่ายก็ไม่ได้ง่าย จะว่าปลูกยากก็ไม่เชิง เพราะทุกการปลูกจะต้องมีการเรียนรู้ ศึกษาข้อมูลในการปลูก อีกอย่างเพราะตัวเราเองไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านการเกษตร จึงทำให้ต้องเริ่มศึกษารายละเอียดในการปลูกตั้งแต่แรก และที่เลือกมะเขือพวงเพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาด

ปลูกมะเขือพวง 3 เดือน เก็บขายได้ ปลูกครั้งเดียวอยู่นานเกือบ 10 ปี

มะเขือพวงเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 3 เดือน ก็สามารถเก็บขายได้แล้ว และหากดูแลดีๆ ก็จะสามารถมีอายุอยู่ได้นานถึงเกือบ 10 ปี เป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก เป็นพืชทนแล้ง แต่ขาดน้ำไม่ได้ ซึ่งถ้าหากจะสังเกตในช่วงหน้าแล้ง ราคามะเขือพวงจะค่อนข้างดีมาก ไม่ชอบพื้นหลุมที่แฉะ เพราะไม่งั้นจะทำให้รากเน่า โคนเน่าได้ คุณศิริพร บอก

“ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ประมาณ 100 กิโลกรัม การเก็บเกี่ยวก็จะเก็บทุกๆ 15 วัน คือ 1 เดือน เก็บได้ 2 ครั้ง แต่หากจะเก็บทุกวันก็สามารถทำได้ เพียงแต่มองว่ามันไม่ค่อยคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในช่วงที่เก็บเกี่ยว ทั้งค่าคนแรงคนงาน การดูแลต่างๆ อีก และผลผลิตก็จะไม่ได้เยอะ ไม่เพียงพอต่อการจะส่งขาย

เพราะเราส่งขายไปให้กับโรงงาน และตลาดกลางที่เขานำเอาไปเข้าสู่กระบวนการต่างๆ ต่อไป โดยส่งเข้าโรงงาน สำหรับการส่งขายไปยังตลาดต่างประเทศร้อยละ 40 ส่วนตลาดการค้าขายภายในประเทศอยู่ที่ร้อยละ 60 ซึ่งการส่งไปยังโรงงาน จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบสารเคมีค่อนข้างมาก ต้องเอามะเขือพวงไปตรวจสอบกับแล็บ เพื่อขอเอกสารการตรวจสารเคมี ให้ได้เอกสารรับรอง”

สำหรับรายได้จากหารขายมะเขือพวง ตระไคร้ และข่า ที่ปลูกอยู่ในสวนทำเงินได้ประมาณเดือนละ 250,000 -300,000 บาท เป็นรายได้ที่หักต้นทุนออกไปแล้ว

ส่วนวิธีการหาตลาด คุณศิริพร แนะนำว่า “เกษตรกรโดยทั่วไป เขามักทำตามกระแส ปลูกแห่ๆ ตามกันไป เห็นว่าอะไรแพงก็ปลูกกันไป ซึ่งแท้จริงแล้ว ควรต้องหาตลาด ศึกษาตลาดก่อนการปลูก เพราะอะไรก็ตามที่ปลูกกันมาก พอถึงฤดูกาลออกผลผลิต ก็จะออกพร้อมกัน ปริมาณสินค้าก็จะมีเยอะในท้องตลาด ราคาก็จะลง เพราะเกิดจากการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง และเกิดจากการที่คนปลูกไม่รู้ว่า ปลูกไปแล้วผลผลิตที่ได้จะมีใครมารับซื้อหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรในท้องตลาดถูกลง เพราะเราปลูกกันตามกระแส ดังนั้น 1. การปลูก เพื่อขายอะไรต้องรู้จักตลาด หาให้เจอเสียก่อนว่าจะปลูกอะไรไปขายที่ไหน 2. ต้องทำครบวงจร ควรเป็นทั้งผู้ผลิต ปลูกเอง ขายเอง ดูแลบริหารงานให้ไปถึงตลาดเอง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และที่สำคัญหากจะทำการเกษตรเพื่อส่งขายไปยังโรงงานต่างๆ จะต้องมีการควบคุมมาตรฐานและสารเคมีให้ได้ ต้องทำการจดบันทึกรายละเอียด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกษตรกรส่วนมากไม่สามารถทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานได้”

“ มะม่วง ” เป็นไม้ผลที่มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุดในประเทศ ปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมะม่วงที่ให้ผลผลิตแล้ว 2,145,211 ล้านไร่ จำนวนผลผลิต 3,243,559 ตัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้สรุปมูลค่าผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ ปี 2558 มะม่วงน้ำดอกไม้ มูลค่าประมาณ 59,556 ล้านบาท มะม่วงเขียวเสวยประมาณ 88,300 ล้านบาท และกลุ่มมะม่วงคละชนิดอีกประมาณ 70,515 ล้านบาท (ที่มา :ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2559)

จึงกล่าวได้ว่า มะม่วง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างมหาศาล และมีอัตราการเติบโตถึงปีละ 10-15% หากอยากรู้ว่า ตลาดส่งออกมะม่วงของไทยในอนาคตจะดำเนินไปในทิศทางใดนั้น ต้องฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ “คุณวุฒิชัย ดอนทองแอ ” ประธานคณะบริหารการจัดซื้อฝ่ายเกษตร บริษัท สวิฟท์ จํากัด ดังต่อไปนี้

จุดเริ่มต้นกิจการ

บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นกิจการคนไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านส่งออกพืชผัก และผลไม้สด ระยะแรกบริหารงานในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ควบคุมคุณภาพผลผลิตไม่ได้ จึงเปลี่ยนนโยบายหันมาสร้างเกษตรกรเครือข่ายโดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ( Contract farming ) โดยให้การช่วยเหลือด้านเงินทุน องค์ความรู้แก่เกษตรกร จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำขั้นตอนการผลิตให้ได้มาตรฐานตาม GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ปี 2535 สวิฟท์ได้ร่วมลงทุนกับ Exotic Farm Produce (United Kingdom) ในชื่อ บริษัท Exotic Farm Produce (Thailand) จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ปัจจุบันสวิฟท์มีโรงงานคัดบรรจุในจังหวัดนครปฐม เชียงใหม่ และเพชรบูรณ์ บริหารจัดการภายใต้มาตรฐาน HACCP และ Eurep GAP สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน มังคุด มะม่วง ทุเรียน ฯลฯ โดยมุ่งผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกเป็นหลัก เพราะข้อดีของมะม่วงก็คือ เป็นผลไม้ที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ปัจจุบันสวิฟท์มีฐานลูกค้าหลักอยู่ในภูมิภาคยุโรป และ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ ตลาดเอเซีย อาฟริกา ออสเตรเลีย

นอกจากส่งออกมะม่วงผลสดแล้ว บริษัทมีโรงงานสวิฟท์โฟรเซ่นที่จังหวัดเชียงใหม่ สวิฟท์นำมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ตกเกรดจำนวน 400 -500 ตันไปแปรรูปเป็นมะม่วงแช่เยือกแข็ง และรับซื้อมะม่วงมหาชนก เฉลี่ยปีละ 1,000 ตันส่งออกไปขายตลาดญี่ปุ่น สวิฟท์เชื่อว่า ในภาพรวมไทยจะสามารถส่งออกตลาดมะม่วงแช่เยือกแข็งไปขายทั่วโลกไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ตัน

ฐานการผลิตในปัจจุบัน

ปัจจุบันสวิฟท์มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ ในแต่ละปี สวิฟท์จะเริ่มรับซื้อมะม่วงนอกฤดูในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาก่อนเป็นที่แรก โดยมีผลผลิตเข้าตลาดตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม รุ่นถัดมา จะรับซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ( ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ) ตั้งแต่เดือนกันยายน -– ธันวาคม

ส่วนภาคตะวันออก ( สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ) จะมีผลผลิตทะยอยเข้าตลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – เมษายน ส่วนพื้นที่ภาคกลางตอนบน (พิจิตร พิษณุโลก) จะมีผลผลิตมะม่วงเข้าตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม ด้านภาคเหนือ ( เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน) จะมีมะม่วงเข้าตลาดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม

ปัจจุบัน ภาคตะวันตก( กาญจนบุรี ราชบุรี ) นับเป็นโซนใหม่ที่เกษตรกรหันมาสนใจปลูกมะม่วงเชิงการค้ามากขึ้นในระยะหลัง แต่สัดส่วนตัวเลขพื้นที่การปลูกมะม่วงยังไม่เยอะมากเหมือนกับพื้นที่อื่นๆ โซนนี้มีผลผลิตเข้าตลาดตั้งแต่เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ ในช่วง 2-3 ปีหลังที่ผ่านมา พบว่า แหล่งปลูกมะม่วงในจังหวัดอุดรธานี ชัยภูมิ มีการขยายตัวเลขพื้นที่การปลูกเข้าสู่ระบบมาตรฐานมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาด พร้อมกับจังหวัดพิจิตร และพิษณุโลก ประมาณ ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม

โอกาสมะม่วงไทยในเวทีตลาดโลก

ในเวทีการแข่งขัน มะม่วงไทยได้เปรียบในเรื่องคุณภาพและราคา ไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะขายไม่ได้ “ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ” เป็นคู่ค้าหลักที่นำเข้ามะม่วงจากประเทศไทย และมีลู่ทางการส่งออกที่เติบโตสดใสมากที่สุดในขณะนี้ ไทยส่งออกมะม่วงคุณภาพเกรดเอ ไปตลาดเกาหลี ได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ตลาดอันดับสอง คือ ญี่ปุ่น ส่วน จีน ต้องการมะม่วงคุณภาพเกรดบีลงมา ด้านตลาดยุโรป สัดส่วนการส่งออกมะม่วงยังไม่เยอะมาก

มะม่วงไทยมีจุดเด่นหลายด้านที่กินขาดคู่แข่งขัน ทั้งด้านรสชาติ “ หวาน หอม อร่อย ” และ จุดเด่นด้านคุณภาพ “ สด สะอาด ปลอดภัย “ รวมทั้งมีเทคนิคการดูแลจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของไทยสามารถยืดอายุการวางจำหน่ายได้ยาวนานกว่าเดิม ช่วยเพิ่มโอกาสการขายได้มากขึ้น คือ ประมาณ 14 วัน ทำให้มะม่วงไทยเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อในหลายประเทศ

รุกส่งออก โชคอนันต์ – เขียวเสวยไปญี่ปุ่น

ที่ผ่านมาญี่ปุ่นอนุญาตให้นำเข้ามะม่วงผลสดจากไทยจำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ น้ำดอกไม้ มหาชนก แรด พิมเสนแดง และหนังกลางวัน ซึ่งมะม่วงไทยได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องของรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หวานละมุน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข่าวดีล่าสุดคือ ญี่ปุ่นพิจารณาอนุมัติให้มะม่วงไทยอีก 2 ชนิดคือ มะม่วงโชคอนันต์ และมะม่วงเขียวเสวย

ปัจจุบันเกษตรกรไทยปลูกมะม่วงโชคอนันต์และมะม่วงเขียวเสวยมากพอสมควร ประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตมะม่วงทั้งประเทศ ที่ผ่านมา เกษตรกรไทยผลิตมะม่วงเขียวเสวยส่งไปขาย “ ตลาดเวียดนาม” อย่างต่อเนื่อง ส่วนมะม่วงโชคอนันต์มีผลผลิตเข้าตลาดทั้งปี จึงนิยมใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอาหารกระป๋องและโรงงานแปรรูป เพื่อผลิตมะม่วงเปรี้ยวส่งขายทั้งประเทศและต่างประเทศ

เมื่อญี่ปุ่นผ่อนผันให้นำเข้ามะม่วงอีก 2ชนิดจากประเทศไทย น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับเกษตรกรที่สนใจจะปลูกมะม่วงเพื่อป้อนตลาดส่งออก เนื่องจาก มะม่วงโชคอนันต์ และมะม่วงเขียวเสวยปลูกและดูแลได้ง่ายกว่ามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะมะม่วงโชคอนันต์ สามารถติดดอกออกผลได้ตลอดทั้งปี สวิฟท์มองเห็นโอกาสทางการตลาดส่งออกของมะม่วงทั้งสองชนิดจึงเร่งขยายกำลังการผลิตในกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดส่งออกในอนาคต

ทุกวันนี้ ไทยประสบความสำเร็จในการดูแลรักษาคุณภาพมะม่วงหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ผู้ส่งออกสามารถเก็บมะม่วงคุณภาพดีที่มีความสุกมากขึ้น ประมาณ 85 % ส่งไปขายในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยมีระยะเวลาการวางจำหน่ายนานถึง 14 วัน สำหรับมะม่วงปากตะกร้อ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดญี่ปุ่น เพราะเป็นมะม่วงที่แก่จัด มีรสหวานอร่อยเป็นพิเศษ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลังพฤติกกรรมการบริโภคของลูกค้าต่างชาติเปลี่ยนแปลงไปหันมานิยมบริโภคอาหารไทยที่มีรสชาติเผ็ดจัดจ้านมากขึ้น และต้องการบริโภค มะม่วงหลากหลายรสชาติ ทั้งมะม่วงเปรี้ยว มะม่วงมัน มะม่วงสุก แต่เดิมตลาดญี่ปุ่น บริโภคมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 เป็นหลัก แต่ระยะหลังเริ่มสนใจนำเข้ามะม่วงแรด ที่มีรสเปรี้ยว เพื่อนำไปแปรรูปในเมนูมะม่วงยำ เพื่อตอบสนองตามความต้องการของคนไทยที่พักอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ

สถานการณ์ตลาดส่งออกมะม่วงในปัจจุบน

ทิศทางการส่งออกมะม่วงของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10 % ขณะเดียวกันตัวเลขพื้นที่ปลูกมะม่วงของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่าปีละ 10-20 % สมัยก่อนมีผู้ส่งออกมะม่วงแค่ 4- 5 บริษัทในช่วง 5 ปีหลัง จำนวนผู้ส่งออกขยายตัวมากขึ้นถึง 38 บริษัท โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยรุ่นใหม่ที่เล็งเห็นโอกาสในการส่งออกมะม่วงไปยังประเทศเกาหลี จึงก้าวเข้ามาลงทุนแข่งขันการส่งออกมะม่วงไปตลาดเกาหลี ทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าและผลักดันมูลค่าการส่งออกมะมวงไปยังตลาดเกาหลีในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 20%

ปัจจุบัน ผู้ผลิตมะม่วงหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฟิลลิปินส์ เวียดนาม ฯลฯ ต่างหันมาแข่งขันเจาะตลาดมะม่วงในประเทศเกาหลีเช่นเดียวกันไทย แต่สินค้าไทยมีจุดเปรียบกว่าในด้านคุณภาพ รสชาติ และมีผลผลิตป้อนตลาดทั้งปี เป็นจุดขายที่ทำให้มะม่วงไทยสามารถเติบโตในตลาดเกาหลีได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านตลาดญี่ปุ่น ภาวะการแข่งขันยังไม่สูงมากเท่าเกาหลีเพราะเอกชนไทยหลายรายยังผลิตไม่ได้มาตรฐานจีเอพี และไม่มีโรงงานอบไอน้ำเป็นของตัวเอง มะม่วงที่ส่งออกไปจีน ไม่ต้องอบไอน้ำ พ่อค้าจีนก็มาซื้อมะม่วงจากล้งทั่วไปเพื่อส่งออกเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงเพราะขาดการตรวจสอบสารตกค้าง เสี่ยงกับการสูญเสียตลาดเพราะควบคุมคุณภาพมะม่วงส่งออกไม่ได้

ส่วนตลาดใหม่ที่มีลู่ทางการเติบโตได้ดีในปัจจุบัน ได้แก่ ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ภูมิภาคยุโรป เช่น สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ ฯลฯ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีคนไทยและกลุ่มคนเอเชียพักอาศัยอยู่เยอะ ประกอบกับนโยบายการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารไทย ทำให้ต่างชาติสนใจบริโภคอาหารและผลไม้ของไทยเพิ่มมากขึ้น

ภาพรวมผลผลิตมะม่วงในปี 2559

ในปีนี้ เจอปัญหาโลกร้อน วิกฤตภัยแล้ง สมัครเว็บ SBOBET ส่งผลกระทบต่อคุณภาพมะม่วงไทยทั่วประเทศ ทำให้ต้นมะม่วงติดดอกออกผลน้อยลง กว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40% โดยเฉพาะแหล่งปลูกมะม่วงขนาดใหญ่ของประเทศ เช่น สระแก้ว ฉะเชิงเทรา พิจิตร พิษณุโลก ผลผลิตในช่วงฤดู ( มกราคม-มีนาคม )ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากฝนเทียม สวนมะม่วงบางแห่งวันหนึ่งเจอภาวะอากาศถึง 3 ฤดูในวันเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง

ปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของผู้ส่งออกเพราะหาซื้อสินค้าป้อนตลาดได้ยากขึ้น เพราะมีผลผลิตเข้าตลาดไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ ประเทศคู่ค้าหลายแห่งเผชิญภาวะอากาศหนาวเย็นยาวนานกว่าทุกปี เช่น เกาหลี อากาศหนาวเย็นติดลบกว่า 30 องศา ประชาชนไม่ค่อยออกจากบ้านมาจับจ่ายใช้สอยเหมือนในอดีต ทำให้ช่วงที่ผ่านมา เกาหลีแทบไม่สั่งซื้อมะม่วงไทยเลย ผนวกกับปัญหาการชะลอทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก เชื่อว่า ตัวเลขการส่งออกมะม่วงในปีนี้ อาจน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บริษัทสวิฟท์ เชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ทิศทางการส่งออกมะม่วงไทยจะมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับราคามะม่วงนอกฤดู(ก.ค.- ธ.ค.)ที่ผลิตป้อนตลาดส่งออกในปีนี้ คาดว่าจะขายได้ราคาสูงอยู่ที่ก.ก.ละ 120 บาทเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วนมะม่วงในช่วงฤดู ราคาต่ำสุดที่ก.ก.ละ 55 บาท ในระยะยาว ผมมั่นใจว่า มะม่วงจะเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนมะม่วงได้อย่างสบายๆ