หากเป็นโรคกระเพาะอาหาร นิยมกินวุ้นของใบว่านโดยฝาน

เปลือกออกจะเห็นวุ้นใสๆ ล้างน้ำยางเหลืองๆ ออกก่อนเพราะมีรสขมเกินไปก่อนกินแก้โรคกระเพาะ นอกจากนี้ เด็กๆ ที่มีอายุไม่เกิน 4 ปี เป็นโรคหอบหืดให้ทำวุ้นหางจระเข้กินครั้งละ 1 ช้อนแกง โดยเลาะเปลือกล้างยางสีเหลืองๆ ซึ่งทำให้ขมออกก่อนเหมือนพวกโรคกระเพาะทำกินดังที่กล่าวมา เอาช้อนขูดเอาเนื้อวุ้นใสๆ 1 ช้อน แล้วผสมน้ำตาลทรายให้มีรสหวานตามใจชอบ แล้วป้อนให้เด็กกินวันละครั้ง 3-4 วัน มีผู้นำวิธีการไปใช้ได้ผลหลายราย

ลักษณะทั่วไป

ว่านหางจระเข้ เป็นว่านที่พบเห็นได้ง่าย ปลูกกันตามครัวเรือนมีหลายสายพันธุ์ คุณภาพใกล้เคียงกัน จากภาพที่เห็นเป็นสายพันธุ์ต้นใหญ่ ก้านใบให้เนื้อวุ้นเยอะ ใบหนาอวบอ้วน มีหยักเป็นฟันตะเข้บ้างตามขอบใบ โคนใบอ้วนปลายใบเรียวแหลมคล้ายกระบี่ในหนังจีน ใบมีสีเขียวใส ถ้าปลูกเลี้ยงกลางแจ้งใบจะสีเขียวอมแดง เลี้ยงในร่มรำไรจะเหมาะกว่า

ขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ แยกหน่อนำไปชำในถุงดำ ดินผสมขี้เถ้าแกลบดำและทราย รดน้ำให้ชุ่มเก็บไว้ในร่มรำไร จนต้นเจริญแข็งแรงจึงย้ายปลูกในกระถาง เลือกกระถางโตพอควร รองก้นกระถางด้วยเศษอิฐหักๆ ใส่พอควรแก่การระบายน้ำที่ดี ดินปลูกเป็นดินร่วนผสมปุ๋ยคอกและใบไม้ผุ นำว่านลงปลูกอาจมีไม้ค้ำพยุงบ้างเพราะก้านอวบหนักพอดู พักไว้ในร่มรำไร รดน้ำให้ชุ่มวันละครั้ง เมื่อต้นเจริญเติบโตแข็งแรงใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง พร้อมกับพรวนดินก็จะได้ก้านว่านหางจระเข้อวบๆ ไว้ใช้งานได้ต่อไป

สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2546 สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 363 หมู่ 4 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกแรกตั้ง 202 คน ทุนแรกตั้ง 1,138,774.00 บาท มีรายได้กว่าปีละ 4ล้านบาท

ปัจจุบัน สหกรณ์แห่งนี้ ดำเนินธุรกิจ 6 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจรวบรวมผลิตผล (รวบรวมข้าวเปลือก) ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรูปผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตสินค้าสหกรณ์รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้องเพื่อจำหน่าย ธุรกิจให้บริการและส่งเสริมการเกษตร

สหกรณ์ดำเนินการจัดหาตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าการเกษตรอินทรีย์ให้สมาชิก มีรายได้ค่าบริหารตลาดนัด มีรายได้กว่าปีละ 4 ล้านบาทโดยรายได้หลักมาจากธุรกิจแปรรูปผลผลิตและผลิตสินค้ามากที่สุด รองลงมาเป็น ธุรกิจรวบรวมผลิตผล

ช่องทางการตลาดของสมาชิกสหกรณ์ ประกอบไปด้วย ตลาดในโรงเรียนดาราวิทยาลัย ตลาดในโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ตลาดนัดเจเจมาร์เก็ต จำหน่ายวันเสาร์ ตลาดในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หมู่บ้าน Land and House แม่โจ้

และช่องทางการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ ได้แก่ ร้านค้าสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด, เพิ่มช่องทางการจำหน่ายทาง website / Face book / Line, ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ และเครือข่ายร้านค้าสหกรณ์ในจังหวัดและต่างจังหวัด สำหรับกิจกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจของสหกรณ์ คือ ตลาดเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (สสส.) ณ บริเวณโครงการจริงใจมาร์เก็ด และตลาดต้องชม ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

ในปี 2560 ที่ผ่านมา สหกรณ์ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือให้บริการสมาชิกในด้านการประกอบอาชีพเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการรับรองร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย 1. หลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการผลิตในระบบอินทรีย์ 2. การลดต้นทุนการผลิตพืชด้วยการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนในครัวเรือนและการผลิตจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

3.การนำผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม4. พัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มสมาชิก 5. ประชาสัมพันธ์ตลาด โดยเน้นสร้างความเข้าใจในระบบเกษตรอินทรีย์ให้กับผู้บริโภค เช่น ผู้บริโภคสัญจรไร่นา

โครงการที่สหกรณ์ได้ดำเนินการร่วมกับกรมฯ และหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงฯ ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต PGS , เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผักปลอดภัย/อินทรีย์ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

โครงการระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS กับกรมพัฒนาที่ดินและมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการรับรอง โครงการเฝ้าระวังมาตรฐานสินค้าเกษตรของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

และการกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ซึ่งแต่ละโครงการ ก่อให้เกิดความสำเร็จแก่สหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และการร่วมกลุ่มของเกษตรกร จนส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

รุกตลาดผักอินทรีย์

นางจันทร์ทอน เสาร์แก้ว ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์แห่งนี้มีการรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตร เริ่มแรกสมาชิกได้ทำการปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่รู้จักคำว่า “อินทรีย์” ส่วนหน้าที่หลักๆ ของสหกรณ์ก็จะมีการส่งเสริมสมาชิกในเรื่องของการผลิต การแปรรูป การตลาด การตรวจสารพิษตกค้าง การผลิตสินค้าตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ ที่สามารถส่งออกได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยทางสหกรณ์ฯ จะเข้าไปแนะนำสมาชิกให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ทางสหกรณ์ฯ ยังได้เซ็นสัญญากับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในปัจจุบันเรามีสมาชิก 300 ราย โดยจะมีการอบรมเพิ่มความรู้ การปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกร ตลอดจนการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าชนิดต่างๆ เช่น แยมหม่อน แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

“อยากจะบอกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกๆ จะมีต้นทุนการผลิตสูงหน่อย ส่วนปีต่อๆ ไปต้นทุนก็จะลดลง ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานภายในครัวเรือน เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว โดยจะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานเป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมสวนเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ตลอดเวลา” นางจันทร์ทอน กล่าว

ด้านสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด คือ นางผ่องพรรณ สะหลี เจ้าของสวนฮ่มสะหลี อยู่บ้านเลขที่ 112/2 หมู่ 1 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นนาข้าว จำนวน 2 ไร่ 70 ตารางวา ต่อมาได้มีการขุดบ่อ และขุดร่องทำสวน โดยเริ่มทำสวนมาตั้งแต่ปี 2556 ตอนแรกก็ปลูกไว้กินเอง ต่อมาก็เริ่มก็ปลูกเยอะขึ้นๆ โดยจะปลูกผักประเภทผักสวนครัว หรือผักที่ครอบครัวชอบกิน เช่น ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา พริกขี้หนู จิงจูฉ่าย ผักบุ้ง ผักตามฤดูกาล หรือผักเมืองหนาว เป็นต้น

นอกจากนี้ เรายังปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง ลำไย กล้วย มะพร้าว หม่อน อัญชัน เสาวรส อย่างละไม่กี่ต้น โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเป็นแบบอย่าง เริ่มจากการขุดร่อง ปลูกหญ้าแฝก และปลูกพืชผักอินทรีย์มาจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องของการรับซื้อผลผลิต เมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งจัดหาตลาดให้ด้วย จนกระทั่งทุกวันนี้ทำให้เรามีพืชผักไปวางขายที่กาดแม่โจ้ ตลาดเจเจ เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีรายได้ 8,000 กว่าบาทต่อสัปดาห์

“รู้สึกภูมิใจที่ได้มีอาชีพเกษตรกร มีชีวิตอย่างพอเพียง และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ อีก ซึ่งในอนาคตมีโครงการจะขยายพื้นที่ปลูกพืชผักอินทรีย์เพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น จึงอยากจะเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอินทรีย์กันมากขึ้น เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพ รายได้ก็ดีกว่าการปลูกพืชด้วยสารเคมีอีกด้วย ” นางผ่องพรรณ กล่าวในที่สุด

ในช่วงฝนตกและมีความชื้นในอากาศสูงแบบนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักกวางตุ้งให้เฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของด้วงหมัดผัก สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของผักกวางตุ้ง

โดยจะพบตัวอ่อนด้วงหมัดผักเจาะชอนไชเข้าไปกัดกินอยู่บริเวณโคนต้นหรือรากของผักกวางตุ้ง ทำให้ต้นผักเหี่ยวเฉา ไม่เจริญเติบโต หากรากถูกทำลายมาก จะส่งผลทำให้ต้นผักตายได้

ตัวเต็มวัยของด้วงหมัดผักจะชอบกัดกินผิวใบด้านล่าง ทำให้ใบเป็นรูพรุน อาจกัดกินผิวลำต้นและกลีบดอกด้วย ด้วงหมัดผักชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ตัวเต็มวัยของด้วงหมัดผักเมื่อถูกกระทบกระเทือนจะกระโดดหนี และสามารถบินได้ไกล

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข หากพบการระบาดที่ไม่รุนแรงของด้วงหมัดผักในแหล่งปลูกผักใหม่ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จะให้ผลในการกำจัดด้วงหมัดผักได้ดี

ส่วนในแหล่งที่ปลูกผักเป็นประจำ เกษตรกรควรใช้สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จะให้ผลที่ดีกว่า

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรใช้วิธีเขตกรรมในการป้องกันและลดการระบาดของด้วงหมัดผัก โดยใช้การไถตากหน้าดินไว้เป็นเวลานานพอสมควร เพื่อทำลายตัวอ่อนและดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน

และควรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ด้วงหมัดผักไม่ชอบ วิธีนี้จะช่วยลดการระบาดได้ดีอีกทางหนึ่ง รวมถึงให้เกษตรกรพ่นหรือราดด้วยไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 4 ล้านตัว ต่อพื้นที่ 20 ตารางเมตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อฆ่าตัวอ่อนด้วงหมัดผักในดิน

ตัวอย่างอาชีพเกษตรกรรมที่ทำได้ง่าย เพียงแค่มีที่หลังบ้าน โดยการปลูกสะละและเพาะพันธุ์กล้าขาย สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี แม้จะอายุมากก็ทำได้ เกษตรกรรายนี้ชื่อ คุณสุนทร เนตรโสภา อายุ 64 ปี ชาวบ้านฮ่องสิม ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งทุกวันจะมีกิจวัตรประจำวัน โดยการหมั่นดูแล กำจัดวัชพืชและให้น้ำ สะละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ที่ปลูกไว้หลังบ้าน เพื่อเร่งผลผลิตให้ทันส่งขาย

คุณสุนทร เล่าว่า เดิมพื้นที่ 14 ไร่ หลังบ้าน ปลูกมะขามหวานมานานถึง 13 ปี แต่เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้ออำนวย ทำให้มะขามหวานมีผลผลิตน้อย ขาดทุนเป็นหนี้สิน ต่อมาลูกสาวทำงานที่ภาคใต้ เห็นเพื่อนบ้านนิยมปลูกสะละในพื้นที่ไม่กี่ไร่ กลับมีรายได้ดี จึงโค่นต้นมะขามทิ้งนำสะละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซียมาให้ปลูกทดแทน ใช้เวลาดูแลเพียง 3 ปี สะละทั้ง 2 สายพันธุ์ เริ่มให้ผลผลิต ออกลูกดก จากนั้นจึงหันมาดูแลปลูกสะละขายอย่างจริงจัง สะละเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ปลูก 14 ไร่ หรือ กว่า 2 พันต้น เก็บขายได้เฉลี่ยวันละ 100-200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ยอมรับว่าแรกเริ่มที่ปลูกสะละชาวบ้านต่างหัวเราะเยาะ ปลูกสะละในอีสานจะได้หรือ พอทำแล้วปรากฏว่าทำกำไร ตกไร่ละ 1 แสนบาท ต่อปี นอกจากขายผลสะละเป็นรายได้หลัก ตนเพาะพันธุ์กล้าสะละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ขายต้นละ 50 บาท มีผู้โทร.สั่งจองเกือบทุกวัน สะละสามารถปลูกได้ในภาคอีสาน ดูแลง่าย สะละจะให้ผลผลิตได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

นครสวรรค์ ถือเป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล และหลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ อาทิ เขตพื้นที่ ต.วัดไทร, ต.บางม่วง และ ต.ตะเคียนเลื่อน ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่น้อยสัก 1 ไร่ขึ้นไปจนกระทั่งไปถึงจำนวนหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว

ผักชีฝรั่ง หรือที่ชาวบ้านบางรายเรียกกันว่า ผักชีใบยาวบ้าง ผักชีหนามบ้าง เป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน เก็บผลผลิตขายได้แล้ว เกษตรกรหลายรายต่างก็ยืนยันว่ามีรายได้มากกว่าการปลูกพืชหลายชนิด แม้จะต้องลงทุนมากในช่วงการเริ่มต้นครั้งแรก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถได้คืนทุน

ประโยชน์ของผักชีฝรั่งมักจะนำมาใช้ในการปรุงอาหารหลายชนิด แต่ที่นิยมและดูจะใช้มากเป็นพิเศษคือในอาหารทางอีสาน สรรพคุณของผักชีฝรั่งนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการหลายประการอันมาจากการที่ประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม ไอโอดีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน มีสารคลอโรฟิลล์สูง มีน้ำมันหอมระเหย เช่น เอพิออล (apiol) เบอแกบทีน (bergaptein) ไมรีสทิซิน (myristicin) ฟูราโนคิวมารีน (furanocumarin) ฟลาโนวอยด์ (flavonoids) นอกจากนี้ ยังมีกรดโฟลิกและเมือก “มูซิเลจ” (mucilage) ที่รากอีกด้วย

ใบและใบอ่อน ยังใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ใช้ดับกลิ่นปากได้ดี เพราะมีสารคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้ยังมีสารต้านมะเร็งทำให้สารก่อมะเร็งในยาสูบไม่ออกฤทธิ์

ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งหารายได้ เกษตรกรอย่าง คุณสมพร กลิ่นนิ่มนวล อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (089) 639-9189 เป็นอีกคนที่ทำอาชีพนี้เช่นกัน และทำมาหลายปีแล้ว

ซื้อเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งแรกเท่านั้น

ครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก

คุณสมพร ปลูกผักชีฝรั่งแบบไม่เน้นเป็นอาชีพหลัก เพราะเธอปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย จึงทำอยู่ 1 ไร่ เป็นผักชีฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ ใช้เมล็ดพันธุ์น้ำหนัก 2 กิโลกรัม และตอนที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งแรกมีราคาประมาณ 2,000 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม

เกษตรกรรายนี้เปิดเผยเรื่องเมล็ดพันธุ์ว่า จะซื้อมาปลูกเพียงครั้งแรกเท่านั้น และครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในรุ่นต่อๆ ไป โดยเลือกเก็บต้นที่ให้ดอกสมบูรณ์ๆ เลือกดูต้นที่ใหญ่ ถ้าติดดอกเก็บเอาดอกของต้นนั้นไว้ทำพันธุ์ เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และจะได้ต้นใหม่ที่สมบูรณ์

รูปแบบการปลูกผักชีฝรั่งนั้นจะต้องทำโรงเรือนมุงซาแรนรอบด้าน ให้แสงสว่างส่องเข้าไปภายในโรงเรือนได้ประมาณ 60% ถ้าแสงผ่านเข้าไปน้อยกว่านั้น ประมาณ 70% ขึ้นไป ก็จะทำให้เกิดความชื้นในโรงเรือนมากเป็นเหตุให้เกิดเชื้อรา ส่งผลให้ผักชีฝรั่งเป็นโรครากโคนเน่าง่าย แต่หากแสงผ่านเข้าโรงเรือนมากราว 50% ขึ้นไป ก็จะทำให้ผักชีฝรั่งไม่เติบโต ฉะนั้น เรื่องแสงสว่างในโรงเรือนจึงมีผลต่อการปลูกผักชีฝรั่งมาก ส่วนขนาดโรงเรือนควรสูงประมาณ 1.70-2.00 เมตร และความกว้าง ยาว อาจต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละแห่ง

การปลูกผักชีฝรั่ง ต้องปลูกระบบร่องน้ำจึงจะได้ผลดี หน้าร่องปลูกควรกว้างประมาณ 6 เมตร หรือ 3 วา ความยาวแล้วแต่พื้นที่ และร่องน้ำกว้างประมาณ 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระดับน้ำจะต้องสามารถสูบน้ำเข้า-ออก ให้ลดระดับน้ำสูงต่ำในร่องน้ำได้

“ลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์มาครั้งแรก พอเก็บได้รุ่นแรกให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในรุ่นต่อไปโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ แต่สิ่งที่ต้องลงทุนคือ การสร้างร้านปลูกปักเสาแล้วคลุมซาแรนเพื่อบังแดด ต้องใช้เงินลงทุนซื้อวัสดุมาทำครั้งละเป็นหมื่นบาท ต่างกับสมัยก่อนใช้ก้านมะพร้าวบังแดด”

การปลูกให้ได้คุณภาพ

ต้องปรับน้ำ แดด ให้พอเหมาะ

คุณสมพร อธิบายขั้นตอนการปลูกว่า ก่อนอื่นต้องปรับดินให้มีความเสมอ แล้วต้องรดน้ำให้ดินชุ่มมาก ทิ้งไว้สักพักแล้วจึงหว่านเมล็ด ให้ฉีดยาป้องกันแมลงและป้องกันเชื้อรา คอยหมั่นถอนหญ้าและวัชพืช หมั่นรดน้ำอย่าให้ขาด โดยการใช้สายยางปล่อยน้ำอ่อนๆ เพื่อรักษาความชื้นของดิน ระหว่างนั้นอาจมีการใส่ปุ๋ยยูเรียบ้างเป็นครั้งคราว หรือเป็นปุ๋ย สูตร 25-7-7 ให้ใส่หลังหว่านไปแล้วสัก 1 เดือน

“การเตรียมดินหากเป็นแปลงปลูกใหม่ๆ ดินยังมีสภาพดี ตากดินให้แห้งเสียก่อน จากนั้นก็ตีดินด้วยรถตีดินให้ร่วนซุย เมื่อพร้อมปลูกก็หว่านเมล็ดบางๆ ลงหน้าร่อง อัตราส่วนเมล็ดพันธุ์พื้นที่ 1 ไร่ ต่อเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม หลังจากหว่านเมล็ด ประมาณ 10-15 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้าขึ้นมา

พอต้นกล้างอกให้น้ำพอประมาณทิ้ง ระยะให้น้ำแต่ละครั้งควรห่างสัก 3-7 วัน จนกระทั่งต้นผักชีฝรั่งอายุ 1 เดือน คราวนี้หยุดให้น้ำ ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินแห้งสักระยะหนึ่ง สังเกตดินแห้งแตกระแหงพอสมควร และต้นผักชีฝรั่งค่อนข้างเหี่ยวเฉาแล้วจึงให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหว่านให้ทั่วแปลง จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้รากดูดซึมน้ำและปุ๋ยขึ้นไปเลี้ยงลำต้นได้มากๆ”

คุณสมพร บอกต่อว่า หลังจากรดน้ำวันแรก วันที่สองให้พักการรดน้ำจะไปรดน้ำอีกครั้งในวันที่ 3 หลังจากนั้นก็ให้น้ำเช้า-เย็น ตามปกติ การใส่ปุ๋ยผักชีฝรั่งให้ปุ๋ยอีก 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 พอถึงเดือนที่ 4 ก็เริ่มถอนต้นที่มีขนาดใหญ่ใบอวบสวยตามตลาดต้องการขายได้

สามารถเก็บผลผลิตได้หลายรุ่น

ต่อการปลูกหนึ่งครั้ง

การปลูกผักชีฝรั่งของคุณสมพรถือว่าได้เปรียบในเรื่องแหล่งน้ำ เพราะแปลงปลูกของเธออยู่ใกล้แม่น้ำปิง จึงเป็นโอกาสดีที่สามารถดึงน้ำจากแหล่งใหญ่ตามธรรมชาติมาใช้อย่างง่ายดาย

การเก็บเกี่ยว ผักชีฝรั่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 120 วัน ก่อนถอนควรรดน้ำบนแปลงให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน เพื่อสะดวกในการถอน การเก็บจะถอนทั้งต้นมีรากติด หรือตัดทีละต้น นำไปล้างดินออก ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลืองใบเสียทิ้ง นำไปผึ่งลมแล้วบรรจุลงในตะกร้า

“หลังจากถอนต้นผักชีฝรั่งชุดแรกแล้ว ให้หว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยสูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดเก็บให้เจริญเติบโต ควรรดน้ำเช้า-เย็น ทิ้งห่างจากเก็บครั้งแรกประมาณ 25 วัน จึงเก็บครั้งที่สอง โดยการเลือกถอนต้นที่ใหญ่ได้ขนาดออกมา จากนั้นก็หว่านปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ให้ทั่วแปลงรดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งห่างไปอีก 25 วัน จึงเก็บครั้งที่สาม หลังถอนต้นต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ผักชีฝรั่งสามารถถอนได้ 4-5 ครั้ง จึงจะหมดแปลง”

ลำต้นผักชีฝรั่งจะเจริญเติบโตไม่เสมอกัน เกษตรกรจะไล่ถอนต้นที่มีใบขนาดใหญ่ออกก่อน ส่วนใบที่เหลือและยังมีขนาดเล็กเกินไปจะรดน้ำดูแลต่อไปเพื่อให้ได้ใบใหญ่ตามขนาดจึงถอนขาย พอถอนเสร็จก็เก็บต้นผักชีฝรั่งมาทำความสะอาด กำให้เรียบร้อย ใส่ถุงขาย น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคา 60 บาท เป็นราคาซื้อ-ขายปกติ เธอเล่าว่าตอนช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาราคาสูง 150-180 บาท ต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเคยราคาตกต่ำถึง กิโลกรัมละ 20 บาท ราคานี้มักเกิดในช่วงก่อนปีใหม่ เพราะช่วงนั้นชาวบ้านปลูกกันมากและผักชีฝรั่งโตพร้อมกัน พอเก็บขายพร้อมกันราคาเลยตก

เกษตรกรรายเดิมให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อว่า icid2018.org ระยะเวลาที่เริ่มจากการหว่านเมล็ดไปจนกระทั่งเก็บผลผลิตใช้เวลารวมเกือบ 3 เดือน แต่ถ้าดูแลเต็มที่ อัดทั้งปุ๋ยและน้ำ ดูแลสภาพแวดล้อมภายในแปลงปลูกให้มีระเบียบ สะอาด ปราศจากวัชพืชอาจได้เร็วกว่ามาก นอกจากนั้น การหว่านเมล็ดให้หนา อาจเก็บได้อีก 2-3 ครั้ง ภายหลังเก็บรุ่นแรกผ่านไปแล้ว ซึ่งแต่ละครั้งที่เก็บใช้เวลาห่างกันประมาณ 2 เดือน

คุณสมพร จะปลูกผักชีฝรั่งปีละ 2 ครั้ง เธอบอกว่าแต่ละครั้งเก็บได้ถึง 3 รุ่น แต่ละรุ่นห่างกัน 2 เดือน ซึ่งหลังจากเก็บครบแล้ว จะจัดการไถพรวนดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกในครั้งต่อไป

เชื้อรา ถือเป็นศัตรูของผักชีฝรั่งอีกชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ สาเหตุเพราะผักชีฝรั่งปลูกในโรงเรือนที่มีความชื้นสูง เกษตรกรควรใช้เชื้อไตรโครเดอร์ม่าดีกว่าได้ผลกว่า ซึ่งวิธีใช้ไตรโครเดอร์ม่าให้ผสมน้ำราดทั่วทั้งแปลงก่อนหว่านเมล็ด แล้วหลังจากนั้นฉีดทุกๆ 4 เดือน จะช่วยป้องกันได้ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนมักเกิดโรครากโคนเน่าง่าย หากพบว่าเกิดโรครีบใช้สารกำจัดเชื้อรา หรือใช้ไตรโครเดอร์ม่าผสมน้ำฉีดบริเวณที่เกิดเชื้อราทันที อย่าปล่อยให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น จะยากต่อการควบคุม

ปลูกมะเขือเปราะ

สร้างรายได้ ควบคู่ไปด้วย

นอกจากผักชีฝรั่งที่คุณสมพรปลูกเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว เธอยังปลูกมะเขือเปราะพันธุ์เจ้าพระยา จำนวน 1 ไร่ ซึ่งเธอเผยว่าการปลูกมะเขือไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่มีข้อเสียคือชอบมีหนอนแล้วเพลี้ยชอบลง แมลงหวี่ก็มี สร้างความเสียหาย ดังนั้น ต้องหมั่นใส่ยาป้องกันเสมอ แล้วยังบ่นว่ายาก็ปรับราคาอยู่ตลอด จึงทำให้รายได้ลดน้อยลง

ส่วนราคาจำหน่ายมะเขือเปราะ คุณสมพร บรรจุใส่ถุงขาย น้ำหนักถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาส่ง 70-80 บาท ใช้เวลาปลูกราวเดือนกว่าจะได้เก็บผล เธออธิบายว่า พื้นที่ 1 ไร่ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 15 กว่าถุง

ข้อดีของการปลูกมะเขือเปราะคือ สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี อายุต้นให้ผลิตได้นานสักปีกว่า จึงรื้อทิ้งแล้วปลูกใหม่ คุณสมพรปลูกมะเขือมาหลายรุ่นแล้ว อนาคตกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีกสัก 1 ไร่

เธอบอกว่า ชาวบ้านแถวนี้มีอาชีพปลูกผักชีฝรั่งและมะเขือเปราะกันมาก และบอกว่ารายได้จากผักชีฝรั่งดีกว่ามะเขือเปราะ เพราะการปลูกและดูแลผักชีไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คอยใส่ใจเรื่องการเก็บวัชพืช ใส่ปุ๋ยบ้างและน้ำอย่าให้ขาด เวลาเก็บขายครั้งละเป็นหมื่นบาท และยังบอกอีกว่าราคาขายขาดความแน่นอนในแต่ละปี เหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากปริมาณผลผลิตในท้องตลาดที่เป็นตัวกำหนดราคาขาย แต่อย่างไรก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้อยู่เพราะถือว่าเป็นการเฉลี่ยรายได้กันไป