หากใครมองหาแหล่งผลิตส้มเขียวดำเนินคุณภาพดี ขอแนะนำ

ให้แวะไปเลือกชมและซื้อกิ่งพันธุ์ได้ที่สวนส้ม ของ คุณจำเรียง ศิลปผดุง อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 38/21 หมู่ที่ 7 ตำบลบึงบา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 12170 โทร. 090-251-6945 และ 081-444-7713

คุณจำเรียง เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวสวนผลไม้จังหวัดสมุทรสงคราม ครอบครัวของคุณจำเรียงนับเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่บุกเบิกทำสวนส้มรังสิต ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน โดยปลูกส้มพันธุ์บางมด หรือพันธุ์บางกรวย ซึ่งเป็นส้มเขียวหวานพันธุ์เก่าดั้งเดิมของไทย บนเนื้อที่ 18 ไร่ ต่อมาสวนส้มในพื้นที่ทุ่งรังสิตประสบปัญหาเรื่องสภาพดินเป็นกรด เจอปัญหาโรคกรีนนิ่ง ทำให้ผลส้มร่วง สร้างความเสียหายอย่างหนัก ประกอบกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการทำสวนส้ม ทำให้เกษตรกรจำนวนมากเลิกปลูกส้มไประยะหนึ่ง คุณจำเรียงหันไปปลูกทุเรียน ลำไย ฝรั่ง และไม้ผลอื่นๆ แทน

ต่อมามีการค้นพบ ส้มเขียวดำเนิน ที่ทนทานต่อโรคระบาดได้อย่างดี คุณจำเรียง จึงหันมาฟื้นอาชีพการทำสวนส้มอย่างเต็มตัวอีกครั้งหนึ่ง คุณจำเรียงไปหาซื้อพันธุ์ส้มเขียวดำเนินจากอำเภอบ้านแพ้ว มาปลูกในพื้นที่ทำกินในอำเภอหนองเสือ เมื่อ 10 ปีก่อน พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกต้นส้มเฉลี่ย 100 ต้น ปัจจุบัน สวนส้มของคุณจำเรียงปลูกต้นส้มเขียวดำเนินประมาณ 2,000 ต้น

สวนส้มแห่งนี้ ยกร่องขวางแสงอาทิตย์ เพื่อให้แปลงปลูกส้มได้รับแสงสม่ำเสมอทั่วถึง ส้มที่ปลูกแบบยกร่อง ควบคุมระดับน้ำได้ง่าย ทำให้สามารถบังคับให้ต้นส้มออกดอกนอกฤดูได้ตามเวลาที่ต้องการ ต้นส้มจะเริ่มมีการออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะเก็บผลได้ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดี

แม้ต้นส้มเขียวดำเนินจะทนทานต่อโรคกรีนนิ่งได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ทำให้ต้นส้มตาย แต่เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในท่อลําเลียงอาหาร ทำให้ต้นส้มได้อาหารไม่เต็มที่ ทําให้ผลส้มมีขนาดเล็กลง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรชาวสวนส้มส่วนใหญ่จึงเลือกใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีน มาใช้กับต้นส้มที่ปลูก โดยใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีน 600 ซีซี (300 กรัม) ผสมน้ำ 25 ลิตร ก่อนนำมาฉีดต้นส้ม ช่วยให้ต้นส้มเติบโตแข็งแรง ให้ผลผลิตคุณภาพดีตามปกติ เมื่อต้นส้มเติบโตแข็งแรง จะลดปริมาณการใช้ยาลง เหลือ 200 กรัม ต่อน้ำ 25 ลิตร คุณจำเรียง บอกว่า เทคโนโลยีสู้โรคพืชดังกล่าว ทำให้เกษตรกรจำนวนมากหันมาสนใจปลูกส้มเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง

ทุกวันนี้ สวนส้มที่ปลูกเชิงการค้าในพื้นที่อื่นๆ มักฉีดยาต้นส้มทุกๆ 3 เดือน เพื่อบำรุงต้นส้มให้แข็งแรงทนทานโรคและให้ผลผลิตสูงตามที่ต้องการ แต่สวนส้มของคุณจำเรียงฉีดยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีน กับต้นส้มประมาณ 4-5 เดือน ต่อครั้ง

คุณจำเรียง กล่าวว่า สาเหตุที่สวนส้มแห่งนี้ใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีนค่อนข้างน้อย เพราะยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีนมีราคาแพงมาก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2,000 บาท เดิมซื้อขายในราคาถังละ (25 กิโลกรัม) ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท แต่ปัจจุบันราคายาปรับตัวสูงขึ้น เกือบ 4 หมื่นบาทต่อถังแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้บริโภคสบายใจได้ว่า สวนส้มที่ใช้สารดังกล่าวมีความปลอดภัยในการบริโภค เพราะมีผลวิจัยทางวิชาการยืนยันแล้วว่า การฉีดสารปฏิชีวนะดังกล่าวเข้าต้นส้ม ไม่มีสารตกค้างในผลส้มแต่อย่างใด

ด้านตลาด

คุณจำเรียง บอกว่า ปีนี้ ต้นส้มให้ผลผลิตมาก แต่ขายส้มได้ราคาถูกกว่าทุกปี เทศกาลตรุษจีนปีนี้ ขายส้มได้เม็ดเงินน้อยกว่าปีที่มีผลผลิตส้มน้อยเสียอีก ปัญหาไม่ได้มาจาก ส้มจีน เพราะส้มจีนไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว แม้ส้มจีนจะขายราคาถูกกว่า แต่มีปัญหาสารเคมีตกค้าง มีคุณภาพต่ำ รสชาติไม่อร่อย ไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

เทศกาลตรุษจีนปีนี้ เกษตรกรขายส้มได้ราคาถูก เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบกับระยะหลัง เกษตรกรหลายพื้นที่หันมาใช้ยาปฏิชีวนะแอมพิซิลีนกำจัดโรคกรีนนิ่งในต้นส้มกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ต้นส้มเติบโตดี และให้ผลิตผลสูงขึ้น เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกส้มกันมาก ในปีนี้มีส้มจากพื้นที่ภาคเหนือและสุโขทัยเข้ามาวางขายในตลาดไทเป็นจำนวนมาก จนเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ทำให้เกษตรกรขายส้มได้ราคาถูก

“ในอดีตช่วงเทศกาลตรุษจีน เป็นโอกาสทองของการทำกำไรจากการขายส้ม แม้กระทั่งส้มผลร่วง ลูกเล็ก ก็ขายได้ราคาดี ตลาดต้องการหมด เกษตรกรขายส้มหน้าสวนได้ในราคากิโลกรัมละ 20-30 บาท เทศกาลตรุษจีนปีก่อนเกษตรกรชาวสวนส้มรังสิตเคยขายส้มได้ วันละ 4-5 คันรถ แต่ปีนี้ เจอผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อยลง แถมเจอปัญหาส้มล้นตลาดอีก ทำให้ขายส้มได้น้อยลง เหลือแค่วันละ 1 คันรถ (2,500 กิโลกรัม) เท่านั้น และราคาขายหน้าสวนถูกลง ไม่ถึง 20 บาท ต่อกิโลกรัม” คุณจำเรียง กล่าว

นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งคือ ต้นส้มเขียวดำเนิน นอกจากจะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพแล้ว ในช่วงที่ส้มมีราคาถูก เกษตรกรยังสามารถชะลอระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปได้อีก 1-2 เดือน เพื่อรอจังหวะการขายผลผลิตในช่วงส้มมีราคาสูงขึ้นในอนาคต
การทำสวนส้มไม่ใช่เรื่องยาก หากรู้จักวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้สนใจเรื่องการปลูกส้ม ควรหาโอกาสแวะเวียนไปดูการทำสวนส้มของเกษตรกรมืออาชีพในพื้นที่ต่างๆ เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้นอกตำราที่ดีที่สุด สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ดูแลสวนส้มของตัวเองได้ในอนาคต

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมไปกินอาหารร้านกับข้าวแบบจีนไหหลำในย่านเขตพระนครที่คุ้นเคยกันร้านหนึ่ง ปกติของที่ต้องสั่ง นอกจากผัดจับฉ่าย ไก่ตอน โอวห่วย (ก้านเผือกดอง) ผัดปลา และแพะตุ๋นแล้ว ก็ต้องสั่งหมี่กรอบของเขามากินก่อนอื่น เพราะเขาทำได้ดี กินติดใจมานานทีเดียว

วันที่ไป หมี่กรอบรสดี “เกือบ” เหมือนเดิม ที่ว่าเกือบเหมือน ไม่ใช่ว่าเขาปรุงด้อยฝีมือลง ทว่าขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญมากๆ ของสำรับนี้ คือ “ส้มซ่า” (Citrus aurantium var. aurantium) ไป

ผัดหมี่กรอบดีๆ ที่ไม่มีผิวส้มซ่าหั่นฝอยโรยหน้า มันเหมือนทำไม่เสร็จเลยทีเดียวล่ะครับ

นึกถึงสมัยก่อน ผมมักซื้อส้มซ่าได้จากแผงลอยตรงท่าช้างวังหลวง จุดที่จะข้ามเรือไปวัดระฆัง ฝั่งธนบุรี เพราะว่าแม่ค้าที่เป็นคนสวนฝั่งธนบุรีจะเอาส้มซ่าจากในสวนของตนมาขาย ลูกโต ผิวสีเขียวจัด หอมมากๆ เลย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังมีอยู่หรือเปล่านะครับ

ปัญหาขาดแคลนส้มซ่าของร้านอาหารที่ขายผัดหมี่กรอบ ส้มฉุน หรือสำรับโบราณบางชนิดเป็นเรื่องที่นึกไม่ถึง หรือบางครั้งเราก็เผลอคิดไปเองว่า เดี๋ยวนี้คงหาคนปลูกส้มซ่ายากแล้วกระมัง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ พรรคพวกกันไปสืบรู้มาว่า ในสวนเก่าเมืองนนทบุรี ละแวกตำบลไทรม้า มีสวนส้มซ่าแห่งใหม่แฝงตัวอยู่อย่างที่นึกไม่ถึงมาก่อน

“ก่อนหน้านี้ สวนเรานี่ก็เน้นปลูกทุเรียนเหมือนคนอื่นเขาแหละครับ” พี่ดำ – คุณประเสริฐ เชิงมูล เจ้าของสวนเล่ายิ้มๆ “มาปี 54 สิครับ น้ำท่วมใหญ่ปีนั้นทุเรียนนนท์ตายเกือบหมด เราเลยเริ่มปลูกส้มซ่า ซื้อพันธุ์กิ่งตอนมาจากสวนบางกรวย ลงไปสักปีกว่าๆ ก็เก็บลูกได้แล้วครับ ถ้าปลูกเมล็ดต้องรอราวๆ 4 ปี ลงไว้ทั้งหมดนี่ก็ 5 ไร่ แล้วยังมีของพี่ๆ น้องๆ ละแวกนี้อีกหลายสวนครับ ปลูกส้มซ่าได้เปรียบตรงที่มันสู้น้ำกร่อยพอได้ ไม่ต้องดูแลมาก นี่ผมอาศัยแค่สาดเลน คือลอกเลนท้องร่องไปโปะโคนต้นเท่านั้นเองครับ ขนาดปุ๋ยที่กรมวิชาการเกษตรแจกมาเนี่ย ผมยังไม่ต้องใส่เลย”

พี่ดำ เล่าย้อนว่า ส้มซ่านั้นปลูกง่ายจริงๆ แค่ขุดหลุม เอาต้นกล้วยมาสับๆ รองก้นหลุม แล้วก็ลงกิ่งตอน แค่นั้นเอง แต่ถ้าพื้นที่ค่อนข้างเป็นป่า ใช้เมล็ดปลูกจะให้ผลดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องฉีดยาอะไรเลย แค่หมั่นเอาที่ปั๊มน้ำจี้ๆ เนินดินโคนต้น เพื่อให้ดินโปร่งขึ้น หนอนแมลงก็ไม่ค่อยมารบกวน ขนาดกระรอกและหนู ศัตรูตัวฉกาจที่ชอบกัดกินมะกรูด มะนาวของคนสวนนั้น จะมากัดกินส้มซ่าก็ต่อเมื่อไม่มีอย่างอื่นกินแล้วเท่านั้น

ผมเลยคิดว่า มันคงเป็นพืช “โบราณ” ที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคแมลงและดินฟ้าอากาศสูงกว่าไม้ในวงศ์เดียวๆ กัน ส้มซ่ามีเอกลักษณ์เฉพาะคือผิวสีเขียวจัด ฉุน มีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดี เหมาะกับอาหารสำรับโบราณ เช่น ส้มฉุน หรือซอสส้มซ่า

ถ้าเอาที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยรสชาติกันดีในปัจจุบัน ก็คือหมี่กรอบอย่างที่ว่าไงครับ แม่ครัวไทยสั่งสอนกันมาหนักหนาว่า ถ้าทำหมี่กรอบ แล้วไม่มีผิวส้มซ่าซอยละเอียดโรยหน้า ก็จะไม่อร่อยเอาเลย แถมผมเคยเห็นสูตรผัดหมี่ หมี่กะทิ ข้าวผัดแบบโบราณเมื่อศตวรรษก่อนหลายสูตรเลยครับ ที่ระบุให้ใช้ผิวส้มซ่าซอยผสมในเครื่องผัดอย่างชนิดขาดไม่ได้ ไหนจะแกงเผ็ดบางหม้อที่เจาะจงให้ปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มซ่า ผมคิดว่ามันต้องเป็นแกงที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์มากแน่ๆ ใครเคยลองชิมน้ำคั้นส้มซ่า หรือยอดอ่อนส้มซ่า จะรู้ว่าความเปรี้ยวความฝาดของมันมีกลิ่นหอมแฝงอยู่ลึกๆ แรงกว่าน้ำมะกรูดและใบมะกรูดที่ครัวไทยใช้กันเป็นปกติทั่วไป

“เมื่อก่อนโรงแรมเมโทรสั่งเดือนละร่วมพันกว่าลูกเลยนะ ยิ่งช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ปลายๆ ปีน่ะ จะยิ่งต้องการกันมาก ได้ยินว่าที่ตลาด อ.ต.ก. เดี๋ยวนี้ขายลูกละตั้ง 40 บาท สวนเรานี่ลูกละ 10 บาทเท่านั้น แล้วใครซื้อมากๆ เราก็แถมให้น่ะ แต่ของเราจะลูกเล็กหน่อย ที่เขามาสั่งประจำก็ร้านอาหารโบลานที่สุขุมวิทน่ะ เอาทีเป็นร้อยลูก เขามีเมนูส้มฉุนไง เลยต้องใช้มาก”

สวนส้มซ่าของพี่ดำอยู่ซอยบางอ้อ 1 ใกล้วัดบางนา ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี ผมเห็นพี่เขาปลูกมะนาว มะกรูด และส้มเขียวหวานแซมแนวต้นส้มซ่าบ้างเหมือนกัน แถมพริกขี้หนูที่ขึ้นเป็นระยะๆ ข้างทางเดินในสวนนั้น เป็นพริกเม็ดเล็ก พันธุ์ดีมากๆ แต่ก็ไม่เห็นเขาเก็บอะไรไปขายอีก นอกจากส้มซ่าอย่างเดียว

ใครต้องการส้มซ่าไปใช้ในสำรับกับข้าวโบราณ หรือจะลองประยุกต์ทำแยม ทำซอส ฯลฯ จะใช้มากใช้น้อยก็ไม่มีปัญหาครับ ผลผลิตของสวนพี่ดำรองรับใบสั่งได้ครั้งละเป็นร้อยๆ ลูกทีเดียว สามารถติดต่อได้เลยที่เบอร์โทรศัพท์ (084) 164-2471 น่ะครับ

ปัจจุบัน สวนเก่าในละแวกนี้พัฒนาตัวเองขึ้นเป็นสวนเรียนรู้ด้านเกษตรของพื้นที่เมืองนนทบุรี มีผู้คนแวะเวียนเข้าเยี่ยมชมไม่ขาด บางสวนก็พยายามลงทุเรียนใหม่อีกครั้ง พี่ดำเล่าแบบติดตลกให้ผมฟังว่า ใครทำสวนทุเรียนแถวนี้ลำบากหน่อย ต้องคอยระวังพวกหัวขโมย แต่ถ้าทำสวนส้มซ่าอย่างเรานี่สบาย ขโมยไม่เอา เพราะ “เขาคงขี้เกียจต้องเอาไปส่งลูกค้าเองอีกน่ะครับ”

ภายใต้ร่มเงาทองหลางใบรีต้นเดิมๆ อันเป็นไม้ “บังไพร” ให้ต้นทุเรียนน้อยๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่านั้น ผมคิดว่า จิตวิญญาณคน “สวนบน” ของพื้นที่แถบไทรม้า ท่าอิฐ ซึ่งปรากฏในเอกสารเก่ามาตลอดว่าเป็นแหล่งปลูกผลไม้มีชื่อ ทั้งทุเรียน กระท้อน หรือมะปราง มะยงห่าง มะยงชิด คงยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แม้ความผูกผันของพื้นที่อันเนื่องมาจากอุบัติภัยธรรมชาติจะหมุนเวียนมาทดสอบหัวจิตหัวใจคนสวนเมืองนนท์อยู่เสมอ

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เสียงเครื่องจักรกลหนักที่กวาดเกลี่ยปรับพื้นที่สวนผลไม้เก่าริมน้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ลงไปไม่ไกลจากเขตสวนส้มซ่าของพี่ดำ ย่อมเผยเค้าลางของความเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ที่ไม่มีใครคิดคาดเดาได้ ไหนจะข่าวลือเรื่องทางหลวงขนาดใหญ่ที่พี่ดำบอกว่าอาจจะพาดผ่านเข้ามากลางพื้นที่สวนไทรม้าอีก

แต่เดิม ผลไม้ที่คนสวนเลือกปลูกนั้นอาจเปลี่ยนชนิดไปตามแต่สภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสวนเมืองนนท์นะครับ ทว่า คงไม่มีใครมั่นใจได้หรอกว่า จากกระท้อนเมื่อครั้งกระโน้น สู่ทุเรียนวันวาน กระทั่งส้มซ่าในวันนี้

แล้วผลไม้ของวันพรุ่งนี้ล่ะ จะยังมีอยู่หรือไม่…มันคืออะไร… สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ อากาศร้อนๆ ขอให้เราใจเย็นๆ นะครับ อย่าไปใจร้อนเหมือนอุณหภูมิขณะนี้ หาต้นไม้ที่มีร่มเงา ปูเสื่อ มีน้ำลอยดอกมะลิเย็นๆ สักขัน พร้อมหนังสือสักเล่ม ยิ่งเป็นเทคโนโลยีชาวบ้านก็ยิ่งดีครับ ได้ความเพลิดเพลินเป็นอาหารสมองในยามร้อนได้อีกด้วย สำหรับท่านที่ยังไม่มีร่มเงาไม้ ก็ขอแนะนำให้รีบปลูกต้นไม้กันเลยครับ มีที่ปลูกวันนี้จะโตเร็วที่สุด อย่างน้อยก็โตเร็วกว่าไม้ที่ตั้งใจว่าจะปลูกแน่นอน

วันนี้ผมมีเรื่องเบาๆ สบายๆ มาเล่าให้ฟังกัน เราคงสังเกตเห็นเหมือนกันนั่นคือทุเรียนได้ราคาดี ชาวสวนยิ้มแย้มแจ่มใส ขายทุเรียนแต่ละปีก็พอคลายร้อนไปได้ทั้งปี ไม่นับสวนที่เจอพายุเข้าจนเสียหายทั้งผลและต้นทุเรียน และไม้ผลอื่นๆ นะครับ นั่นเป็นเหตุสุดวิสัย เป็นเรื่องราวของภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อทุเรียนมีราคาสูง เราก็จะเห็นคนแห่ปลูกทุเรียนกันมากขึ้น ในวงสนทนาก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องทุเรียนและความร่ำรวย จนลืมคิดถึงปัญหาอื่นที่จะตามมา เช่น เมื่อปริมาณมากราคาย่อมตกต่ำ หรือทุเรียนจากประเทศอื่นเริ่มให้ผลผลิต ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ก็จะส่งผลต่อราคาขายที่ต่ำกว่าไทยก็ได้

ในขณะที่หลายๆ คนมัวแต่เพ่งไปที่ทุเรียน กลับมาชาวสวนกลุ่มหนึ่งมีรายได้ดีอย่างเงียบๆ และสม่ำเสมอทั้งปี นั่นคือชาวสวนขนุน มาถึงตรงนี้อาจมีคนแย้งขึ้นมา ก็เจอขนุนราคาถูกๆ จนต้องมานั่งแกะชั่งเป็นขีดขาย ไฉนจึงบอกว่ามีราคาดีได้อย่างไร สงสัยทิดโสจะโม้อีกแล้ว นั่นไง ก่อนนั้นผมก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน จนต้องไปดูให้เห็นกับตา แล้วก็นำมาเล่าให้ทุกท่านได้รับทราบกันต่อไป

ขนุน เป็นไม้มงคลที่คนนิยมปลูกกันเกือบทุกบ้าน ด้วยความเชื่อที่ว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้าน จะทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความสนับสนุน มีคนคอยอุปการะอุดหนุนจุนเจือคอยให้ความช่วยเหลือ หากบ้านไหนจะปลูกขนุนโบราณท่านว่า ควรเลือกปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะดีที่สุด โดยให้หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ลงมือปลูกในวันจันทร์ หรือวันพฤหัสบดี

เรามักใช้ประโยชน์จากขนุนได้หลากหลาย ส่าขนุน หรือดอกตัวผู้ มีรสฝาด ก็เอามากินเป็นเมี่ยงจิ้มพริกเกลือหรือปลาร้าสับ ขนุนอ่อนก็นำมาต้มจิ้มน้ำพริก แกงอ่อม หรือทางภาคเหนือและอีสานชอบทำเมนูซุบขนุน (ซุบบักมี่-ภาษาอีสาน) ผลสุกก็นำมาบริโภคหรือจัดเป็นเมนูของหวาน เช่น ข้าวเหนียวมูนขนุน รวมมิตร ขนุนเชื่อม ขนุนอบแห้ง เป็นต้น มูลค่าในท้องตลาดก็แตกต่างกันออกไป

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและทีมงานได้เดินทางไปที่อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่นั่นมีล้งรับซื้อขนุนอ่อนและขนุนสุกตกเกรด ท่านอ่านไม่ผิดหรอกครับ ล้งรับซื้อขุนอ่อนจริงๆ ซื้อกันวันละหลายๆ ตัน แปรรูปส่งออกกันเป็นล่ำเป็นสันจริงๆ ขนุนอ่อนกระป๋องเพื่อส่งออกเคยเห็นกันไหมครับ ผมเองเพิ่งทราบก็งานนี้จริงๆ

เรานัดพบกับ คุณประสิทธิ์ สกุณี โทร. (089) 918 5475 อดีตชาวสวนที่ปัจจุบันหันมาเปิดล้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ก่อนนั้นก็เป็นเพียงเจ้าของสวนปลูกขนุนเหมือนคนอื่นๆ แต่เมื่อมาเปิดล้งแล้วก็ต้องหยุดอาชีพชาวสวนไป หันมาดูแลสมาชิกในกลุ่มอย่างเดียว โดยการรับซื้อผลผลิตของที่นี่จะเป็น 2 ส่วน คือ ขนุนอ่อน เพื่อตัดแต่งเป็นชิ้นส่งโรงงานผักและผลไม้กระป๋อง และขนุนแก่เพื่อแกะเนื้อส่งโรงงาน

“มี 2 อย่างครับ บางสวนก็คือส่วนที่เขาตัดแต่งผลไม่สวยออก แต่บางสวนเขาจะปลูกเพื่อขายผลอ่อนอย่างเดียวเลย”

“อยู่ได้เหรอพี่ เพิ่งเคยได้ยินนะว่ามีสวนปลูกเพื่อขายผลอ่อนเท่านั้น”

“รายได้ไร่ละกว่าสามหมื่นต่อปีครับ แต่ละสวนก็ 10 ไร่ 20 ไร่ การทำสวนขายขนุนอ่อนไม่ต้องบำรุงมาก ใช้เวลาไม่นาน รายได้ต่อรอบจึงเร็วกว่าขนุนสุก ที่สำคัญคือไม่เสี่ยงมาก พอลูกได้ขนาดก็ตัดมาขายแล้ว”

“ขนาดที่รับซื้อและราคาเป็นอย่างไรครับ”

“น้ำหนักลูกละ 1 กิโลขึ้นไปครับ ราคาก็ตั้งแต่ 4-8 บาท แล้วแต่ช่วงถูก-แพง แต่ไม่น้อยกว่า 4 บาทแน่นอน”

“แล้วลูกสุกล่ะครับ”

“ลูกสุกก็แกะส่งโรงงานครับ เขาก็เอาไปทำขนุนกระป๋องเหมือนกัน แบบแก่เราจะรับซื้อโลละ 5-8 บาท”

“ชาวสวนอยู่ได้แน่”

“สบายครับ เฉลี่ยไร่ละเกินสามหมื่นแน่นอน คนละ 10-20 ไร่ก็สบายๆ แล้ว” เป็นไงครับท่านผู้อ่าน เจอคำตอบจะๆ แบบนี้ หมดคำถามกันเลยเชียว เจอผลไม้กระป๋องมาเกือบทุกชนิดแล้ว จะมาเจอขนุนอ่อนในกระป๋องไม่ได้เชียวหรือ อาจมีคำถามว่าส่งขายที่ไหน พี่ประสิทธิ์ บอกว่า ตลาดหลักที่มาเลเซีย ที่นั่นเป็นอาหารที่นิยมกันมาก และท่านผู้อ่านรู้ไหมครับ ขนุนอ่อนมีรสสัมผัสคล้ายๆ เนื้อสัตว์ ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับสายมังสวิรัติ สายเจ ได้อีกทางหนึ่งด้วย นี่แหละครับ มูลค่าที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ สำหรับขนุนอ่อน

ใครเคยได้ยินหรือทราบจากข่าวบ้างครับ ขนุนหนึ่งลูกก็มีราคาไม่น้อยกว่า 400-500 บาทเชียวนะ ที่สำคัญตลาดยังเปิดกว้าง มีกำลังซื้อมหาศาลรออยู่ เรานัดกับ พี่ไพโรจน์ อินทสังข์ โทร. (090) 289-8264 เจ้าของ บริษัท ซัพเจริญแจ๊คฟรุต จำกัด ซึ่งถือเป็นล้งรายแรกของสามร้อยยอดกันเลยเชียว พี่ไพโรจน์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มกิจการมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ดูแลลูกสวนและรับซื้อเพื่อส่งออกไปจีน โดยจะเริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่เดือนสิงหาคม และจะปิดรับในเดือนมิถุนายน เพราะผลผลิตน้อย ราคารับซื้อตั้งแต่ 26-50 บาท ตามช่วงมากน้อยของผลผลิตที่ออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไร ขนุนหนึ่งลูกก็ตก 400-500 บาท กันเลยเชียว

“ปริมาณการรับซื้อมากไหมครับพี่”

“สัปดาห์ละประมาณ 50-60 ตันครับ หากช่วงน้อยๆ ก็ประมาณ 30 ตัน”

“มีเกรดไหมครับ”

“มีครับ เกรดเอ น้ำหนัก 10 กิโลกรัมขึ้นไป เกรดบีก็ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม เกรดซีก็น้อยกว่า 8.5 กิโลกรัม ผลทรงสวยตรงตามพันธุ์ ที่ความแก่ 80-95%”

“นิยมพันธุ์อะไรครับพี่”

“ทองประเสริฐ เพชรราชา และมาเลย์ครับ”

“ลูกสวนมีมากไหมพี่ และราคานี้อยู่ได้ไหม”

“ตอนนี้เรามีลูกสวนอยู่ประมาณ 1,000 ไร่ครับ ยังไม่พอนะ ทุกวันนี้มีเข้ามาก็สัปดาห์ละไม่เกิน 50-60 ตันเท่านั้น ที่ล้งสามารถรับได้สัปดาห์ละกว่า 100 ตันครับ ส่วนเรื่องราคา ตอนนี้เกษตรกรที่ปลูกขนุนส่งออกก็ได้จับเงินล้านกันแล้วครับ อยากให้เกษตรกรคิดให้ดี ทำผลผลิตให้ดีเพิ่มขึ้น ให้ได้เกรดส่งออกแล้วราคาจะได้ดีกว่าอีกเป็นเท่าตัวเลยครับ”

การทำขนุนเกรดส่งออกของเกษตรกรที่สามร้อยยอด มีหลักง่ายๆ คือ ดูแลใส่ใจ ใส่ปุ๋ยอาหารเสริม ให้น้ำ และคอยป้องกันโรค เพียงเท่านี้ก็มีโอกาสจับเงินล้านได้ไม่ยาก และที่สำคัญ ทั้งพี่ไพโรจน์และชาวสวนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน การทำสวนขนุน ใช้ต้นทุนถูกกว่าปลูกอย่างอื่นมาก แต่ราคาขายไม่น้อยหน้าผลไม้ชนิดอื่นเลยนะ หากท่านใดสนใจไม่ว่าจะเป็นขนุนอ่อน หรือขนุนแก่เพื่อการส่งออก สามารถโทร.ไปขอคำแนะนำ หรือสมัครเป็นลูกสวนได้เลยครับ ทั้งสองล้งยินดีเสมอ ขอบคุณครับ

เมื่อเอ่ยถึงแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี มักจะคิดถึงทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด เป็นหลัก จนกระทั่ง ทีมงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรอำเภอทองผาภูมิ ได้นำทางเราไปสำรวจแหล่งปลูกทุเรียนคุณภาพดีในท้องถิ่น คือ สวนทุเรียนน้าอำไพ ต.หินดาด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ผู้เขียนจึงขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้

คุณอำไพ สุขไกรรัตน์ เจ้าของ “สวนทุเรียนน้าอำไพ” บ้านเลขที่ 22 / 12 หมู่ที่ 3 ตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 089-9802931 น้าไพมีพื้นเพเป็นคนจังหวัดอ่างทอง เคยทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสิน กทม. ต่อมาน้าไพ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง จึงได้ได้ลาออกจากงานเพื่อรักษาร่างกาย เมื่ออาการป่วยดีขึ้น น้าไพมีความคิดว่าอยากออกมาอยู่กับธรรมชาติ จึงย้ายมาพักอาศัยอยู่ที่สวนแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2550

สวนของน้าไพมีเนื้อที่ทั้งหมด 32 ไร่ ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิดเช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลิ้นจี่ อินทผาลัม มะกรูด มะนาว ส้มโอ ส้มเขียวหวาน กล้วย โดยปลูกทุเรียนมากที่สุด ไม้ผลส่วนใหญ่มีผลผลิตออกเพียงปีละครั้ง น้าไพจึงพืชทางเลือกอื่น ๆ เช่นมะกรูดและกล้วย เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน เพราะสามารถเก็บผลมะกรูดออกขายได้ทุกๆ สามเดือน ส่วนกล้วยก็มีผลผลิตออกขายได้เรื่อยๆ

แต่ละวัน น้าไพ จะตื่นแต่เช้าและเดินดูการเติบโตของต้นไม้ภายในสวน สมัครเว็บ UFABET ตรวจดูต้นทุเรียนว่าออกดอกเป็นยังไง ต้นไหนมีแมลงศัตรูพืชรบกวนบ้าง ต้นไหนออกผลแล้วบ้าง หากเจอต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ก็จะตัดใบตัดยอดออกโดยใช้กรรไกรตัดกิ่งทันที เพราะหากปล่อยให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ต้นทุเรียนจะไม่ออกดอก น้าไพจึงต้องคอยตัดแต่งกิ่งต้นทุเรียน เพื่อให้ต้นทุเรียนมีตาดอกแทน

ทุเรียนในสวนแห่งนี้มีหลายพันธุ์ เช่น หมอนทอง ชะนี ก้านยาว พวงมณีและหลงลับแล น้าไพยืนยันว่า ทุเรียนหมอนทองของที่นี่มีคุณภาพดีที่สุด ส่วนใหญ่ จะมีผลผลิตในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงสิงหาคม พอทุเรียนเริ่มออกผลผลิตหมด ลองกอง มังคุดและเงาะก็เริ่มออกผลผลิตตามมา

ที่ผ่านมา สวนทุเรียนน้าไพเคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดทุเรียนของอำเภอทองผาภูมิมาแล้ว เมื่อถามถึงเคล็ดลับการปลูกและดูแลทุเรียนให้ได้ผลผลิตดี น้าไพเล่าว่า ต้องคอยดูแลต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ ดูแลบำรุงรักษาและควรผลิตปุ๋ยชีวภาพขึ้นใช้เอง เพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีภายในสวน

น้าไพจะดูแลใส่ปุ๋ย ในช่วงหลังเก็บเกี่ยว หลังจากต้นทุเรียนเริ่มติดผล น้าไพก็จะใส่ปุ๋ยอีกรอบหนึ่ง เมื่อใส่ปุ๋ยช่วงหลังเก็บเกี่ยวแล้ว น้าไพก็จะตัดแต่งกิ่ง คอยดูว่ามี ใบเพสลาด ออกมาไหม ถ้ามีก็จะตัดออก ให้ชิดกิ่งเพื่อให้บริเวณที่ถูกตัด เติบโตเป็นตาดอกขึ้นมา

น้าไพยังบอกอีกว่า ที่นี่ใส่ใจดูแลต้นทุเรียน เหมือนเป็นลูก เพราะต้นทุเรียนจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ โดยทั่วไปต้นทุเรียนจะออกดอกในช่วงอากาศเย็น หากอากาศไม่เย็นทุเรียนจะออกดอกไม่สม่ำเสมอ ปีนี้อากาศเย็นสลับฝน แถมฝนตกมาก ทำให้ดอกทุเรียนร่วงหมด แถมติดลูกไม่สม่ำเสมอ ผลผลิตหายไปเยอะ

สำหรับการดูแลสวน หากตรวจพบว่า ทุเรียนต้นไหนมีลูกดกมากถือว่าไม่ดี น้าไพจะคอยตัดผลออกเพื่อให้มีผลผลิตในอัตราที่เหมาะสม หากเป็นกิ่งขนาดเล็กก็จะไว้ผลสัก 3-4 ลูก ส่วนกิ่งใหญ่ไว้ผลประมาณสิบลูกขึ้นไป