หารือ ผู้เลี้ยงหมู-ผู้นำเข้าเครื่องใน วอนปศุสัตว์ชะลอนำเข้า

หลังกดราคาในประเทศ นายจีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดี กรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า หลังการร่วมหารือกับ นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และนายวัชร เตชะสัตยา บริษัท วี.ซี.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด และบริษัทผู้นำเข้าเครื่องใน หลังราคาสุกรในประเทศปรับตัวลดลง โดยในที่ประชุมผู้เลี้ยงสุกร ขอให้ผู้นำเข้าลดการนำเข้าในช่วง 3 เดือน ข้างหน้า เพราะกลุ่มผู้เลี้ยงประเมินว่า ราคาเครื่องในปัจจุบันที่นำเข้ามามากเกินไปและจำหน่ายในราคาต่ำ เป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาจำหน่ายเนื้อสุกร

ทั้งนี้ ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จะนำเสนอแผนการควบคุมการนำเข้าเครื่องใน โดยยกตัวอย่างโครงสร้างการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี ที่มีโครงสร้างช่วยชาวไร่ข้าวโพด เพื่อนำเสนอหลังลดการนำเข้าเครื่องในสุกรแล้ว 3 เดือน เพื่อนำเสนอเป็นมาตรการขอความร่วมมือ หรือมาตรการคำสั่งจากส่วนราชการ ซึ่งจะเน้นให้จัดซื้อเครื่องในภายในประเทศก่อน โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจะดำเนินการจัดทำข้อมูลผู้ประกอบการในประเทศ กับผู้นำเข้าในลักษณะ Business Matching เพื่อให้จัดซื้อจัดหาในประเทศก่อน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัด 19 ทีม ติดตามประเมินผล 22 โครงการ ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เปิดชี้แจงทุกหน่วยทำความเข้าใจตรงกันเป็นที่เรียบร้อย พร้อมวางแผนลงพื้นที่ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ มั่นใจ กระตุ้นและผลักดันการดำเนินโครงการเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 2 แผนงาน รวม 22 โครงการ งบประมาณ 24,993 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าทางการเกษตร และยกระดับรายได้เกษตรกรนั้น

เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสำเร็จตามเป้าหมาย คณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลแผนงานยุทธศาสตร์การปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร โดยมีรองเลขาธิการ สศก. (นางอัญชนา ตราโช) เป็นประธาน เพื่อติดตามประเมินผลโครงการ และให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการได้มีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล

ใน การนี้ สศก. ได้จัดทีมประเมินผลออกเป็น 19 ทีม ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์ประเมินผล และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุด เมื่อ วันที่ 3-4 มิถุนายน ที่ผ่านมา สศก. ได้จัดสัมมนาชี้แจงแนวทางการติดตามประเมินผลแผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ณ โรงแรมบ้านอัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดสมุทรสงคราม ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบโครงการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงาน/องค์กรกลาง ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อรับทราบแผนงานและแนวทางการติดตามประเมินผลโครงการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับการปฏิบัติงานลงพื้นที่สำรวจข้อมูลติดตามประเมินผล สศก. กำหนดไว้ 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่าง วันที่ 10-30 มิถุนายน 2561 และจัดทำรายงานเดือนกรกฎาคม 2561 และ ช่วงที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่าง วันที่ 1-31 สิงหาคม 2561 และจัดทำรายงานเดือนกันยายน 2561 โดยกำหนดประเด็นการติดตามประเมินผล 7 ด้าน ได้แก่

1) การรับรู้/รับทราบโครงการ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือรัฐบาล 2) การได้รับสนับสนุน/ช่วยเหลือ/จ้างงานจากโครงการ เช่น การสำรวจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย/ชุมชน การชี้แจงหลักเกณฑ์การสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายทราบ คุณภาพของปัจจัยการผลิตที่สนับสนุนได้มาตรฐาน การจ้างงานมีความทั่วถึงกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น 3) การได้รับองค์ความรู้จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4) การนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติในพื้นที่ของเกษตรกร 5) การได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การลดต้นทุนการผลิต ปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น มูลค่าของผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการแปรรูป รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น มีตลาดเพื่อรองรับผลผลิตที่เพียงพอ เป็นต้น 6) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และ 7) ระดับความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ ทีมประเมินผลทั้ง 19 ทีม จะได้จัดทำแผนปฏิบัติงานลงพื้นที่ และประสานหน่วยงานรับผิดชอบโครงการในระดับพื้นที่เพื่อร่วมในการติดตามประเมินผล และสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ เสนอผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ เพื่อปรับปรุง พัฒนางานให้สำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรทั่วประเทศต่อไป

กราบหัวใจ! ครูสาว แบกอาหารกลางวันไปให้นักเรียนใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ต้องฝ่าน้ำป่าเป็นระยะทาง 8 ก.ม. จนหัวเข่าหลุด แต่ก็กัดฟันลุยต่อเพื่อนักเรียน
เป็นอีกเรื่องราวสุดสะเทือนใจในวงการศึกษา เมื่อเฟซบุ๊ก Sodasai Sodasai โพสต์ถึงเรื่องราวของกลุ่มครูที่ช่วยกันขนอาหารกลางวันฝ่ากระแสน้ำที่ไหลเฉี่ยวและฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำอาหารกลางวันไปให้นักเรียน โรงเรียนบ้านห้วยหมูพิทยา อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จนคณะครูบางคนได้รับบาดเจ็บจากกระแสน้ำซัด ถึงขั้นสะบ้าหัวเข่าหลุด

โดยระบุว่า “ทีแรกคิดว่าน้องแค่เป็นตะคริว เพราะเดินลุยฝนตลอดทาง เดินข้ามลำห้วยอีก 20 กว่าจุด และเหตุเกิดขึ้นในน้ำมองอะไรไม่เห็นเลย ทุกคนตกใจมาก คิดอย่างเดียวคือ ทุกคนต้องปลอดภัย พอพาน้องขึ้นฝั่งได้ปรากฏว่า สะบ้าหัวเข่าหลุด จะพาน้องกลับทางเดิมก็เคลื่อนย้ายไม่ได้ ครูกิว/ครูนิ่ม/ชาวบ้าน ต้องรีบเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน จนตัดสินใจทำเปลและจากแรงของชาวบ้านผู้ชายและครูผู้ชาย 2 คน ครูกิวและครูดาวิน ช่วยกันหามน้องออกไปหารถที่บ้านห้วยแห้ง เพราะในหมู่บ้านรถไม่สามารถออกไปได้ ติดน้ำห้วย การเดินทางลำบากมาก ตอนนี้น้องถึง รพ. ได้รับการรักษาและปลอดภัยแล้ว ต้องขอบคุณทุกแรงใจ สำหรับครูหลังเขาตรงนี้ ทุกคนสู้ด้วยใจ ไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับใคร ถึงไม่ประมาทมันก็สามารถเกิดขึ้นได้”

นอกจากนี้ ยังโพสต์อีกว่า “การเดินทางในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการเดินทางลำบากในครั้งแรก เพราะทุกปี เราจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ ครูตลอดจนชาวบ้านเสมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก รถเข้าออกไม่ได้ ไม่มีถนนให้ผ่าน พอหลังจากน้ำลด ก็จะเหลือไว้แต่ซากไม้และก้อนหินก้อนใหญ่ เส้นทางที่เราเคยขับผ่านได้ก็ต้องแก้ไขด้วยตนเอง ชาวบ้านและครูช่วยกันเก็บซากและก้อนหิน เพื่อเป็นช่องทางเดินรถในระยะต่อไป ครูก็ซ่อมมอเตอร์ไซค์ยกใหญ่ อาจมีหลายคำถามว่า ล่ะครูจะรีบไปทำไม ตอบคำถามตรงๆ ว่าครูไม่ทราบถึงสถานการณ์น้ำ เนื่องจากติดต่อใครไม่ได้จนมาถึงครึ่งทาง เจอสถานการณ์ให้เลือก คล้ายๆ ว่าจะหยุดหรือไปต่อ ประชุมตรงริมลำห้วย ทุกคนตอบไปต่อ เพราะอาหารเด็กอยู่กับเรา

“ความคิดครูตอนนั้น คือ น้ำป่า หากฝนหยุดก็แห้งเร็ว หากเราติดอยู่ตรงนั้น นอกจากครูจะไม่มีที่พัก ไม่มีเสื้อผ้ามาเปลี่ยนในขณะที่เนื้อตัวเปียกปอน เด็กก็รออีก อาหารก็จะเน่าเสีย เราเดินทางกันหลายคน รวมทั้งชาวบ้านคงไม่เป็นไร ช่วยกันแบกช่วยกันหามแค่ 8 กม.เอง เราเดินทางกันด้วยใจ พยายามพูดคุยให้ทุกคนมีความสุขจากการลำบาก สถานการณ์ภายภาคหน้าไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

จังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับอำเภอตรอน จัดงานรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่น วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2561 ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านแก่ง หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านแก่ง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อป้องกันการเกิดมลภาวะเป็นพิษ และส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้ได้มากที่สุด โดยนำมาเป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต เกษตรจังหวัด เชิญชวนให้เกษตรกรพื้นที่อำเภอตรอน และอำเภอใกล้เคียงมาร่วมงาน และนำความรู้ และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีๆ ไปใช้ประโยชน์

นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยความร่วมมือของอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ กำหนดจัดงาน “วันรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่นระดับจังหวัด” ขึ้น ณ กลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านแก่ง หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านแก่ง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเป็นการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ กระตุ้นจิตสำนึกของเกษตรกร ให้หยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร เกิดปัญหาหมอกควัน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เกิดปัญหาด้านสภาพแวดล้อม

ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ส่งผลเสียโดยตรงกับการประกอบอาชีพการเกษตร ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่ำลง รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมการเผาในพื้นที่การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเผาวัชพืช เศษพืชที่เหลือจากการให้ผลผลิตแล้ว รวมทั้งวัตถุอื่นๆ การรณรงค์ปลูกจิตสำนึก สร้างและแสวงหาความร่วมมือ การกำกับดูแล การควบคุมป้องกันการเผา จึงเป็นแนวทางที่ดีและเหมาะสม สมควรให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงพิษภัยอันตราย ผลกระทบที่จะได้รับ และให้มีส่วนร่วมในการช่วยควบคุมดูแล ไม่ให้มีการเผาในพื้นที่ให้ได้

เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ขอเชิญชวนเพื่อนเกษตรกร และประชาชนทุกท่าน ได้ร่วมงาน “วันรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่นระดับจังหวัด” ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 ณ กลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านแก่ง หมู่ที่ 5 อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยในงานนี้ได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ การจัดฐานเรียนรู้ จำนวน 7 ฐานเรียนรู้ อาทิ เกี่ยวกับการหยุดเผาในพื้นที่ การทำและใช้ประโยชน์จากเศษสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตร ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย นวัตกรรมการผลิตที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตเกษตร เช่น พลังงานเชื้อเพลิงที่ได้จากวัสดุเกษตร การจัดการดินปลูกพืช สาธิตหลักวิธีการควบคุมไฟ และแก้ไขกรณีเกิดไฟไหม้ รวมทั้งกิจกรรมการแสดงนิทรรศการ การแข่งขัน สาธิต แจกของรางวัลมากมาย จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) ตรวจสอบต้นไม้ใหญ่บริเวณถนนเส้นหลักกาฬสินธุ์-กมลาไสย-ร่องคำ ซึ่งมีอายุหลายร้อยปีจำนวนหลายสิบต้น มีแต้มสีแดง คล้ายจะถูกตัด เพื่อสร้างถนนมีการร้องเรียนจากประชาชน พบต้นไม้พันธุ์ต่างๆ ประกอบด้วย ไม้ยาง 67 ต้น ไม้นนทรี 6 ต้น ไม้กตะเคียนทอง 1 ต้น ไม้ประดู่ 17 ต้น ไม้สะแบง 2 ต้น ไม้มะค่าแต้ 1 ต้น ไม้มะพอก 1 ต้น ไม้มะขามป่า 1 ต้น รวมทั้งสิ้น 96 ต้น บริเวณทางหลวงหมายเลข 214 สายกาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด ระหว่าง กม.14+500 – 20+225 และ กม.20+820 – 30+500 ระยะทางรวม 15.405 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกไปสำรวจประทับตราประจำต้นไม้แล้ว ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการสำรวจและทำไม้ในบริเวณป่าที่เปิดใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ พ.ศ. 2525 เพื่อไม่ให้มีการตัดโค่น

นางสาวสุทธิลักษณ์ กล่าวว่า ในการพิจารณาอนุญาตทำไม้สองข้างทาง นอกจากดำเนินการตามระเบียบ ปี 2525 แล้ว ประเด็นสำคัญคือจะต้องผ่านขั้นตอนการประชาพิจารณาของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการพิจารณาตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตทางหลวงแผ่นดินประกอบเมื่อได้รับเรื่องแล้ว กรมป่าไม้จะสั่งการและแจ้งให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) ประสานให้แขวงการทางฯ ไปดำเนินการตามระเบียบ และขั้นตอนให้ครบถ้วนต่อไป

“กฤษฎา” ดันพ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 2554 เตรียมต่อยอดตั้งเป็นกองทุนหนุนสวัสดิการแก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หวังให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคงเทียบเท่าข้าราชการ ราคาสินค้าตกต่ำ ประสบภัยพิบัติ จะได้รับช่วยเหลือ ตั้งตลาดเกษตรกรขายผลผลิตใน 40 จังหวัด

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังบรรยายพิเศษ “แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ในงานเปิดปฏิบัติการโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยศาสตร์พระราชาตามแนวทางประชารัฐ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ว่า ได้รวบรวมปัญหาของเกษตรกรเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาว ปัญหาหลักๆ อาทิ ลงทุนสูงแต่รายได้ต่ำ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฯลฯ แม้มีแผนการผลิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแล้วก็ตาม แต่เกษตรกรยังขาดแรงจูงใจที่จะทำตามแผน

กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวความคิดให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคงเที่ยบเท่าข้าราชการ หรือกรรมกรที่มีสวัสดิการรองรับ เมื่อประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ ขาดทุน หรือประสบภัยพิบัติ โดยนำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 2554 ซึ่งมีทุนกว่า 2,900 ล้านบาท มาดำเนินงานต่อ มีเงื่อนไขให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร และปลูกพืชตามแผนที่กระทรวงกำหนด หากในอนาคตเกิดปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ ภัยพิบัติ ฯลฯ จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือน ในการวางแผนดำเนินงานและหางบฯ สนับสนุนเพิ่มเติม

“บางปีภาครัฐใช้เงินกว่า 200,000 ล้านบาท เข้าไปอุดหนุนหรือช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อประสบปัญหา หากนำเงินส่วนนี้มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อดูแลสวัสดิการแก่เกษตรกร น่าจะใช้งบฯ น้อยกว่า และมีแรงจูงใจให้เกษตรกรปลูกพืชตามแผนที่กระทรวงเกษตรฯ วางไว้ จะแก้ปัญหาภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืนจริงๆ”

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้จัดตั้งตลาดเกษตรกร ตั้งแต่ปี 2558 เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ตั้งตลาดเกษตรกรแล้วใน 40 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชัยนาท ราชบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร ระยอง จันทร์บุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครนายก ขอนแก่น อุดรธานี ตรัง ยะลา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ศรีสะเกษ ชัยภูมิ ชุมพร พังงา พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พิจิตร สระบุรี ลพบุรี นครปฐม เชียงราย นครสวรรค์ นครราชสีมา มุกดาหาร นครพนม กระบี่ ภูเก็ต สงขลา นครศรีธรรมราช ลำปาง และจังหวัดกาญจนบุรี

ตลาดเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่ตามศูนย์ราชการเป็นแหล่งในการขายสินค้า ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้มากกว่า 430 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพัฒนาจัดตั้งตลาดเกษตรกรแบบถาวรขึ้นใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำปาง พิจิตร ราชบุร กาญจนบุรี ชัยภูมิ และกระบี่ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้การจัดการสินค้าเกษตร ให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพได้เรียนรู้พัฒนาทักษะทางด้านการตลาด พร้อมพัฒนาตลาดเกษตรกรเดิม หรือ หาแหล่งจัดสร้างตลาดใหม่ ที่อยู่ในเขตชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยว มุ่งเน้นพัฒนาเกษตรกร สถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพ พัฒนาพื้นที่ให้เป็นตลาดที่เปิดถาวร

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เปิดจุดรับซื้อสับปะรด พันธุ์ปัตตาเวีย จากชาวสวนสับปะรดในเขตพื้นที่ตำบลป่าหุ่ง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน หลังราคาสับปะรดตกต่ำ และไม่มีสถานที่จำหน่าย ดีกว่าที่จะปล่อยให้สับปะรดนั้นเน่าเสียคาต้น โดยมีการรับซื้อในกิโลกรัมละ 2 บาท และนำไปขายต่อให้ประชาชนและผู้สนใจ รับซื้อในราคา กิโลกรัมละ 1 บาท โดยมีชาวสวนทยอยตัดสับปะรดออกมาจำหน่ายให้กับ อบต.ป่าหุ่ง อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการรับซื้อไปแล้วกว่า 8 ตัน หรือ 8,000 กิโลกรัม

นายกฤษณะ แก้วดี นายก อบต. ป่าหุ่ง เปิดเผยว่า เงินที่นำมาช่วยเหลือชาวสวนที่ซื้อสับปะรดนั้น เป็นเงินช่วยเหลือเกษตรกร แก้ไขปัญหาสับปะรดตกต่ำ ตามข้อบัญญัติของ อปต.ป่าหุ่ง ที่มีการดำเนินการจัดการในวงเงิน 200,000 บาท ซึ่งการช่วยเหลือนั้นคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือไปได้อีก 1 เดือน ตามระยะเวลาของผลผลิตที่จะออกสู่ท้องตลาด ทั้งนี้ การขายสับปะรดเมื่อหลังขายออกไป ในเขตอำเภอพานก็จะมีการส่งฟรี

ขณะที่ นายเกษม ชายเดช ชาวสวนบ้านงิ้วเฒ่า ต.ป่าหุ่ง กล่าวว่า ตนปลูกสับปะรดมาได้ 3 ปีแล้ว โดยนำที่ดินประมาณ 15-20 ไร่ ไปเพาะปลูกสับปะรดเพื่อจำหน่าย หวังมีรายได้ แต่เมื่อผลผลิตออกมากลับไม่มีตลาดรับซื้อ ทำให้ลำบากมาก โชคดีที่ทาง อบต. ช่วยรับซื้อ อย่างงั้นคงต้องปล่อยให้เน่าคาสวน แม้ราคาที่ช่วยซื้อจะไม่สูงนัก เพราะหากจะให้ชาวสวนมีกำไร ราคาจำหน่ายจะต้องอยู่ที่ กิโลกรัมละ 5-10 บาทขึ้นไป แม้ว่าราคานี้จะขาดทุนแต่ก็ต้องนำออกมาขาย ซึ่งดีกว่าที่จะปล่อยให้สับปะรดนั้นเน่าเสียคาต้น

ทั้งนี้ ข้อมูลของทาง อบต.ป่าหุ่ง ระบุว่าในพื้นที่มีการปลูกสับปะรดทั้งหมด 603 ไร่ จากจำนวนเกษตรกรผู้ปลูก 111 ราย และคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดปีนี้มากกว่า 1,018 ตัน ทั้งนี้ ทาง อบต.ป่าหุ่ง จะดำเนินการรับซื้อจากเกษตรกรไปเรื่อยๆ แต่ไม่เกินไร่ละ 1 ตัน ไปจนกว่าราคาสับปะรดตามท้องตลาดจะขยับขึ้น ซึ่งจะให้ชาวสวนไปจำหน่ายตามกลไกของตลาดปกติต่อไป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีสำนักงานในกรุงเทพฯ 6.3 พันราย หลังไม่นำส่งงบการเงินนานติดต่อกัน 3 ปี เพื่อป้องกันความเสียหายจากกลุ่มมิจฉาชีพ หวั่นทุจริตหลอกลวงประชาชน หวังสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกแห่งขีดชื่อนิติบุคคลที่เข้าข่ายออกจากทะเบียน แนะช่องทางตรวจสอบข้อมูล

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า จากกรณีมีนิติบุคคลบางกลุ่มที่จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจอย่างถูกต้องจริง แต่เวลาต่อมาไม่ได้ปฏิบัติตนในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อโดยเอาความน่าเชื่อถือของการจดทะเบียนนิติบุคคลมาแอบอ้างจนเกิดความเสียหายต่อบุคคลที่หลงเชื่อ และยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศตามมา ดังนั้นในปีงบประมาณ 2561 กรมจะดำเนินการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครออกจากทะเบียน 6,309 ราย เนื่องจากไม่นำส่งงบการเงินย้อนหลังนานติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี (ปีงบการเงิน 2559-2557) เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน สร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจที่เข้ามาตรวจสอบข้อมูล และป้องกันความเสียหายจากกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ ส่วนนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการในแนวทางเดียวกัน

นางกุลณี กล่าวว่า สำหรับนิติบุคคลที่เข้าข่ายจะถูกขีดออกจากทะเบียน กรมได้ใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาจากมูลเหตุหรือข้อสันนิษฐานใน 3 ประเด็น คือ 1. นิติบุคคลที่ไม่นำส่งงบการเงินต่อกรมเพื่อแสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นับตั้งแต่ปีปัจจุบันย้อนหลังไป 3 ปีติดกัน 2. นิติบุคคลไม่มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ตามที่จดทะเบียนไว้ และ 3. นิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี ส่งผลให้ชื่อของนิติบุคคลนั้นยังคงค้างอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนของกรม ซึ่งทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับจำนวนนิติบุคคลที่ยังมีตัวตนอยู่ในปัจจุบัน มากไปกว่านั้นอาจส่งผลต่อประชาชน ผู้ร่วมค้า หรือผู้ร่วมลงทุนที่อาจเข้าใจผิดว่านิติบุคคลเหล่านั้นยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ และก่อให้เกิดความเสียหายจากการทุจริตหลอกลวงตามมา

นางกุลณี กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้นิติบุคคลที่มีสถานะร้างจะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลไปแล้ว แต่ความรับผิดชอบยังคงมิได้สิ้นสภาพตามไปด้วย รวมไปถึงนิติบุคคลอาจฟื้นคืนสู่ทะเบียนได้โดยการร้องขอต่อศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน กรมในฐานะเป็นนายทะเบียนตามกฎหมายมีอำนาจถอนทะเบียนนิติบุคคลที่มิได้ทำการค้าเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทร้างแล้วแต่กรณี โดยจะมีการประกาศชื่อนิติบุคคลที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนบนเว็บไซต์ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ www.dbd.go.th นอกจากนี้ผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลเพื่อความรอบคอบก่อนการลงทุนหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้ง่ายๆ ด้วยตนเองผ่านได้ 3 ช่องทาง คือ 1. สายด่วน 1570 2. www.dbd.go.th หัวข้อ คลังข้อมูลธุรกิจ และ 3. ดาวน์โหลด Application “DBD e-Service” ผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็กสถานะนิติบุคคล