องค์การสะพานปลาเดินหน้าพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์

น้ำแก้ปัญหาไอยูยูอสป.ร่วมกับศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงนาม MOU เดินหน้าพัฒนาโครงการ ASEAN Catch Document Scheme ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำช่วยแก้ปัญหาประมงไอยูยูภูมิภาค

ผศ.มานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการนำโปรแกรม FMO e-MCPD ที่ อสป.ได้ได้จัดขึ้น เพื่อพัฒนาให้เป็นโปรแกรม e-Catch Document ภายใต้โครงการ ASEAN Catch Document Scheme ที่ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับผิดชอบอยู่โดยจะได้นำระบบนี้ไปใช้ปฎิบัติในกลุ่มประเทศอาเซียน และมุ่งหวังที่จะให้ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่สำคัญของโลกได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยู และจะทำให้แหล่งทรัพยากรประมงของอาเซียนมีความสมบูรณ์และยั่งยืน โดยมีนายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการองค์การสะพานปลาร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้

องค์การสะพานปลา เล็งเห็นว่าการจัดทำระบบอิเล็คทรอนิคนี้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้อย่างถูกต้อง และรายงานผลด้วยความรวดเร็วจึงได้พัฒนาโปรแกรม FMO e- MCPD Application ขึ้นมาเพื่อนำมาใช้งานในการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำตามพระราชกำหนดการประมง และมุ่งหวังนำข้อมูลที่บันทึกผ่านระบบอิเล็คทรอนิคไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดค่าผลตอบแทนสูงสุดของการทำประมง (MSY)ของประเทศไทยได้ในอนาคต โดยการลงนามความร่วมมือบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูของภูมิภาค ซึ่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านตลาดสัตว์น้ำของภูมิภาค และจะนำไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นของการประมงในภูมิภาคต่อไป

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลกต่างประสบปัญหาภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี มาอยู่ที่ 31 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ราคาเคยสูงถึงกว่า 46 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงต้นปี เนื่องจากสหรัฐฯ เพิ่มปริมาณการเลี้ยงหมูมากขึ้่นตลอดปีนี้ ขณะที่ราคาหมูของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยราคาเริ่มปรับตัวลดลงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปัจจุบันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 57, 65, 72 และ 80 บาท ตามลำดับ

“สถานการณ์ราคาหมูของไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ปัจจุบันราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 56-63 บาท ซื้อขายจริงอยู่ที่กิโลกรัมละ 54-61 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึง 64-68 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว เท่ากับว่าผู้เลี้ยงบางส่วนโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวและต้องชะลอการเลี้ยงไปแล้ว ซึ่งเราเกรงว่าจะส่งผลต่อปริมาณหมูขุนที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้า” นายสุรชัยกล่าว

นายสุรชัยกล่าวอีกว่า ภาวะราคาหมูตกต่ำนี้ เกิดจากความต้องการบริโภคของประชาชนลดลงอย่างชัดเจน จากที่ปกติเคยบริโภคประมาณ 4-4.3 หมื่นตัวต่อวัน ลดลงมาอยู่ที่ 3.8-4 หมื่นตัวต่อวันในปัจจุบัน สวนทางกับปริมาณการผลิตหมูขุนที่ทั้งประเทศผลิตได้ถึง 4.5 หมื่นตัวต่อวัน จากผลกระทบสำคัญคือรายได้หลักของเกษตรกรที่ลดลง เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม แม้ต้องประสบปัญหานี้ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ต่างยอมรับในปัญหาและพยายามประคับประคองอาชีพต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค เพราะทุกคนทราบดีว่า“วัฏจักรหมู” มีขึ้นมีลง ขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตหมูขุนและความต้องการการบริโภค ทำให้ช่วงที่ผลผลิตหมูออกสู่ตลาดมาก แต่การบริโภคน้อยราคาจะปรับลดลง และยังขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งเรื่องปริมาณการเลี้ยง ต้นทุนการผลิต ภาวะอากาศแปรปรวนที่ส่งผลต่อการให้ผลผลิต การบริโภค และเทศกาลต่างๆ

ส่วนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เช่น ภาครัฐที่ต้องเร่งกระตุ้นการบริโภคเนื้อหมูให้มากขึ้นจาก 14 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ที่เป็นอัตราคงที่เช่นนี้มากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งไทยถือว่าบริโภคหมูต่ำกว่าประเทศอื่นๆที่บริโภคมากถึง 20-40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งจีน เวียดนาม และรัสเซีย ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องวางแผนการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตระหว่างกัน เพื่อให้สามารถผลิตหมูได้ต่อไป

ด้านนายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่ กล่าวถึงภาวะราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำในปัจจุบันว่า เกิดจากช่วงต้นปีมีภัยหนาวเฉียบพลันและภาวะแล้งตามมา ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ลดลงและราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้น กลายเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการเลี้ยงมากขึ้น รวมทั้งมีการยืดอายุปลดแม่ไก่ยืนกรงออกไป ส่งผลต่อปริมาณไข่ไก่ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้อุตสาหกรรมไก่ไข่ของไทยต้องประสบกับภาวะราคาตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากทุกปีที่ราคาไข่จะตกต่ำมากที่สุดในช่วงเทศกาลกินเจ จากนั้นราคาจะกระเตื้องขึ้่น แต่จนถึงวันนี้ราคาไข่กลับถูกกว่าช่วงกินเจเสียด้วยซ้ำ เป็นเพราะอัตราการบริโภคที่ลดต่ำลงอย่างมาก จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนหันมาบริโภคทั้งไข่ไก่ หมู และเนื้อไก่ ที่ราคาไม่สูง ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ได้รับประทานโปรตีนคุณภาพดีเหล่านี้” นายมงคลกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการผลิตไข่ไก่เฉลี่ย 15,500 ล้านฟองต่อปี ขณะที่การบริโภคในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี โดยปัจจุบันคนไทยมีการบริโภคต่ำเพียง 220 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่บริโภค 300-400 ฟองต่อคนต่อปี ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประเมินว่าหากคนไทยทุกคนบริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 20 ฟองต่อปี ก็สามารถแก้ปัญหาไข่ล้นตลาดและราคาตกต่ำได้แล้ว

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่สอบถามกับเกษตรกรถึงสถานการณ์สินค้าเกษตรในปัจจุบัน พบว่าแม้ราคาจะตกต่ำลง แต่ภาคผู้ผลิตอาหารสัตว์ก็มีส่วนช่วยลดภาระของเกษตรกร ด้วยการลดราคาอาหารสัตว์ลง อาทิ อาหารไก่ไข่ที่ลดราคามามากถึงกว่า 10 ครั้งในรอบ 1 ปี ตามวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวลงในแต่ละช่วง ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากทุกปีที่ลดลงปีละประมาณ 3-5 ครั้ง โดยเมื่อเปรียบเทียบราคาอาหารสัตว์ในเดือนธันวาคม 2559 พบว่าราคาต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2558 ถึงกว่า 30 บาทต่อถุง 30 กิโลกรัม

หจก.ญาตาฯผู้รับสัมปทานพื้นที่ปะเหลียนโอด 1 ปียังเข้าเก็บรังนกหมู่เกาะเภตราไม่ได้ ด้านคณะกรรมการรังนกตรังยืนกรานอนุญาตให้สัมปทานถูกต้องแล้ว พร้อมร่อนหนังสือชี้แจงกรมอุทยานฯ แต่ยังไร้เสียงตอบรับ แนะ อบจ.ตรังตกลงกับผู้รับสัมปทานเองกรณีญาตาฯขอเลื่อนจ่ายค่าอากร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตรัง นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดตรังในฐานะประธานกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่น จังหวัดตรัง เปิดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่น จังหวัดตรัง ครั้งที่ 3/2559 โดยมีคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บ ประกอบด้วยตัวแทนอัยการจังหวัด สรรพากรพื้นที่ตรัง ตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ปลัดจังหวัดตรัง นายก อบต.เกาะลิบง นายก อบต.ไม้ฝาด นายก อบต.บ่อหิน นายก อบต.เกาะสุกร สมาชิกสภา อบจ.ตรัง ในพื้นที่สัมปทานรังนกทั้ง 4 อำเภอ และตัวแทนจาก หจก.ญาตา รีสอร์ท แอนด์สปา ผู้รับสัมปทานรังนกในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เข้าประชุม

นายภาคภูมิ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้มีสาระสำคัญ คือ การติดตามการประชุมครั้งที่แล้วว่าด้วยกรณีที่ หจก.ญาตา รีสอร์ท แอนด์ สปา ผู้รับสัมปทานในพื้นที่อำเภอปะเหลียน ไม่สามารถเข้ารับการจัดเก็บรังนกอีแอ่นในพื้นที่ได้ครบตามสัญญาสัมปทานที่ระบุ 10 เกาะ กำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 แต่ปัจจุบันสามารถจัดเก็บรังนกได้ 9 เกาะ ยกเว้นพื้นที่เกาะเหลาเหลียงเหนือ (น้อง) ไม่สามารถเก็บได้ เนื่องจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.กระบี่ อ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอุทยานฯได้กันให้เป็นเขตนันทนาการเรื่องการท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนมีการเปิดให้สัมปทานปี2558

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่น จ.ตรัง เห็นว่าการสัมปทานในครั้งนี้ได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว โดยคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่น จ.ตรัง ก่อนหน้านี้ได้มีมติให้แจ้งยืนยันไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราว่า คณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่น จ.ตรัง ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และต้องกำกับดูแลให้ผู้รับสัมปทานปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญา และพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 นั้น แต่ยังไม่มีการตอบหนังสือกลับมาจากทั้ง 2 หน่วยงาน ทำให้ 1 ปีหลังจากทำสัญญาสัมปทาน ผู้รับสัมปทานยังเข้าพื้นที่ไม่ได้

นายภาคภูมิกล่าวอีกว่า ที่ประชุมจึงมีมติสรุปให้บริษัทญาตา รีสอร์ท แอนด์ สปา ใช้สิทธิทางศาล เพื่อฟ้องร้องกับผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่ให้เข้าพื้นที่ ทั้งนี้ ผู้รับสัมปทานบริษัทญาตา รีสอร์ท แอนด์ สปา ยังไม่ได้แจ้งการชำระเงินอากรรังนกอีแอ่น งวดที่ 3/2559 ท้องที่อำเภอปะเหลียน ซึ่งเดิมต้องชำระภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 จำนวน 1,320,000 บาท โดยขอเลื่อนชำระมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกภายในเดือนตุลาคม และต่อมาแจ้งเป็นภายในเดือนธันวาคม โดยยินดีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน กรณีที่ไม่ชำระเงินอากรภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ผู้ให้สัมปทานมีความกังวลว่า ตาม พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2540 นั้น ไม่ได้ระบุว่าขยายได้เป็นระยะนานเท่าไหร่ ซึ่งทางคณะกรรมการมีความเห็นว่า ผู้ให้สัมปทานและผู้รับสัมปทานต้องเจรจาตกลงกันเอง

วันที่ 28 ธันวาคม 2559 นายปรีชา ศรีน้อย ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคมนี้- 3 มกราคม 2560 เขื่อนสิริกิติ์ จัดกิจกรรมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2560 ที่บริเวณสันเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของเขื่อนสิริกิติ์ และ จ.อุตรดิตถ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยจัดให้ได้ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในอ่างเก็บน้ำ สัมผัสบรรยากาศลมหนาวเย็นสบาย และวิถีชีวิตชาวประมง ในวันที่ 31 ธันวาคม และวันที่ 1 มกราคม 2560 โดยเรือออกวันละ 2 รอบ เวลา 10.30 น.และ เวลา 13.30 น. ค่าเรือเที่ยวละ 50 บาท

นายปรีชากล่าวว่า ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน ของที่ระลึก อาหารคาวหวาน อาหารพื้นเมือง และเครื่องดื่ม นักท่องเที่ยวสามารถสักการะพระพุทธสิริสัตตราช และร่วมทำบุญปล่อยพันธุ์ปลาท้องถิ่นประจำลำน้ำน่าน ความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังมีมุมถ่ายภาพ และตกแต่งสถานที่บริเวณรอบเขื่อนสิริกิติ์ให้มีความสวยงาม เพื่อเสริมบรรยากาศการฉลองเทศกาลปีใหม่ได้เป็นอย่างดี

“เขื่อนสิริกิติ์ มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาในช่วงวันหยุดพักผ่อนเพลิดเพลินกับบรรยากาศธรรมชาติตลอดการพักผ่อน และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ สวนสุมาลัย สะพานเฉลิมพระเกียรติ บรมราชินีนาถ และวังมัจฉา อีกหนึ่งเสน่ห์ของเขื่อนสิริกิติ์สำหรับผู้ชื่นชอบการเล่นกีฬาไม่ควรพลาดคือ การออกรอบที่สนามกอล์ฟเขื่อนสิริกิติ์ สนามมาตรฐาน 18 หลุม ท่ามกลางแมกไม้สายน้ำน่าน โดยสามารถสำรองที่พักได้ที่ 0-5546 -1134 0-5546-1150-6 ต่อ 3504 หรือ 08-9961-6573 นักท่องเที่ยวนำเต็นท์ส่วนตัวมาเอง คิดบริการสถานที่กางเต็นท์ 50 บาทต่อคืน พร้อมทั้งจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวก ลานจอดรถ สุขา ร้านอาหาร และร้านค้าสวัสดิการ การจราจร ดูแลรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง” นายปรีชา กล่าว

ประเทศไทยนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร และอาชีพเกษตรกรที่เป็นหน้าตาพร้อมกับนำรายได้มาหล่อเลี้ยงประเทศชาติคือชาวนา แม้โลกจะพัฒนาไปไกล มีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยละทิ้งการทำนา

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวก็ว่าได้ที่พระมหากษัตริย์ทรงห่วงชาวนาและทรงลงเกี่ยวข้าวในท้องทุ่งนา ด้วยความสำคัญของอาชีพการทำนา ในหลวงพระองค์ท่านจึงได้ค้นคว้าวิจัยทดลองในการที่จะส่งเสริมชาวนาให้ได้รับการปลูกข้าวที่มีคุณภาพและสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง

ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2504 ความตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากอยู่มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่ง ที่นานั้น เมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่นๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป”

จากพระราชดำรัสดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เข้าใจเข้าถึงต่อวิถีและทุกข์ของชาวนาอย่างแท้จริง พระองค์ท่านจึงได้มีโครงการพระราชดำริต่างๆ ในการแบ่งเบาภาระอันเป็นปัญหาใหญ่ของแผ่นดิน ด้วยพระปรีชาสามารถและเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อวงการข้าว รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 247 ง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 ระบุว่า รัฐบาลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมรำลึกในพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อการปฏิรูปข้าวไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทร

มหาภูมิพลอดุลยเดชต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย เป็นอเนกประการ รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติทั้ง 2 พระองค์ ในโอกาสครบรอบ 100 ปี งานวิจัยข้าวไทย ในปี 2559 คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 เห็นชอบ

โดยมีสาระสำคัญคือ 1.ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็น “พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย” 2.ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”

ปัญหาของชาวนาไทยได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในหลายๆ ครั้ง รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจจะยังคลำเป้าไม่เจอ หรือเจอแล้วแต่เกาไม่ถูกที่คัน ปัญหาหลักที่ชาวนาไทยประสบโดยเฉพาะความยากจนที่มายาวนาน รัฐบาลรู้ดีว่าชาวนามีผลผลิตต่ำแต่ก็ยังไม่สามารถนำแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาสู่ชาวนาได้ หลายๆ โครงการที่รัฐบาลในอดีตงัดออกมาเพื่อสร้างประชานิยมให้กับชาวนาได้ลิ้มรส แต่สุดท้ายปัญหาก็ยังหันกลับมาสู่ชาวนาอย่างปัจจุบัน

วันนี้การที่รัฐบาลได้หยิบยกประเด็นในการแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนาซึ่งอาจจะเป็นการแก้เฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาทุกข์ในระยะสั้น ทั้งนี้ รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวนาอย่างยั่งยืน หรือประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และมอบหมายภารกิจที่สำคัญนี้ต่อให้รัฐบาลหน้า เพื่อขับเคลื่อนแผนงานยุทธศาสตร์ให้ชาวนาอยู่ได้ สามารถยืนบนขาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง

การเสริมสร้างแนวคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาวนาให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ได้อย่างมีคุณภาพ และมีคำตอบที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ถือได้ว่านั่นคือการสร้างทางสว่างให้ชาวนาอยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นายกสมาคมชาวนาไทยได้ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุคลื่นหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่กระโดดเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชาวนาในห้วงที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และวิงวอนให้รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนั้นได้ฝากไปยังบรรดานักการเมืองทั้งหลายว่าอย่าได้นำชาวนาไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะชาวนาไม่ใช่ตัวประกันของใคร ถ้านักการเมืองจะช่วยเหลือขอให้มีความจริงใจตลอดไป จากการกล่าวของนายกสมาคมชาวนาไทยสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาบางครั้งเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวพันและดึงชาวนาเข้าไปเกลือกกลั้วในวงจรอำนาจ โดยไม่คำนึงว่าทุกข์ที่แท้จริงของชาวนาคืออะไร

และในระยะนี้จะเห็นได้ว่าเริ่มมีนักการเมืองบางกลุ่มบางคนเริ่มโหนกระแสใช้วาระความเดือดร้อนของชาวนามาเป็นฐานเรียกคะแนนนิยม จนนักการเมืองบางคนสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าสร้างกระแส ดราม่ากับชาวนาก็มี

แต่อย่างไรก็ตาม หากนักการเมืองเหล่านั้นมีเจตจำนงที่ดี แสดงความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีและเอื้อเฟื้อต่อชาวนาอย่างแท้จริง ก็ถือว่าเป็นบุญและอานิสงส์ที่ชาวนาจะได้รับ คนไทยไม่เคยแล้งน้ำใจเมื่อภาครัฐออกมาระดมความคิดและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยดับทุกข์ให้ชาวนา กลับพบว่าวันนี้องค์กรภาครัฐและเอกชนต่างตื่นตัว มีจิตอาสาออกมาร่วมเพื่อแก้วิกฤตให้ชาวนาผ่านพ้น เช่น การเปิดพื้นที่ให้ชาวนาได้ขายข้าว หรือการช่วยระดมคนไปเก็บเกี่ยว แม้กระทั่งพระสงฆ์และสามเณรในบางพื้นที่ก็ไม่นิ่งดูดาย ในขณะที่บางมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดโอกาสให้ลูกชาวนานำข้าวมาจ่ายเป็นค่าหน่วยกิต

ด้านมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตก็ระดมพลังสมองของคณาจารย์ จัดโครงการช่วยลูกชาวนาขายข้าว ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาลูกชาวนา นักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง (การขายระบบออนไลน์) รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาขาย และยังมีอีกหลายสถาบันการศึกษาที่ไม่แล้งน้ำใจในกิจกรรมครั้งนี้ การดำเนินการลักษณะนี้ภาครัฐต้องเป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการให้ต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในลักษณะโหนกระแสตามธรรมเนียมไทย

วันนี้ราคาข้าวตกต่ำไม่ใช่กระทบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ที่สำคัญจากการศึกษาการผลิตข้าวยอดรวมของผลผลิตข้าวโลก ประมาณการเมื่อเดือนตุลาคม 2559 พบว่าจะอยู่ที่ 483.26 ล้านตัน เพิ่มจากปีที่แล้ว 11.17 ล้านตัน ขณะที่ประเทศซึ่งปลูกข้าวมากอย่างจีนเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อินเดียปลูกมากเป็นอันดับสองเพิ่มราว 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อผลผลิตของสองประเทศที่มีประชากรสูงอันดับต้นๆ ของโลกเพิ่มขึ้น แน่นอนผลย่อมส่งต่อมาที่ราคาข้าวไทยจึงตกต่ำลงอย่างในวันนี้

มีการรายงานข่าวต่างประเทศของสื่อฉบับหนึ่งระบุว่า ราคาข้าวในประเทศไทยร่วงลงโดยเฉลี่ยประมาณตันละ 13 เหรียญสหรัฐ ของอินเดียลงไป 5 เหรียญสหรัฐ ปากีสถานหนักหน่อย ร่วงถึง 15 เหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามคู่แข่งไทยร่วงลงที่ 10 เหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันพบว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วิเคราะห์การผลิตข้าวเปลือกต่อไร่ต่อปี เฉลี่ยในปี 2558/2559 เฉลี่ยจากทั่วโลกอยู่ที่ 710 กก. ขณะที่ผลผลิตของไทยอยู่ที่ 450 กก.ต่อไร่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และไทยยังอยู่อันดับรองสุดท้ายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งข้อมูลอ้างอิงยืนยันว่าเวียดนามมีผลผลิตเฉลี่ย 942 กก.ต่อไร่ อินโดนีเซีย 760 กก.ต่อไร่ ฟิลิปปินส์ 653 กก.ต่อไร่ มาเลเซีย 646 กก.ต่อไร่ ลาว 466 กก.ต่อไร่ พม่า 454 กก.ต่อไร่ กัมพูชา 402 กก.ต่อไร่ ประเทศไทยแพ้ต่อลาวและพม่า

ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาผลิตได้ 1,357 กก.ต่อไร่ จีน 1,098 กก.ต่อไร่ และญี่ปุ่น 1,078 กก.ต่อไร่

จากข้อมูลและสาระที่นำเสนอมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นโจทย์และการบ้านที่รัฐบาลตลอดจนทุกภาคส่วนต้องร่วมกันในการผลักดันให้ปัญหาที่ชาวนาประสบลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาชาวนาทั้งหลายก็ต้องมีจุดร่วมในการที่จะต้องอยู่ให้ได้ยืนให้เป็น การน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้เป็นแนวทางในการดำเนินการจะเป็นคาถานำพาให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ การมีแนวคิดรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์หรือช่วยกันในลักษณะช่วยตนเองก่อนให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาจึงเป็นภาระและหน้าที่ที่พี่น้องชาวนาต้องตระหนัก

คำกล่าวที่บอกว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และชาวนาต้องเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน คำกล่าวนี้ย่อมจะยังคงจะอยู่คู่กับชาวนาไทยตลอดไป แต่วันนี้เพื่อเป็นการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ขอให้ชาวนายืนอยู่บนความมั่นคงแน่วแน่ต่ออาชีพที่ทรงเกียรติ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อมาแลกกับการนำหยาดเหงื่อแรงงานในการที่จะได้ข้าวซึ่งมีคุณภาพดีและราคาสูง จึงเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทุกข์ของชาวนาที่บอกว่าเป็นทุกข์ของแผ่นดิน หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อนำมาซึ่งการดับทุกข์ตั้งแต่บัดนี้ เชื่อได้ว่าชาวนาไทยจะห่างไกลจากความทุกข์ และสามารถก้าวสู่ชาวนา 4.0 ได้ตามแนวนโยบายของรัฐบาลในการที่จะส่งผลต่อการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ufabets.co.uk รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนไทย ดังนั้นการป้องกันและดูแลสุขภาพด้วยตัวเองของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะการใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นของประชาชนที่สามารถช่วยลดผลข้างเคียงและการใช้ยาไม่สมเหตุผลได้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมและคงไว้ซึ่งภูมิปัญญาและพืชสมุนไพรไทยอีกด้วย ดังนั้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 จึงขอเชิญชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพด้วยสมุนไพรไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดสวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดระยอง ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ด้านสมุนไพรไทยได้ฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2560

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาสมุนไพร เพื่อให้คนไทยสามารถนำสมุนไพรไทยมาใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจังโดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งสวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 3 แห่ง เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์สมุนไพรในท้องถิ่นที่มีศักยภาพ เพื่อวิจัยและอนุรักษ์ และเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับประชาชนทั่วไป เช่น ที่สวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่ ได้มีการปลูกต้นซิงโคนาเพื่อศึกษาวิจัยการรักษาโรคมาลาเรีย เป็นต้น ดังนั้นประชาชนที่เข้าไปท่องเที่ยวในสวนสมุนไพรในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 จะได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมรับหนังสือเกี่ยวสมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นน้ำมันหอมสมุนไพร เจลล้างมือ เป็นต้น

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสวนสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 3 แห่ง ได้เปิดบริการให้แก่ประชาชนมาศึกษาหาความรู้ และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาศึกษาถึงความสำคัญต่างๆ ของสมุนไพรไทย นอกจากนี้ยังได้มีการสนับสนุน ต้นกล้าพันธุ์สมุนไพรคุณภาพให้กับชุมชนนำไปปลูกและสามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน พร้อมกับพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาสมุนไพรไทยเป็นยาส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรคโดยเน้นการใช้แทนยาตะวันตกและพัฒนาเครื่องสำอางที่มีคุณภาพสูงจากสมุนไพร ซึ่งสามารถนำมาบูรณาการและเชื่อมโยงไปถึงการส่งเสริมทางการเกษตรเพาะปลูกสมุนไพรในแต่ละชุมชนเพื่อกระจายโอกาสและสร้างรายได้ให้กับชุมชนสามารถพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป

วันที่ 28 ธันวาคม 2559 บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่จังหวัดกระบี่ บรรยากาศคึกคัก โดยเฉพาะเกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ทยอยเดินทางมาเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก นักท่องเที่ยวจะเดินทางโดยทางเรือโดยสาร จากฝั่ง จังหวัดภูเก็ต และกระบี่ มาที่เกาะพีพี วันละ ไม่ต่ำกว่า 3,000-5,000 คน ส่งผลให้ตามชายหาดต่างๆ เช่น อ่าวโละดาลัม อ่าวต้นไทร อ่าวมาหยา และตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มยุโรป และสแกนดิเนเวีย ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเกาะพีพีเพราะ ช่วงไฮซีซั่นจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวีย และยุโรปเข้ามาแทนที่

นายวีรภัทร์ จันทโร ผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเกาะพีพี ระบุว่า ปีนี้แม้จะมีการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญจากรัฐบาล ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปจำนวนหนึ่งแต่ไม่กระทบกับการท่องเที่ยวเกาะพีพี เพราะส่วนใหญ่ ผู้ที่เดินทางมาพักที่เกาะและเที่ยวใช้จ่ายจริงๆ นั้น คือ กลุ่มยุโรป โดยมีอัตราการจองห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ90-100 มีการจองห้องพักยาวไปจนถึง วันที่ 4 มกราคม 2560 ส่วนนักท่องเที่ยวจีนจะมาแบบวันเดย์ทัวร์ จาก จ.ภูเก็ต แต่ก็ยอมรับว่าน้อยลงกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่หาจะดูผลกระทบที่ชัดเจนก็ต้อง ดูช่วงปลายเดือนมกราคาปีหน้า ซึ่งจะอยู่ในช่วงเทศกาลตุรษจีน ส่วนจำนวนนักท่องเทียวโดยภาพรวม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่าง 31 ธันวาคม 2559 ถึง 3 มกราคม 2560 นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่เกาะพีพี ไม่ต่ำกว่า 10,000 คน