อดีตข้าราชการ ปลูกส้มโออินทรีย์ หลังเกษียณ โกยรายได้ทะลุ

หลักแสนต่อปี“ลุงอุบล การะเวก” อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้ตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณ เมื่ออายุ 56 ปี เพื่อทำสวนส้มโอ บนที่ดินมรดก เนื้อที่ 8 ไร่ ของคุณพ่อ บ้านเลขที่ 31 หมู่ที่ 6 ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210 ปัจจุบัน สวนแห่งนี้นับเป็นสวนส้มโออินทรีย์แห่งแรกและหนึ่งเดียวในพื้นที่ตำบลบางเตย

ครอบครัวของลุงอุบลทำสวนส้มโอมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ เมื่อลาออกจากราชการมาดูแลรับผิดชอบสวนส้มโอแห่งนี้อย่างเต็มตัวเมื่อ 8 ปีก่อน ต้นส้มโอที่ปลูกมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อนั้น มีหลายช่วงอายุ ทั้งต้นส้มโออายุ 20 ปี ไปจนถึงต้นส้มโออายุ 40-50 ปี ที่ยังให้ผลผลิตที่ดี มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ต่อมา ปี 2554 เกิดปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง ต้นส้มโอเจอน้ำท่วมขังนาน ประมาณ 45 วัน ทำให้ต้นส้มโอยืนต้นตายหมดทั้งสวน ลุงอุบลต้องมาลงทุนทำสวนส้มโอใหม่อีกรอบ โดยหาซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวน้ำผึ้งและทองดี อย่างละ 150 ต้น จากแหล่งพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและเชื่อถือได้

ลุงอุบล วัย 64 ปี เล่าให้ฟังว่า ผมหาซื้อกิ่งส้มโอ จำนวน 300 ต้น มาปลูกในแปลงยกร่อง ในระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 7-8 ศอก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเล็กน้อย หลังปลูกก็ดูแลให้น้ำต้นส้มโอตามปกติ พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกส้มโอได้ 40 ต้น ที่นี่ดูแลจัดการสวนแบบผสมผสาน ภายในสวนปลูกแซมด้วยกล้วยหลากหลายพันธุ์ รวมทั้งมะนาว เพื่อให้มีผลผลิตขายได้ทั้งปี

ลุงอุบล นำต้นส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งมาปลูกสลับแปลงกับต้นส้มโอพันธุ์ทองดี จนเต็มพื้นที่ 8 ไร่ เช่นเดียวกับเกษตรกรชาวสวนส้มโอจำนวนมากที่เชื่อว่า การปลูกส้มโอคนละพันธุ์แบบสลับแปลงกันจะช่วยให้ผลส้มโอไร้เมล็ด ซึ่งลุงอุบลได้ข้อสรุปว่า ความเชื่อดังกล่าวไม่ได้ผลเต็มร้อย เพราะทุกวันนี้ ผลผลิตที่ได้ยังมีเมล็ดอยู่ แต่เจอผลส้มโอที่ไร้เมล็ดอยู่บ้าง

“ช่วงแรกที่ลงกิ่งตอนต้องใช้ปุ๋ยเคมีประคองให้ต้นแตกกิ่งอ่อน ประมาณ 5-6 เดือน จนต้นเป็นพุ่มจึงหยุดใช้ปุ๋ยเคมี จากนั้นหันมาใช้น้ำหมักมูลสุกรคอยรดโคนต้น เพราะน้ำหมักมีธาตุอาหารของดินครบถ้วน คือ N-P-K พอๆ กับปุ๋ยเคมีที่โฆษณากัน นอกจากนี้ จะช่วยปรับสภาพให้ดินเป็นกรดเป็นด่างดีขึ้น” ลุงอุบล กล่าว

การบริหารจัดการสวนส้มโออินทรีย์

ลุงอุบล หัวหน้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์หอมเกร็ด เครือข่ายสามพรานโมเดล เล่าให้ฟังว่า สมัยรุ่นคุณพ่อ ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการดูแลสวนส้มโอ แต่เนื่องจากผมไม่ชอบสารเคมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงค่อยๆ ปรับลดปริมาณปุ๋ยเคมีลง หันมาศึกษาเรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ต่อมาผมได้รู้จักกับ มูลนิธิสังคมสุขใจ ที่ขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้รับองค์ความรู้ในเรื่องมาตรฐานการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ทำให้มีพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการจัดการในเรื่องต่างๆ อีกทั้งยังแนะนำช่องทางการตลาดให้อีกด้วย

“สามพรานโมเดล ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ แต่เข้ามาสอนให้เรารู้จักการทำธุรกิจ การบริหารจัดการ ให้เราคำนวณต้นทุนเป็น เน้นการจดบันทึก ซึ่งทำให้รู้ต้นทุนที่แท้จริง และสามารถกำหนดราคาขายเองได้ กระบวนการเหล่านี้ยังสามารถคำนวณรายได้ล่วงหน้าที่ค่อนข้างแน่นอน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเกษตรกร” ลุงอุบล กล่าว

หลังจากลุงอุบลหันมาทำสวนส้มโอระบบอินทรีย์ พบว่า ตั้งแต่เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สามารถลดต้นทุนได้ราว 80-90% เพราะรายได้ส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อปุ๋ยเคมี แต่เมื่อเข้าสู่ระบบอินทรีย์ ต้นทุนเราแค่ซื้อมูลสัตว์ (สุกร) เพื่อมาหมักทำปุ๋ยคอก ส่วนสมุนไพรที่ทำน้ำหมักชีวภาพต่างๆ เราหาเองได้ ซื้อก็ราคาไม่สูงนัก นอกจากนี้ มีค่าน้ำมันสำหรับเครื่องตัดหญ้า ค่าไฟไปสำหรับการให้น้ำทางสปริงเกลอร์ และอื่นๆ บ้างเท่าที่จำเป็น ส่วนเงินที่เหลือนั่นคือ กำไร

อย่าง น้ำสกัดจากมูลสุกร สารสกัดจากสะเดา ไตรโคเดอร์มา เชื้อราบิวเวอเรีย สามารถทำได้เอง เช่น น้ำหมักมูลสุกร ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากเลย โดยใช้มูลสุกรแห้ง 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 7 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 วัน 1 คืน แล้วตักตะกอนขึ้นมาเก็บไปใส่โคนต้นส้มโอต่อ หลังจากนั้น ทิ้งน้ำหมักไว้ 1 เดือน เพื่อให้หมดก๊าซ จากนั้นนำไปผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อใช้รดโคนต้น 15 วันรดครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังใช้สารชีวภาพฉีดป้องกันเพลี้ยไฟแดง ซึ่งผสมรวมกันกับน้ำหมักมูลสุกรฉีดพ่นเพื่อประหยัดแรงงาน

หรือการทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อใช้ป้องกันรากเน่า โคนเน่า ก็ทำได้ไม่ยาก โดยนำมาเพาะเชื้อเองให้อาหารเป็นรำข้าว จากเชื้อราเพียงน้อยนิดเมื่อได้รำข้าวจะแพร่กระจายไปได้เร็ว นำมาผสมน้ำฉีดจะฉีดก่อนเข้าช่วงหน้าฝน ผสมกับน้ำหมักมูลสุกรเช่นกันรดไปทีเดียว

สารชีวภาพเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แมลงตาย แต่จะทำหน้าที่ควบคุมแมลงศัตรูพืชไม่ให้ขยายพันธุ์ ที่คุมได้อยู่คือ เพลี้ยไฟ ไรแดง สวนที่ใช้สารเคมี บางครั้งใช้ยาแล้วยังเอาไม่อยู่ ต้องยอมให้เพลี้ยไฟลงทั้งสวน ส่วนปัญหาโรคหนอนชอนใบใช้เชื้อราบิวเวอเรีย ที่สำคัญการเลือกใช้ธรรมชาติมาดูแลต้นส้มโอตั้งแต่ต้นจะช่วยทำให้อายุของต้นยืนยาว

ทั้งนี้ ในสวนของลุงอุบล นอกจากส้มโอ ยังปลูกกล้วยหลากหลายพันธุ์ รวมทั้งมะนาวแซมไว้ระหว่างต้นส้มโอ เพื่อให้มีผลผลิตเหล่านี้ขายได้ทั้งปี และที่สำคัญการทำสวนอินทรีย์ลดต้นทุนเห็นได้ชัด เพราะจากที่ลุงอุบลบอกเล่าถึงวิธีการใช้ปุ๋ย ใช้สารชีวภาพต่างๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยมาก แต่ที่ลงทุนมากเห็นจะเป็นแรงกาย และความเพียรมากกว่า

ข้อดีของการปลูกส้มโออินทรีย์

ลุงอุบล แจกแจงคุณลักษณะพิเศษของส้มโอที่ผลิตระบบอินทรีย์ให้ฟังว่า ส้มโออินทรีย์ เนื้อจะแห้งไม่ฉ่ำน้ำ แม้จะเก็บไว้หลายวัน ส่วนความหวานนั้นอาจจะน้อยกว่าที่ใช้สารเคมี แต่ไม่ต่างกันมาก หวานแบบธรรมชาติ ทั้งนี้ส้มโอที่ใช้เคมีก่อนเก็บจะใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน เท่ากับว่ากินความหวานจากปุ๋ยเคมีเข้าไป

โดยทั่วไป พ่อค้ามักซื้อส้มโออินทรีย์ในราคาเท่ากับส้มโอที่ปลูกโดยใช้สารเคมี โดยรับซื้อส้มโอพันธุ์ทองดี ในราคาหน้าสวน ลูกละ 40 บาท ขาวน้ำผึ้ง 100-120 บาท แต่ลุงอุบลส่งส้มโออินทรีย์ขายให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ ผ่านโครงการสามพรานโมเดลได้ในราคาที่สูงกว่า สำหรับส้มโอพันธุ์ทองดี ขายได้ลูกละ 90 บาท ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ขายได้ลูกละ 150 บาท เนื่องจากทางโรงแรมเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายได้เองตามความเหมาะสมที่ทั้งสองฝ่ายรับได้

“ผมยืนยันได้ว่า การทำส้มโออินทรีย์ไม่ยากเลย เพียงแต่เกษตรกรยึดติดกับเคมีมากเกินไป ถ้าใจยอมที่จะเปลี่ยนก็สามารถเอาชนะสิ่งต่างๆ ได้ไม่ยาก เพียงแค่อดทนในช่วงระยะปรับเปลี่ยน 1-2 ปีแรกเท่านั้นเอง พอปีที่ 3 เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดิน ระบบนิเวศที่เกื้อกูลกับธรรมชาติ ส่วนผลผลิตที่ได้รูปร่างไม่ได้ต่างจากเคมีมากนัก ผิวสวย ผลโต รสชาติก็ดี” ลุงอุบล กล่าว

ปัจจุบัน สวนของลุงอุบล มีพื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและพันธุ์ทองดีมีอายุ 5 ปีแล้ว ให้ผลผลิตแล้วกว่า 20-30% จากจำนวน 800 ต้น ที่ปลูกไว้ทั้งหมด เนื่องจากเจอปัญหาโรคโคนเน่าคุกคาม

“ช่วงปีแรก ต้นส้มโออาจให้ผลผลิตได้ไม่เยอะ หากต้นส้มโอโตเต็มที่ ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งจะให้ผลผลิต ประมาณ 50-60 ลูก ต่อต้น ต่อปี ส่วนพันธุ์ทองดี จะได้ประมาณ 80-100 ลูก ต่อต้น ต่อปี ซึ่งปกติส้มโอจะออกลูกครั้งแรกตอนอายุประมาณ 6 ปี และถ้าไม่มีปัญหาเรื่องรากเน่าโคนเน่าสามารถให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 20-30 ปีเลยทีเดียว” ลุงอุบล บอก

เมื่อตัวเองค้นพบความสุขที่แท้จริงในวัยเกษียณ ก็หวังอยากให้เพื่อนเกษตรกรที่ปลูกส้มโอ หันมาทำสวนส้มโอระบบอินทรีย์กันมากขึ้น อย่างน้อยช่วยลดต้นทุนในการผลิต อย่างมากคือเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและคนในครอบครัว รวมถึงผลพลอยได้ที่กระจายสู่ผู้บริโภคโดยไม่คิดหวงความรู้ หากใครสนใจอยากเรียนรู้เคล็ดลับความสำเร็จการทำสวนส้มโออินทรีย์

อาการที่เล่ามาเป็นการเข้าทำลาย หรือการระบาดของ แมลงดำหนามมะพร้าว ถูกต้องแล้วครับ แมลงชนิดนี้อดีตเคยระบาดอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย การเข้าทำลายเกิดได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย แมลงเริ่มเข้าไปอาศัยอยู่ในหลืบใบอ่อนมะพร้าวที่ยังไม่คลี่ออก การระบาดรุนแรงจะทำให้ยอดมะพร้าวแห้ง สีน้ำตาลอ่อน ชาวบ้านเรียกอาการนี้ว่า มะพร้าวหัวหงอก รูปร่างของแมลงดำหนามมะพร้าว มีความยาวของลำตัวมากกว่าความกว้างหลายเท่า หลังผสมพันธุ์แล้วแมลงเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-5 ฟอง ฟักออกเป็นตัวภายใน 4 วัน ระยะเป็นตัวหนอน 21 วัน เข้าดักแด้อีก 2-7 วัน ก่อนพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย เพศเมียมีอายุไข 54 วัน ส่วนเพศผู้มีอายุไข 65 วัน โดยประมาณ

ในกรณีมะพร้าวมีอายุหลายปี ต้นสูงมากแล้ว การฉีดพ่นสารเคมีทำได้ยาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำให้ใช้แตนเบียนเวียดนาม แมลงชนิดนี้ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวยาวเพียง 0.5-0.7 มิลลิเมตร มีปีกสีใส 2 คู่ แตนเบียนชนิดนี้จะทำลายเฉพาะหนอนแมลงดำหนามมะพร้าวเท่านั้น การเข้าทำลายโดยเพศเมีย ตัวเต็มวัยหลังจากผสมพันธุ์แล้ว ใช้อวัยวะแหลมแทงเข้าที่ตัวหนอนแมลงดำหนามแล้ววางไข่ ภายในไม่กี่วันจะฟักออกเป็นตัวหนอนดูดกินของเหลวภายในตัวหนอน ในที่สุดตัวหนอนแมลงดำหนามก็ตาย การป้องกันกำจัดด้วยวิธีนี้ได้ผลดีและปลอดภัย

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อกลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในวัน และเวลาราชการ ตะไคร้ พืชที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ทำอาหารได้หลากหลายชนิด เป็นพืชสวนครัวประจำบ้านที่ผู้คนรู้จักคุณสมบัติที่จะนำมาประกอบอาหาร ตะไคร้ สามารถนำมาทำอาหารได้ตั้งแต่ต้นไปจนถึงใบ ลำต้น ใช้ผสมรวมเป็นสูตรน้ำพริกแกง ทั้งแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ลำต้นใช้สำหรับใส่ต้มยำ และสามารถที่จะซอยผสมในอาหารได้อร่อยหลายๆ เมนู เช่น ไก่ 3 อย่าง ยำตะไคร้ ยำปลาทู ยำปลากระป๋อง เป็นต้น

ตะไคร้ พืชสารพัดประโยชน์ ตะไคร้ เป็นพืชสวนครัวใช้ประกอบอาหารได้ทั้งต้น ไม่ว่าจะเป็นลำต้นไปจนถึงใบ ตะไคร้ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลาย ใบตะไคร้ช่วยให้เป็ด ไก่ ที่เป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งที่เกิดในฤดูหนาว ที่เรียกว่า หวัด เป็ด ไก่ เหล่านั้นจะมีอาการอัมพาต ขาสั่น ยืนไม่อยู่ บางแห่งเรียกไข้ขา ชาวบ้านที่เลี้ยงเป็ดและไก่ที่เป็นโรคชนิดนี้เขาจะใช้ใบตะไคร้พันที่ขา และก็ช่วยให้หายโรคได้อย่างน่าประหลาด (ภูมิปัญญาชาวบ้าน สมัยผู้เขียนเด็กๆ เคยเห็นพ่อจะเอาใบตะไคร้นี่แหล่ะ! มาพันขา ไก่ เป็ด ที่ขาหักเดินไม่ได้หรือเดินกะเผลกๆ ไม่กี่วันเห็นมันเดินและวิ่งเล่นเป็นปกติ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่า มันได้ผลจริงๆ ค่ะ)

ในเชิงอายุรเวท ตะไคร้มีสรรพคุณหลากหลาย เช่น ช่วยเจริญอาหาร ช่วยระบายอย่างอ่อนๆ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขจัดพิษออกจากร่างกาย ขับพยาธิ แก้ไข้ บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ แก้หวัด ช่วยขับเสมหะ

สำหรับกลิ่นหอมของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงและกำจัดยุง (น้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลง) หรือจะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม สกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือนำมาปรุงกับอาหาร เช่น ต้มยำ และอาหารไทยที่ต้องการดับกลิ่นคาว และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

ทำเป็นเครื่องดื่มได้ เช่น น้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้เป็นอย่างดี

ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา มีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและเพิ่มสมาธิ

สามารถนำมาใช้ทำเป็นยานวดหรือลูกประคบได้

ช่วยแก้ปัญหาผมแตกปลาย (ต้นตะไคร้)

มีฤทธิ์เป็นยาช่วยในการนอนหลับ

การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักชนิดอื่นๆ จะช่วยป้องกันแมลงได้เป็นอย่างดี

นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารระงับกลิ่นต่างๆ

ต้นตะไคร้ช่วยดับกลิ่นคาว หรือกลิ่นคาวของปลาได้อย่างดีเลิศ ตะไคร้ วิธีปลูกง่ายๆ

ตะไคร้ เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้ เพราะฟอร์มใบสวยงามพอสมควร วิธีการปลูกตะไคร้นั้นง่ายมาก ไม่ว่าจะปลูกในกระบะดินหรือกระถาง โดยก่อนปลูกต้องตัดใบออกให้เหลือเพียงลำต้น แล้วเอาไปปักดิน รดน้ำบ้าง ไม่นานตะไคร้ก็จะแทงราก แตกกอ ชูใบสวย เวลาจะนำมาทำอาหารก็เลือกตัดทีละต้น อย่าให้เสียพุ่ม

เมื่อซื้อตะไคร้แก่มาจากตลาดครั้งแรก ตัดส่วนโคน ยาวประมาณ 1 องคุลี เก็บไว้ หาขวดน้ำเปล่าๆ หรือถังสักใบ ใส่น้ำลงไปเพียงเล็กน้อย กะว่าอย่าให้ท่วมหัว เอาตะไคร้ลงแช่ไว้ ราว 4-5 วัน รากจะงอกออกมา รอให้รากยาวพอสมควรจึงนำไปปลูก

หากต้องการเก็บตะไคร้ไว้เพื่อประกอบอาหารครั้งต่อไป เพียงนำตะไคร้ที่ซื้อมาจากตลาดไปแช่น้ำไว้ก็สามารถเก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่ต้องนำไปแช่ตู้เย็นแต่อย่างใด

ตะไคร้ สามารถนำไปส่วนผสมในอาหารประเภทยำต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติเมนูยำให้อร่อยยิ่งขึ้น จึงขอเสนอเมนูสุขภาพจากตะไคร้ที่ทั้งแซ่บ! ทั้งได้ประโยชน์จริงๆ ค่ะ ซอยตะไคร้ และหัวหอมแดง พริกขี้หนูทุบแล้วสับละเอียด (มากน้อยตามชอบ ว่าจะชอบเผ็ดมากหรือน้อย) กุ้งแห้งป่น เคล้าสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ชิมรสดูจนถูกใจ คลุกส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง ตักใส่จานโรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ เป็นอันเสร็จรับประทานได้

ประโยชน์ของยำตะไคร้ นอกจากจะเป็นอาหารจานหนึ่งที่มีรสชาติแปลกชวนกินแล้ว ยังมีความอร่อยไม่ซ้ำซาก ไม่คาว ไม่ชวนเอียน และยำตะไคร้ยังมีประโยชน์อย่างมากในด้านบำรุงรักษาร่างกาย เพราะมีสมุนไพรสำคัญๆ ถึง 5 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้ หัวหอมแดง พริกขี้หนู มะนาว และใบสะระแหน่ นอกจากนั้นแล้วยังได้แคลเซียมจากกุ้งแห้งอีกด้วย รับรองว่า เมนูนี้เด็ด อร่อย แถมมีประโยชน์แน่นอน

พืชผักสวนครัวและสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างตะไคร้ ปัจจุบันตลาดมีความต้องการมากขึ้น เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไปสู่สังคมเมือง ทำให้พื้นที่เพาะปลูกเริ่มน้อยลง แต่ผู้คนยังต้องการอยู่ และรวมถึงความต้องการเชิงพาณิชย์ที่ขยายตัวตามร้านอาหารต่างๆ เพราะตะไคร้สามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรมทั้งอาหารและสุขภาพได้

ตะไคร้ สามารถปลูกเป็นอาชีพและสร้างรายได้ หากท่านได้ศึกษาทดลองปลูกและลงมือทำเพื่อประกอบอาชีพ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ในเมื่อราคาพืชผลการเกษตรบางอย่างประสบปัญหา ราคาตกต่ำและผันผวนเนื่องจากปลูกมากเกินไป ยังไงก็ลองหันมาปลูกตะไคร้กันดีไหม บางทีอาจช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำให้ท่านรวยเป็นล้านๆ ได้เหมือนกันนะคะ

ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่าย แตกกอไว ให้ผลผลิตงาม และเป็นพืชที่ลงทุนน้อย แถมราคาก็ไม่ตกง่ายๆ ยังไงก็ขายได้แน่นอน เพราะไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยเมนูอาหารไทยๆ ยังไงก็ขาดต้นคะไคร้นี้ไม่ได้เลย ตะไคร้จึงอยู่คู่กับครัวไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน เพราะตะไคร้มีสรรพคุณมากกว่าที่เราคิด จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางยาช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลากหลายชนิดนั่นเอง

ชีวิตของมนุษย์ในเมือง มองทางไหนมีแต่ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง รถรา สภาพแวดล้อมของชุมชนเมืองที่หนาแน่นล้วนแต่มีมลพิษทางอากาศ อาหารการกิน และมลพิษทางอารมณ์ที่มีแต่ความเคร่งเครียด มีการแข่งขันกันสูง จิตใจจึงมีแต่ความทุกข์ ความหวังลึกๆ ของคนในเมืองคือมีที่ในชนบทสักแห่งเพื่ออยู่อย่างสงบเมื่อโอกาสมาถึง

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีวันหยุดติดต่อกันหลายวันในช่วงเทศกาล กรุงเทพฯ แทบจะกลายเป็นเมืองร้าง เพราะทุกคนมุ่งหน้าออกต่างจังหวัดกันแทบหมดเมือง ใครชอบทะเลใกล้บ้านก็มุ่งไปบางแสน พัทยา ระยอง จันทบุรี ตราด ไกลหน่อยก็ภูเก็ต พังงา กระบี่ ถ้าชอบน้ำจืดก็กาญจนบุรีซึ่งยังมีป่าให้ท่องเที่ยวได้ ชอบบรรยากาศภูเขาก็ขึ้นเหนือ ไกลไปใช่ไหมครับ ขับรถใกล้ก็มาอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เพียงร้อยกว่ากิโล

วังน้ำเขียว มีอากาศบริสุทธิ์ มีโอโซนมากมายเอาไว้สูดหายใจให้เต็มปอด สมกับชื่อ สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน เพราะเป็นพื้นที่เดียวในประเทศไทยที่ถูกโอบล้อมด้วยป่าอนุรักษ์ผืนใหญ่ 2 แห่ง เสมือนไข่แดงจากธรรมชาติอันสวยงาม ได้แก่ อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลกกินเนื้อที่ถึงหลายหมื่นไร่อันเป็นรอยต่อของ 4 จังหวัด

มีโอกาสได้ไปเยี่ยม คูลลิฟวิ่งฟาร์มเฮ้าส์ OLLivingFarmhouse ที่อำเภอวังน้ำเขียว เนื่องจากกลุ่มตลาดสีเขียวจากโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ไปตรวจเยี่ยมแปลงผักเกษตรอินทรีย์ อันเนื่องจากคูลลิฟวิ่งฟาร์มเฮ้าส์จะเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดสีเขียวของโรงพยาบาล

คุณสาริศา ปิ่นทอง เจ้าของคูลลิฟวิ่งฟาร์มเฮ้าส์ จากอดีตแอร์โฮสเตสมีโอกาสได้ทำงานเที่ยวบินที่ไปญี่ปุ่นอยู่เสมอ ได้ซึมซับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นคนที่รักสิ่งแวดล้อมมาก ต่อมาได้นำเข้าหมอนที่ใช้วัสดุธรรมชาติคือเปลือกข้าวโซบะซึ่งอยู่ในสกุลข้าวสาลีของญี่ปุ่น เปลือกข้าวโซบะนี้จะไม่มีฝุ่น สถานที่พักเพื่อสุขภาพของญี่ปุ่นจะมีหมอนชนิดนี้สำหรับลูกค้าในห้องนอน และได้ทำเครื่องสำอางออร์แกนิกหลายชนิด จากการศึกษาเรื่องนี้จึงมีแนวคิดถึงเรื่องอาหารที่รับประทานเข้าไปซึ่งปกติจะเป็นอาหารที่ผ่านสารเคมีทั้งสิ้น จนกระทั่งในปี 2548 ได้ซื้อที่ดิน 28 ไร่ ที่วังน้ำเขียว ได้เริ่มปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นสวนป่าก่อน ต่อมาจึงทำฟาร์มสเตย์และเริ่มรับนักท่องเที่ยวเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

ออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติ

สถานที่พักของคูลลิฟวิ่งฟาร์มเฮ้าส์ เป็นบรรยากาศสบายสบาย มีอากาศหนาวเย็นแทบตลอดทั้งปี กับการออกแบบผนังซ้อน 2 ชั้น เพื่อให้ห้องเย็นสบาย ใช้กระเบื้องดินเผาแทนกระเบื้องเพราะปลอดแร่ใยหิน ใช้หมอนที่นอนจากวัสดุธรรมชาติล้วน เพราะที่นอนใยสังเคราะห์ทั่วไปมักสะสมสารเคมี ซึ่งระเหยออกมาตลอดอายุการใช้งาน เช่น กรดบอริก ซัลเฟอร์ และฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่สะสมตลอด 6-8 ชั่วโมงทุกวัน และตลอด 10 ปีของอายุการใช้งาน สระน้ำ ไม่มีการใช้คลอรีน แต่ใช้ไม้น้ำในการดูดซับทำความสะอาดโดยวิธีธรรมชาติ

พื้นที่ส่วนกลาง สวน ต้นไม้ ฟาร์มผักสลัด มีการปลูกผักออร์แกนิก เป็นชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ที่ใครๆ ต้องการ ทิ้งสังคมก้มหน้ามาสู่สังคมชนบทแบบง่ายๆ ในบรรยากาศฟาร์มสเตย์ซึ่งเป็นบรรยากาศของบ้านพักที่ไม่มีเสาโรมันอย่างสวนอังกฤษให้เราชม ไม่มีที่นอนสังเคราะห์หนาๆ หรูหราให้เราสัมผัส ไม่มีน้ำหอมที่เป็นกลิ่นสังเคราะห์ให้เราดม แต่ให้เราอยู่กลมกลืนไปกับธรรมชาติมากที่สุด

จากการออกแบบและวางแลนด์สเคป โดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช นักเดินป่าตัวยง อาจารย์สถาปนิกสาขาการออกแบบพื้นถิ่น จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้นำเอาเอกลักษณ์ของภาคอีสานมาหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติของผืนป่า โดยใช้วัสดุพื้นถิ่น พร้อมแนวคิดลดการใช้สารเคมีและลดภาวะโลกร้อน ในห้องนอน ทั้งวัสดุ อาคาร เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงเครื่องนอนจากธรรมชาติในระดับฟรีฟอร์มาลดีไฮด์ ที่ไม่มีโรงแรมใดทำมาก่อน รวมถึงสบู่ แชมพู หรือน้ำยาทำความสะอาดที่ปลอดภัยจากเคมีเพราะใช้ส่วนผสมของมะกรูดเป็นหลัก การออกแบบภายนอกจะไม่มีบรรยากาศเสาโรมัน สวนสไตล์อังกฤษ ไม่มีต้นปาล์มเหมือนโรงแรมหรูทั่วๆ ไป ไม่มีสถาปัตยกรรมแปลกล้ำหน้าที่โดดเด่นกว่าธรรมชาติ มีแต่สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น วางผังต้นไม้อย่างกลมกลืน โดยการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อเพิ่มออกซิเจนและให้ออกดอกสลับกันไปในแต่ละฤดู ให้พวกเราเห็นความสวยงามตามแบบพื้นถิ่น ตามความเป็นจริง ไม่ใช่บ้านในแม็กกาซีน ที่วาดฝันสวยงามให้เราหลงใหล แต่มันอาจไม่เหมาะกับอากาศบ้านเรา

พร้อมกันนี้ เราจะได้เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน ชมโรงเพาะชำขนาดใหญ่ รวมถึงแปลงผักในฟาร์ม ขี่จักรยานรอบๆ นอนเล่นริมบ่อ ชมสวนสมุนไพรและไม้ยืนต้นรอบๆ ไร่ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เรานำมาปลูกตั้งแต่ต้นกล้า เพื่อให้ไม้ยืนต้นนั้นแข็งแรงและโตเร็วกว่า ได้แก่ พะยูง พะยอม สาทร เสลา สะเดา อินทรีย์ กัลปพฤกษ์ แคบ้าน เพกา อินทนิล ไผ่ ยางนา ศรีตรัง มะฮอกกานี ตะเคียนทอง โมกมัน คูน จำปี ประดู่ป่า มะเม่า แช่เท้าในน้ำอุ่นสมุนไพร จิบกาแฟสดได้บรรยากาศตลอดทั้งวัน

อาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบเลือกสรร

ผักที่ปลูกในฟาร์มทั้งแปลงไม่ได้ใช้สารเคมีเลยเพราะต้องการให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ถึงแม้ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนขอใบรับรองแต่ทางฟาร์มก็มุ่งมั่นที่จะทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่แรก ทำให้เมนูทุกเมนูของที่นี่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มทั้งผักและสมุนไพรที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ มีความสดใหม่ตลอดเวลา นอกจากนี้ การปรุงอาหารก็ไม่ใช้ชูรสในการปรุง รวมถึงไม่ใช้เตาไมโครเวฟ ไม่ใช้ไขมันทรานส์ ไม่ใช้ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลฟอกขาว ไม่ใช้สีสังเคราะห์ กลิ่นสังเคราะห์ เนื้อหมู ไก่ ก็เลือกซื้อสินค้าที่เป็นออร์แกนิก ข้าวกล้องอินทรีย์ ขนมปังไม่ขัดขาว เส้นจากแป้งไม่ขัด

กิจกรรมดีๆ ในฟาร์ม

เริ่มตั้งแต่เช้าเยี่ยมชมวิธีปลูกผักออร์แกนิก การปลูกผักแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเมล็ด เข้าโรงเพาะชำต้นกล้า ไถดิน ปลูก ใส่ปุ๋ย ดูแลถอนหญ้า รดน้ำ ป้องกันแมลง ตัดผัก วิธีดูแลรักษาหลังเก็บเกี่ยว การจำหน่าย ระบบการจัดการน้ำ การจัดการขยะ การหมักน้ำหมักชีวภาพ การปลูกสมุนไพรรอบร้าน หลากหลายชนิด รวมถึงพืชสวน มะนาวไร้เมล็ด มะกรูด เอาไว้หมัก สวนครัวต่างๆ ไร่งา ตั้งแต่การหว่านเมล็ด ปลูก และเก็บเกี่ยว มาเพื่อกลั่นด้วยเครื่องเหวี่ยง เพื่อให้ได้น้ำมันงามาทำ เครื่องสำอาง

หลังจากนั้น เยี่ยมชมสถาปัตยกรรม ห้องที่ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ ตลอดจนทัศนียภาพของป่าปลูก ที่มีทั้งไม้ยืนต้น ไม้พื้นถิ่น หรือแม้แต่พืชสวน พืชไร่ ข้าวโพด หรืองา (แล้วแต่ฤดูกาล) พักเบรกดื่มชาใบมิ้นต์สดๆ และของว่างสลัดม้วน ซึ่งจะร่วมกันทำกิจกรรมห่อผักสลัดม้วน รับประทานพร้อมน้ำสลัดรสเลิศที่ไม่ใช้น้ำมันพืชที่เติมไฮโดรเจน แต่ใช้น้ำมันกลั่นเย็น และอุ่นสบายด้วยการแช่เท้าในน้ำสมุนไพรจากในฟาร์ม

ร่วมรับประทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์ โดยเมนูสลัดสุขภาพจากผักในฟาร์มและเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยจากสารเคมี รวมถึงเครื่องปรุงที่เน้นการหมักธรรมชาติ ไม่มีสารกันบูด พร้อมเมนูผักมากมาย ที่จะทำให้เด็กๆ ในครอบครัวรับประทานผักกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกซื้อผักสด กาแฟสด และเลือกซื้อสินค้ากรีนๆ ในราคาพิเศษ เช่น เครื่องสำอางจากน้ำมันงา เครื่องนอนจากวัสดุธรรมชาติ ผ้าห่ม ที่นอน หมอน

พืชผักที่ปลูกในฟาร์มจะเป็นสลัด ประมาณ 10 ชนิด

1. ผักกาดแก้วIceberg Lettuce สมัคร GClub เนื้อใบหนากรอบกว่าพันธุ์อื่นๆ รสหวาน รับประทานง่าย มีวิตามินและธาตุเหล็กสูง ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยบำรุงธาตุ
2. คอสใหญ่ Cos ใบเขียวยาวสีเขียวเข้ม เนื้อกรอบ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดงเหมาะสำหรับผู้เป็นโรคโลหิตจางหรือตั้งครรภ์
3. กรีนโอ๊ก Green Oak คล้ายผักกาดหอม รับประทานง่ายไม่มีกลิ่นฉุน ไม่มีรสขม ช่วยสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา
4. เรดโอ๊ก Red Oakใบหยักนิ่ม รสไม่ขม มีกากใยสูง ช่วยล้างผนังลำไส้ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
5. บัตเตอร์เฮด Butter Head ขอบใบโค้งมนสีเขียว รสหวานกรอบ ไม่ขม ช่วยลดคอเลสเตอรอล บำรุงสายตาและระบบประสาท
6. คอสแดง Red Cos คล้ายคอสใหญ่ แต่สีแดง มีกากใยสูง ช่วยระบบย่อยอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอล
7. มินิคอสแดง Mini Red Cos คล้ายคอสใหญ่ แต่สีแดง และมีขนาดเล็กกว่า มีกากใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอล
8. ฟิลเลย์ Fillice ใบหยิกคล้ายผักกาดหอม เนื้อใบกรอบ มีกากใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอล
9. เรดโครัล เรดราปิด Red Coralคล้ายผักกาดหอม แต่มีสีแดงขอบใบหยิกสวย เนื้อใบกรอบ มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง ช่วยเรื่องสายตา
10. กรีนโบว์ Green Bow คล้ายกรีนโอ๊ก สามารถใช้แทนกรีนโอ๊กได้ รับประทานง่าย ช่วยสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา