อดีตสาวโรงงาน “เลี้ยงไส้เดือน” เผยทุกเคล็ดลับความสำเร็จ

คุณนิรัชพร ธรรมศิริ หรือ “ต่าย” สาวตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เล่าถึงตัวเองว่า “หนูเป็นเด็กบ้านนอก เกิดมาจากครอบครัวเกษตรกร พ่อ-แม่มีอาชีพทำนา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ที่อำเภอจุน พะเยา จำได้ว่าตอนเด็กซุกซนตามประสาคือไปขุดไส้เดือนมาตกปลาบ่อยมาก”

เธอเว้นวรรคเล็กน้อย… “ต่อมาหลังเรียนจบออกจากบ้าน ได้ไปทำงานสารพัดจังหวัด (เธอบอกเช่นนี้จริงๆ ครับ) เป็นสาวโรงงานที่อยุธยา เป็นแม่ค้าข้าวมันไก่ที่สัตหีบ สุดท้ายทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กำแพงเพชร ในเวลานี้” สุดยอดไหมครับ

สำหรับเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนนั้นเธอเล่าว่า คิดว่าเป็นความบังเอิญมากกว่า หลังจากที่ค้นหาจากโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อดูเรื่องราวของการปลูกผักปลอดสารพิษ เพราะคิดว่าจะปลูกผักสำหรับไว้กินเอง เนื่องจากส่วนตัวชอบกินผักจิ้มน้ำพริก จนกระทั่งไปเจอวิธีการเลี้ยงไส้เดือน อ่านดูจึงรู้ว่าไส้เดือนเป็นสัตว์มหัศจรรย์มาก คือ สามารถนำมูลของมันมาใช้ใส่ผัก ผลไม้ โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างดีอีกด้วย

ต่อมาจึงได้ศึกษาถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงไส้เดือน เธอคิดว่าจะสามารถทำความเข้าใจได้โดยไม่ต้องหาเอกสารหรือตำรามาศึกษา เพียงแค่ศึกษาทางยูทูปก็น่าจะพอเพียง เพราะทุกอย่างไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพราะเมื่อลงมือเลี้ยงไส้เดือนคงจะรู้ถึงปัญหาต่างๆ ตามมา และคงแก้ไขได้ไม่ยากเช่นกัน เนื่องจากดูจากขั้นตอนการเลี้ยง เพียงแค่จัดเตรียมที่อยู่ หาอาหารให้กิน รดน้ำให้ชุ่มเสมอ คุณไส้เดือนก็อาศัยอยู่ได้แล้ว ศึกษาต่อไปอีกนิดถึงเรื่องรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องการก็น่าจะเพียงพอ

เนื้อหาต่อไปนี้สิครับแฟนๆ ประทับใจผมมาก เธอเล่าต่อไปว่า ทำไมต้องคิดมาเลี้ยงไส้เดือน ทั้งที่มีสัตว์ชนิดอื่นที่น่าเลี้ยงและเหมาะกับผู้หญิงอีกมาก แถมเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคุณผู้หญิง หรือคุณผู้ชายอีกหลายๆ คน แต่สำหรับตัวเธอนั้นไม่รู้สึกขยะแขยงกับตัวไส้เดือนเลยแม้แต่น้อย สามารถสัมผัสตัวไส้เดือนได้อย่างเต็มความรู้สึกพร้อมกับมีความสุขทุกครั้งที่ได้ดูแลไส้เดือน

เมื่อตัดสินใจอย่างแน่นอนว่าต้องเลี้ยงไส้เดือน เธอไม่รอช้า จึงลงมือทันทีต้นเดือนมกราคม 2548 หลังจากเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับนำมาเลี้ยงไส้เดือนที่ศึกษามาเรียบร้อย อุปกรณ์พร้อมวัตถุดิบ พร้อมคนเลี้ยง จึงได้สั่งไส้เดือนจากฟาร์มเลี้ยงไส้เดือนที่พิษณุโลก ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันไนท์ครอเลอร์ African Night Crawler (AF) เนื่องจากศึกษาดูแล้วว่า ข้อดีคือไส้เดือนสายพันธุ์นี้สามารถกินอาหารเก่ง โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ขยายพันธุ์ได้เร็ว มีลูกดก แถมตัวโต เป็นสายพันธุ์ที่นิยมนำไปใช้เป็นอาหารโปรตีนสำหรับเลี้ยงกบ นก และปลาได้อีกด้วย ส่วนมูลนั้นนำไปใส่ต้นไม้ หรือพืชผักได้อีกด้วย

เธอเริ่มลงมือเลี้ยงไส้เดือนแค่ 4 กะละมัง ในเบื้องแรก โดยสั่งพันธุ์ไส้เดือนมาแค่ 2 กิโลกรัม เพื่อศึกษาดูกับเรื่องราวทุกปัญหาของคุณไส้เดือน ว่ามีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องนำมาแก้ไข

ปัญหาที่เธอได้รับอย่างมากในเบื้องแรกคือ จำนวนของตัวไส้เดือนที่จะต้องนำลงไปเลี้ยงในกะละมัง ต่อ 1 ใบ นั้น ต้องใช้เท่าไหร่? เธอนำไส้เดือนลงไปประมาณ “ครึ่งกิโลกรัม” ผลที่ได้คือมีจำนวนมากเกินไป ปัญหาต่อมาต้องดูว่าอาหารพอกับจำนวนไหม? ความชื้นเป็นเช่นไรบ้าง? พอไหมกับคุณไส้เดือน

ปรากฏว่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะแรกหัดเลี้ยงไส้เดือนนั้น เกิดมีการตายบางส่วน และไส้เดือนจะเริ่มหาทางเลื้อยออกนอกกะละมัง ครั้นเมื่อเธอนำเอาเศษผักให้ไส้เดือนกิน ปรากฏว่าไส้เดือนร้อนหนีตายกันอีก แบบว่าเกือบหมดกำลังใจสำหรับเธอมือใหม่หัดเลี้ยงไส้เดือน

บอกแล้วไงครับแฟนๆ เธอคนนี้มีความขยันและอดทนเป็นอย่างมาก นำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาเป็นบทเรียนพร้อมมาใช้เป็นแบบฝึกหัดสำหรับการเลี้ยงไส้เดือนต่อไป โดยเฉพาะประโยคนี้ที่เธอบอกผมชอบมากๆ เลยครับแฟนๆ ที่ว่า “ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนคนได้จริงๆ นะค่ะ”

เธอจึงเริ่มต้นใหม่ ทดลองเลี้ยงเพิ่มเป็น 8 กะละมัง เธอบอกต่ออีกว่า ทุกอย่างหมดสิ้นทุกปัญหาเนื่องจากได้รับการแก้ไขหมดสิ้นแล้ว ต่อไปนี้คือเรื่องราวสำหรับการเลี้ยงไส้เดือนของเธอหลังจากที่เธอมั่นใจว่าเยี่ยมที่สุด เธอพร้อมจะบอกเคล็ดลับชนิดหมดหัวใจให้แฟนๆ คอลัมน์นี้ที่สนใจทุกท่านแบบหมดทุกห้องหัวใจของเธอเลยครับ

1. เตรียมอุปกรณ์สำหรับให้คุณไส้เดือนได้พักอาศัย คือ กะละมังสีดำ หรือสีอื่นก็ไร้ปัญหา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 32 เซนติเมตร เจาะรูตรงก้น ประมาณ 15 รู สำหรับไว้ระบายน้ำและความร้อนเวลารดน้ำให้ไส้เดือน แถมน้ำที่ได้คือเป็นปุ๋ยน้ำหมักของมูลไส้เดือนอีกด้วย

2. ต่อมานำมูลวัวไปแช่น้ำ หากเป็นมูลวัวบ้านจะแช่ไว้ประมาณ 10 วัน ถ้าหากเป็นมูลวัวนมจะแช่ไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้มูลวัวนั้นสามารถคลายความร้อน ที่เรียกกันว่า เบดดิ้ง (Bedding) เพราะนี่คือที่อยู่และอาหารของคุณไส้เดือน

3. นำ Bedding ที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใส่ลงในกะละมังให้มีความสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ข้อสำคัญอย่างมากๆ คือ Bedding ต้องไม่แฉะ ไม่ร้อน เพราะจะเป็นกรด โดยการใช้มือของเราเองทดสอบเอาไปวางไว้ใต้กะละมังที่ใส่ Bedding ว่าเป็นเช่นไร ร้อนหรือไม่ร้อน ที่ต้องเน้นอย่างมากเพราะเป็นข้อสำคัญอย่างมากสำหรับการนำตัวคุณไส้เดือนลงไปเลี้ยง

4. เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ทำหลุมตรงกลางเล็กๆ ในกะละมัง นำไส้เดือนประมาณ 2-3 ขีด มาใส่ลงไป เหตุผลคือเพื่อให้คุณไส้เดือนเลื้อยกระจายไปได้ทั่วกะละมังได้อย่างสะดวก

จำเป็นอย่างมากๆ เช่นกันต้องใส่มูลไส้เดือนที่มีเป็นของเดิมลงไปด้วยเล็กน้อย สำหรับเพื่อให้ไส้เดือนปรับสภาพกับที่อยู่ใหม่ และสามารถทำให้ไส้เดือนไม่หนีออกจากกะละมัง

6. ให้นำกะละมังที่เลี้ยงไส้เดือนไปวางไว้ในที่ร่ม ที่อากาศสามารถถ่ายเทสะดวก และไม่ให้โดนแดดโดยตรงหรือโดนฝน ทั้งหมดขอย้ำว่าเป็นขั้นตอนการเลี้ยงไส้เดือนแบบอย่างของเธอนะครับ หลังจากที่ได้พยายามมาตั้งแต่เริ่มต้น ทุกขั้นตอนล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งสิ้นจนมีวันนี้ หลังจากนั้นเธอบอกต่ออีกว่า เลี้ยงไส้เดือนไปประมาณ 1 เดือนครึ่ง จะเริ่มมองเห็นลูกไส้เดือนตัวเล็กๆ เยอะแยะมากมายไปหมดในกะละมัง ถึงตอนนี้ต้องวางแผนเพื่อผลิตปุ๋ยและตัวไส้เดือนให้ได้จำนวนมาก

เลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน ถึงตอนนี้ควรเตรียม Bedding ไว้ให้พร้อมสำหรับการขยายไปเลี้ยงไส้เดือนในกะละมังต่อไป อีกประมาณ 1 เดือนต่อมา ลองสังเกตใช้ 2 มือ พลิก Bedding ดูจะเริ่มเห็นมีตัวอ่อนที่พอให้เลี้ยงได้ต่อไป จะมีอยู่เยอะไปหมด ก็เริ่มย้ายพ่อแม่พันธุ์ออกไปยังกะละมังที่เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อย เพื่อให้ได้กินอาหารใหม่สำหรับเพื่อผลิตปุ๋ยและขยายพันธุ์ไส้เดือนอีกต่อไป

สำหรับการดูแลนั้นเธอบอกว่าไม่ยากอย่างที่คิด เพราะว่าเพียงแค่นำน้ำใส่กระบอกสำหรับฉีดน้ำ ดูว่าหากที่อยู่ของไส้เดือนมีความแห้งไหม? คอยฉีดหรือรดน้ำก็ได้ ประมาณ 3 วันต่อครั้ง หรือหากว่ามีฝนตกสัปดาห์ละครั้งก็พอไหว

แต่สำหรับที่นำเศษผักที่เป็นอาหารเสริมนั้นต้องงดชนิดเปรี้ยวและเผ็ดเด็ดขาด ควรที่จะสับเป็นชิ้นเล็กๆ เพราะคุณไส้เดือนจะสามารถกินได้เร็วขึ้น หรือหากว่าบางครั้งเราไม่ได้อยู่ดูแลประมาณว่า 1 สัปดาห์ จะด้วยเหตุผลส่วนตัวใดๆ ก็ตาม คุณไส้เดือนก็สามารถหาเลี้ยงเอาเองได้

เธอบอกสุดท้ายด้วยว่า ไม่ยากสำหรับเลี้ยงไส้เดือน หากแฟนๆ ท่านใดต้องการ เพียงแค่ไม่กลัวกับการจับต้องตัวไส้เดือนเท่านั้น ถึงแม้จะมีเนื้อที่เพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม ดูตัวเธอเป็นตัวอย่าง ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงไส้เดือนมาก่อน แต่ก็สามารถนำมาเลี้ยงและสามารถผลิตออกมาได้ทั้งปุ๋ยไส้เดือนและน้ำหมักมูลไส้เดือนจำหน่ายสำหรับผู้สนใจได้อย่างมีความสุข

เพราะเธอชื่อ “ต่าย” ผลผลิตของเธอจึงใช้ชื่อว่า กระต่าย ปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% มีบรรจุไว้ ถุงละ 1 กิโลกรัม ในแต่ละถุงจะมีวิธีใช้อย่างละเอียด หรือหากเป็นน้ำหมักมูลไส้เดือนจะมีเขียนบอกวิธีใช้ไว้อย่างละเอียดเช่นกัน มีบรรจุ 2 ขนาด คือ ขวดเล็ก บรรจุ 600 และขวดใหญ่ 1500 มิลลิลิตร เยี่ยมจริงๆ ครับ สำหรับผู้หญิงที่ไม่รังเกียจตัวไส้เดือนคนนี้ เธอผู้มีความขยันและอดทนเป็นเลิศ แฟนๆ ให้กำลังใจเธอกันนะครับ

แฟนๆ ท่านใดสนใจทุกรายละเอียด ติดต่อเธอได้ที่เฟซบุ๊ก Niratchaporn Thammasiri หรือ ID. Tai_shop99 หรือ โทร. (091) 842-4968 หรือหากแฟนๆ ท่านใดสนใจจะเลี้ยงบ้าง เพียงใช้เนื้อที่เลี้ยงไส้เดือนกับพื้นที่เล็กๆ ก็ได้ เธอจะมีชุดสำหรับทดลองเลี้ยงไส้เดือนไว้บริการแฟนๆ อีกด้วย พร้อมยินดีให้คำแนะนำอย่างละเอียดทุกเรื่องราว เพราะเธอได้ผ่านมาครบถ้วนแล้วทุกขั้นตอนอย่างมั่นใจ

สุดท้าย เมื่อเราก้าวเดินไปด้วยตัวเราเองกับงานที่ต้องการ เราจะต้องไม่โทษตัวเราเมื่อก้าวพลาดไปบ้าง เพราะมันหมายถึงเป็นการซ้ำเติมตัวเราให้แย่มากลงไปอีกไม่ใช่หรือ? อย่าพยายามกระทำเช่นนั้น อภัยและรักตัวเองให้มากๆ ให้กำลังใจตัวเองเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปกับเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ ก้าวไปพร้อมๆ กับดูแลรักษาลมหายใจให้สมบูรณ์ดีที่สุด

จำไว้ว่า ทุกๆ วันกับชีวิตที่เหลืออยู่ของเรานั้น อย่าพยายามที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ประดังเข้ามาในชีวิตเรา ทุกเรื่องราวนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพื่อที่ให้เรารับรู้หรือพร้อมเข้าใจมันทั้งหมด เมื่อมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเสียบ้าง เลือกเอาสิ่งที่เราต้องการสำหรับนำมาเพื่อดูแลชีวิตของเราให้ก้าวเดินต่อไปกับเวลาที่เหลืออยู่ เพราะนั่นคือการต่อลมหายใจของเราให้ก้าวเดินอย่างมีความสุขได้อีกยาวนาน

ความผิดหวังในวันนี้ พรุ่งนี้จะกลายเป็นอดีตไปแล้ว ลุกขึ้นสู้ใหม่ทันที อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้สู้จนถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่ยากและไม่มีเวลาใดที่ยาวนานจนเกินไป ตัวเราเท่านั้นที่สามารถเอาชนะได้ทั้งเวลาและอุปสรรคทั้งปวง เพราะโลกนี้ไม่ได้สร้างให้คนสู้ชีวิตเป็นคนพ่ายแพ้ เชื่อเหอะ! ขอบคุณ สวัสดี สาวเชียงใหม่ เพาะเห็ดโคนน้อย สร้างรายได้ กิโลกรัมละ 150 บาท หากินยาก คุณประโยชน์สูง

เกษตรกรหน้าใส บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาจุลชีววิทยา ที่ใช้ความรู้ที่เรียนมาพัฒนาฟาร์มเห็ดของพ่อ ที่ทำมานานกว่า 40 ปี ให้คงอยู่

คุณจิดาภา ทรงสิริอาชา เกษตรกรหน้าใส ชื่อเล่นว่า คุณชิตาเกะ ที่แปลว่า เห็ด อยู่บ้านเลขที่ 221 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็กลับมาสานต่อธุรกิจฟาร์มเห็ดของพ่อ ที่ทำมานานกว่า 40 ปี ทันที โดยตั้งปณิธานว่า จะทำฟาร์มเห็ดที่พ่อสร้างมาให้ยังคงอยู่ และเป็นความตั้งใจที่จะต่อความฝันของตัวเองในวัยเด็ก ที่อยากจะพัฒนาอาชีพที่เลี้ยงตัวเธอมาให้ดีขึ้น อยากให้คนไทยได้กินเห็ดที่ดี มีคุณภาพ และอยากทำฟาร์มเห็ดให้เป็นที่รู้จัก และได้รับรู้ว่า จิดาภาฟาร์มเห็ด มีมาตรฐาน เห็ดทุกชนิดมีมาตรฐาน จีเอพี ทุกตัว

“ตอนแรก เป้าหมายคือ เราอยากมุ่งเน้นให้คนกินเห็ดที่มีคุณภาพจากฟาร์มของเรา เพราะว่าอย่างปกติฟาร์มคนอื่นจะเน้นขายก้อน หรือแปรรูปเห็ดเป็นหลัก ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยคิดแต่ว่าเรายังใหม่ จึงมุ่งเน้นไปที่การขายเห็ดสด และพ่อมีนโยบายว่า ถ้าเราแปรรูป คือขายของแห้ง ก็จะได้เงินแบบแห้งๆ ไม่มีรายได้มาทุกวัน แต่ถ้าขายของสด เราก็จะได้เงินสด เก็บเงินสดทุกวัน ตอนนี้จึงมาโฟกัสที่การขายของสดและเน้นหาตลาดเพื่อที่จะขายสินค้าได้หมดทุกวัน” คุณชิตาเกะ กล่าวถึงแนวคิดและช่องทางการตลาด

เรียนจบปริญญาตรี สาขาจุลชีววิทยา
นำมาพัฒนาฟาร์มเห็ดของพ่อ ที่ทำมานานกว่า 40 ปี
คุณชิตาเกะ เล่าว่า คุณพ่อของเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเห็ดและเปิดฟาร์มเห็ดสร้างอาชีพมานานกว่า 40 ปี อยู่รุ่นๆ เดียวกันกับ ดร. อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการเห็ดมากๆ แต่พ่อของคุณชิตาเกะไม่ชอบออกสื่อ หลายท่านจึงจะไม่ค่อยรู้จักพ่อของคุณชิตาเกะ แต่เรื่องความเชี่ยวชาญในการเพาะเห็ด พ่อของคุณชิตาเกะก็ไม่แพ้ใครแน่นอน ซึ่งคุณชิตาเกะก็ได้ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อโตมาจึงเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ และเลือกเรียนสาขาที่เกี่ยวกับเชื้อราโดยเฉพาะ เพื่อที่จะนำความรู้ตรงนี้มาสานต่อกิจการฟาร์มเห็ดที่บ้านอย่างจริงจัง โดยที่ฟาร์มของคุณชิตาเกะเพาะเห็ดอยู่หลายชนิด มีทั้ง เห็ดนางฟ้า เห็ดภูฏาน เห็ดลม เห็ดหูหนู เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดมิลค์กี้ เห็ดนางรมดำ และเห็ดโคนน้อย หรือชาวเหนือเรียกว่า เห็ดถั่วเน่า เป็นตัวสร้างรายได้หลัก ซึ่งสาเหตุที่คนพื้นถิ่นเรียกว่า เห็ดถั่วเน่า เพราะสมัยก่อนเป็นเห็ดที่ขึ้นง่าย ขึ้นตามเปลือกถั่วที่เน่าแล้ว แต่พอเป็นชื่อกลาง เรียกว่า เห็ดโคนน้อย เพราะขาสั้นแหมือนเห็ดปลวก โคนมันน้อย แต่อายุสั้นกว่าเห็ดโคนที่ขึ้นตามธรรมชาติ

เพาะเห็ดโคนน้อย ขายกิโลกรัมละ 150 บาท
แต่ต้องอาศัยความชำนาญในการทำ
เจ้าของบอกว่า การเพาะเห็ดเป็นอาชีพไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก ที่บ้านมีโรงเรือนเพาะเห็ด ประมาณ 10 กว่าโรงเรือน เพาะสลับหมุนเวียนกันไป จะไม่เพาะพร้อมกันทั้งหมด จะดูแลไม่ไหว และเห็ดโคนน้อยค่อนข้างหากินได้ยาก เพาะต้องอาศัยความชำนาญในการทำ ที่ทุกวันนี้ที่คุณชิตาเกะทำได้ เพราะอาศัยประสบการณ์ลองผิดลองถูกของพ่อมาก่อน เพราะการเพาะเห็ดโคนน้อยเมื่อก่อนต้องเพาะในฟาง ซึ่งการเพาะในฟางจะเจอปัญหาเรื่องโรคแมลงและตัวไร ผลผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพ ที่ฟาร์มจึงพัฒนามาเพาะในก้อน ทำสูตรก้อนเชื้อเอง ใช้ขี้เลื่อยผสมกับสูตรหมักต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นมาเอง และพยายามปรับให้ผลผลิตที่ออกมาได้คุณภาพ

วิธีการเพาะเห็ดโคนน้อย …คล้ายเห็ดชนิดอื่น ผสมก้อนเชื้อเห็ดเอง ใส่ขี้เลื่อย แกลบ ปูนขาว ผสมกัน หลังจากนั้นนำไปอัดก้อนแล้วนำไปอบฆ่าเชื้อ พอเช้าอีกวันให้นำมาเป่าฆ่าเชื้ออีกครั้ง จากนั้นนำไปบ่มไว้ในโรงเรือนเพาะเห็ดได้ตามปกติ ใช้ระยะเวลาเพียง 7-10 วัน ก็สามารถเก็บดอกได้ครั้งแรก เห็ดโคนน้อยหลังจากเก็บดอกได้ครั้งแรกจะสามารถเก็บดอกได้อีกประมาณ 20-30 วัน แล้วเปลี่ยนก้อนเชื้อใหม่ เพื่อความสวยของดอกเห็ดและคงคุณภาพไว้

ระบบน้ำ …ใช้สายยางรดคล้ายเห็ดนางฟ้า 1 วัน รด 3 ครั้ง แต่ถ้าอากาศร้อนมากๆ อาจจะต้องรดถึงวันละ 4 ครั้ง ที่ฟาร์มจะแบ่งการรดเป็นช่วง คือ รดตอนเช้า 1 รอบ ประมาณช่วงเที่ยง รดรอบที่ 2 และตอน 5 โมงเย็น รดอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 สังเกตดูว่าถ้าวันไหนอากาศร้อนและมีลมแรง ก็จะรดน้ำเพิ่มเป็น รอบที่ 4 วิธีการรดจะรดบริเวณหลังคือ และบริเวณพื้นจะพยายามไม่ให้โดนดอกเห็ดมาก เพราะสำหรับเห็ดโคนน้อย ถ้าน้ำโดนดอกมากเกินไปจะทำให้เกิดโรค ถ้าโดนได้ก็โดนแค่เพียงละออง ซึ่งจริงๆ แล้ว เห็ดไม่จำเป็นต้องรดน้ำไปที่ดอกโดยตรง เพราะเห็ดมีความสามารถในการดูดความชื้นจากข้างนอกเข้าไปใช้เองได้

การกำจัดแมลง …จะใช้สารจุลินทรีย์ฉีดพ่น เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย และน้ำส้มควันไม้

ขนาดโรงเรือน …กว้าง 2.5 เมตร ยาว 7 เมตร วัสดุที่สร้างใช้ ไม้รวกธรรมดาต่อเสาปูน แล้วคลุมหลังคา 2 ชั้น ชั้นแรกคลุมด้วยซาแรนสีดำ ชั้นที่ 2 คลุมด้วยผ้ายางใส 1 โรงเรือน สามารถวางก้อนเห็ดได้ 2,500 ก้อน

ผลผลิต …7-10 วัน เก็บดอกได้ หลังจากนั้น เก็บได้ทุกวัน ประมาณ 20-30 วัน 1 ก้อน มีหลายดอกออกสลับกันจนหมดเชื้อ ผลผลิตเก็บได้ประมาณ 300-400 กิโลกรัม ต่อ 1 เดือน เฉลี่ยต่อวัน วันละ 30-40 กิโลกรัม 2 โรงเรือน เก็บผลผลิตได้รวมกัน วันละประมาณ 60-70 กิโลกรัม

วิธีการเก็บ และรักษาเห็ดที่ถูกต้อง
ให้สังเกตที่ดอกใหญ่ๆ โคนจะหลุด ถ้าได้จับจะรู้ว่าดอกจะนิ่ม เอามือลูปที่หมวกดอกจะมีขนหลุดออกมา อันนี้คือเก็บได้ แต่ถ้ายังเก็บไม่ได้ดอกจะแข็ง การเก็บรักษาให้แช่ตู้เย็น ในอุณหภูมิ 4-10 องศาเซลเซียส เพราะเห็ดโคนน้อยค่อนข้างมีอายุสั้นหลังจากเก็บมาแล้ว จะอยู่ได้อีกเพียง 24-36 ชั่วโมง ทางที่ดีคือ เก็บแล้วควรนำมาขายทันทีเพื่อความสดใหม่ ตัวอย่าง ที่ฟาร์มเริ่มเก็บตอนบ่าย 3 โมง บ่าย 4 โมง ออกไปขาย จะไม่ให้ค้างไว้ ลูกค้าก็จะสามารถซื้อไปแช่ตู้เย็นต่อได้อีกคืน ตอนเช้ามาทำกับข้าวยังทัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับตู้เย็นของลูกค้าด้วย ว่าความเย็นถึงไหม ลูกค้าบางท่านตู้เย็นไม่เย็นมาก เช้ามาเห็ดก็มีน้ำออกมาเยอะ แนะนำว่าถ้าอยากเก็บไว้ได้นาน ให้นำเห็ดไปต้มแล้วแช่งแข็งไว้จะอยู่ได้นานเป็นเดือน เพราะการต้มช่วยระงับเอนไซม์ไม่ให้เจริญเติบโต

ราคาขาย…กิโลกรัมละ 150 บาท ถือว่าไม่แพง ถ้าเทียบกับการดูแล และความสะดวกของลูกค้า เพราะที่ฟาร์มคัดทำความสะอาดให้อย่างดี ลูกค้าซื้อของเราไปได้ความสะดวกแน่นอน เพราะการที่เขาจะได้กินเห็ดสักอย่างมันไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับการที่ต้องมาแต่งไซซ์ให้เสียเวลา ลูกค้าสามารถซื้อแล้วล้างอีกรอบก่อนนำมาประกอบอาหารแค่นั้น เพราะฉะนั้นราคา 150 บาท จึงไม่แพงเลย ถ้าเทียบกับคุณประโยชน์ และความสะดวกสบายที่ได้รับ

ต้นทุนการผลิต
เมื่ออยู่ตัวแล้ว มีต้นทุนไม่มาก คิดเบ็ดเสร็จ ค่าส่วนผสมของก้อนเชื้อ ค่าน้ำ ค่าดูแลส่วนอื่นเฉลี่ยประมาณ 10 บาทต่อก้อน เทียบกับรายได้ที่ได้รับถือว่าคุ้มมากๆ แต่ถ้าคนที่จะลงทุนใหม่ แนะนำว่ายากและต้องใช้เงินลงทุนเยอะไม่คุ้ม เพราะต้องมีค่าหัวเชื้อ ค่าซื้อเตา ค่าโรงเรือน แต่ถ้าอยากจะลองเพาะเห็ดโคนน้อยจริงๆ แนะนำให้เริ่มทำเป็นฟางจะดีกว่า เพราะต้นทุนต่ำและไม่ต้องอาศัยความชำนาญมาก การเพาะเห็ดบนฟาง แค่นำฟางไปต้มแล้วใส่เชื้อหมักก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าทำเป็นก้อนต้องมีกระบวนการอื่นๆ เข้ามาเพิ่มอีกมากมาย ถ้าเชื้อไม่บริสุทธิ์ก็จะเสียได้ง่าย ถือว่าไม่คุ้ม และมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับมือใหม่เริ่มเพาะบนฟาง คือ ตัวไร และเรื่องของการทำความสะอาด ถ้าเพาะในฟางจะตกแต่งยาก และการเก็บบางคนเก็บไม่เป็น เก็บดอกที่เล็กไปบ้าง เก็บดอกที่บานแล้วบ้าง หรือเก็บมาแล้วดูแลไม่ดี ไม่นำไปแช่ตู้เย็น เห็ดก็จะเสียไปเลย

ประโยชน์ของเห็ดโคนน้อย …ข้อมูลจากงานวิจัย จะช่วยเกี่ยวกับระบบลำไส้ ช่วยเรื่องกระเพาะอาหาร คนที่เป็นกรดไหลย้อน หรือเป็นริดสีดวงทวาร ถ้ากินตลอดสามารถช่วยให้ริดสีดวงหลุดได้ ช่วยแก้ท้องอืด ขับถ่ายง่าย ผู้สูงอายุกินแล้วดี

การตลาด เน้นขายเห็ดสด
ตีตลาดทุกระดับชั้น
การเพาะเห็ดโคนน้อยขาย ถือว่าสร้างรายได้ดีให้กับคุณชิตาเกะ วันละ 2,000-3,000 บาท ผลผลิตที่เก็บได้ขายหมดทุกวัน ด้วย

คือเป็นของสด ถือเป็นการบังคับให้ต้องขายหมดทุกวัน ด้วยความที่เป็นเห็ดอายุสั้น มีอายุแค่ 24-36 ชั่วโมง ถ้าเลยจากนี้จะกลายเป็นเห็ดน้ำหมึกและเน่าไปเลย ถ้าขายไม่หมด จากเงินร้อยกลายเป็นไม่ได้สักบาทเลย หลังจากเก็บเกี่ยว
ต้องหาตลาดให้ได้ทุกรูปแบบ ทุกวันนี้คุณชิตาเกะทำตลาดทุกระดับชั้น เริ่มตั้งแต่
1.ระดับบน คือ ขายในห้าง

2.ระดับกลาง ที่มีกำลังซื้อ ข้าราชการ หรือคนเกษียณอายุ

3.กลุ่มแม่บ้านที่ทำกับข้าวกินเอง UFABET นำไปวางขายตามตลาดทั่วไป ขายราคาเท่ากันทั้ง 3 กลุ่ม กิโลกรัมละ 150 บาท แต่ถ้าเป็นแม่ค้าที่รับไปขายอีกที จะขายราคาส่ง กิโลกรัมละ 120 บาท ขายดี ขายหมดทุกวัน ขายจนผลผลิตออกไม่ทันขาย แต่ตั้งแต่มีไวรัส โควิด-19 ขึ้นมา ยอดขายก็ตกลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางการขายด้วยการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ให้ลูกค้าสั่งออเดอร์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก จิดาภาฟาร์มเห็ด และทางฟาร์มจะจัดส่งให้ถึงหน้าบ้าน ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอแม่ริม และอำเภอสันทราย หรือท่านใดสะดวกก็มารับที่ฟาร์มได้เลย

ฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่
อยากบอกว่า ถ้าชอบ ก็ให้ลงมือทำเลย งานเกษตรลำบากก็จริง แต่ถ้ามีใจรัก ยังไงก็ทำได้ งานเกษตรอาจไม่ได้ทำให้รวย แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนหนึ่งคนมีเป้าหมายในชีวิต ว่าวันนี้ตื่นมาเพื่ออะไร ทำให้ในทุกวันอยากจะตื่นมาทำมาดูแลในสิ่งที่ตัวเองรัก ให้ออกดอกออกผล อยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง ทำเท่าที่ไหว ถ้ารักก็ทำไปเถอะ คุณชิตาเกะกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจ การเพาะเห็ดโคนน้อย หรือท่านที่อยู่เชียงใหม่ อยากลิ้มรสเห็ดหลายชนิด ติดต่อ คุณชิตาเกะ ได้ที่เบอร์โทร. 095-675-3579 หรือ ติอต่อผ่านเฟซบุ๊ก จิดาภาฟาร์มเห็ด

แม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารา อันดับ 1 ของโลก แต่ไม่สามารถกำหนดราคายางพาราเองได้ ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความผันผวนของราคายางพาราตลอดเวลา เกษตรกรหลายรายตัดสินใจปรับลดพื้นที่ปลูกยางพาราบางส่วนเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นแซมในสวนยาง โดยเริ่มจากทดลองปลูกพืชในแปลงขนาดเล็กก่อน ทำสำเร็จจึงค่อยขยายผลไปสู่แปลงขนาดใหญ่ การปรับตัวเช่นนี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวแล้ว ยังเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เสริมหมุนเวียนเข้ากระเป๋าได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

คุณนิวัฒน์ เนตรทองคำ เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบ Smart Farmer ภาคใต้ ที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวปลูกพืชผสมผสานยาง ในระบบเกษตรอินทรีย์ เน้นปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ผักกูด กล้วยหอม กล้วยหิน กล้วยเล็บมือนาง ลองกอง ทุเรียน หมาก พริก พริกไทย ฯลฯ ทำให้มีลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้อสินค้าโดยตรงถึงสวน คุณนิวัฒน์เก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน แต่ละวันจะมีรายได้เข้ากระเป๋ากว่า 1,000 บาท