อดีตหนุ่มไอที ปลูกส้มสายน้ำผึ้ง ทำเป็นอาชีพหลักสร้างรายวัน

ได้ให้กับครอบครัคุณศิวะ แสงต๊ะ หรือ คุณลี้ เกษตรกรหนุ่ม วัย 34 ปี และเจ้าของสวนส้มสายน้ำผึ้ง ในพื้นที่ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จากอดีตพนักงานไอที สู่เกษตรกรผู้ปลูกส้มสายน้ำผึ้งอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ด้วยการสานต่อธุรกิจของครอบครัว โดยมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นแรงผลักดัน ให้กลับมาฮึดสู้และเอาดีด้านการปลูกส้มสายน้ำผึ้ง ต่อยอดเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง จนสามารถสร้างเป็นรายได้หลักมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการปลูกส้มสายน้ำผึ้งนั้น คุณลี้ เล่าว่า เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ในอดีตทางครอบครัวปลูกต้นลิ้นจี่ ก่อนจะมาประสบปัญหาในเรื่องราคาของผลผลิตที่ลดน้อยลง จึงโค่นต้นลิ้นจี่ในสวนทิ้งทั้งหมด เพราะในขณะนั้นทางครอบครัวเล็งเห็นโอกาส จากการสร้างรายได้จากปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้งที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการปลูกลิ้นจี่หลายเท่าตัว ก่อนจะค่อยๆ ทยอยปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้ง จาก 200 ต้น จนถึงปัจจุบันมีต้นส้มสายน้ำผึ้งกว่า 4,000 ต้น ในพื้นที่ 50 ไร่

หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย คุณลี้ได้ทำงานเป็นพนักงานไอทีในออฟฟิศแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเห็นว่าคุณพ่อและคุณแม่นั้นทุ่มเทเวลาให้กับการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งเป็นอย่างมาก จึงเกิดความสงสารและเห็นอกเห็นใจ จึงตัดสินใจที่จะลาออกจากงานประจำ และกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว

สำหรับการปลูกส้มสายน้ำผึ้งภายในสวนของคุณลี้นั้น จะปลูกในระยะ 6×3 เมตร แต่ในปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกส้มหลายพื้นที่ได้ปรับเปลี่ยนการปลูกให้อยู่ในระยะ 5×4 เมตร เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการปลูก ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยลดปัญหาความแออัดในระยะการปลูกต้นส้มสายน้ำผึ้งในพื้นที่ รวมถึงเพิ่มความสะดวกในการดูแลส้มสายน้ำผึ้งได้อย่างทั่วถึง

“สำหรับการดูแลต้นส้มสายน้ำผึ้งภายในสวนนั้น หากไม่ใช่ช่วงฤดูฝนจะมีการรดน้ำ 2-3 ครั้งต่อวัน รอบละ 20-25 นาที จำเป็นต้องดูแลเขาตลอด ถ้าไม่ดูแลเขา ผลผลิตก็ไม่ได้ จะมีการใส่ปุ๋ย และฉีดยาฆ่าแมลง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และจะมีการติดตามผลในเรื่องของแมลงที่เข้ามาก่อกวนส้มสายน้ำผึ้งภายในสวนเป็นประจำทุกวัน เพื่อดูว่ามีการลดหรือเพิ่มของแมลงชนิดอื่นหรือไม่ จะจัดการด้วยการใช้ตัวยาชนิดไหน ที่จะกำจัดแมลงชนิดนี้อย่างนี้ครับ ก็จะจัดให้เข้าไปฉีดดูต่อรอบครับ”

ภายในสวนส้มสายน้ำผึ้งของคุณลี้ จะเน้นการปลูกส้มสายน้ำผึ้งแบบผสมผสาน ด้วยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์และปุ๋ยเคมีสลับกัน เนื่องจากการปลูกส้มสายน้ำผึ้งนั้น ค่อนข้างจะมีวิธีการดูแลที่ค่อนข้างยากในระดับหนึ่ง และใน 1 ปี ส้มสายน้ำผึ้งจะมีผลผลิตประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น อีกทั้งปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบ โดยเฉพาะในเรื่องของฝนที่ตกลงมา ส่งผลให้ส้มสายน้ำผึ้งแตก รวมถึงเรื่องเชื้อราก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลผลิตภายในสวนมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อผลผลิตส่งถึงมือลูกค้า

“คือส้มสายน้ำผึ้งภายในสวน จะมีการทำแบบใช้ปุ๋ยอินทรีย์และเคมีสลับกันไปครับ เพราะหากเลือกใช้ปุ๋ยอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงชนิดเดียว ผลผลิตที่ได้ก็จะไม่เป็นแบบตามที่เราต้องการครับ และก็ผลผลิตก็จะไม่สวย ส้มจะลายและแตก รสชาติไม่ได้แบบนี้ครับ จึงจำเป็นต้องผสมผสานกันครับ”

คุณลี้ เล่าว่า ส้มสายน้ำผึ้งนั้นจะมีผลผลิตทั้งในและนอกฤดู อ้างอิงข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2564 ถ้าอยู่ในช่วงฤดูกาลส้มสายน้ำผึ้ง จะมีราคาอยู่ที่ 18-24 บาทต่อกิโลกรัม หากเป็นช่วงส้มสายน้ำผึ้งนอกฤดูกาล จะมีราคาอยู่ที่ 39-45 บาทต่อกิโลกรัม ราคาทั้งหมดจะถูกกำหนดขึ้นตามความสวย รสชาติ และขนาดลูกของส้มสายน้ำผึ้ง

“ส้มที่ออกในฤดูจะมีราคาไม่สูง เพราะส้มมีเยอะ ส้มสายน้ำผึ้งที่ขายกันนอกฤดูจะมีราคาสูง หากใครทำผลผลิตออกฤดูได้แบบนี้ จะได้ราคาสูงครับ ที่ผ่านมาช่วงปลายเดือนสิงหาคม ราคาขึ้นไปอยู่ที่เกือบกิโลกรัมละ 100 บาท ที่สวยๆ นะครับ”

ความต้องการทางด้านการตลาด ต้องยอมรับว่าส้มสายน้ำผึ้งนั้นให้ผลตอบแทนที่ดี จึงทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาปลูกส้มสายน้ำผึ้งกันจำนวนมาก ส่งผลให้มีคู่แข่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน จึงส่งผลในเรื่องของราคาการรับซื้อผลผลิตนั่นเอง

เมื่อสอบถามในเรื่องของผลผลิตภายในสวนนั้น อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ สามารถเป็นรายได้หลักให้กับครอบครัวโดยจะมีปริมาณผลผลิตอยู่ที่ 200 ตันต่อปี มีลูกค้าประจำและลูกค้าไม่ประจำเดินทางมารับซื้อด้วยตนเองที่หน้าสวน รวมถึงมีการสั่งซื้อส้มสายน้ำผึ้งทางช่องทางออนไลน์ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “ส้มสายน้ำผึ้ง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่งตรงจากไร่ by กิ๊ฟ” ทำให้มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาสั่งซื้อกันจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้ส้มสายน้ำผึ้งของคุณลี้นั้นเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อ คุณศิวะ แสงต๊ะ หรือ คุณลี้ เจ้าของสวนส้มสายน้ำผึ้ง ได้ในพื้นที่ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ หรือทางเพจเฟซบุ๊ก

ระยะนี้อยู่ในช่วงของ “ข้าวยากหมากแพง” สินค้าทุกชนิดขึ้นราคาเป็นว่าเล่น หรือเพราะราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นราคาแทบทุกวัน แต่ราคาสินค้าด้านการเกษตรยังคงที่ บางชนิดเท่านั้นที่ขึ้นราคา เพราะการเก็งกำไรของนักธุรกิจ จากคำขวัญของเทคโนโลยีชาวบ้านที่ว่า “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” จึงใช้ได้กับทุกวาระทุกสมัย ฉบับนี้มูลนิธิโครงการหลวงใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านปลูกพืชผักรับประทานกันเองในบ้าน ไม่ต้องไปหาซื้อของแพงในตลาด ปลูกได้ง่าย ใช้เวลาสั้นแต่เก็บกินได้นาน สะอาดปลอดภัยไร้สารพิษ นั่นคือ ฟักแม้ว

บางท่านที่ชอบรับประทานข้าวต้ม มักจะสั่งอาหารประเภทนี้ จนพูดติดปากกันว่าถ้าสั่งฟักแม้วผัดน้ำมันหอย ราคาจานละ 30 บาท หากสั่งซาโยเต้ผัดน้ำมันหอย จะราคาเพิ่มเป็น 50 บาท

ฟักแม้ว เป็นชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านภาคเหนือ หรือจะเรียกให้โก้หรูแบบภาษาญี่ปุ่นและได้ราคาสูงต้องเรียกว่า ซาโยเต้ ฟักแม้วเป็นพืชข้ามปี ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะที่เจริญจากข้อใบ ขยายพันธุ์ด้วยผลแก่ สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกฟักแม้วจะต้องสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 500-1,400 เมตร เป็นที่ราบหรือที่ราบเชิงเขา อุณหภูมิเฉลี่ย 15-28 องศาเซลเซียส

การปลูกง่ายมาก เริ่มจากคัดเลือกหัวพันธุ์ที่ปลอดเชื้อไวรัสและแก่เต็มที่ นำไปปักชำในขี้เถ้าแกลบและทรายในที่ร่มที่มีความชื้น รอจนแตกรากและเริ่มแตกใบอ่อนจึงย้ายไปปลูกในหลุม ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 1 เมตร ทำค้างด้วยไม้ไผ่เพื่อให้เถาฟักแม้วเลื้อยเกาะ หลังปลูก 15 วัน จึงใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ทุก 15 วัน

ศัตรูพืชของฟักแม้ว ได้แก่ โรคราน้ำค้าง ราแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงหวี่ขาว การป้องกันกำจัด ควรใช้น้ำมันปิโตรเลียม หรือผงฟู 70 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร อาจจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงบ้างบางครั้งหากจำเป็นเมื่อเกิดศัตรูพืชระบาดมาก แต่ไม่ขอแนะนำเนื่องจากเราจะต้องรับประทานยอดอ่อนและผลอ่อน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำหรือปรึกษาเจ้าหน้าที่พืชผักของมูลนิธิโครงการหลวง

ฟักแม้วสามารถเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่หลังจากปลูก 50-60 วัน และเก็บเกี่ยวยอดและผลอ่อนรับประทานหรือจำหน่ายได้ตลอดระยะเวลา 3 ปี จึงรื้อออกแล้วปลูกใหม่ เนื่องจากต้นฟักแม้วที่แก่จะให้ยอดอ่อนน้อย ในขณะเดียวกัน เกษตรกรสามารถเก็บผลแก่ไว้ทำพันธุ์ได้เอง

คุณประโยชน์ของฟักแม้ว ด้วยการนำมาประกอบอาหาร เช่น ต้มหรือลวกจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงเลียง ยำ ที่ชื่นชอบมากคือ นำไปผัดน้ำมันหอย ฟักแม้วมีคุณค่าทางอาหารคือ ให้วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันหวัด

หากใครคิดอยากทำเกษตรเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก แต่มีพื้นที่ไม่มาก และไม่อยากทำงานตากแดดตัวดำ ขอแนะนำให้ลงทุนทำฟาร์มเห็ด เพราะใช้พื้นที่น้อย ปลูกดูแลง่าย ลงทุนน้อย ได้กำไรเยอะ เห็นผลเร็ว “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย” เป็นหนึ่งในตัวอย่างธุรกิจฟาร์มเห็ดที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีพื้นที่ฟาร์มแค่ 2 ไร่ แต่สร้างรายได้หลายแสนบาทต่อเดือน

กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย เกิดจากแนวคิดของ คุณจุ๊บ หรือ คุณนัยนา ยังเกิด เมื่อปลายปี 2555 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่คุณจุ๊บทำงานเป็นสาวแบงก์ เธอคิดว่าในวันนี้ไม่มีอาชีพอะไรที่มั่นคง ชีวิตไม่มีความแน่นอน จึงได้คิดวางแผนหาอาชีพเสริมที่เหมาะสำหรับผู้หญิง ไม่ต้องใช้แรงเยอะ ไม่ต้องตากแดด คุณจุ๊บตัดสินใจทำฟาร์มเห็ด เพราะทำงานในร่ม เก็บเห็ดขายได้ทุกวัน และสามารถแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเห็ดได้หลากหลายรูปแบบ

คุณจุ๊บ มองว่า อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีโอกาสเติบโตมีศักยภาพเป็นครัวโลกได้ โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการเริ่มต้นธุรกิจ เลือกปลูกเห็ด เพราะเห็ดเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้หญิงที่ไม่อยากโดนแดดกลางแจ้ง และค่อยๆ เรียนรู้ลงมือทำไป เมื่อเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบแต่สินค้าเกษตรกลับเป็นที่ต้องการ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาดูแลกระท่อมเห็ด ฟาร์ม อย่างเต็มตัว

ปัจจุบัน กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย ตั้งอยู่ที่ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โทร. 081-903-1331 และ 063-240-2951 ฟาร์มเห็ดแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้แนวใหม่ เปิดประสบการณ์ให้สนุกกับการเก็บเห็ดหลากหลายสายพันธุ์ เช่น นางฟ้าภูฐาน นางรมฮังการีสีขาว นางนวลสีชมพู นางรมทอง พร้อมให้บริการอาหารสุขภาพเมนูเห็ดสุดเด็ด หลากหลายรูปแบบ ทำให้รู้ว่า “เห็ด” สามารถนำไปทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิด

ที่นี่เก็บเห็ดสดๆ มาทำอาหาร ทุกคนที่ได้ทานต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยมาก เพราะสดอร่อยกว่าที่เคยทานมา โดยเฉพาะเมนูเห็ดนางนวลชมพูชุบแป้งทอด ทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติเหมือนทานปลาหมึกทอด เมนูยำเห็ดนางรมทอง รสอร่อยและได้สุขภาพ

กระท่อมเห็ด ฟาร์ม เป็นแหล่งผลิตก้อนเห็ด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางรมสีทอง พร้อมจำหน่ายดอกเห็ดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดในรูปแบบต่างๆ อาทิ แหนมเห็ด น้ำพริกเห็ด เห็ดทอดกรอบ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้การเพาะเห็ดแบบครบวงจรอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่เรื่องการเพาะเห็ดเบื้องต้น วิธีการเปิดดอก วิธีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น วิธีการเก็บดอกเห็ด การทำความสะอาดหน้าก้อนอย่างถูกวิธี รวมทั้งวิธีการทำการตลาด เรียกว่า อบรมหลักสูตรเจ้าของฟาร์มเห็ด ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเห็ด แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองนอกกรอบแนวคิดต่อยอดไลน์ธุรกิจอื่นๆ ได้อีก

เห็ดในมื้ออาหารเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเห็ดเป็นแหล่งโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุชั้นดี มีสารสำคัญที่มีประโยชน์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายตามธรรมชาติด้วยการทานอาหารให้เป็นยา โดยนำเห็ดสายพันธุ์ต่างๆ มาคัดเลือกทำอาหารให้เหมาะแต่ละชนิด เช่น “เห็ดนางรมทอง” มีสรรพคุณคอลลาเจนสูง โดยนำมาปรุงอาหารในเมนูยำเห็ด เพื่อคงคุณค่าทางสารอาหารเต็มร้อย “เห็ดนางนวลสีชมพู” โครงสร้างเหนียวหนึบเหมือนปลาหมึก เหมาะสำหรับปิ้ง-ย่าง หรือชุบแป้งทอด ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน แยกไม่ออกว่าเป็นเห็ดหรือปลาหมึกกันแน่

“เห็ดเป๋าฮื้อ” รสชาติเหมือนหอยเป๋าฮื้อ นุ่มๆ หนึบๆ ดอกใหญ่ ก้านโต เหมาะสำหรับทำเมนูต้มยำหรือผัดเห็ดน้ำมันหอย ได้รสอร่อยเหมือนทานหอยเป๋าฮื้อในภัตตาคารจีน “เห็ดภูฐาน” ปรุงเป็นอาหารได้อร่อยเกือบทุกเมนู ส่วน “เห็ดฮังการี” ทำเมนูแหนมเปรี้ยว ได้รสอร่อยเหมือนเนื้อหมู

เห็ดเป็นโปรตีนพืชที่สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้อย่างดี หากใครสนใจอยากลองเพาะเห็ดไว้ทานเองภายในครอบครัว จะช่วยประหยัดค่าอาหารในครัวเรือนได้ และการเพิ่มเห็ดในเมนูมื้ออาหาร ช่วยสร้างภูมิต้านทานที่แข็งแรงให้แก่ร่างกายอีกด้วย

ปลูกเห็ดไม่ยาก

หากใครสนใจปลูกเห็ดไว้เป็นอาหารในครัวเรือน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถแวะมาหาความรู้ได้ที่ฟาร์มแห่งนี้ได้ตลอด คุณจุ๊บยินดีให้ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดเบื้องต้นฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย การเพาะเห็ดทานเองไม่จำเป็นต้องสร้างโรงเรือนใหญ่โต การดูแลก็ไม่ยากถ้าเข้าใจ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย มีเพียงมุมเล็กๆ พื้นที่ไหนๆ ก็เก็บเห็ดทานได้ทุกวัน ถ้าออกเยอะมากก็แพ็กขายให้เพื่อนบ้าน เป็นรายได้เสริม

คุณจุ๊บ บอกว่า การเพาะเห็ดต้องอาศัยความเข้าใจและเรียนรู้ธรรมชาติของเห็ด หากดูแลรดน้ำให้ความชื้นและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแล้ว ดอกเห็ดก็จะออกผลผลิตให้เก็บอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

ช่วงฤดูฝน นับเป็นโอกาสทองของการเพาะเห็ด ข้อดีคือดูแลง่าย อากาศเป็นใจ เห็ดจะแย่งกันแทงช่อมาให้ชม แถมขายได้ราคา ช่วงที่อากาศมืดครึ้ม ฝนตกมาชุ่มฉ่ำ เห็ดออกดอกมาอุดมสมบูรณ์มาก ไม่จำเป็นต้องรดน้ำในช่วงที่ฝนตก เพราะความชื้นในอากาศสูงอยู่แล้ว หากรดน้ำอีกจะยิ่งเพิ่มความชื้นเข้าไป ทำให้ก้อนเห็ดเกิดการติดเชื้อได้

ก้อนเห็ด 1 ก้อน อายุ 4-6 เดือน สามารถเก็บได้ 6-10 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการดูแล ปกติก้อนเห็ดเมื่อเดินเส้นใยเต็มก็จะใช้เวลารัดตัวเพื่อสร้างดอกอีกประมาณ 7-10 วัน หลังจากนั้นก็จะผุดดอกแทงช่อออกมาให้เก็บผลผลิตไม่เกิน 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หากเป็นเห็ดภูฐานเติบโตเร็วมาก แทบจะทุก 3-4 ชั่วโมง ต้องคอยเก็บดอกเห็ดที่สวยงามและได้มาตรฐาน

สำหรับคนที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจการเริ่มต้นทำอาชีพเกษตรกรรมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คุณจุ๊บให้คำแนะนำว่า หากใครยังลังเลว่าเราจะเริ่มทำอาชีพอะไร ค้นหาตัวเองให้เจอ แล้วลงมือเรียนรู้ให้ครบทุกด้าน เริ่มต้นจากเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก ก็วิเคราะห์ตัวเองให้เจอ แล้วเริ่มลงมือทำ ขอเป็นกำลังให้ทุกท่านค้นหาอาชีพที่ใช่ให้เจอนะคะ

ยกระดับมาตรฐานสินค้า

คุณจุ๊บกำลังมองหาหน่วยงานที่จะมาช่วยดูเรื่องการยืดอายุสินค้าแปรรูปจากเห็ด เนื่องจากเคยเสียโอกาสทางธุรกิจจากนักธุรกิจชาวฮ่องกง สนใจนำเห็ดทอดปรุงรสของเธอไปขาย แต่ด้วยอายุของอาหารสามารถเก็บได้เพียง 1 สัปดาห์ จึงทำให้พลาดโอกาสขยายตลาดอย่างน่าเสียดาย

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัว “มาตรการ SME ปัง! ตังได้คืน” เพื่อให้ SME ได้เข้าถึงการบริการด้านการพัฒนาธุรกิจจากหน่วยงานชั้นนำต่างๆ ทั่วประเทศ คุณจุ๊บตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะรู้สึกว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

โครงการนี้ทำให้สินค้าของคุณจุ๊บได้รับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ ในด้านบริการทดสอบและศึกษาอายุการเก็บเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพสินค้า มีอายุเก็บรักษายาวนานขึ้น คงความสดใหม่ เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า และในอนาคตจะมีการใช้บริการในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐานนำไปสู่การขยายตลาดต่อไปในอนาคต

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่เข้าร่วม “มาตรการ SME ปัง! ตังได้คืน” จะได้รับการช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการรับบริการการพัฒนาจาก สสว. รายละ 50-80% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย สามารถสมัครเข้าร่วมมาตรการ “SME ปัง! ตังได้คืน” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ BDS (https://bds.sme.go.th) ที่สมัครง่าย อนุมัติไว ตังได้คืน

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1301 หรือโทร. 02-038-5858 หรือศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร หรือ OSS สสว. ในทุกจังหวัด ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทางแพลตฟอร์มออนไลน์ BDS หรือเว็บไซต์ สสว.

บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของการทำเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ แบ่งพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่ง 30% ส่วนแรกสำหรับแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มพูนรายได้

ส่วนที่ 2 แบ่ง 30% สำหรับเพาะปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว การปลูกไร่อ้อย และหญ้าเนเปียร์ หญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้างซึ่งกำลังนำหญ้าชนิดนี้มาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรได้รายได้ดี ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันใช้บริโภคและนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้

ส่วนที่ 3 แบ่งเป็น 30% โดยจะใช้ทำเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจต่างๆ เช่น หมูหลุม ไก่ไข่ และเป็ดไข่ อีกทั้งยังเลี้ยงสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อ ได้แก่ ปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลาสวาย ปลาบึก ซึ่งล้วนเป็นสัตว์กินพืช รวมกว่า 2,500 ตัว นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ไข่ประมาณ 225 ตัว ไก่ไทย 20 แม่พันธุ์ พร้อมเครื่องฟักลูกเจี๊ยบ เป็ด 220 ตัว หมูหลุม 20 ตัว และกำลังสร้างคอกกบอีกประมาณ 500 ตัว

ส่วนสุดท้าย ประมาณ 10% แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับที่พักของคนทำสวน และยังใช้ทำเป็นถนนหนทางต่างๆ รวมถึงโรงเรือนอื่นๆ

จากโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สามารถทำให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้ โดยมีรายได้จุนเจือครอบครัวทั้งแบบรายวัน จากการเก็บไข่ไก่ ไข่เป็ด รายได้รายเดือนจากพืชอายุสั้น อาทิ มะเขือเทศ พืชผัก และรายได้รายปีจากไม้ผล ปศุสัตว์-สัตว์น้ำ

บริเวณใกล้เคียงยังมีศูนย์วิทยาเขตกำแพงแสน ที่คอยช่วยเหลือในด้านการดูแลพันธุ์พืชในศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ด้วย อีกทั้งยังมีหน่วยงานต่างๆ ที่ได้มอบเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศมาให้ทางศูนย์ได้ทดลองปลูก ซึ่งมะเขือเทศพันธุ์นี้ สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องฉีดยาใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่อผลมะเขือเทศเติบโตสมบูรณ์แล้วสามารถรับประทานได้ทันที

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ stsebastianschool.org แบ่งสัดส่วนการปลูกแบบใหม่หรือการปลูกแบบ 3 ระยะ ได้แก่ รายได้รายวัน รายเดือน และรายปี ซึ่งรายได้รายวันนั้นจะได้มาจากไข่ไก่กับไข่เป็ด ส่วนรายเดือนจะได้จากมะเขือเทศ กล้วย และพืชผักต่างๆ และก็มีมะละกอแทรกเข้าไปหรือพืชอายุสั้น และรายปีจะเป็นไม้ผลกับปลา โดยปลาที่ทดลองเลี้ยง มีปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลายี่สก ปลาสวาย แล้วก็ปลาบึก (พันธุ์บิ๊กสยาม) ซึ่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ในจำพวกปลากินพืชทั้งหมด ปลาเหล่านี้จึงอยู่ด้วยกันได้ทั้งหมดและสามารถเลี้ยงในบ่อเดียวกันได้ ในขนาดบ่อ 3 ไร่ โดยจะปล่อยปลาชนิดละ 2,500 ตัว ไก่เลี้ยงไว้ 225 ตัว เป็ด 220 ตัว หมูหลุม 20 ตัว ไก่ไทยอีกประมาณ 20 แม่พันธุ์ ส่วนบ่อเลี้ยงกบ สร้างหลังคาเป็นสีฟ้าเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ ทำให้กบที่เลี้ยงเหมือนอยู่ในธรรมชาติปกติ

ส่วนการเลี้ยงเป็ดไข่ โดยใช้เทคนิคด้วยการสร้างอ่างน้ำไว้ให้เป็ดโดยเฉพาะ เพราะตามธรรมชาติของเป็ดแล้ว ถ้าเป็ดไม่ว่ายน้ำ มันก็จะมีผลทำให้เป็ดไม่ผลิตไข่ออกมา จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องสร้างอ่างน้ำไว้ เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำลำคลองที่เป็นแบบธรรมชาติของจริง และเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 3 วัน ส่วนน้ำที่ถูกเปลี่ยนถ่ายออกจะถูกนำไปใช้รดพืชในสวนอีกที

ของศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่

แหล่งน้ำของที่นี่เปรียบเสมือนกับหัวใจของแปลงเกษตร เพราะจังหวัดกาญจนบุรีจัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ร้อนและแห้งแล้งมาก ซึ่งสิ่งที่ต้องแก้ทุกๆ ครั้งในช่วงหน้าร้อนคือ การหาแหล่งน้ำเพื่อให้กับพืชผักได้อยู่รอดถึงวันเก็บเกี่ยว ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ได้งบประมาณจากกรมทรัพยากรน้ำเพื่อมาลอกลำห้วยเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร รวมทั้งยังจัดทำฝายชะลอน้ำและก็ขุดสระเพื่อสร้างแหล่งน้ำเพิ่มอีกด้วย

“ที่นี่ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ โดยการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งให้ได้มากที่สุด เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเกษตรกรในหมู่เรามีน้ำใช้อย่างไม่ขัดสน พืชผลทางการเกษตรที่พวกเขาปลูกก็จะเจริญเติบโตเป็นอย่างดี และยังได้ผลกำไรที่เหมาะสมตามมาอีก” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ บอก

วิธีการให้น้ำ เริ่มจากการดึงน้ำมาจากต้นน้ำให้มาอยู่ส่วนกลาง แล้วจึงปล่อยไปตามแปลงของชาวบ้าน แต่น้ำเหล่านี้มีต้นทุนในการสูบ เนื่องจากต้องใช้กระแสไฟฟ้าการสูบทุกครั้ง บางคนอาจจะคิดว่ามันอาจเป็นการสิ้นเปลือง แต่ในช่วงหน้าแล้งจะเห็นผลได้ชัดเจนเลย ว่าน้ำเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสวนพืชผักของเกษตรกรค่อนข้างมาก

ทุกครั้งที่ใช้น้ำเราไม่ให้เกษตรกรได้ใช้อย่างสิ้นเปลือง เพราะพื้นที่เป็นที่ปฏิรูปที่ดิน จึงต้องจัดสรรและควบคุมเป็นพิเศษ โดยน้ำที่ได้มาจะถูกส่งไปตามท่อที่ถูกฝังไว้ในดิน โดยได้แนวความคิดมาจากประเทศอิสราเอล

ระบบสหกรณ์ของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ ในหมู่บ้านยังมีสหกรณ์โคนมกาญจนบุรี แล้วก็คลังอาหารสัตว์ ซึ่งมีอยู่ 2 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์โคนม และสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินหนองสามพราน สหกรณ์โคนมมีสมาชิก 36 ราย และมีวัวทั้งหมด 368 ตัว ทั้งฝูงประมาณกว่า 800 ตัว

ทางสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินก็ได้ให้นโยบายไว้ว่า ให้สหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ผลิตหญ้าเนเปียร์ขายให้เพื่อรองรับสหกรณ์โคนม ซึ่งสหกรณ์โคนมไม่ต้องปลูกเอง แต่จะให้ทางสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินได้ปลูกเอง ซึ่งตอนนี้มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ที่ใช้สำหรับปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อส่งให้สหกรณ์โคนม เป็นการปลูกที่ไม่ต้องใช้สารเคมีเลย ใช้เพียงแค่ท่อนพันธุ์ในการปลูก