อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่าสำหรับกลุ่มวิสาหกิจ

ชุมชนผู้ผลิตข้าวขณะนี้มีอยู่ประมาณ 350 กลุ่ม ที่มีโรงสีข้าวในชุมชนและสามารถแปรรูปเป็นข้าวสารได้ โดยมีกำลังการผลิตและแปรรูปข้าวตั้งแต่ขนาดตั้งแต่ 0.5 ตันขึ้นไปต่อวัน ส่วนการให้ความช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณามาตรการสินเชื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ขนาดเล็ก และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในการจัดตั้งโรงสีชุมชน โรงอบลดความชื้นข้าว และลานตากข้าว โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พิจารณาปล่อยสินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 0.01 ให้แก่สหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีความสนใจรวมกลุ่มจัดตั้งโรงสีข้าวชุมชน โรงอบ และลานตาก ให้สมาชิกกลุ่มบริหารจัดการเอง โดยไม่ต้องไปอาศัยโรงสีขนาดใหญ่และพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 เห็นชอบในหลักการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 งบกลาง กรอบวงเงิน 2,055.72 ล้านบาท ภายใต้ 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ 2. มาตรการพักชำระหนี้และขยายเวลาการรับชำระหนี้แก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 และ 3. มาตรการฟื้นฟูอาชีพสนับสนุนปัจจัยการผลิตและองค์ความรู้เพื่อการปรับตัวต่อภัยพิบัติ นั้น

เบื้องต้นกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการตามมาตรการแรก คือ แนวทางการดำเนินงานตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติเกษตรกรไว้โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 – 28 กุมภาพันธ์ 2560 และได้ขึ้นทะเบียนประกอบกิจกรรมเกษตรในช่วงที่ผ่านมากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ได้รับการช่วยเหลือเพียง 1 ด้าน และเป็นเกษตรกรที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน/ชุมชน อัตราการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย ปี 2559/60 ให้ช่วยเหลือเยียวยาด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ อัตราครัวเรือนละ 3,000 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาให้เป็นไปตามทะเบียนหน่วยงานที่กำกับดูแลเกษตรกรแต่ละด้าน

โดยการบริหารจัดการตามมาตรการดังกล่าวกำหนดแนวทางไว้ ดังนี้

คณะกรรมการตรวจสอบและรับรองข้อมูลเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย
1.1 นายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน/ชุมชน โดยมีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้องว่าเกษตรกรรายนั้นอยู่ในพื้นที่ตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) และได้ขึ้นทะเบียนและประกอบกิจกรรมการเกษตรในช่วงที่ผ่านมาตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยเท่านั้น

1.2 ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและรับรองความถูกต้องของข้อมูล

1.3 คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูล

1.4 คณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ และบูรณาการการดำเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งแก้ไขปัญหาการดำเนินงานต่าง ๆ

2. ขั้นตอนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ 2.1 พื้นที่เป้าหมาย สำรวจข้อมูลหมู่บ้านที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (อุทกภัย) ปี 2559/60 และบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต้นสังกัดที่อยู่ หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด

2.2 แต่งตั้งคณะกรรมการระดับหมู่บ้านและระดับอำเภอ ประกาศยื่นแบบความจำนงเข้าร่วมโครงการ กรอบระยะเวลา 10 วันทำการ

2.3 ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและรับรองความถูกต้องในแต่ละระดับ ทั้งระดับหมู่บ้าน ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ก่อนนำส่งข้อมูลเสนอสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ พร้อมจัดทำคำขออนุมัติจัดสรรงบประมาณเสนอสำนักงบประมาณ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วส่งข้อมูลให้กับ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ กรอบระยะเวลาประมาณ 20 วันทำการ

2.4 จากนั้นสำนักงบประมาณอนุมัติงบประมาณ กรอบระยะเวลา 5 วันทำการ

2.5 โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดย ธ.ก.ส. กรอบระยะเวลา 3 วันทำการ และ ธ.ก.ส.จะรายงานผลการดำเนินงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบทุกสัปดาห์

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ กรมฯ ได้สั่งการไปยังหน่วยงานในพื้นที่ คือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด รัดกุม โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยต้องมีความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งชี้แจงสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกรอบแนวทางและระยะเวลาที่กำหนด

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือชุมนุมสหกรณ์ทั่วประเทศ จัดโครงการข้าวสารสหกรณ์ไทยช่วยชาวนาแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ กำหนด 6 แนวทางกระจายข้าวสารสู่ผู้บริโภคให้ทั่วถึง หวังยกระดับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิไม่ให้ต่ำกว่าตันละหมื่นบาท

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงเรียกประชุมหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร โดยได้หารือร่วมชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศทั้ง 7 ประเภทและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนจัด”โครงการข้าวสารสหกรณ์ไทยช่วยชาวนา” ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเพื่อสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรทั้งประเทศ รวมทั้งแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกของกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ และการกระจายข้าวสารของสหกรณ์รูปแบบขบวนการสหกรณ์

ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ จัดโครงการเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดในการให้ขบวนการสหกรณ์ที่จะป้อนข้าวสารสู่ผู้บริโภคให้สะดวกและทั่วถึง โดยมี 6 แนวทาง ได้แก่ 1.การจัดกิจกรรม “สินค้าสหกรณ์ไทย ร่วมใจช่วยเกษตรกร” 2.ใช้กลไก “ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์” (CDC) ในการจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ 3.ชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทร่วมมือในการสำรวจความต้องการซื้อข้าวของสมาชิกแล้วสั่งซื้อข้าวในโครงการ 4.กระจายข้าวหอมมะลิไปยังร้านสวัสดิการของส่วนราชการและเอกชนให้มากขึ้น 5.ส่งเสริมการทำตลาด e-Commerce ผ่านแอปพลิเคชั่น “Co-opclick” ของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) 6.การจัดเทศกาลของขวัญปีใหม่ ประจำปี 2560 โดยเป้าหมายยกระดับราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากสมาชิกสหกรณ์ไม่ต่ำกว่าตันละ 10,000 บาท

สำหรับการดึงปริมาณข้าวเปลือกเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นข้าวสาร และเร่งกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดในภาวะวิกฤต ขณะนี้นับเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกทำนา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเห็นว่าระบบสหกรณ์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยเหลือเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสีข้าวจำนวน 133 แห่ง กำลังการผลิตข้าวสารรวมวันละ 5,464 ตันและมีสหกรณ์ที่มีโรงสีพร้อมอุปกรณ์แพ็กข้าวสารบรรจุถุงจำนวน 47 แห่ง จากจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ โดยสามารถแปรรูปผลิตข้าวสารบรรจุถุงพร้อมจำหน่ายได้ประมาณวันละ 2,170 ตัน ซึ่งหากมีการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวสารได้เพิ่มมากขึ้น ขบวนการสหกรณ์ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตข้าวสารได้เต็มที่ เพื่อรองรับกับปริมาณความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

กรมการค้าภายใน พับแผน “ตั้งราคาแนะนำน้ำมันเมล็ดในปาล์ม” ชี้ความผันผวนทางด้านราคาต่ำ-ปริมาณโรงกลั่นผลิตได้น้อย ไม่กระทบเกษตรกร

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้า ตามที่การประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มด้านการตลาด ที่มีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเมื่อ 2 เดือนก่อนได้มีมติให้กรมการค้าภายในศึกษาและปรับโครงสร้างราคาปาล์มน้ำมันใหม่ ตามที่สภาเกษตรกรปาล์มร้องขอ เนื่องจากพบว่าปัจจุบันส่วนต่าง ๆ ของผลปาล์ม นอกจากน้ำมันปาล์มสามารถทำรายได้ให้ผู้ประกอบการได้ด้วย เช่น ไขปาล์ม เมล็ดปาล์ม น้ำมันในเมล็ดปาล์ม กะลา เป็นต้น จึงเห็นควรให้กรมการค้าภายในศึกษาความเป็นไปได้ในการคำนวณและกำหนดราคาแนะนำรับซื้อ

ล่าสุดเท่าที่รับทราบรายงานขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดราคาแนะนำน้ำมันเมล็ดในปาล์มเพราะส่วนประกอบนี้ถูกนำมากำหนดรวมอยู่ในสูตรของการกำหนดราคาแนะนำผลปาล์มอยู่แล้วอีกทั้งปริมาณน้ำมันเมล็ดในปาล์มเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มซึ่งไม่ได้มีจำนวนมากนัก

แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมปาล์มกล่าวว่า ที่ผ่านมามีแนวคิดที่จะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มทั้งระบบ รวมถึงแยกราคาแนะนำน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (Palm Kernel Oil) ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องเป็นผลพลอยได้จากการผลิตด้วย แต่เนื่องจากมีโรงงานสกัดเพียงบางแห่งเท่านั้นที่ผลิตได้ และไม่ได้มีสัดส่วนมากนัก ประมาณ 2.5-5% ของปาล์มทลาย และมีการนำเข้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียส่วนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรม เช่น เคมีภัณฑ์ โอเลโอเคมิคอล เพราะน้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันปาล์มที่มีความบริสุทธิ์มากไม่ต้องกลั่น ดังนั้นราคาน้ำมันชนิดนี้จึงมีราคาสูงกว่าน้ำมันปาล์มดิบ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท เช่น ราคาน้ำมันเมล็ดในดิบกิโลกรัมละ 44-45 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มกิโลกรัมละ 34-35 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) 2559 มีปริมาณการส่งออก 38,972 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีปริมาณการส่งออกทั้งปี 44,018 ตัน

“ราคาผลปาล์มขณะนี้ปรับตัวดีขึ้นมาก เพราะไม่ใช่เป็นช่วงการผลิต โดยราคาปาล์มน้ำมัน 17% ปรับตัวสูงกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท มาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยล่าสุดราคาเฉลี่ยเดือนกันยายนอยู่ที่กิโลกรัมละ 5.80-5.90 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาสูงสุดในรอบ 10 ปี”

พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลเป็นห่วงราคาผลผลิตสินค้าปาล์มน้ำมันที่กำลังจะออกสู่ตลาดอีก 2 เดือนข้างหน้า ทาง อคส.กำลังจัดทำมาตรการรักษาเสถียรภาพปาล์มน้ำมันก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด โดยคาดว่าจะคงเป้าหมายรับซื้อตามมติ ครม.ที่ 1 แสนตัน แต่อาจปรับเปลี่ยนวิธีการรับซื้อ คาดได้ข้อสรุปกลางเดือนพฤศจิกายนนี้

วันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงาน จาก อ.เมือง จ.บึงกาฬ ว่า เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมือง ได้รับผลกระทบอย่างมาก หลังระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกระแสน้ำไหลแรงเพียงข้ามคืนสูงขึ้นกว่า 50 เซนติเมตร น้ำได้ไหลเข้าท่วมพืชผักที่เกษตรกรปลูกไว้ในริมตลิ่งและบนชายหาดทำให้พืชผักจมอยู่ใต้น้ำเสียหายอย่างมาก โดยเช้าวันนี้ระดับน้ำวัดได้ที่ 6.00 เมตรสูงขึ้นจากเมื่อวาน 50 เซนติเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมพืชผักที่ปลูกไว้ริมแม่น้ำโขง เช่น ผักคะน้า ผักกาดหอม ผักบุ้ง กระหล่ำปลี กระเทียม บล็อคเคอรี่และพืชผักอื่นๆอีกจำนวนมาก

นอกจากพืชผักแล้วยังมีอุปกรณ์การจับปลาและเรือหางยาวถูกกระแสน้ำพัดหายไปกับสายน้ำสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและชาวประมงเป็นอย่างมาก ชาวบ้านบอกช่วงหน้าหนาวทุกปีน้ำโขงจะลดลงเหลือเพียงชาดหาดให้เกษตรกรได้ทำไร่ทำสวน แต่มา 2-3 วันนี้ น้ำโขงก็ขึ้นมากระทันหัน ซึ่งคาดว่าเขื่อนจาก สปป.ลาว หรือ จีน ปล่อยน้ำลงมา บวกกับน้ำป่าที่ไหลท่วมจากอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ไหลสมทบลงมาในแม่น้ำโขง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว

วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 22 เตือนเรื่อง “อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย “
ประกาศดังกล่าวระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้ยังคงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้แผ่เข้าปกคลุมภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส

ในระยะนี้ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรเตรียมการป้องกันความเสียหายจากผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง และคลื่นลมในบริเวณอ่าวไทยตอนล่างจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยตามชายฝั่งระมัดระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

ประกาศ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เวลา 11.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.อ.สวราชย์ แสงผล ผบ.กกล.รส.จ.หนองบัวลำภู พ.อ.ธนาวีนร์ วิชาชัย รอง ผบ.กกล.รส.จ.หนองบัวลำภู ได้นำกำลังทหาร จาก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน จ.หนองบัวลำภู และกำลังทหารจาก ร.8 ขอนแก่น จำนวน 30 นาย มาช่วย นางละออ โอษฐสัตย์ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 5 บ้านห้วยลึก ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ในการเก็บข้าวที่เกี่ยวแล้วจมน้ำลึกกว่าหนึ่งเมตร จนไม่เห็นยอดข้าว ซึ่งกำลังพลทหารได้นำเอาเรือท้องแบนออกไปลำเลียงข้าวพร้อมทั้งมัดฟ่อนข้าวขึ้นเรือ นำมาขึ้นกองไว้บนถนน เพื่อที่จะรอนำไปตากให้แห้งและสีต่อไป

นางละออ กล่าวว่า เกี่ยวข้าวทิ้งไว้รอมัดและเก็บกองไว้รอสี แต่ไม่คิดว่าจะมีฝนตกและน้ำมาแรงขนาดนี้ จนท่วมนาข้าวมองไม่เห็นแม้กระทั่งยอดข้าวที่ยังไม่เกี่ยว ซึ่งมีที่นาอยู่ 13 ไร่ เกี่ยวไปแล้ว 10 ไร่ ถูกน้ำท่วมทั้งหมด ปีนี้ลงทุนไปประมาณ 20,000 กว่าบาท ราคาข้าวไม่ดี แต่ก็รู้สึกดีใจ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้ออกมาช่วยเหลือดูเก็บข้าวที่แช่น้ำในวันนี้และไม่ทอดทิ้งประชาชนที่กำลังลำบากจนทำอะไรไม่ถูก รู้สึกดีใจจนพูดอะไรไม่ถูก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองหนองบัวลำภู ก็ได้มีการนำเอากำลังตำรวจ เข้าร่วมสบทบในการช่วยเหลือกับชาวบ้าน โดยก่อนที่จะเดินทางมาร่วม เมื่อนำรถสายตรวจออก ตระเวนไปตามพื้นที่รอบเมืองพบชาวบ้านที่เก็บเกี่ยวขนย้ายข้าวที่ถูกน้ำท่วมก็จะเข้าทำการช่วยเหลือ ซึ่งช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ข้าวถูกน้ำท่วมริมถนนสายรอบเมือง มาก่อนแล้ว

ทางด้าน พ.อ.สวราชย์ แสงผล ผบ.กกล.รส.จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบกับภัยธรรมชาติของชาว จ.หนองบัวลำภู ในครั้งนี้ได้ดำเนินไปตาม นโยบายของนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 ในการออกมาช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ ได้มีการนำกำลังทหารจาก กกล.รส.จ.หนองบัวลำภู และทหารจากกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย จาก กรม ทหารราบที่ 8 เข้ามาในพื้นที่ โดยได้แบ่งกระจายกำลังกันออกช่วยเหลือทั้ง 6 อำเภอ ได้ให้การช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งกำลังทหารที่เข้ามาในพื้นที่ ในวันนี้ ได้มีการกระจ่าย กันออกช่วยเหลือเกษตรกรทั้ง 6 อำเภอ โดยเป้าหมายจะเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวแต่ยังไม่ทันกู้และสี ส่วนนี้ก่อนเพราะจะมีผลกระทบต่อเมล็ดข้าวที่จะเน่าเสียหาย ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้เกี่ยวเมื่อช่วยความเร่งด่วนแล้วก็จะไปร่วมช่วยเกี่ยวอีกเช่นกัน

ท่ามกลางปัญหาราคาข้าว หลากหลายหน่วยงานต่างออกมาช่วยรับซื้อ แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดโอกาสช่วยชาวนารอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ โดยให้ชาวนาโดยตรง ที่ไม่ผ่านกงสีข้าว สามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายในโรงพยาบาลสังกัดสธ. รวมทั้งภายในกระทรวงสาธารณสุข โดยให้ติดต่อกับสถานพยาบาลนั้นๆโดยตรง พร้อมทั้งหากโรงพยาบาลสามารถรับซื้อข้าวสารเพื่อนำมาให้ผู้ป่วยรับประทาน ก็ให้ดำเนินการได้ทันที

เรียกว่าต่างระดมการช่วยเหลือทุกทาง อย่างไรก็ตาม ในแง่ของคุณค่าทางอาหารของ “ข้าว” ก็มีมากมายอีก เรื่องนี้ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ข้าวเป็นแหล่งสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกายและสมอง ข้าวสวย 1 ทัพพี ปริมาณ 60 กรัม หรือข้าวเหนียว 1/2 ทัพพี ปริมาณ 35 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี เทียบได้กับขนมปัง 1 แผ่น หรือ ขนมจีน 1จับ ในเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยทำงาน กินวันละ 7-8 ทัพพี ในผู้ชายวันละ 10-12 ทัพพี โดยการรับประทาน ควรเลือกข้าวขัดสีน้อย จำพวกข้าวกล้องหรือข้าวสีต่างๆ เพราะจะได้ใยอาหารเพิ่มขึ้น ย่อยช้า ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ช่วยควบคุมน้ำหนักและการขับถ่ายให้ดีขึ้น ซึ่งในประเทศไทยมีข้าวให้เลือกหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป

ยกตัวอย่าง 1.ข้าวหอมมะลิ 105 เมล็ดข้าวยาวเรียว มีความใส แกร่ง เลื่อมมัน มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นข้าวที่ได้รับการพัฒนาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดมีลักษณะเรียวยาว สีม่วงเข้ม มีสารต้านอนุมูลอิสระสังกะสีและโฟเลตสูง ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ต้านมะเร็ง ช่วยควบคุมน้ำตาล ช่วยบำรุงโลหิตสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

2.ข้าวสังข์หยดเป็นข้าวที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศรับรอง ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์พันธุ์แรกของไทย ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในสิทธิของชุมชนผู้ผลิตคือจังหวัดพัทลุง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินบี 3 สูง ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบผิวหนังและประสาท ถ้าขาดวิตามินนี้จะทำให้เกิดโรค Pellagra ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ความจำเสื่อม ทำให้ผิวหนังที่ถูกแสงแดดจะอักเสบเป็นผื่นแดงและลอก

3. ข้าวสีนิลหรือข้าวหอมนิลหรือข้าวก่ำ มีสีม่วงดำ ส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยการหมุนเวียนของระบบเลือด ชะลอการเสื่อมของเซลล์ ป้องกันโรคหัวใจ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งกระเพาะ ลดคอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มระดับไขมันดีในเลือด มีผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดและลดน้ำตาลในเลือด

4.ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นเป็นข้าวที่ได้รับการจดทะเบียนสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นข้าวพื้นเมืองของอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นพันธุ์ที่หุงขึ้นหม้อ เมล็ดสวย ไม่บูดง่าย ไม่ยุบตัวเมื่อราดแกง มีปริมาณอะมิโลสสูง ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เป็นข้าวเหนียวนิยมปลูกทางภาคเหนือ มีรสชาติอร่อย นิ่ม หอม หุงขึ้นหม้อ ข้าวที่นึ่งแล้วมีลักษณะเรียวยาวเป็นมันวาว นิยมนำมานึ่งเป็นข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวลืมผัว เป็นข้าวเหนียวชนิดข้าวไร่ของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เยื่อหุ้มเมล็ดมีสีม่วงดำเรียกว่าข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำ มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันนุ่ม มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอีและสารแกมม่า-โอไรซานอล

5.ข้าวสินเหล็ก เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวหอมมะลิ105 มีสีขาวกลิ่นหอม เมล็ดเรียวยาว มีธาตุเหล็กสูง ลดกลไกการอักเสบในเลือด ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด มีวิตามินบี1 สูงช่วยป้องกันโรคเหน็บชา

6.ข้าวเล็บนก เป็นข้าวพื้นเมืองที่นิยมปลูกในภาคใต้ รสชาติดี เคี้ยวนุ่มปาก อร่อย มีวิตามินอี และ GABA สูงถึง10 เท่า ช่วยด้านความจำ ควบคุมความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด

“ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในประเทศไทยมีข้าวให้เลือกมากมายหลายสายพันธุ์ และในช่วงเวลานี้ที่ชาวนากำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ประชาชนสามารถเลือกซื้อข้าวสารที่ชาวนานำมาจำหน่ายเอง เพื่อเป็นการส่งเสริมและช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทาง” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวทิ้งท้าย

นับตั้งแต่วันที่ 29-30 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา segerpark.net สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีข้อกำหนดเรื่องเครื่องแต่งกาย จึงทำให้กระแสชุดไทยถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะชุดไทยจิตรลดา ซึ่งเป็นชุดสำหรับพิธีการได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย ซึ่งแน่นอนว่าร้านจำหน่ายชุดไทย รวมถึงผู้ผลิต และให้บริการตัดเย็บตั้งแต่ระดับต้นน้ำย่อมได้รับอานิสงส์ในครั้งนี้ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่มิได้ใส่ชุดไทย ก็มีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

“สุวดี วงศ์เสงี่ยม” ดีไซเนอร์และเจ้าของร้านพาหุรัด ร้านจำหน่าย และตัดชุดไทยแบบครบวงจร กล่าวว่า ขณะนี้ทางร้านมีออร์เดอร์สั่งตัดเฉพาะชุดไทยจิตรลดา ไม่ต่ำกว่า 300 ชุด เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว ทำให้ต้องใช้เวลารอสินค้าประมาณเดือนครึ่ง-2 เดือน จากเดิมที่สามารถรับชุดภายในสองอาทิตย์ โดยลูกค้ากลุ่มแรกที่เข้ามาถามหาชุดไทยจิตรลดาจะเป็นกลุ่มข้าราชการ ซึ่งต้องเข้าไปฟังสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ และต้องการเข้าไปถวายสักการะในพระบรมมหาราชวังในช่วงที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมใน 100 วันแรก

“วีรธรรม ตระกูลเงินไทย” ครูช่างผู้ทอผ้าไทยลวดลายราชสำนัก บ้านท่าสว่าง กลุ่มจันทร์โสมา จ.สุรินทร์ ซึ่งปกติจะออกแบบลวดลายไทย และเน้นผ้าที่เป็นสีสัน โดยผ้าไหมมีราคาสูงถึง 4-5 หมื่นบาท/เมตร โดยมีลูกค้าระดับบนขึ้นไปที่จะซื้อผ้าไหมเพื่อตัดเย็บ และสะสม

“เดิมทีไม่เน้นทอผ้าสีดำ เพราะมีโอกาสใช้น้อยกว่าผ้าที่มีสีสันซึ่งสามารถสวมใส่ออกงานต่าง ๆ ได้มากกว่า แต่ในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าสอบถามเข้ามามาก จึงคิดออกแบบลวดลายพิเศษ คือลายดอกฝาบาตร และย้อมสีดำ เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการผ้าไหมแท้ใส่ไปแสดงความไว้อาลัย โดยจะมีการลดต้นทุนสินค้าลงเพื่อให้สามารถเข้าถึงผ้าไหมได้มากขึ้น โดยตอนนี้เราพยายามเร่งเพื่อให้ทันกับช่วงสำคัญ ด้วยการลดกระบวนการผลิตจากเดิมที่เคยใช้ผู้ทอถึง 4 คน แต่ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องการย้อมเราใช้วิธีการย้อมเคมีเข้ามาแทนการย้อมธรรมชาติ ราคาประมาณ 20,000 บาท/ผืน และเราจะผลิตออกมา 50-60 ผืนภายในเดือนธันวาคมนี้”

ขณะที่ “ชุติมา ดำสุวรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร จิม ทอมป์สัน ผู้ผลิตผ้าไหมรายใหญ่ เปิดเผยว่า ขณะนี้สินค้าที่หน้าร้านของจิม ทอมป์สัน ในกลุ่มที่เกี่ยวกับผ้าไหมสีดำ มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามความต้องการ โดยเฉพาะเนกไทผ้าไหมสีดำ และผ้าผืนสีดำ โดยกลุ่มผ้าผืนสินค้าขาดตลาด เนื่องจากลูกค้ากลุ่มบนต้องการผ้าไหมแท้เพื่อนำไปตัดชุดไทยจิตรลดาเป็นจำนวนมาก และลูกค้าที่ต้องการสินค้าจะต้องรอสินค้าในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงจะได้ เพราะผ้าไหมที่จำหน่ายเป็นผ้าไหมสีดำสี่เส้น ต้องใช้กระบวนการ และขั้นตอนการผลิตแบบทอมือ

“จากเดิมลูกค้าของจิม ทอมป์สัน เป็นชาวต่างชาติ 90% ซึ่งจะเน้นผ้าไหมเป็นผืนสำหรับตกแต่ง แต่ตอนนี้ลูกค้าคนไทยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาต้องการผ้าไหมสีดำสำหรับตัดชุดไทยจิตรลดา เดิมทีผ้าไหมสีดำนั้น ทางจิม ทอมป์สันยกเลิกการผลิตไปนานแล้ว เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการผ้าไหมที่มีสีสันมากกว่า”

“แต่ในวาระสำคัญเช่นนี้ ทางจิม ทอมป์สันจึงกลับมาผลิตอีกครั้ง โดยคาดว่าจะสามารถผลิตได้ที่ 150 เมตร ในลอตที่จะถึงนี้ โดยเน้นการจำหน่ายปลีกคือ 5 เมตร (ชุดไทยจิตรลดา 1 ชุด ใช้ผ้าไหม 4.5-5 เมตร/ชุด) เพื่อให้คนไทยสวมใส่ชุดผ้าไหมในพระราชพิธีสำคัญ และบางทีอาจต้องปฏิเสธลูกค้าร้านตัดที่ต้องการผ้าปริมาณมาก แต่เรายังคงจำหน่ายราคาเดิม คือ 2,485 บาท/เมตร ส่วนเนกไทสีดำยังมีสินค้าจำหน่ายยังหน้าร้านปกติ โดยราคาเนกไทผ้าไหมสีดำอยู่ที่ 2,400 บาท/เส้น”