อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามความช่วย

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อติดตามการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และ กลุ่มเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กำชับสหกรณ์จังหวัดส่งเจ้าหน้าที่บรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินการตามมาตรการฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด บรรเทาปัญหาหนี้สินชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี พร้อมจัดอบรมซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เรียกประชุมสหกรณ์จังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันธ์และสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้และผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งในจังหวัดกระบี่พื้นที่ประสบภัยรุนแรงในอำเภอเมืองกระบี่ เขาพนม เหนือคลอง และปลายพระยา มีสมาชิกสหกรณ์ 8 แห่ง ได้รับผลกระทบจำนวน 167 ราย ความเสียหายต่อทรัพย์สินของสมาชิกสหกรณ์ 137 ราย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหาย เป็นสวนปาล์มน้ำมัน 380.5 ไร่และยางพารา 132 ไร่ รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรและของใช้ในครัวเรือน มูลค่าความเสียหายประมาณ 6,879,320 บาท

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเข้าไปบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยใน 14 จังหวัด ทั้งการเปิดรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งของและเงิน จากหน่วยงานและขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ เพื่อนำไปจัดซื้อถุงยังชีพแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้เตรียมมาตรการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังน้ำลด โดยมุ่งเน้นเรื่องการลดค่าใช้จ่าย ในครัวเรือน มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์มาฝึกอบรมซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับชาวบ้าน ประสานกับวิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัด ส่งผู้ที่มีความรู้ด้านเครื่องจักรกลและไฟฟ้ามาแนะนำและสอนฝึกปฏิบัติจากของจริง เพื่อนำความรู้กลับไปซ่อมเองได้ โดยจะมีการแนะนำและฝึกสอนซ่อมเครื่องไถเดินตาม เครื่องปั้มน้ำ เครื่องตัดหญ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ส่วนมาตรการระยะยาว จะช่วยเหลือบรรเทาปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์และจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูอาชีพการเกษตร โดยเสนอให้สหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตรกร ขยายเวลาชำระหนี้ของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมออกไปอีก 6 เดือน และรัฐบาลอนุมัติเงินเพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี และจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 100 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปีให้สหกรณ์กู้ยืมไปฟื้นฟูอาชีพของสมาชิกที่ประสบอุทกภัย สำหรับสหกรณ์ที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ไปเป็นทุนในการดำเนินงานตั้งแต่ก่อนเกิดอุทกภัย และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ส่งผลทำให้ธุรกิจของสหกรณ์หยุดชะงัก ไม่สามารถชำระหนี้คืนกองทุนฯได้ตามสัญญา สามารถขอขยายเวลาเพื่อผ่อนผันการชำระนี้ออกไประยะหนึ่ง

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดกระบี่ ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกระบี่ร่วมกับศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 20 จัดอบรมสอนอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มพูนรายได้ระยะสั้นให้สมาชิกสหกรณ์ 4 รุ่น จำนวน 120 คน และการฝึกอบรมบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร 5 รุ่น 125 คน ซึ่งในวันนี้ได้มีการเปิดอบรมบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับสมาชิกสหกรณ์ทับปริกการเกษตรสหกิจ จำกัด อบรม 30 คน โดยจะใช้เวลาอบรม 2 วัน มีวิทยากรจากคณะครูและนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ทั้งสายวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าและช่างยนต์ จำนวน 15 คนมาให้ความรู้ในหลักสูตรการสอนซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็กแก่สมาชิกสหกรณ์ ซึ่งจะเน้นการสอนซ่อมและบำรุงเครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ พัดลม หม้อหุงข้าวและรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เกษตรกรจะนำมาซ่อมและเรียนรู้วิธีการบำรุงรักษาเพื่อให้สามารถใช้งานได้หลังน้ำลด จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสามารถนำความรู้ไปช่วยซ่อมและแนะนำให้กับสมาชิกสหกรณ์รายอื่นๆ และเพื่อนบ้านในชุมชนของตนเองได้

นอกจากนี้ยังได้จัดสรรเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมปลอดดอกเบี้ย ระยะเวลา 1 ปี จำนวน 3 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์ทับปริกการเกษตรสหกิจ จำกัด สหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด และสหกรณ์กองทุนสวนยางตำบลหน้าเขา จำกัด วงเงิน 1,000,000 บาท ส่วนมาตรการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลา 6 เดือน จำนวน 2 สหกรณ์ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 189 ราย ซึ่งมีมูลหนี้เงินต้นจำนวน 5,142,759 บาท ดอกเบี้ยที่ต้องชดเชยเป็นเงิน 76,570 บาท ซึ่งทั้งสองมาตรการนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบอุทกภัยให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว

“โฮย่า” ใบไม้รูปหัวใจ หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า หัวใจทศกัณฑ์ นับเป็นของขวัญมีค่าชิ้นหนึ่งที่ได้รับความสนใจในช่วงวันวาเลนไทน์ไม่แพ้กับดอกกุหลาบ
ในทุกๆ ปี โฮย่าใบไม้รูปหัวใจจะถูกสั่งจองจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเพื่อนำไปจำหน่ายในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก จนบางครั้งผลิตผลที่มีก็แทบจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ

กรรณิการ์ หงส์แสนยาธรรม หรือพี่น้อง เจ้าของสวนบัญชาการ์เด้นท์ บอกว่า ได้เริ่มปลูกต้นโฮย่ามานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งโฮย่านี้เป็นไม้เลื้อยประเภทหนึ่ง ขยายพันธุ์ง่าย การดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยากมากนัก และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของวันพิเศษๆ เช่น วันวาเลนไทน์ วันแม่ วันพ่อ และวันขึ้นปีใหม่ เพราะลักษณะของใบที่มีรูปหัวใจนี้เอง จึงเป็นเครื่องสื่อถึงความรักความผูกพันของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ

ส่วนรูปแบบของการจำหน่ายโฮย่านั้น ก็จะตัดออกเป็นใบๆ จากนั้นก็จะนำไปหนีบไว้กับกาบมะพร้าวใส่ในกระถางเพาะกล้า ประมาณสองสามเดือนรากจากใบก็จะงอก แต่ใบโฮย่าที่ตัดออกมานี้จะไม่โตแล้ว จะอยู่เป็นใบเดี่ยวๆตลอดไป ซึ่งเมื่อใบมีความคงทนแข็งแรงสีเขียวเข้ม ก็สามารถนำจำหน่ายได้แล้ว แต่เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของใบโฮย่า ทางเจ้าของสวนจะส่งใบเดี่ยวนี้ไปให้คนเขียนลายรูปหัวใจ ลายดอกกุหลาบ และคำพูดต่างๆ ตามโอกาสลงในใบโฮย่าทำให้ดูสวยสดงดงามมากยิ่งขึ้น หรือหากมีลูกค้าสั่งให้ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อนำไปมอบให้เป็นของขวัญในงานวันเกิด หรืองานแต่ง ก็ทำให้ได้หมดทุกลายทุกคำพูด ซึ่งก็เป็นการเติมเต็มความรักให้มากยิ่งขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับโฮย่า ใบไม้รูปหัวใจนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของขวัญจากใจที่มอบให้แก่บุคคลที่สำคัญต่อความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังเป็นของขวัญที่สื่อถึงการรักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม รักโลกนี้ร่วมกันได้อีกด้วย และที่สำคัญแม้โฮย่าจะดูไม่แล้วไม่อ่อนหวาน หรือมีกลิ่นหอมเหมือนดอกกุหลาบ แต่โฮย่าก็สามารถเก็บไว้ได้นานข้ามปี จึงเป็นของขวัญที่ควรค่าแก่การดูแลรักษาแทนความรักที่ยืนยงของหนุ่มสาวที่มีต่อกัน ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ หรือของเพื่อนๆ ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกันเสมอไป

จังหวัดบึงกาฬอัดงบฯกลุ่มจังหวัด 193 ล้านบาท สร้างโรงงานแปรรูปยางพารา 5 แห่งรวด เดินเครื่องผลิตหมอน-ที่นอน-ยางแผ่นรมควัน-น้ำยางข้น-ยางลูกขุน คาดจัดซื้อจัดจ้างเสร็จภายใน ก.พ.นี้ พร้อมจับมือกลุ่มรับเบอร์วัลเล่ย์ เมืองชิงเต่า เปิดตลาดใหม่ ด้านผู้ว่าฯบึงกาฬ เผยไฮไลต์งานยางพาราบึงกาฬปี 2560จัดใหญ่ โชว์นวัตกรรมสร้างคนบึงกาฬ 4.0 เร่งพัฒนาครบวงจรต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บึงกาฬเป็นจังหวัดที่ปลูกยางพารามากที่สุดในภาคอีสาน ประมาณ 1 ล้านไร่ เปิดกรีดแล้วประมาณ 7 แสนไร่ มีโรงงานรับซื้อยางก้อนถ้วย 7 แห่งเกษตรกรร้อยละ 80 มีอาชีพปลูกยางพารา และเกือบทั้งหมดทำการกรีดยางเอง ดังนั้นแม้ราคายางพาราจะผันผวน เกษตรกรก็พออยู่ได้ แต่เป็นการทนอยู่ เช่น ในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ราคายางก้อนถ้วยกิโลกรัมละ 13-15 บาท ปรากฏว่าบรรยากาศทุกบ้านเงียบกริบ แต่ปีใหม่

ปีนี้ราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-40 บาท ทุกบ้านมีความสุข ดังนั้นการจะสร้างความสุขให้ยั่งยืน จึงมองว่าต้องแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา เปิด รง.หมอนยางแห่งแรกบึงกาฬ

นายนิพนธ์กล่าวว่า อบจ.บึงกาฬได้พยายามผลักดันการแปรรูปยางพารามาโดยตลอด มีการรวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์ยางบึงกาฬ พร้อมทั้งได้ยื่นขอกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวนกว่า 400 ล้านบาท เพื่อนำมาสร้างโรงงานแปรรูป และเป็นทุนหมุนเวียน แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ จนต้องระดมทุนจากสมาชิกกันเอง และกู้ธนาคารออมสิน ดอกเบี้ยร้อยละ4 รวมแล้วกว่า 10 ล้านบาท เพื่อนำมาสร้างโรงงานแปรรูปผลิตหมอนยางพารา โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นที่ปรึกษา

ขณะนี้สามารถผลิตหมอนยางพาราได้แล้ว มีกำลังการผลิตวันละ 300-500 ใบ โดยในงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ 2560 วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ นายวิษณุเครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานในการฉีดหมอนยางเป็นคนแรก

ขณะเดียวกัน อบจ.บึงกาฬ จะโชว์ถนนที่ราดด้วยน้ำยางพารา ระยะทาง 2.5 กิโลเมตรงบประมาณ 2.95 ล้านบาท แต่เบื้องต้นจะราดก่อน 400 เมตร เนื่องจากติดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และหากได้ผลดี อบจ.บึงกาฬจะเป็นต้นแบบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นทำตาม เพราะนอกจากจะได้ถนนที่แข็งแรงทนทานแล้ว ยังเป็นการระบายยางของเกษตรกรออกสู่ตลาดอีกด้วย

สำหรับงานยางพาราฯ ที่จะจัดขึ้นในวันที่16-22 กุมภาพันธ์นี้ นอกจากจะมีบูทจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ แล้ว ยังจะมีการสาธิตวิธีการซื้อขายน้ำยางสดให้กับเกษตรกรบึงกาฬด้วย เพราะในอนาคตชาวสวนยางบึงกาฬสามารถนำน้ำยางสดมาขายให้กับชุมนุมสหกรณ์ยางบึงกาฬ เพื่อนำไปแปรรูป ถือเป็นก้าวสำคัญในการพึ่งตนเองของเกษตรกรจังหวัดหนุน 193 ล้านสร้าง 5 รง.

นอกจากนี้ ล่าสุดยังได้รับอนุมัติงบประมาณกลุ่มจังหวัด จำนวน 193.7 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างโรงงานแปรรูปยางพารา จำนวน 5 แห่ง บนพื้นที่ 37 ไร่ บ้านตาลเดี่ยว ต.ท่าสะอาด อ.เซกา จังหวัดบึงกาฬ ประกอบด้วย1.โรงงานแปรรูปหมอนยางพารา มีกำลังการผลิต 6,000 ใบ/วัน ใช้น้ำยางสด 30 ตัน/วัน 2.โรงงานแปรรูปที่นอนยางพารา กำลังการผลิต 100 ผืน/วัน รวมใช้น้ำยางสด 40 ตัน/วัน 3.โรงงานแปรรูปยางแผ่นรมควัน ใช้น้ำยางสดประมาณ 15 ตัน

4.โรงงานแปรรูปน้ำยางข้น และ 5.โรงงานแปรรูปยางลูกขุน ใช้ยางแผ่นมาอัดเป็นก้อน ซึ่งจะมีความต้องการน้ำยางสดในการแปรรูปทั้งหมดวันละประมาณ 85 ตัน/วัน คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้จะสามารถจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างได้

ด้านนายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ตนมาเป็นผู้ว่าฯบึงกาฬได้เพียง 4 เดือน แต่เห็นศักยภาพของเกษตรกรรมมีมาก โดยเฉพาะยางพารา แต่เกษตรกรยังเป็นเกษตรกร 1.0 จึงต้องขยับขึ้นให้ได้เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจในประเทศ โดยได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณกลุ่มจังหวัดเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นโรงงานแปรรูปจึงเป็นเรื่องสำคัญ ล่าสุดมีโครงการผลิตหมอนยางพารานาโนโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นของหมอนที่รุนแรง

“หลังจากนี้ไม่เพียงการแปรรูปหมอน ที่นอน หรือรองเท้าแตะ ที่นักลงทุนอินเดียสนใจแล้ว แต่ต้องนำไปสู่การผลิตยางรถยนต์คุณภาพระดับยุโรป หรืออเมริกา ที่ต้องเกิดขึ้นในจังหวัดบึงกาฬ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป็นคนบึงกาฬ 4.0 ต่อไป”

ตั้งเป้าโมเดลศูนย์กลางแปรรูปยาง

นายไชยา วรสิงห์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์ยางบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬต้องลงทุนสร้างโรงงาน เพราะชาวสวนยาง 95% ผลิตยางก้อนถ้วย และเจอปัญหาพ่อค้าที่มารับซื้อเป็นการตั้งราคาโดยไม่ได้วัดค่าดีอาร์ซี (การหาค่าเปอร์เซ็นต์

เนื้อยางแห้ง) ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถขายได้ในราคาที่แท้จริง จึงพยายามผลักดันให้ชาวบ้านขายน้ำยางสด หรือยางแผ่นรมควัน โดยหลังจากนี้ สถาบันวิจัยยางจะมาอบรมการผลิตยางแผ่นรมควันที่ได้มาตรฐาน GMP และฝึกการวัดค่าดีอาร์ซีเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า หรือสามารถนำมาขายให้กับชุมนุมสหกรณ์ยางบึงกาฬได้

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬยังได้ตั้งเป้าหมายให้บึงกาฬเป็นศูนย์กลางการแปรรูปยางพาราแห่งประเทศไทย โดยชุมนุมสหกรณ์จะเป็นโมเดลในการทำทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ รับซื้อน้ำยางสด หรือยางแผ่นรมควัน กลางน้ำ คือ ผลิตน้ำยางข้น และปลายน้ำ มีโรงงานหมอน ที่นอน ซึ่งได้ทำสัญญากับกลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากเมืองชิงเต่า ประเทศจีน ในการดำเนินการหาตลาด อีกทั้งยังได้รับนโยบายจากผู้ว่าฯ ให้บึงกาฬเป็น 4.0 ด้วยการนำยางแห้งไปผลิตรองเท้าบูต พื้นสนามฟุตซอล และยางล้อรถเข็น เป็นต้น

นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาปาล์มดิบที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 6-7 บาท เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่เกษตรกรขายได้ กิโลกรัมละ 4.20 บาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปตัดปาล์มน้ำมันได้ ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์ในลุ่มน้ำตาปียังมีน้ำท่วมขังอยู่ ต้นปาล์มแช่น้ำนานกว่า 2 เดือนแล้ว ทำให้ต้นปาล์มขนาดเล็ก อายุ 1-5 ปี ล้มตายทั้งหมด 100% เพราะขาดออกซิเจน ส่วนปาล์มขนาดใหญ่ที่ติดดอกออกผล ยังไม่สามารถสำรวจความเสียหายในเบื้องต้น ส่งผลให้ปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดลดลง และต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะได้ 10 ล้านตัน จากพื้นที่ปลูก 4.5 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม จากสต๊อกน้ำมันปาล์มที่ยังมีอยู่ 2.8-2.9 แสนตัน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือว่ายังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ ประกอบกับรัฐบาลปรับลดอัตราส่วนในไบโอดีเซล เหลือ บี 3 จึงทำให้สถานการณ์น้ำมันปาล์มไม่ขาดแคลน และเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ต่างจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลต้องประกาศนำเข้า

นางวิวรรณ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องน้ำมันปาล์มในช่วงเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งปกติปาล์มน้ำมันจะออกสู่ตลาดมากที่สุด แต่ในปีนี้น่าจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเบื้องต้นผลผลิตปาล์มอาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำมันปาล์มในระยะต่อไปด้วย เพราะต้นปาล์มที่เสียหายนั้นจะให้ผลผลิตลดลงไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ จะเห็นได้จากกรณีน้ำท่วมในปี 2554 ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มของเกษตรกรลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 12 ล้านตัน เหลือเพียง 10 ล้านตัน ในปี 2559

“ราคาปาล์มที่สูงขึ้น กลายเป็นภาระให้กับกลุ่มโรงกลั่น เพราะต้องรับซื้อปาล์มดิบราคาสูงแต่นำมากลั่นขายได้เพียงลิตรละ 32 บาทเท่านั้น กลไกการตลาดหยุดชะงัก อีกทั้งยังไม่สามารถผลักดันให้ส่งออกได้ เพราะราคาของไทยสูงกว่าเมื่อเทียบกับมาเลเซีย จึงต้องรอเดือนมีนาคมอีกครั้งว่าจะมีผลผลิตปาล์มและราคาจะเคลื่อนไหวในทิศทางใด” นางวิวรรณ กล่าว

รายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจ้งว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีประมาณ 9.11 แสนตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2559 ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาด 9 แสนตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 1.55 แสนตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2559 ที่ผลิตได้ 1.53 แสนตัน ทั้งนี้ เกษตรกรได้รับราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 5.73 บาท สูงขึ้น 3.43%

ลงทุนภาคเหนือตอนบนยังฮอต แห่ขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ 150 ราย เงินลงทุนกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ปักฐานเชียงใหม่-ตาก กว่า 100 โครงการอุตฯเกษตร ดิจิทัล ซอฟต์แวร์ การ์เมนต์ผุดพรึ่บ เผยธุรกิจสตาร์ตอัพมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

นางอรพิน สวัสดิ์พานิช ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในปี 2559 การส่งเสริมการลงทุนภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้น 127% โดยมีจำนวน 150 โครงการ เทียบกับปี 2558 ที่มีจำนวน 66 โครงการเท่านั้น ขณะที่เงินลงทุนในปี 2559 ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ราว 61% มีมูลค่า 18,015 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 เงินลงทุนมีจำนวนเพียง 11,173 ล้านบาท ซึ่งโครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่มีมากถึง 49 โครงการ แต่จำนวนเงินลงทุนไม่มากนักเพียง 565 ล้านบาท เมื่อเทียบกับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มีจำนวน 27 โครงการ แต่เงินลงทุนมากถึง 5,286 ล้านบาท

สำหรับอุตสาหกรรมการเกษตร อาทิ กิจการปรับปรุงพันธุ์พืชหรือสัตว์ เงินลงทุน 127 ล้านบาท กิจการคัดคุณภาพข้าว เงินลงทุน 270 ล้านบาท กิจการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ เงินลงทุน 53 ล้านบาท กิจการคัดคุณภาพเมล็ดกาแฟ เงินลงทุน 133 ล้านบาท กิจการผลิตหรือถนอมอาหาร 13 โครงการ เงินลงทุน 3,346 ล้านบาท กิจการผลิตน้ำมันรำข้าวดิบและน้ำมันมัสตาร์ด เงินลงทุน 340 ล้านบาท กิจการผลิตอาหารสัตว์ เงินลงทุน 825 ล้านบาท เป็นต้น ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลมีการลงทุนจำนวนมากถึง 49 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นกิจการในหมวดพัฒนาซอฟต์แวร์

ทั้งนี้ โครงการที่คนไทยถือหุ้นจำนวน 106 โครงการ คิดเป็น 71% ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มีมูลค่าเงินลงทุน 10,909 ล้านบาท ส่วนการลงทุนที่เป็นชาวต่างชาติ 33 โครงการ คิดเป็น22% ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริม มีมูลค่าเงินลงทุน 6,351 ล้านบาท

นางอรพินกล่าวว่า โครงการลงทุนยังกระจุกตัวอยู่ในภาคเหนือตอนบนมากที่สุด โดยคำขอรับการส่งเสริมมีสถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด 82 โครงการ หรือคิดเป็น 55% ของจำนวนโครงการทั้งหมด มีเงินลงทุนเกิดขึ้นในพื้นที่เชียงใหม่ 2,713 ล้านบาท หรือ 15% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นโครงการในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ รองลงมาคือ จังหวัดตาก จำนวน 23 โครงการ เงินลงทุน 3,799 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่สอด อาทิ อุตสาหกรรมการ์เมนต์

ผลิตภัณฑ์พลาสติก และกระเป๋า ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของคนไทย และมีต่างชาติ 3 รายคือ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีทิศทางการขยายตัวที่ดีมากคือ กิจการนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งในปี 2559 มีคำขอรับการส่งเสริม 6 โครงการ เงินลงทุน 46 ล้านบาท ได้แก่ กิจการศูนย์บ่มเพาะด้านนวัตกรรม (Innovation IncubationCenter) ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับและบ่มเพาะสตาร์ตอัพ จำนวน 5 โครงการ เงินลงทุน 41 ล้านบาท โดยการลงทุนอยู่ในเชียงใหม่ทั้งหมด คาดว่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมในปี 2559 จะได้รับอนุมัติการส่งเสริมทั้งหมด และน่าจะเริ่มมีการลงทุนราวปลายปี 2560 หรืออย่างช้าต้นปี 2561

ขณะที่ในปี 2559 ก็มีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมในภาคเหนือ จำนวน 115 โครงการ มูลค่าการลงทุน 34,495 ล้านบาทเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 63 โครงการมูลค่าลงทุน 17,110 ล้านบาท อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

สืบเนื่องจากนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ royalonline69.com ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ระบุว่าบทบาทของสภาเกษตรกรนั้นต้องมีทั้งในเรื่องของการผลิตการแปรรูป และการตลาด เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มมูลค่าราคาผลผลิตได้รับผลตอบแทนสูงสุดนั้น สภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยนายสถาพร ศรีวันชื่น ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กล่าวว่า จากการทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบลของสภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้มีการหารือร่วมกันทั้งภาคเกษตรกร ภาคท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน เห็นควรเปิดตลาดนัดชุมชนเมืองแม่ฮ่องสอน ที่บริเวณหน้า อบต.ผาบ่อง อ.เมือง เพื่อจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร ของฝาก และสินค้าชนเผ่า โดยให้เกษตรกรนำพืชผัก ผลไม้ท้องถิ่น ข้าวสาร อาหารชุมชน อาหารพื้นเมืองอาหารไทใหญ่ สินค้าของฝาก อาทิเช่น ป๊อบคร์อนไทใหญ่ ขนมไทใหญ่ สินค้าจักสาน หรือสินค้าอื่นๆมาวางจำหน่าย ซึ่งเปิดตลาดไปแล้วเมื่อวันที่25 มกราคม 2560

นอกจากการส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุดในรูปแบบการเปิดตลาดนัดชุมชนเมืองแม่ฮ่องสอนแล้ว ยังได้ทำการขยายตลาดในการเข้าร่วมโครงการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อปสานสัมพันธ์สองแผ่นดินที่จังหวัดลอยก่อ รัฐคะยา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ด้วยการนำข้าวพื้นเมืองไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานดังกล่าวซึ่งผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจข้าวพื้นเมืองพันธุ์หอมปายเป็นอย่างมาก โดยในงานได้ทำการหุงให้พ่อค้าชิม ข้าวหอมปายมีความหอมอร่อยเป็นที่ถูกใจทำให้ขายข้าวที่นำไปได้ถึง 1,300,000 จ๊าด คิดเป็นเงินไทย 80,000 กว่าบาท และภายหลังจากมีการทำMOU ระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับมุขมนตรีรัฐคะยา ได้นำไปสู่การสั่งซื้อข้าวอีก10 ตัน ในราคาตันละ 100,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้มองเห็นลู่ทางในการช่วยเกษตรกรให้มีตลาดจำหน่ายผลผลิตในขณะที่ตลาดข้าวพื้นเมืองในไทยเริ่มอิ่มตัว

“จากตัวอย่างการส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุดของสภาเกษตรกรดังกล่าว ก็เป็นไปตามทิศทางการทำงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่นายประพัฒน์ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ระบุไว้” นายสถาพร กล่าวปิดท้าย สภาเกษตรฯนำตลาดชุมชนต่อยอดขายข้าวที่รัฐคะยา ตันละ 100,000 บาท

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาสินค้าในชุมชนให้เป็นสินค้าด้านการท่องเที่ยว ซึ่งพาณิชย์มีแนวคิดที่จะพัฒนาตลาดในประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยว เช่น ตลาดทุเรียน เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบทุเรียนมาก

กระทรวงจะช่วยแนะนำสินค้าอื่นๆ ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเพิ่มเติมให้กระทรวงพาณิชย์ลงไปด้วย ขณะเดียวกันในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะหารือเรื่องพืชผลทางการเกษตรต่างๆ ที่จะสามารถนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ เช่น การนำผัก ผลไม้ ข้าว มาขายให้กับโรงแรม หรือการนำสินค้าท้องถิ่นขึ้นชื่อมาต้อนรับนักท่องเที่ยว

ล่าสุดกระทรวงหารือกับฝ่ายการตลาดบริษัทเนสท์เล่ ประเทศไทย นำวัตถุดิบอาหารของประเทศไทยที่ขึ้นชื่อ เช่น ทุเรียน มะขาม มังคุด เป็นต้น มาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมคิทแคท ตามโมเดลคิทแคทชาเขียวของประเทศญี่ปุ่นที่เป็ฯที่นิยมไปทั่วโลก