อนาคตยังไปได้อีกไหมครับทุกวันนี้ยังมีนกตัวละเป็นแสนอยู่นะ

“โอเคครับเฮีย ผมจะทำสีชมพู อ้อ! หากใครสนใจนกจากเฮียต้องทำอย่างไรครับ” “โทร.มาได้ครับ 092-442-8811 หรือเข้าเฟซบุ๊ก เบริด เปา ยินดีต้อนรับครับ” 10 มกราคม 2562 นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำสมุดปกขาวนโยบายเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางการปฏิบัติ ระดมความคิดเห็นทั้งภาครัฐ เอกชน หากลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทย์ฯ ภาครัฐ เอกชน และชุมชน จำนวน 200 คน เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ

นางอุมาพร กล่าวว่า งานประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมและอาชีพ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การจัดการข้อมูล Big Data 2) การบริหารจัดการน้ำชุมชน 3) เกษตรกรรมและกลุ่มเกษตรกรสมัยใหม่ (SMART Farmer) 4) วิสาหกิจชุมชนโอท็อป และ 5) ช่องทางการตลาดและการขนส่ง

โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สป.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พว.) ในการจัดทำร่างนโยบายเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางการปฏิบัตินี้ ได้ใช้องค์ประกอบ 5 ด้าน ข้างต้นมาเป็นกลไกในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ส่งผลต่อการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การจัดทำสมุดปกขาว ฯ ครั้งนี้มุ่งหวังที่จะนำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป

ทางด้าน ดร. อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มเติมข้อมูลว่า จากการเข้าร่วมรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมประชุม จะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำสมุดปกขาว เพื่อให้มีความเหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนโดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาปรับใช้ให้มีความสมดุลเกิดรูปธรรม เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโอกาสต่อไป

ภูเก็ต เป็นจังหวัดเดียวที่เป็นเกาะของบ้านเรา บนพื้นที่ 540 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 400,000 กว่าคน ความหนาแน่นของประชากร 740 คน ต่อตารางกิโลเมตร หนาแน่นเป็น อันดับ 5 ของประเทศไทย โดยยังไม่รวมคนที่ไม่ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในจังหวัด และชาวต่างด้าวเพื่อนบ้านเราอีกจำนวนเกือบแสนคน มากกว่าทัพที่ยกมาตีเมืองถลางตอนสงครามเก้าทัพ ในตอนนั้นแม่ทัพใหญ่ยี่หวุ่น ของพระเจ้าปดุง แห่งอังวะคุมกำลัง 3,000 คน มาตีเมืองถลาง จำนวนคนน้อยมากเทียบไม่ได้กับบัดเดี๋ยวนี้

จากผืนดินที่ถูกพลิกขึ้นมาเพื่อหาแร่ดีบุกที่มีราคา…เศรษฐกิจของภูเก็ตรุ่งเรืองอยู่หลายสิบปี จนกระทั่งสามารถหาโลหะอื่นมาแทนดีบุกได้ในราคาที่ถูกกว่า ผืนดินของภูเก็ตก็หมดราคาลง เมืองภูเก็ตเงียบอยู่หลายปีจนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเข้ามามากขึ้น จนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ผืนดินทุกตารางนิ้วจึงมีราคาเหมือนทองคำ ที่ดินส่วนใหญ่ถูกใช้ในการอยู่อาศัยและทำธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งสามารถหารายได้เข้าประเทศได้เป็นอย่างดี ค่าครองชีพของภูเก็ตจึงสูงเป็นอันดับแรกๆ ของประเทศไทย

พื้นที่ที่เหลือให้ทำเกษตรแทบจะไม่มีแล้วในจังหวัดภูเก็ต ที่เหลือมากหน่อยก็เป็นสวนยางพารา ซึ่งนับวันจะหดหายไป เนื่องจากราคายางตกต่ำ พื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ดูแลเอาใจใส่ ส่วนใหญ่เป็นของนายทุนซึ่งที่ยังไม่มีโครงการทำธุรกิจ ดังที่มีข่าวพื้นที่นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ตที่ตำบลไม้ขาว เป็นตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเหลือที่ดินเกษตรที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงไป ผู้เขียนมีโอกาสไปจังหวัดภูเก็ตบ่อย แต่การหาเรื่องราวการเกษตรกรรมในจังหวัดนี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากความจำกัดของราคาที่ดิน

จนได้มาเจอ คุณคุณาพจน์ ต่อศักดิ์ หรือ คุณดั้ม ซึ่งทำแปลงเกษตรเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ดอกไม้กระถาง คุณดั้มจบปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมเครื่องกล จากสถาบันที่มีชื่อเสียง ได้ทำงานเกี่ยวกับวิศกรรมที่ได้เรียนมาประมาณ 2 ปี จึงออกมาทำธุรกิจรถบรรทุกหินทรายสำหรับงานก่อสร้างและบรรทุกดินสำหรับงานถมที่ ได้ประมาณ 5 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2550 เกิดวิฤกติน้ำมันมีราคาแพงมาก ไม่คุ้มกับรายได้ จึงค่อยๆ เลิกกิจการไปจนกระทั่งหยุดธุรกิจนี้โดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ใจรักเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้ว จึงหันกลับมามองธุรกิจด้านการเกษตร มีโอกาสได้รู้จัก สวนไม้ไทย ซึ่งมี ป้าเอียบ ชาวจังหวัดชุมพร มาเปิดกิจการเพาะต้นไม้และขายต้นไม้อยู่หลังตลาดท้ายรถที่ในเมืองภูเก็ต

ป้าเอียบ ได้แนะนำเกี่ยวกับการเพาะต้นดาวเรืองให้ โดยไม่ปิดบังทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ ดิน ปุ๋ย และยา ซึ่งป้าเอียบให้คำมั่นว่า ถ้าทำได้ ให้ทำมาส่งขายที่ร้าน คุณดั้ม ได้ทดลองทำอยู่ประมาณ 3 เดือน ก็สามารถเพาะดาวเรืองกระถางจนประสบผลสำเร็จ ป้าเอียบจึงไว้วางใจให้เพาะดาวเรืองกระถางส่งมาขายที่ร้านสวนไม้ไทย ครั้งแรกที่ส่งดาวเรืองกระถาง มีจำนวน 800 ต้น ต่อมามีการขยายพื้นที่ จึงนำไปขายที่ สวนรุ่งทรัพย์ โดยมี พี่ทรัพย์ ชาวราชบุรี ที่มีร้านอยู่ที่หน้าการไฟฟ้านากก พี่ทรัพย์เจ้าของร้านเห็นดาวเรืองในกระถางก็มีความพอใจ จึงซื้อไว้ขายหมดทั้ง 150 กระถาง ต่อมาทั้งสองร้านก็เป็นร้านหลักที่รับต้นไม้ของสวนคุณดั้มอยู่จนถึงปัจจุบัน

การเพาะกล้าดาวเรือง

วิธีเพาะกล้าดาวเรืองของสวนคุณดั้ม จะใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี เชื่อถือได้ จากบริษัท ทองเฉลิม จำกัด และ บริษัท เอกะอาโก ราคาเมล็ดละ 1.50 บาท มาใช้ เนื่องจากให้ต้นที่ดี เจริญเติบโตได้สม่ำเสมอ และดอกใหญ่สีสันสดสวย การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ถาดที่เพาะกล้า ใช้ถาดขนาด 200 ต้น โดยจะใช้พีชมอสส์เพียงอย่างเดียว เพื่อลดปัญหาเชื้อโรคที่สะสมในดินและสามารถควบคุมความชื้นได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเทพีชมอสส์ลงในถาดแล้ว ก็จะใช้ไม้ไผ่ที่เหลามาเกลี่ยให้พีชมอสส์ลงหลุมให้ทั่ว แล้วจึงนำไม้ไผ่มาจิ้มหลุมปลูกให้ครบทุกหลุม ลึกประมาณครึ่งเซนติเมตร โรยเมล็ดดาวเรืองลงในหลุม หลุมละ 1 เมล็ด จนหมด แล้วใช้ไม้ไผ่ปาดพีชมอสส์กลบเมล็ดดาวเรือง หลังจากนั้น นำมาวางไว้บนเรือนเพาะชำ รดน้ำด้วยฝักบัวฝอยให้ชุ่ม วันละครั้งตอนเช้า ช่วงนี้จะไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยและยาเลย จนกระทั่งต้นดาวเรืองอายุได้ 15 วัน ก็จะมีขนาดพอดีสำหรับการย้ายกระถาง

วิธีการอนุบาลและให้ปุ๋ย ต้นกล้าดาวเรือง อายุ 15 วัน จะมีขนาดความสูงประมาณ 2 นิ้ว จะถูกย้ายลงในกระถาง 6 นิ้ว ที่เตรียมวัสดุปลูกไว้แล้ว คือ ขุยมะพร้าว มูลวัวแห้ง ดินดีในสวน ในอัตราส่วน อย่างละ 1 ส่วน คลุกเคล้ากันให้เข้ากัน เมื่อนำต้นดาวเรืองปลูกลงกระถางละต้น ก็จะนำออกแดดเลย การนำกล้าดาวเรืองลงกระถางต้องทำด้วยความพิถีพิถันไม่ให้รากขาดหรือกระทบกระเทือน

เพราะอาจทำให้ต้นดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโต รดน้ำเช้า-เย็น วันละ 2 ครั้ง ครบ 3 วัน ก็เริ่มใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ต่อมาใส่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งช้อนชา จนครบอายุ 25 วัน ให้เด็ดยอด ต้นดาวเรืองที่มีอายุ 25 วัน จะมีขนาดประมาณ 3.5 นิ้ว เด็ดยอดออกประมาณครึ่งนิ้ว เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกยอด เมื่อต้นดาวเรืองอายุครบ 30 วัน ก็จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หรือ 20-20-20 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในอัตราเดิม และในแต่ละสัปดาห์จะพ่นปุ๋ยน้ำ สูตร 20-20-20 พร้อมฮอร์โมนบี 1 และแคลเซียมโบรอน ให้สัปดาห์ละครั้ง เพื่อช่วยให้ลำต้นกว้างขึ้น เพราะลำต้นจะดูดสารอาหารได้ดี

ดาวเรืองพร้อมขาย เมื่ออายุ 60 วัน

ต้นกล้าดาวเรืองที่อายุ 45 วัน ก็จะเริ่มแทงตุ่มดอก ในช่วงนี้ใส่ปุ๋ยเร่งดอก สูตร 8-24-24 จนถึงอายุ 60 วัน ในตอนนี้ตุ่มดอกดาวเรืองจะมีขนาดเท่าเหรียญบาท และเริ่มแย้มเห็นเกสรสีเหลืองแล้ว ซึ่งดาวเรืองอายุ 60 วัน จะเป็นดาวเรืองที่พร้อมจำหน่าย หลังจากนี้ดาวเรืองจะเริ่มขยายขนาดดอกไปเรื่อยๆ จนบานเต็มที่ อยู่ได้อีก 30 วัน ถ้านับอายุตั้งแต่เริ่มเพาะกล้า ดาวเรืองในกระถางจะมีอายุ 90 วัน แต่ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี ดาวเรืองจะอยู่ได้ถึง 120 วัน สำหรับยากันราจะใช้ตั้งแต่ดาวเรืองมีขนาดเล็กจนถึงอายุ 60 วัน โดยใช้ยาเมทาเลคซินกับเมนโคเซป สลับกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา ส่วนยาฆ่าแมลงใช้ยาอะบาเม็กตินสลับกับฟรีโพรนิว

นอกจากดาวเรืองกระถางที่เพาะเป็นหลักแล้ว คุณดั้ม ยังมีต้นไม้กระถางอย่างอื่นอีก เช่น หงอนไก่ สร้อยไก่ แพงพวยฝรั่ง แววมยุรา ดาวเรืองฝรั่งเศส ผีเสื้อ กระดุมทอง บานชื่นหนู บานชื่น ดาวกระจาย เป็นต้น ส่วนผักสวนครัวของสวนนี้จะมี พริกขี้หนู กะเพราขาว กะเพราแดง แมงลัก โหรพา สาระแหน่ มะเขือเปราะ มะเขือยาวเขียว มะเขือยาวม่วง ตะไคร้ กำลังการผลิตของสวนจะมีไม้ดอกจำนวนเดือนละประมาณ 6,500 กระถาง ส่วนผักสวนครัว ประมาณ 500-1,000 กระถาง

บนพื้นที่ ประมาณ 1 ไร่ ของสวนในบ้านไสยวน ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ของคุณดั้ม ใช้คนงานเป็นชาวเล หรือชาวไทยใหม่ หรือช่วงหลังรู้จักกันในนามชาวมอร์แกน มาเป็นคนงานประจำที่นี่ จำนวน 3 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในตำบลราไวย์นี้ คุณดั้มได้ไปรับไปส่งทุกวัน เนื่องจากเป็นทางผ่าน คนงานเหล่านี้อยู่ทำงานตั้งแต่เริ่มทำสวนมาจนถึงปัจจุบัน อยู่กันเหมือนญาติพี่น้อง ซึ่งคนเหล่านี้มีประสบการณ์ในการทำงานมาหลายปีจนเป็นที่ไว้วางใจในฝืมือ

ราคาขายปลีกของดาวเรืองกระถางคือ 3 ต้น 100 บาท ส่วนราคาขายส่งอยู่ที่จำนวนสั่งซื้อ ปัจจุบัน คุณดั้ม ผลิตดาวเรืองและไม้ดอกไม้สวนครัวอื่นๆ บนพื้นที่ 1 ไร่ สำหรับขายในจังหวัดภูเก็ตเป็นหลัก แต่จะมีลูกค้าจากต่างจังหวัดบ้างประปราย ดาวเรืองของคุณดั้มได้เปรียบรายอื่น เนื่องจากการขนส่งใกล้ๆ ทำให้ต้นไม้ไม่ช้ำ และอาศัยแผนการตลาดของ คุณชาตรี จันทโรทัย ซึ่งเป็นเพื่อนคุณดั้มทำให้ การทำสวนนี้ไปได้ด้วยดี แต่เมื่อถามถึงการขยายตลาดกลับได้คำตอบว่า แค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว เพราะการขยายการผลิตอาจทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้คุณภาพของต้นไม้ไม่สม่ำเสมอ สนใจต้นไม้กระถางของ คุณคุณาพจน์ ต่อศักดิ์ หรือ คุณดั้ม สามารถติดต่อได้ที่เบอร์

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตระหนักถึงความสำคัญในการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตยาง และผลักดันให้มีการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยจัดหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อถ่ายทอดความรู้การแปรรูปยางให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง สามารถสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตของตนเองได้

ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย ได้กำหนดหลักสูตรการอบรมความรู้แปรรูปยางประเภทต่างๆ เช่น การผลิตและการใช้ประโยชน์น้ำยางข้นชนิดครีม เทคโนโลยียางแห้งเบื้องต้น การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางโดยวิธีจุ่ม การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางโดยการตีฟองเพื่อผลิตของชำร่วย การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำยางโดยการตีฟอง การแปรรูปยางรัดของจากยางแห้ง การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ยางแห้งโดยการอัดเบ้าพิมพ์ การทำเบ้าปูนปลาสเตอร์และการทำตุ๊กตายาง หน้ากากยาง การผลิตหมอนยางพารา ฯลฯ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 02-940-7391 อีเมล raot307@gmail.com หรือ การยางแห่งประเทศไทย ทุกสาขา

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 13-19 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทย จังหวัดบึงกาฬ ได้นำเสนอนิทรรศการ “นวัตกรรมยางพารา สร้างมูลค่าเพิ่ม” ครอบคลุมตั้งแต่ “ต้นน้ำ” – เน้นการผลิตวัตถุดิบคุณภาพดี และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ “กลางน้ำ” – ส่งเสริมการแปรรูปยางขั้นต้น “ปลายน้ำ” – เน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และนิทรรศการ “เกษตรกรรมใหม่ ทดแทนการปลูกยาง” เช่น การทำสวนผลไม้ (ลิ้นจี่ ทุเรียน กล้วย) การเลี้ยงแพะในสวนยาง การปลูกพืชสมุนไพรและเลี้ยงไก่งวงในสวนยาง

หนึ่งในมุมนิทรรศการที่น่าสนใจคือ “สระน้ำยางพารา” ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางเลือกสำหรับแปรรูปยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม คุณไอศูรย์ แสนคำ ผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทย จังหวัดบึงกาฬ (ผอ.กยท.จังหวัดบึงกาฬ) เปิดเผยว่า กยท.จังหวัดบึงกาฬ ได้นำเสนอแนวคิดการจัดสร้าง “สระน้ำหรือบ่อน้ำเคลือบยางพารา” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ

“สระน้ำหรือบ่อน้ำเคลือบยางพารา” มีคุณสมบัติที่โดดเด่น สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรและทำการประมงได้ มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี ไม่ต้องใช้เงินทุนมากนัก สำหรับสระน้ำหรือบ่อน้ำเคลือบยางพารา ที่มีขนาด 4×2 เมตร มีต้นทุนการผลิตเพียงแค่ 4,500 บาท เท่านั้น สามารถโยกย้ายบ่อน้ำเคลือบยางพาราไปได้ทุกพื้นที่ที่ต้องการ หากสระน้ำหรือบ่อน้ำเคลือบยางพาราชำรุด สามารถนำน้ำยางพารามาซ่อมแซมก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ

บ่อน้ำเคลือบยางพารา ทำได้ง่าย มีขั้นตอนการผลิตไม่ยุ่งยาก เริ่มจากจัดเตรียมน้ำยางคอมปาวด์ บ่มทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 24 ชั่วโมง ตัดเย็บผ้าด้ายดิบให้เป็นรูปทรงสระน้ำหรือบ่อตามที่ต้องการ หลังจากนั้นนำน้ำยางคอมปาวด์ทาบนผ้าด้ายดิบ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นจึงค่อยนำไปใช้งานได้ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ 042-492-194

สำหรับบ่อน้ำเคลือบยางพารา ที่ กยท.จังหวัดบึงกาฬ นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เป็นผลงานของ บริษัท สยามพาราเซ็นเตอร์ จำกัด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 086-732-2678, 085-033-4678 ที่ใช้เทคโนโลยีเคลือบสระน้ำ บ่อน้ำด้วยสูตรน้ำยางธรรมชาติ (น้ำยางคอมปาวด์) เพื่อป้องกันน้ำซึมลงสู่ผิวดินหรือกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ สามารถใช้ได้กับสระน้ำหรือบ่อน้ำทุกประเภท ทั้งภาคเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อน้ำอเนกประสงค์

บริษัท สยามพาราเซ็นเตอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตน้ำยางพารากรีน (น้ำยางคอมปาวด์) ได้ให้คำแนะนำสำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลิตสระหรือบ่อยางพาราด้วยตัวเองว่า ต้องเตรียมพื้นที่ให้เรียบ พื้นบ่อต้องไม่มีสิ่งแหลมคมเช่น รากไม้ หิน ขอบปากบ่อดินต้องแน่นและต้องทำร่องกันน้ำเซาะบ่อ ห่างจากปากบ่อประมาณ 50 เซนติเมตร ความลึกของบ่อสามารถทำได้หลายระดับตามความสะดวกของพื้นที่ แต่ไม่ควรลึกน้อยกว่า 50 เซนติเมตร ในบ่อและด้านข้างของบ่อต้องเรียบ

การทำขอบบ่อสามารถทำได้หลายวิธี เช่น กรณีที่ขุดบ่อได้ตามขนาดของบ่อสำเร็จรูปที่มีความลึก 80 เซนติเมตร ให้ตรึงชายผ้าลงไปในดินโดยใช้เหล็กเสียบกับผ้าให้แนบกับดินให้เรียบร้อย กรณีที่ไม่สามารถขุดได้ลึก แนะนำให้ทำราวเพื่อยึดบ่อให้ตรึงโดยวิธีเจาะตาไก่และใช้เชือกร้อยตามรูของตาไก่

ขั้นตอนการทำสระหรือบ่อน้ำเคลือบยางพารา เกษตรกรควรเตรียมแผ่นผ้าด้ายดิบให้เท่ากับพื้นที่ที่ต้องการปู สำหรับ พื้นที่ 1 ตารางเมตร จะใช้น้ำยางคอมปาวด์ 1 กิโลกรัม การปูสระยาง ต้องทำสองชั้น ทั้งผ้าและน้ำยางเพื่อความคงทน จากนั้นนำน้ำยางพาราเคลือบลงไปบนผืนผ้าให้น้ำยางซึมผ่านลงบนผืนผ้าและปล่อยให้แห้งก่อน จึงค่อยทำชั้นที่สองต่อไป เสร็จแล้วทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้น้ำยางแห้งสนิทได้ดีจึงค่อยปล่อยน้ำลงไป

คุณไอศูรย์ แสนคำ ผอ.กยท.จังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดบึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 840,000 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 770,000 ไร่ กยท.จังหวัดบึงกาฬ ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน (พอย.) กิจกรรมส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยตัดโค่นสวนยางเดิมและการส่งเสริมให้ผู้ปลูกยางพาราปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมใหม่ เช่น การเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชผัก ผลไม้ โดยมีเป้าหมายลดพื้นที่สวนยางที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน แต่ต่ำกว่า 25 ปี จำนวน 150,000 ไร่ ทั่วประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาราคายางตกต่ำ และช่วยเพิ่มรายได้รวมไปถึงสร้างทางเลือกในอาชีพ เพื่อความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง มีเกษตรกรชาวสวนยางพาราบึงกาฬสนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำนวน 4,500 ราย เนื้อที่ 6,900 ไร่

เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการเป็นเกษตรกรฯ ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. และมีสวนยางตั้งอยู่บนที่ดินที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองพื้นที่สวนยางอยู่ไม่เกิน 50 ไร่ โดยจะได้รับเงินทุนอุดหนุน ไร่ละ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อราย โดย กยท.จังหวัดบึงกาฬ มอบทุนอุดหนุนให้เกษตรกรฯ นำไปพัฒนาอาชีพการเกษตรอื่นๆ โดยจ่ายงวดที่ 1 ไร่ละ 4,000 บาท หลังจากเกษตรกรโค่นต้นยางแล้ว จ่ายงวดที่ 2 ไร่ละ 6,000 บาท เมื่อเกษตรกรเข้ารับการอบรมตามแผนพัฒนาอาชีพและดำเนินการตามแผนพัฒนาอาชีพแล้วเสร็จ

ยุงเป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน อีกทั้งมีแนวโน้มว่า จะเป็นศัตรูกันต่อไปอีก จนกว่าเผ่าพันธุ์ใดจะหายไปจากโลก

ถิ่นแถวบ้านเรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละประเทศเต็มไปด้วยยุงสมัยก่อนยังไม่มีกล้องถ่ายภาพ ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแถบบ้านเรา ได้เขียนภาพชีวิตชาวบ้านขณะนอนหลับใต้ต้นไม้ไว้ ตามร่างกายมียุงหลายตัวเกาะกินเลือด ยุงคงกินอย่างสบายอารมณ์ ส่วนคนก็หลับสบายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผู้เขียนเคยเดินทางไปในประเทศยุโรป ยุงบางประเทศแทบไม่มี อย่างประเทศที่เป็นเมืองหนาว ยิ่งหนาวเป็นน้ำแข็งยุงยิ่งไม่มี เพราะยุงตัวนิดเดียว ขนาดน้ำทั้งแม่น้ำยังเป็นน้ำแข็ง ยุงมีเลือดในตัวนิดเดียวแถมบอบบาง ถ้าขืนโผล่เข้าไปรับประกันได้ว่าแข็งตายแหงแก๋

ส่วนประเทศไทยอากาศร้อนชื้น แหล่งน้ำมากมาย เหมาะสำหรับการเพาะพันธุ์ยุงเป็นที่ยิ่งน่าสงสารชาวชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามา หลายคนต้องจบชีวิตลงด้วยไข้มาลาเรีย การรักษาไข้นี้ชาวยุโรปอาจมีการคิดค้นผลิตวัคซีนได้แล้ว แต่เมื่อเดินทางเข้ามาแถบบ้านเรา การเดินทางไม่สะดวก เชื่องช้า กว่าจะเดินทางกลับไปรักษาในประเทศได้ ต้องใช้เวลานาน

ดังนั้นต้องรักษาไปตามมีตามเกิด หลายต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้อย่างน่าเศร้าใจ

ไทยเรามีวีไล่ยุงหลายอย่าง ชาวบ้านเก่าก่อนใช้สุมไฟเอาควันไล่ ต่อมามีคนคิดค้นยากันยุง ยาทากันยุง เครื่องดักยุง และยังมีไม้ตบยุงอีกด้วยใครจะใช้ฉีดพ่น ทา หรืออย่างไรก็ว่ากันไปตามถนัด แต่ที่ไม่เกิดผลข้างเคียง เราชาวบ้านมีไม้ตบยุง ทั้งสะดวก ปลอดภัย ไร้สารพิษ ไร้ผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นเสียแต่ว่าตีแรงเกินไป ทำให้เกิดเป็นรอยผื่นแดงขึ้นมา กรณีนี้อย่างไรคิดว่าคงไม่เกิด เพราะน้ำหนักมือของเรา เราย่อมรู้ดีว่าต้องแค่ไหนยุงถึงจะตาย

ไม้ตบยุงเราชาวบ้านทำใช้เอง

ขั้นแรกเตรียมวัสดุก่อน เริ่มจากหาไม้รวกมาตัดทำเป็นกระบอก 1 อัน กระบอกไม่ต้องโตมาก ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลางสัก 1 นิ้วครึ่งก็พอ ความยาวกระบอกประมาณ 6-7 นิ้ว จากนั้นก็หาไม้รวกมาผ่าออกเป็นซี่ๆ เหลาให้เป็นซี่กลมๆ ซี่หนึ่งก็ยาวประมาณ 12 นิ้ว เหลาให้ได้ประมาณ 10 ซี่ แล้วใส่เข้าไปในกระบอก เอากาวลาเท็กซ์ หรือกาวชนิดใดก็ได้ ขอให้ยึดซี่ไม้ไว้กับกระบอกได้เป็นอันใช้ได้ใส่เข้าไป เพื่อตรึงไม้เข้ากับกระบอก

ยัดซี่ไม่ที่เหลาเต็มประบอกแล้ว เราต้องปล่อยให้กาวแห้งเสียก่อน ค่อยนำเอามาใช้ตบยุง ขืนนำมาใช้ขณะกาวยังไม้แห้ง รับประกันได้ว่านอกจากไม่ได้ผลดีแล้ว ยังเกิดผลร้ายเมื่อไม้กระเด็นไปโดนคนอื่น ๆ ด้วย

วิธีการตบยุงที่ได้ผลเราต้องมีความอดทน เป็นต้นว่าเมื่อเห็นเจ้าประคุณบินมา เราต้องมั่นอยู่ในอุเบกขาไว้ก่อน ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทั้ง ๆ ที่จ้องตาเขม็ง พอมันเกาะปุ๊บ เราก็ค่อยๆ เงื้อไม้ตบยุงขึ้นอย่างชนิดไม่ให้ยุงเห็นความเคลื่อนไหว แล้วตีลงอย่างรวดเร็ว

ความเร็วของไม้ที่ตีลงไป ยุงอาจขยับตัวบินด้วยความตกใจ แต่ก็น้อยตัวที่จะรอดชีวิต เพราะว่าไม้ที่เราเหลาเป็นซี่ๆ ในกระบอกมีหลายอัน ไม้อันใดก็อันหนึ่งจะตบยุงลงกับบริเวณที่มันเกาะอยู่ ถ้าเราตบก่อนมันกินเลือดก็จะเห็นซากยุงแหลกเละ ถ้าเราตบช้ามันกินเลือดเข้าก่อน เราก็จะเห็นซากยุงปนเลือดเละเทะไม่น่าดู แต่เราก็สะใจที่แกแค้นมันได้

เรื่องไม่พอใจใดๆ เราอาจมั่นอยู่ในอุเบกขาได้ แต่เรื่องยุงกินเลือดเรายอมไม่ได้ ต้องนำเอาสำนวนจีนมาใช้แทน อย่าง “บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ” เป็นต้น

คนไม่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง กระซิบว่าไม้ตียุงมีขาย วางอยู่ในร้านขายเครื่องไม้ไม่ทั่วไป บางตลาดมีบางตลาดไปถามแม่ค้าก็หัวเราะ แถมถามกลับว่ามีด้วยหรือ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น

พบอย่างนั้นต้องปล่อยให้แม่ค้าไม่เคยเห็นต่อไป ส่วนเราไปหาดูตลาดอื่นๆ

ยุงนอกจากสร้างความรำคาญแล้ว ยังปล่อยเชื้อโรคเชื้อร้าย แม้การตบยุงจะบาปแต่บางคราก็เห็นพระภิกษุเผลอผิดศีลข้อแรกด้วยเหมือนกัน11 มกราคม 2562 ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ/ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ ในงานการประชุม “ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ…พลิกโฉมนวัตกรรมงานบริการสาธารณะ” จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ร่วมกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มุ่งสร้างนวัตกรรมงานบริการภาครัฐที่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง