อบรมยุวเกษตร ทำโครงการ “ธนาคารใบไม้”ปลิวร่วมมือกับสำนัก

งานเกษตรอำเภอยางสีสุราช สนับสนุนให้กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านเหล่าหมากดำ ตำบลนาภู อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม จัดทำโครงการธนาคารใบไม้ เด็กนักเรียนเก็บใบไม้นำมาทำปุ๋ยหมัก ขายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท สร้างรายได้เสริมแก่นักเรียนและโรงเรียนได้อีกทางหนึ่ง

ปลิว บอกว่า การจัดสร้างธนาคารใบไม้ เป็นการหยุดเผาใบไม้ ลดปัญหามลพิษ เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมาเก็บใบไม้มาทำปุ๋ยหมักแบบไม่ต้องพลิกกอง ตามสูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่เด็กทุกเพศทุกวัยทำได้ โดยใช้เศษใบไม้ทุกชนิด จำนวน 3 ส่วน นำมาหมักรวมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน ใช้ระยะเวลาหมักประมาณ 2 เดือน โดยไม่ต้องพลิกกอง เพราะหมักในตะกร้าตาข่าย ช่วยระบายความร้อน เมื่อหมักครบระยะเวลาที่กำหนด ได้ปุ๋ยใบไม้สำหรับใช้ปรุงดินสำหรับปลูกพืชผักอินทรีย์

ปลิวกล่าวว่า การปลูกผักอินทรีย์ ต้องใช้ ดิน 1 ส่วน และ ปุ๋ยใบไม้ 1 ส่วน จึงช่วยให้พืชเติบโตได้ดี ปลิวรับซื้อปุ๋ยใบไม้ทั่วไป ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท นอกจากนี้ ปลิวยังได้แนะนำให้ทางโรงเรียนแยกหมักปุ๋ยตามชนิดของพืช เช่น ปุ๋ยใบก้ามปู เพราะใบไม้ชนิดนี้ให้ธาตุไนโตรเจนสูง กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชเป็นอย่างดี และแนะนำให้ผลิตปุ๋ยใบมะขาม ซึ่งมีธาตุโพแทสเซียม (K) ช่วยเพิ่มความหวานผลไม้ได้ดีเยี่ยม ปลิวยินดีรับซื้อปุ๋ยใบก้ามปู และปุ๋ยใบมะขาม ในราคาสูงกว่าปกติ คือ กิโลกรัมละ 8-9 บาท เพื่อช่วยให้เด็กนักเรียนมีรายได้เพิ่มมาก

แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata)

ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ

ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว

“กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยค้นคว้า เรื่องแหนแดง มาตั้งแต่ ปี 2520 ช่วงเวลาดังกล่าวกรมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ส่งเสริมให้มีการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความจริงประเทศจีนได้มีการใช้แหนแดงในนาข้าวก่อนประเทศอื่นๆ เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว

เริ่มต้นคัดสายพันธุ์ ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย
ดังได้กล่าวมาแล้ว แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์

ดร. ศิริลักษณ์ เล่าว่า หลังจากที่เราคัดเลือกได้สายพันธุ์แหนแดงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยแล้ว เราก็ได้ปรับปรุงพันธุ์โดยการฉายแสง แล้วคัดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น มีความเหมาะสมสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี เมื่อเทียบคุณสมบัติกับแหนแดงสายพันธุ์ที่มีอยู่ในบ้านเรา พบว่า มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า คือ ตรึงไนโตรเจนได้น้อยกว่า ขนาดของต้นเล็กกว่า ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์และขยายพันธุ์แหนแดงสายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (microphylla) มาตั้งแต่ ปี 2520 ได้มีการรักษาพันธุ์มาเรื่อยๆ และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง เมื่อประเทศไทยหันมาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมาพัฒนาการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อีกครั้งหนึ่ง ใน ปี 2540

คุณสมบัติของ แหนแดง พันธุ์กรมวิชาการเกษตร
เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่า มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ สูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม (3 ตัน) เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว

วิจัยครั้งแรก ทดลองกับการปลูกข้าว
จากผลงานวิจัยของ นายประยูร สวัสดี และคณะ อดีตนักวิชาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ปี 2520-2521 พบว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว 1 ชุด หรือ 2 ชุด สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพอๆ กับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 6-12 กิโลกรัม/ไร่ และจากผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ พบว่า การเลี้ยงแหนแดงแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้เทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำแล้วไถกลบก็ให้ผลทำนองเดียวกัน การไถกลบ 2 วิธี ร่วมกัน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ เฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับการเพาะกล้าเมื่อใส่แหนแดงลงไปในแปลงกล้า 1-2 วัน จะสามารถลดระยะกล้าจาก 40 วัน เหลือเพียง 30 วัน เท่านั้น

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ในการวิจัยครั้งแรก กรมการข้าว ยังมิได้แยกตัวออกไปจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสถาบันวิจัยข้าว ปัจจุบันได้แยกตัวออกไปเป็นกรมการข้าวแล้ว กรมวิชาการเกษตร ได้สนับสนุนแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปเพาะเลี้ยงเอง โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อให้กรมการข้าวสามารถเพาะเลี้ยง เพื่อจะได้นำไปใช้ในกิจการของกรมการข้าวเอง

ทดลองกับพืชที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ขณะนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่กำลังเพาะกล้ากล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนมากต้นกล้าของพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะอ่อนแอในระยะอนุบาล และยังไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ เนื่องจากระบบท่อลำเลียงยังไม่สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยเคมีลงไปบางครั้งอาจจะทำให้พืชเน่าได้ เพราะปุ๋ยเคมีมีความเค็ม จะทำให้เสียเวลาในการงดใส่ปุ๋ย ประมาณ 20 วัน จึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยได้ แต่แหนแดงสามารถผสมลงไปในวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เลย เพราะแหนแดงสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนซึ่งเป็นอินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัยต่อกล้าพืช กล้าจะดูดซึมไนโตรเจนเข้าไปในรากพืชได้เลย ดังนั้น แหนแดงจึงเหมาะกับการปลูกพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“เราได้ทำการทดลองแหนแดงกับกล้ากล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถลดระยะกล้าลงจาก 60 วัน เหลือเพียง 45 วัน เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษา เมื่อนำกล้าลงแปลงปลูก ปรากฏว่าต้นกล้ากล้วยที่ใช้แหนแดงผสมกับวัสดุปลูกกล้วยสามารถเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นกล้าที่ไม่ได้ใส่แหนแดง”

การเพาะเลี้ยง แม่พันธุ์แหนแดงไม่ยาก
หลังจากที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปดำเนินการเองก็มีเกษตรกรเริ่มรู้จักแหนแดงและมาขอจากกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดินกันมากขึ้น โดยทางกลุ่มงานวิจัยจะสนับสนุนแม่พันธุ์ให้ไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เอง โดยยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้ ซึ่งไม่ยาก

“การเพาะเลี้ยง เกษตรกรจะต้องทำบ่อแม่พันธุ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีไนโตรเจนสูง เนื้อเยื่อของแหนแดงค่อนข้างอ่อน แมลงจะลงทำลายได้ง่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ เมื่อเราใส่แหนแดงลงไปในแปลงนา และถูกแมลงทำลายเสียหายหมด เราก็ยังมีแม่พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อ โดยไม่ต้องมาขอรับแม่พันธุ์แหนแดงจากกรมวิชาการเกษตรอีก”

การขุดบ่อ เนื่องจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลึก เกษตรกรขุดบ่อให้มีลักษณะเหมือนท้องนาขังน้ำให้ลึก ประมาณ 4-5 เซนติเมตร เรียกว่าเป็นบ่อน้ำตื้น ควรจะมีร่มไม้รำไร ถ้าพื้นที่บ่อ ประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไป ประมาณ 10 กิโลกรัม 10-15 วัน แม่พันธุ์แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มบ่อ ซึ่งควรจะปล่อยแหนแดงลงบ่อก่อนฤดูฝน ถ้าปล่อยลงบ่อในหน้าแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย อาจจะใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ แหนแดงจึงจะเต็มบ่อ

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ถ้าเกษตรกรมีแม่พันธุ์ 10 กิโลกรัม ก็จะเพียงพอสำหรับนา 1 ไร่ หลังจากนำไปปล่อยในนา ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะขยายแหนแดงได้ถึง 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าหว่านแหนแดงลงไปในปริมาณมากจะขยายพันธุ์ได้เร็ว เพราะระบบขยายพันธุ์ของแหนแดงขยายให้น้ำหนักสดเป็น 2 เท่าตัว ทุก 3-5 วัน

การนำแหนแดงไปใช้
แหนแดงสด ถ้าจะใส่ในนาข้าว เกษตรกรควรนำไปหว่าน 2 ช่วง ด้วยกัน ช่วงแรก หว่านแหนแดงก่อนตีเทือก เพื่อให้แหนแดงไปเพาะขยายในท้องนา ประมาณ 20 วัน แล้วไถกลบ เมื่อแหนแดงย่อยสลายก็จะเริ่มปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา ดังนั้น เมื่อตีเทือกเสร็จก็หว่านข้าวหรือดำนาได้เลย อีกช่วงหนึ่งถ้าเป็นนาดำ ให้ดำนาไปก่อน แล้วหว่านแหนแดงลงไปในนา แหนแดงจะไปขยายพันธุ์เต็มท้องนา เพราะนาดำมีลักษณะเป็นบ่อน้ำตื้น ประโยชน์ที่ได้ตามมาก็คือ แหนแดงจะช่วยบดบังแสงแดด ป้องกันไม่ให้วัชพืช ข้าววัชพืช ข้าวลีบ หรือข้าวดีด ที่ติดมากับรถเกี่ยวข้าว ตกค้างอยู่ในนา เจริญเติบโตขึ้นมาในนาข้าว

นอกจากนั้น ยังมีรายงานผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติว่า การเลี้ยงแหนแดงในนาแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทัดเทียมกับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำก็ให้ผลผลิตทำนองเดียวกัน หรือการไถกลบทั้ง 2 วิธี ร่วมกันก็สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ โดยเฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่

เนื่องจากแหนแดงมีโปรตีน ไขมัน เซลลูโลส และแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี จากการวิเคราะห์พบว่า กรดอะมิโนที่จำเป็นในแหนแดงมีปริมาณสูงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของปลา จึงเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดงอยู่ด้วย สามารถทำให้น้ำหนักของปลาและขนาดของปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าปลาที่เลี้ยงในนาข้าวโดยไม่มีแหนแดงร่วมด้วย

นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวยังทำให้ต้นข้าวได้รับปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูทำนาจากมูลปลาที่ถ่ายออกมาหลังจากกินแหนแดงเข้าไป ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่าแหนแดงเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์มากในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร ดร. ศิริลักษณ์ กล่าว

แหนแดงแห้ง เนื่องจากแหนแดง เพิ่มปริมาณตัวเองอย่างรวดเร็ว เราก็เก็บรวบรวมมาตากแดดไว้ ประมาณ 2 วัน ก็แห้ง เก็บใส่กระสอบรวบรวมไว้สำหรับใช้ปลูกพืช อัตราที่นำแหนแดงแห้งไปใช้ ประมาณ 20 กรัม ต่อดินวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม จากผลการทดลองปลูกผักสลัดให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า แหนแดงแห้งมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแหนแดงสด เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีไนโตรเจนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปุ๋ยยูเรีย แหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เท่ากับปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการปลูกพืช

แหนแดง เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์
เกษตรกรที่ปลูกผักหรือทำการเกษตรอินทรีย์ ถ้าใช้แหนแดงผสมกับดินปลูก จะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน จึงผลิตแหนแดงเพื่อสนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์หรือการทำการเกษตรแบบผสมผสานที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แบบครบวงจร แหนแดงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย กินได้ทั้งสดและแห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมกับฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีอะมิโนแอซิดครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์หรือมีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแห้ง สัตว์ก็จะได้อาหารที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยเลี้ยงในบ่อน้ำตื้น ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แหนแดงจะไม่มีวันขาดแคลน เก็บเกี่ยวได้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะแหนแดงจะเจริญเติบโตและขยายตัวไปได้เรื่อยๆ

“แหนแดง สามารถไปทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ปุ๋ยมีราคาแพง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของปุ๋ยปลอม” ดร. ศิริลักษณ์ กล่าวในที่สุด

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับแม่พันธุ์แหนแดง รวมทั้งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดงได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 579-7523

คุณเขมจิรา กิตติสิทธิการ หรือ คุณเขม อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 10 ตำบลธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด รู้จักกันในนาม “บ้านสวนเห็ดคุณยาย” โดยก่อนหน้าที่จะมาเพาะเห็ด คุณเขม เล่าให้ฟังว่า ตนได้ผ่านมาหลายอาชีพ ตั้งแต่ทำงานเสริมความงามที่กรุงเทพฯ แต่มีเหตุที่ต้องกลับต่างจังหวัด เพราะแม่ไม่สบาย พอกลับมาอยู่กับแม่ก็เริ่มมองหาอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเอง

ตอนนั้นมองว่าอาชีพขายหมูปิ้งนมสดน่าจะดี จึงลองทำดู ช่วงแรกๆ ก็ขายดี อยู่ไปสักพักเหมือนคนตกงานใครก็อยากมาขายหมูปิ้ง เราจึงหยุดการขายหมูปิ้ง หลังจากเลิกขายหมูปิ้งก็ยังไม่หยุดความพยายามแค่นี้ คุณเขมมองเห็นว่าคนในตลาดใครเดินผ่านไปผ่านมา ก็มีถุงเห็ดอยู่ในมือ จึงเกิดไอเดียเพาะเห็ดขายเป็นอาชีพเสริม ด้วยความคิดว่ากลุ่มคนต้องการบริโภคเห็ดยังเยอะ ตนจึงไปรับก้อนเห็ดเอามาขายในหมู่บ้าน โดยเห็ดที่เริ่มเพาะอย่างแรกคือ เห็ดขอน รับมารอบแรกได้กำไร รอบที่ 2 เกิดปัญหาเห็ดติดเชื้อ ไรไข่ป่า ไรไข่ป่าก็คือตัวที่กินเชื้อเห็ดมันจะขยายได้เร็วมาก ถ้าโดนอากาศร้อนๆ ก็ขาดทุนหมดเลย จึงตัดสินใจไปเรียนที่โครงการลูกพระดาบส ใช้เวลาเรียนเพียง 7 วัน ได้ทั้งการแปรรูป และการอบรมหลักสูตรในการทำเห็ด

อุปกรณ์เพาะเห็ดในท่อซีเมนต์
1. ท่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ราคา 60 บาท
2. ซาแรน หรือผ้ากระสอบป่าน ไว้คลุมก้อนเห็ด
3. ก้อนเห็ด 11 ก้อน ราคา ก้อนละ 9 บาท
4. ไม้ไผ่ ทำเป็นที่วางก้อนเห็ด

ขั้นตอนการเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์
1. วางท่อซีเมนต์พิงกำแพง ผนัง ในลักษณะตะแคง เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดี
2. วางไม้กระดานที่ด้านในท่อซีเมนต์
3. นำก้อนเชื้อเห็ดวางเรียงในวงบ่อเป็นแนวนอนให้เต็มท่อ เปิดจุกฝาเห็ดออก แล้วรดน้ำ
4. ใช้ซาแรนหรือผ้ากระสอบป่านคลุม เพื่อไม่ให้มีลมเข้า ทำให้เห็ดแห้ง
5. รดน้ำเช้า-เย็น แต่ถ้าทำเยอะๆ ต้องการกักเก็บความชื้น ให้รดน้ำ เช้า-กลางวัน-เย็น

จากนั้น 7-10 วัน ดอกจะออกครั้งแรก ในส่วนของผลผลิต เห็ด 11 ก้อน จะให้ผลผลิตประมาณครึ่งกิโลกรัม

การให้ผลผลิตของเห็ดในกรณีที่เพาะน้อยๆ แบบนี้ คุณเขม บอกว่าเราสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 6 เดือน

เห็ดแต่ละชนิดจะออกอยู่ที่ความชื้น ก้อนหนึ่งถ้าหน้าแล้งเขาจะเลื่อนเวลาออกไปนิดหนึ่ง เห็ดต้องการความชื้น เห็ดที่เหมาะกับการเพาะในท่อซีเมนต์ คือเห็ดกลุ่มนางฟ้า กลุ่มนางรม แต่ถ้าเห็ดขอนจะชอบความร้อน ข้อดีของการเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์
1. คือเพาะง่าย ประหยัดพื้นที่ ซึ่งถ้าท่านใดมีปัญหาเรื่องพื้นที่ แค่มีชุดเพาะเห็ดเซ็ตนี้จะหมดปัญหาไปเลย

2. ประหยัดเงิน ต้นทุนต่ำ สำหรับท่านใดอยากที่จะเพาะเห็ดไว้รับประทานเอง ชุดเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์เหมาะมาก ใช้เงินลงทุนเพียง 200 บาท

3. เรื่องเชื้อราหมดห่วงได้เลย เพราะเป็นการเพาะเห็ดในปริมาณน้อย อีกอย่างท่อซีเมนต์สามารถเคลื่อนที่ได้ จากปลูกตรงนี้ แล้วย้ายไปปลูกตรงนั้น การสะสมของเชื้อโรคก็จะไม่มี แต่ถ้าเราทำประจำ การหมักหมมของเชื้อโรคก็จะเยอะตามมา

การตลาด
ที่ฟาร์มเห็ดของคุณเขม ไม่ได้ขายแค่เฉพาะเซ็ตเพาะเห็ดต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการผลิตและจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกประเภท ทั้งกลุ่มอยากเพาะเพื่อประกอบอาชีพ หรืออยากเพาะไว้รับประทานเอง ที่นี่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทั้งหมด ราคาก้อนเห็ดทุกชนิด ขายเพียง ก้อนละ 9 บาท ยกเว้นเห็ดเป๋าฮื้อ จำหน่ายในราคาก้อนละ 15 บาท และยังมีเทคนิคการขายจับกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ เน้นเห็ด 3 อย่าง หรือ 5 อย่าง

แนะนำสำหรับท่านที่สนใจ
ถ้าลูกค้าหรือท่านใดสนใจอยากเพาะเห็ดเพื่อการค้า หรือเพาะไว้รับประทานเอง คุณเขมจะแนะนำวิธีการปลูกให้ลูกค้า และยังมีตัวอย่างการเพาะเห็ดในท่อซีเมนต์ที่หน้าฟาร์มให้ดู คุณเขม บอกว่า ซื้อก้อนเห็ดจากฟาร์มของคุณเขมไม่ต้องห่วง ไม่มีความรู้มาก่อนก็สามารถทำได้ ทางเจ้าของจะสอนวิธีการดูแล การเปิดหน้าก้อนว่าต้องดูแลยังไง รดน้ำวันละกี่ครั้ง เพราะทุกวันนี้จะมีกลุ่มอาจารย์ หรือผู้ที่ต้องการศึกษาการเพาะเห็ดเข้ามาศึกษาที่ฟาร์มของคุณเขมอยู่เป็นประจำ

มะนาว ตามความเชื่อพื้นฐานคนส่วนมาก นึกถึงเฉพาะการใช้ประกอบอาหาร ไม่ว่าส้มตำ ต้มยำ ลาบ และก้อย มีคนไม่มากนักที่นึกเลยไปถึงคุณค่าอื่นของมะนาว เช่น เป็นสมุนไพรชั้นเลิศ เป็นคลังแห่งวิตามินซี เป็นครีมหน้าเด้ง เป็นหน่วยทะลุทะลวงกำแพงไขมันในเส้นเลือดฝอยมิให้อุดตัน และอื่นๆ อีกหลายเป็น

ที่บอกว่าเป็นครีมหน้าเด้ง เป็นอย่างไร สโบเบ็ต ขอเรียนว่าหากเราใช้มะนาวสดฝานเป็นแว่นบางๆ ทาหน้าหลังอาบน้ำเสร็จทุกวันเป็นประจำ ผิวหน้าของท่านจะสดใสเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล หน้าอ่อนกว่าอายุหลายปีทีเดียว ส่วนการทะลุทะลวงไขมันในเส้นเลือดฝอย เป็นข้อมูลที่ นายแพทย์สมเกียรติ อธิคมชัยกุล ท่านศึกษาวิจัยไว้ว่า หากใช้มะนาว 1 ลูก ที่แช่เย็นผสมกับน้ำเต้าหู้ดื่มเป็นประจำทุกวันในตอนเช้า ภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดฝอยจะไม่เกิดขึ้น แต่ท่านก็ต้องออกกำลังกายเป็นประจำไปด้วย และยังมีโรคอีกหลายโรคที่ต้องพ่ายแพ้ในคราวเดียวกัน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเองครับ

การปลูกมะนาวลงเข่ง เป็นทางเลือกที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดในขณะนี้ เพราะว่าเข่งมีน้ำหนักเบา มีหูหิ้ว หากรวมน้ำหนักของวัสดุปลูกทั้งหมดแล้ว ยังสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่าการปลูกลงในท่อซีเมนต์ บ้านใครไม่มีที่รับแสงได้ตลอดวัน ก็สามารถย้ายเข่งออกไปรับแสงหน้าบ้านได้ ตอนเย็นกลับมาก็ย้ายเข้าที่เดิมได้อย่างสะดวก ประการสำคัญจะทำให้มีต้นมะนาว ลูกมะนาว และความรื่นรมย์ไปในตัวด้วย

การปลูกมะนาวลงเข่งที่สามารถมีดอก ผล ได้ตลอดปี ควรใช้เข่งพลาสติก ตั้งแต่ เบอร์ 3 ขึ้นไปถึง เบอร์ 1 แต่ที่ผู้เขียนทดลองปลูกจนได้ผลแล้ว ใช้เข่ง เบอร์ 3 หากชอบใหญ่กว่านี้ก็เลือกตามใจชอบ กิ่งมะนาวใช้กิ่งมะนาวแป้นพิจิตร จากการตอนกิ่งของตนเอง จึงขอแนะนำท่านที่อยากปลูกว่า การเลือกกิ่งมะนาวเป็นเรื่องสำคัญมากๆ หากเราได้กิ่งตอนที่เก็บไว้นานๆ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตอย่างมาก ให้สังเกตลำกิ่งตั้งแต่โคนขึ้นมาครับ หากลำกิ่งยังมีสีสด มีเส้นลายชัดเจนถือว่าใช้ได้ หากลำกิ่งสีดำด้านไม่ใสสดอย่านำมาปลูกเป็นอันขาด

นำเข่งมากรุด้วยผ้าพลาสติกที่เขาว่ามุ้งเขียวให้รอบภายในเข่ง ส่วนด้านก้นเข่งอาจใช้กระสอบปุ๋ยหรือมุ้งเขียวกรุก็ได้ ขั้นตอนต่อมาหาใบไม้แห้ง เช่น ใบกล้วยแห้งสักก้านพับพอดีกับก้นเข่ง กรุก้นเพื่อป้องกันวัสดุปลูกไหลออก นำกาบมะพร้าวแห้งแช่น้ำจนอิ่มตัวทับลงไป ความหนาประมาณฝ่ามือ นำดินร่วนใส่ลงไปอีกประมาณหนาเท่ากัน ใช้มือคลุกดินให้ซึมแทรกลงในกาบมะพร้าว หากยังเห็นกาบมะพร้าวโผล่พ้นดินมาก ก็เอาดินลงกลบพอกาบมะพร้าวจมมิด

โรยมูลหมูฟาร์ม หรือมูลไก่ฟาร์มที่พรมน้ำจนชุ่มแล้วลงไป เฉลี่ยความหนาประมาณ 2-3 นิ้ว

โรยดินบางๆ ทับพอไม่เห็นมูลสัตว์ นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่ตัดก้นถุงแล้ววางลงตรงกลางเข่งให้ตรง ค่อยๆ ดึงถุงเพาะออก หากดึงยากก็กรีดข้างถุง นำกาบมะพร้าววางรอบๆ ถุงเพาะ ใส่ดินลงไปเสริมรอบๆ อีกครั้ง พร้อมกดเบาๆ ให้แน่น นำมูลสัตว์ลงไปรอบถุงอีกครั้ง ปิดทับด้วยดิน กดรอบๆ ให้แน่น ถึงขั้นตอนนี้ให้เหลือที่ว่างตรงปากเข่งไว้ประมาณฝ่ามือ รดน้ำ นำใบไม้ ใบหญ้าผุโรยทับหน้ากันการระเหย เสร็จขั้นตอน