อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศส เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีข้อพิพาทกับ

ประเทศไทยในช่วงหนึ่ง ทำให้เราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสหลายครั้ง ประวัติศาสตร์ไทยควรเล่าให้ลูกหลานเราได้รับทราบอดีตอันข่มขื่น ชื่ออื่นๆ ขนุนป่า กาแย ตาแปง ตาแป มะหาดใบใหญ่ หาด หาดหนุน

ข้อยเป็นหนุ่มอีสาน ร่างสูงใหญ่ ทรงพุ่มทึบ หนา ผิวเปลือกขรุขระ แล้วยังมียางไหลซึมออกมาติดเปลือกต้น ดอก เป็นช่อกลมเล็กๆ มีผล เพาะเมล็ดขยายพันธุ์ได้ กระจายตัวในป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ได้ถึง 1,300 เมตร ทุกคนจึงรู้จักกันว่า เป็นพืชสมุนไพรยืนต้นที่มีเนื้อไม้แข็งแกร่งมาก

ชื่อของข้อยแปลกอยู่ที่หลายคนชอบเติมชื่อให้เป็นหนุ่มชาววัง ว่าเป็น “มะหาดเล็ก” เพราะมีอีกชื่อว่า มะหาดใบใหญ่ ทั้งๆ ที่ข้อยชื่อว่า “มะหาด” เฉยๆ แต่มีชื่อที่ข้อยชอบตัวเองมากคือ “หาดหนุน” ก็เลยนึกไปถึงอำเภอหาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว ข้อยดังอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองที่มีคำขวัญประจำจังหวัดมีความหมายทุกคำว่า “เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไท ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี” และข้อยภูมิใจมากที่ได้เป็นต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดกาฬสินธุ์นี้

ก็ขอคุยอีกสักนิดว่า โปงลางก็ดัง ผ้าไหมแพรวาก็มีชื่อ เขื่อนลำปาวก็เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุด มีพิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นที่เก็บฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ แต่มีหน้าผาที่หนุ่มๆ กลัวมาก เรียกผารังแร้ง เพราะมี “เหวหำหด” อยู่ที่นั่น

ส่วนที่เรียก “ผาเสวย” นี่แหละที่ประทับใจอย่างยิ่ง เพราะหลายสิบปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้เสด็จฯ ผ่าน และเสวยพระกระยาหารกลางวันที่นั่น

ข้อยดังมาจากนักวิจัยคณะเภสัชฯ จุฬาฯ ได้ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2545 ศึกษาวิจัย “สมุนไพรช่วยให้ผิวขาวจากแก่นมะหาด” และยังมีบทความในวารสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับเดือน พฤศจิกายน 2551 เผยแพร่ข้อมูลวิจัยต้นมะหาดด้านสมุนไพร พบว่าเนื้อไม้ลำต้นมะหาดนำไปสกัดสารช่วยลดฝ้า ทำให้หน้าขาวได้ เนื้อไม้และแก่น นำมาต้มเป็นสมุนไพรสกัดน้ำมันทาศีรษะทำให้ผมดกดำ หนา โดยมีการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบัน ข้อยจึงมีชื่อคู่กับผลิตภัณฑ์ความงามทั้งครีมทาหน้า กันแดด โลชั่น สบู่ เซรั่ม และยังมีการวิจัยต่อเนื่องตลอดมา

แก่นมะหาด ที่มีอายุเกิน 5 ปี สับเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มน้ำเคี่ยวให้เกิดฟอง แล้วตักฟองทิ้ง

กรองเอาชิ้นไม้ ทำให้แห้ง นำมาบดได้ผงสีเหลือง เรียกว่า “ปวกหาด” ผสมน้ำสุก บีบมะนาวดื่ม หรือละลายน้ำ ใช้ทาแก้ผดผื่น คัน ช่วยชุ่มผิวได้ดี

“ข้อยเป็นไม้เนื้อแข็ง ใช้ทำเสาเรือน หมอนรางรถไฟ ผืนระนาด ลูกโปงลาง ผลสุกก็กินแล้วเส้นผมดกดำได้ แต่…ก็ระวัง อย่าเอาไปกินที่หน้าผา ตรง “เหวหำหด” ระวังด้วยเด้อ! ชาวอำเภอยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการ 9101 ชี้โครงการส่อเอื้อประโยชน์นายทุน โดยเฉพาะที่ ต.หนองตอกแป้นเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ แต่กลับถูกยัดโครงการปุ๋ยอินทรีย์ ยืนยันไม่จำเป็น หลังผ่านโครงการปุ๋ยอินทรีย์ 9101 ไม่ได้ใช้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 27 กันยายน จากการติดตามโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล ส่งผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินโครงการ 8 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช 2.ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 3.ด้านการจัดการศัตรูพืช 4.ด้านฟาร์มชุมชน 5.ด้านการผลิตอาหารและแปรรูป 6.ด้านปศุสัตว์ 7.ด้านประมง และ 8.ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน

โดยที่ จ.กาฬสินธุ์ได้อนุมัติจำนวน 220 โครงการ เป็นเงินรวม 422,493,549 บาท และมีการรายงานผลการดำเนินการเป็นระยะ โดยเกษตรอำเภอทั้ง 18 อำเภอ เป็นเสมือนเลขานุการดำเนินโครงการร่วมกับชุมชน
การดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อการพัฒนาการเกษตร กลับเกิดกระแสสวนทาง ถือเป็นการจัดส่งงบประมาณลงพื้นที่อย่างไม่จำเป็น เพราะภาคการเกษตรในแต่ละพื้นที่มีความต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องการทำเกษตรหรือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

นายทรงเดช ก้อนวิมล ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ ต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด กล่าวว่า มีเครือข่ายในลักษณะเดียวกันถึง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ต.หนองตอกแป้น ต.หัวงัว ต.หนองอิเฒ่า อ.ยางตลาด และ ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย ถือเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ทำกันมานานนับ 10 ปี ถือเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง ไม่พึ่งพาสารเคมี แต่เมื่อมีโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเข้ามา สำนักงานเกษตรก็ได้เข้ามาเชิญชวน ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากไม่เคยได้รับแจ้งหรือรับเชิญและมีการทำประชาคม แต่ปรากฏว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้มาตามโครงการนี้ เป็นเงิน 2,500,000 บาท ให้จัดทำปุ๋ยอินทรีย์โดยผ่านกลุ่มผู้นำชุมชน ซึ่งก็มีชาวบ้านไปเข้าร่วม เพราะจะมีการจ่ายเป็นค่าแรงคนละ 305 บาท/วัน ในการร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์

นายทรงเดชกล่าวอีกว่า ปุ๋ยที่ผลิตนั้นไม่ตรงคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์แน่นอน และก็ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ได้ผสมและหมักตามขั้นตอนที่รู้กันมา อีกทั้งหลังจากทำเสร็จก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็มีการนำปุ๋ยที่เสร็จแล้วไปวางไว้ตามหัวไร่ปลายนา และจนถึงทุกวันนี้เกษตรกรก็ไม่กล้าที่จะใช้ จนถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนไม่ได้ประโยชน์

ด้านนายสุนัน มิทะลา อายุ 51 ปี ชาวบ้านโนนตูม ต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด กล่าวว่า สิ่งที่เชื่อขณะนี้คือ รัฐบาลกำลังทำให้เงินภาษีของประชาชนเสียหาย เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ หมู่บ้านของตนเป็นหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ รู้วิธีการทำเกษตรตามรอยเท้าพ่ออยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องนำโครงการนี้เข้ามาเพราะเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน

นายสุนันกล่าวอีกว่า ในการทำปุ๋ยก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมใกล้ชิด ชาวบ้านที่ฐานะยากจนที่เข้ามาทำเพื่อรับค่าแรงคนละ 305 บาท ก็ยังล้มป่วยจากการสูดดมหัวเชื้อปุ๋ย ที่มีทั้งขี้ไก่ ฟอสเฟต ยูเรีย โดโรไมล์ ที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงและฝุ่นกระจาย ทำให้ชาวบ้านผู้ใช้แรงงานล้มป่วยหลายราย ขณะที่ทราบว่าชุมชนใกล้เคียงเสียชีวิตแล้ว 2 ราย การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการผลาญงบประมาณชาติ เป็นอันตรายต่อสุขภาพชาวบ้าน เนื่องจากไม่มีการสร้างความรู้ความเข้าใจก่อนลงมือทำ จึงขอให้รัฐบาล ตลอดจน สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. เข้ามาตรวจสอบโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี ที่ จ.กาฬสินธุ์นี้ด้วย

เชียงรายดันแหล่งน้ำพุร้อนเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว 5 เส้นทาง พร้อมจับมือ ม.ราชภัฏเชียงราย ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เล็งดูงานต่างพื้นที่ มุ่งเป็นล้านนาออนเซ็น ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มุ่งสู่เชียงราย
นางปราณปริยา พลเยี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงราย มีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ที่เป็นน้ำพุร้อนจำนวนมาก มีแหล่งน้ำพุร้อนที่ลงทะเบียนแล้วจำนวน 10 แห่ง เช่น น้ำพุร้อนแม่ขะจาน บ้านโป่งป่าตอง ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า มีความร้อนอยู่ระหว่าง 50-100 องศาเซลเซียส น้ำพุร้อนทุ่งเทวี ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า มีความร้อน 45-75 องศาเซลเซียส บ่อน้ำร้อนโป่งปูเฟือง ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย มีความร้อน 70 องศาเซลเซียส บ้านพุร้อนบ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง เป็นต้น

โดยในปี 2560 ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแหล่งน้ำพุต่างๆ จัดกิจกรรม “ล้านนา เวลเนส” เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวสู่แหล่งน้ำพุดังกล่าว แบ่งเป็น 5 เส้นทาง แต่ละเส้นจะเชื่อมโยงน้ำพุร้อนที่อยู่ใกล้กันกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นอกจากนี้ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.) ศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเชิงสุขภาพจากแหล่งน้ำพุน้ำแร่ต่างๆ เพื่อนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการท่องเที่ยว สุขภาพและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ อย่างยั่งยืนด้วย

ด้าน นายกิตติ ทิศสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย มีนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 2.7 ล้านคน เงินสะพัดจากการท่องเที่ยวเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวที่ไปเยือนมักจะนิยมการสัมผัสกับแหล่งน้ำพุร้อนใน จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือว่ามีมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาภาครัฐทุ่มงบประมาณไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำพุต่างๆ แล้วกว่า 300-400 ล้านบาท แต่พบว่าเป็นการพัฒนาทางกายภาพ โดยไม่ได้เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวหรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าแต่อย่างใด เช่น นำมาต้มไข่ ต้มหน่อไม้ และเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะจุดเท่านั้น
“การที่ภาครัฐสนับสนุนใหม่ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ภาคเอกชนเองได้ระดมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาครัฐ และ มร.ชร.ทำการศึกษาวิจัย ศึกษาดูงานในแหล่งที่มีน้ำพุร้อนทั้งใน เช่น จังหวัดระนอง และต่างประเทศ เช่น ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่เชียงราย ล่าสุดหลายแหล่งสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำดื่มจากน้ำแร่ ครีมอาบน้ำ ครีมทาผิว แชมพู ประกอบการประคบในสปาต่างๆ ได้แล้ว เป้าหมายตลาด คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มุ่งสู่เชียงรายมากขึ้น”

ดร. พีรญา ชื่นวงศ์ รอง ผอ.สำนักส่งเสริมวิชาการ มร.ชร.กล่าวว่า จากการวิจัยพบว่าแหล่งน้ำแร่ใน จังหวัดเชียงราย สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรง จึงถือว่าเป็นน้ำแร่ที่มีคุณภาพและมาจากธรรมชาติที่ไหลออกมาไม่รู้จักหมด ที่ผ่านมาได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ทราบข่าวโดยเดินทางไปเยือนเพื่อแช่น้ำแร่เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวภายนอกให้ความสนใจน้ำแร่ที่เชียงรายมาก ล่าสุดอยู่ระหว่างศึกษาเรื่องการจะนำโคลนน้ำแร่แหล่งน้ำพุร้อน ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง มาใช้ประโยชน์ และศึกษาวิจัยด้านโลจิสติกส์ในการนำน้ำแร่ไปใช้ในสถานประกอบการ เช่น สปา โรงแรม เชื่อว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในอนาคต
ด้าน นางสาวภวรัญชน์ คงเดช เจ้าของธุรกิจ The Spa @ Dudsit โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมผลิตภัณฑ์และการใช้บริการเกี่ยวกับน้ำพุน้ำแร่เพื่อสุขภาพ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีสถานประกอบการใดในเชียงรายที่จะมีบริการแช่น้ำแร่ หรือออนเซ็นได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการจะมีการศึกษาวิจัยด้านโลจิสติกส์เพื่อนำน้ำแร่มาใช้ประโยชน์จึงจะขยายการท่องเที่ยวในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเปิดผลการรับฟังความเห็นเกษตรกร-นักวิชาการ ค้านยกเลิกใช้พาราควอต-หวั่นผลผลิตพืชเศรษฐกิจสูญกว่าแสนล้านบาท/ปี

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชพาราควอต สมาพันธ์ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจทั่วประเทศจำนวน 7 ครั้ง

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปร่วมกันในสมาพันธ์ว่า ไม่สมควรยกเลิกการใช้สารพาราควอต เพราะมีความสำคัญกับเกษตรกรทั้งผู้เพาะปลูก พืชไร่ พืชสวน ที่ใช้สารพาราควอตในการกำจัดวัชพืชจำนวนมาก หากให้เลือกเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่มีการส่งออก และสร้างรายได้หลักให้กับเศรษฐกิจไทย อาทิ ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดหวาน มีมูลค่ารวมประมาณ 442,600 ล้านบาท ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้น 39,794 ล้านบาท/ปี หรือผลผลิตลดลงรวมมูลค่า 112,435 ล้านบาท/ปี

แบ่งเป็นอ้อย มูลค่าผลผลิตรวม 100,000 ล้านบาท/ปี หากมีการยกเลิกการใช้สารพาราควอต ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 2,200% จาก 135 บาทเป็น 3,200 บาท/ไร่ และหากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ผลผลิตอ้อยจะลดลง 20% หรือ 22 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตรวมประมาณ 110 ล้านตัน/ปี หรือสูญเสียมูลค่าผลผลิตอ้อยประมาณ 22,000 ล้านบาท/ปี อันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นมูลค่า 250,000 ล้านบาท, ข้าวโพดหวาน มูลค่าผลผลิตรวม 3,600 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มทันที 1,500% จากต้นทุน 132 บาทเพิ่มเป็น 2,100 บาท/ไร่

หรือต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท แต่หากไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตข้าวโพดหวานจะลดลง 100% หรือมูลค่าผลผลิตเหลือ 0 ล้านบาททันทีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มูลค่าผลผลิตรวม 28,000 ล้านบาท/ปี หากเลิกใช้สารพาราควอต ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 1,500% จาก 132 บาทเพิ่มเป็น 2,100 บาท/ไร่ หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นรวม 13,723 ล้านบาท/ปี ถ้าไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ผลผลิตจะลดลง 40% หรือผลผลิตลดลง 1.9 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตรวม 4.1 ล้านตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าที่สูญเสียไป 12,977 ล้านบาท/ปี และยังส่งผลต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อีกด้วย, มันสำปะหลัง มูลค่าผลผลิตรวม 57,000 ล้านบาท

ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 802% จาก 166 บาทเพิ่มเป็น 1,500 บาท/ไร่ ต้นทุนเพิ่มรวม 11,519 ล้านบาท/ปี หากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชผลผลิตจะลดลง 40% หรือ 12.6 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตทั้งปีประมาณ 31.2 ล้านตัน/ปี หรือมูลค่าผลผลิตจะหายไปทันที 23,058 ล้านบาท/ปี ปาล์มน้ำมัน มูลค่าผลผลิตรวม 44,000 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 148% จากต้นทุน 290 บาท เพิ่มเป็น 430 บาท/ไร่ หรือมูลค่า 1,940 ล้านบาท หากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชผลผลิตจะลดลง 20% คิดเป็นผลผลิตที่หายไป 2.2 ล้านตัน

หรือมูลค่าผลผลิตจะหายไปรวม 8,800 ล้านบาท/ปี และยางพารา มูลค่าผลผลิต 210,000 ล้านบาท หากเลิกใช้พาราควอตต้นทุนจะเพิ่มขึ้นทันที 148% จาก 290 บาท เป็น 430 บาท/ไร่ หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที 8,410 ล้านบาท/ปี และหากไม่ใช้ยากำจัดวัชพืช ผลผลิตจะลดลงทันที 20% หรือผลผลิตหายไป 0.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าผลผลิตที่สูญเสียไป 42,000 ล้านบาท/ปี

นายสุกรรณ์ กล่าวว่า นอกจากสมาพันธ์จะดำเนินการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญแล้ว นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้สรุปผลการตรวจสอบยืนยันว่า สารพาราควอตยังสามารถใช้ได้ไม่เป็นอันตราย หากใช้ภายใต้การควบคุม และกรมจะนำเสนอผลการตรวจสอบไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อเร่งรัดให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายประชุมให้เกิดความชัดเจนต่อไป ส่วนกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาระบุว่า พาราควอตเป็นสาเหตุให้เกิดโรคพาร์กินสันนั้น โรงพยาบาลรามาธิบดียืนยันว่า สารพาราควอตไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพาร์กินสันและโรคหนังเน่าแต่อย่างใด และกรณีถูกผิวหนังหากปฏิบัติถูกต้องใช้ตามวิธีการใช้ตามที่ฉลากกำหนด จะไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด

ส.โรงสีประชุมใหญ่ประเมินผลกระทบน้ำท่วม ชี้ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ-ข้าวเหนียวไม่เสียหาย เอกชนห่วงราคาข้าวเหนียวดิ่งตันละ 3,000 บาท หลังผลผลิตข้าวเหนียวนาปรังถล่ม แถมปัญหาสภาพคล่องโรงสียังเรื้อรัง

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุมสามัญครั้งที่ 8/2560 สมาคมรายงานคาดการณ์ผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2560/2561 ผลกระทบจากอุทกภัยว่า ปริมาณผลผลิตในปี 2560/2561 ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นที่นาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และพื้นที่เสียหายโดยสิ้นเชิงมีไม่มากนัก และในบางพื้นที่ เช่น นครพนม สกลนคร สามารถหว่านและปลูกทดแทนได้ทัน ส่วน จังหวัดขอนแก่น และกาฬสินธุ์ไม่มีพื้นที่เสียหายโดยสิ้นเชิงเลย

ในทางตรงกันข้ามปริมาณน้ำฝนที่มากทำให้ผลผลิตนาดอนในภาคอีสานได้ผลดีและช่วยชดเชยส่วนที่เสียหายไปได้ทั้งหมด แต่ที่สำคัญยังต้องรอดูสถานการณ์สภาวะฝนยังตกหนักต่อเนื่องอีกหรือไม่ในช่วงเดือนปลายตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต หากฝนตกลงมามาก และน้ำจากพื้นที่นาระบายลงสู่ลำคลองช้าอาจทำให้ข้าวที่รอเก็บเกี่ยวเสียหาย แต่หากน้ำระบายได้เร็วจะได้ผลผลิตดีกว่าในปีที่ผ่านมา

“ปีนี้เป็นห่วงสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกเหนียว ปรับลดลงอย่างมากถึงตันละ 1,000-3,000 บาท โดยเฉพาะข้าวเปลือกเหนียวนาปรังที่นิยมปลูกในพื้นที่ภาคกลาง จ.สิงห์บุรี พิจิตร ชัยนาท และสุพรรณบุรี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณ 100 กว่าไร่ จากราคาปีก่อนที่สูงถึงตันละ 7,000-9,000 บาท ชาวนาจึงหันมาปลูกมากขึ้น แต่ปีนี้ผลผลิตมาก ราคาลดลงเหลือตันละ 6,000-6,300 บาท ทั้งยังมีปัญหาว่าใช้เวลาปลูกนานถึง 5 เดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ และมีผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 800-1,000 กก.เหลือ 500-600 กก.ต่อไร่จากสภาวะอากาศและช่วงแสง จึงคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์เป็นอย่างนี้ปีหน้าคงมีพื้นที่ปลูกลดลงแน่นอน”

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าของการเริ่มดำเนินโครงการชดเชยดอกเบี้ยว่า ขณะนี้โรงสีที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยที่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ยังมีความกังวล เพราะมีกระแสข่าวออกมาว่า ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหลักของโรงสีจะดึงเงินชดเชยดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่ายให้ไปชำระหนี้เก่าที่โรงสีค้างเมื่อปี 2559/2560 ทำให้โรงสีอาจไม่มีสภาพคล่องในการซื้อข้าว ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกนาปีที่กำลังออกสู่ตลาด

แหล่งข่าวโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิในพื้นที่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 20% หรือประมาณ 7 ล้านตันข้าวเปลือก จากปีก่อนที่ผลิตได้จริง 6 ล้านตัน แต่ยังไม่น่าห่วง เพราะปริมาณสต๊อกคงเหลือในมือเอกชนเหลือไม่ถึง 30% ส่วนปริมาณสต๊อกในโครงการฝากเก็บยุ้งฉางปีก่อนขายหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ส่งออกและภาครัฐเร่งทำตลาดในช่วงต้นฤดูให้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับปี 2559 เพื่อป้องกันไม่ราคาข้าวเปลือกลดลง และต้องเฝ้าระวังว่าปีนี้ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักข้าวหอมมะลิจะมีการสั่งซื้อข้าวเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนล่าช้าจากมกราคม เป็นกุมภาพันธ์ 2561
“ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะไหลเข้าไปฝากเก็บในยุ้งฉางมากขึ้น เพราะจะได้ราคาสูงตันละ 10,800 บาท คิดเป็นราคาส่งออกตันละ 700-750 เหรียญสหรัฐ”

ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ต้องแข่งขันกับเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองใหญ่ที่ผู้บริโภคมีความต้องการในเรื่องของความสะดวก รวดเร็ว คล่องตัว ดังนั้น อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในรูปแบบอาหารแช่แข็งจึงสามารถตอบโจทย์ได้อย่างดี เนื่องจากสามารถหาซื้อได้ง่ายและไม่ต้องยุ่งยากในการเตรียมวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารเอง โดยสามารถอุ่นอาหารแช่แข็งนี้ด้วยไมโครเวฟ รอไม่เกิน 5 นาที ก็พร้อมรับประทาน

อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในรูปแบบแช่แข็งนั้น catflux-forum.net จะผ่านกระบวนการปรุงอาหารก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง ซึ่งในกระบวนการแช่เยือกแข็งจะใช้ช่วงอุณหภูมิสำหรับเยือกแข็ง ที่ประมาณ -18 ถึง -20 องศาเซลเซียส โดยกระบวนการแช่เยือกแข็งจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ยับยั้งปฏิกิริยาทางชีวเคมีของอาหาร ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และปฏิกิริยาทางเคมีที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมเสียของอาหาร จึงช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารให้ยาวนานขึ้นได้

ข้อควรปฏิบัติในการเลือกซื้อและบริโภคอาหารแช่แข็ง

1. ควรเลือกซื้ออาหารแช่แข็งที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์อยู่ในสภาพที่ดี ไม่รอยรั่วหรือฉีกขาด ไม่มีรอยเปื้อน นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ควรทนทานต่ออุณหภูมิต่ำ ปกป้องอาหารจากแสง และอาหารแช่แข็งประเภทพร้อมรับประทาน ควรใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถอุ่นร้อนในไมโครเวฟได้

2. ควรดูวันหมออายุบนฉลาก ควรเลือกอาหารแช่แข็งที่ยังไม่หมดอายุ 3. สิ่งที่ควรคำนึงเป็นอย่างมาก คือ ความปลอดภัยในด้านจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถเจริญได้เมื่ออุณภูมิสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบนำอาหารแช่แข็งเข้าช่องแช่แข็งของตู้เย็นทันที ไม่ควรปล่อยให้ละลาย เพื่อรักษาสภาพอาหารไว้

4. เมื่อนำอาหารออกมาอุ่น ควรปฏิบัติตามวิธีการอุ่นอาหารบนฉลาก

นอกจากนี้ อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในรูปแบบแช่แข็ง ยังมีการแสดงข้อมูลทางโภชนาการให้กับผู้บริโภค ซึ่งแสดงปริมาณสารอาหารต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารได้ โดยผู้บริโภคควรตะหนักถึง

1. ปริมาณพลังงาน ในวัยผู้ใหญ่ (19-70 ปี) ควรได้รับพลังงาน ประมาณ 2,100 กิโลแคลอรี ต่อวัน สำหรับผู้ชาย และ 1,750 กิโลแคลอรี ต่อวัน สำหรับผู้หญิง (1)

2. ปริมาณไขมันอิ่มตัว แนะนำให้บริโภคปริมาณไขมันอิ่มตัว ประมาณ 20 กรัม ต่อวัน (โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี) (2)

3. ปริมาณน้ำตาล ควรบริโภคปริมาณน้ำตาลทั้งหมดไม่ควรเกินวันละ 65 กรัม (น้ำตาลที่อยู่ในธรรมชาติของอาหารและน้ำตาลที่เติมลงไป) โดยปริมาณสูงสุดของน้ำตาลทรายที่สามารถเติมได้เพิ่มในอาหาร ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา (24 กรัม) ต่อวัน (3)

4. ปริมาณโซเดียม องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม ต่อวัน หรือเท่ากับบริโภคเกลือได้ไม่เกิน วันละ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาได้ไม่เกิน 4 ช้อนชา ต่อวัน การได้รับปริมาณโซเดียมมากหรือน้อยเกินไปส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น แต่ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากที่ได้รับในปริมาณที่สูงกว่าความต้องการต่อวัน