อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า

ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือ แรงบันดาลใจ ที่ทั้งคู่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร

ทั้งคุณโบว์ และคุณสิงห์ ช่วงที่ทำงาน ทั้งคู่นำเงินเก็บค่อยๆ ซื้อที่ดินสะสมเรื่อยมา ที่ ต.บ้านขาว อ.เมือง จ.อุดรธานี ราว 10 ปี มีที่ดิน 80 ไร่ ตอนแรกยังไม่ได้ปลูกไผ่ แต่ปลูกอ้อย 50 ไร่ ลงทุนเกือบ 6 แสนบาท ปลูกนาน 4 ปี ขาดทุนสะสม 4 แสนบาท หนที่สุด ทั้งคู่เลิกปลูกอ้อย หันมาปลูกไผ่แทน

“ตอนแรกที่ตัดสินใจปลูกอ้อยเพราะเห็นว่าคนแถวบ้านปลูกอ้อยขายได้ราคาดี เลยจ้างคนมาปลูกบ้าง แต่ปรากฏว่าขาดทุน ปี พ.ศ. 2553 เลยมาดูแลเอง และลดพื้นที่ปลูกอ้อยจาก 50 ไร่ เหลือเพียง 17 ไร่ ก็เริ่มมีกำไรไร่ละ 4,000 บาท”

ดูเหมือนว่าการปลูก “อ้อย” จะไปได้ดี แต่คุณโบว์ บอกว่า “อ้อย” ทำรายได้ให้เพียงปีละครั้ง เลยคิดจะปกลูกพืชอย่างอื่นที่สามารถทำเงินได้ตลอดทั้งปี และคนอีสานชอบทาน นั่นคือ “หน่อไม้”

“ดิฉันศึกษาหาข้อมูลด้านเกษตร ดูตามอินเตอร์เน็ต ดูในเฟซบุ๊ค ไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ กระทั่งเมื่อประมาณปี 54 เริ่มปลูกไผ่ เพราะได้ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงมาฟรี ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าสู่อาชีพเกษตรกรอย่างจริงจัง”

สำหรับชนิดไผ่ที่คุณโบว์ปลูก อาทิ ไผ่กิมซุง ไผ่บงหวานเพชรผึ้ง ไผ่สารวิน พื้นที่ปลูกทั้งหมดเกือบ 9 ไร่ ต้นทุนต่อไร่ ราว 1-2 หมื่นบาท พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกไผ่ได้ 100 – 200 ต้น ดูแลไม่ถึงปี สามารถเก็บหน่อยขายได้

รายละเอียดไผ่แต่ละสายพันธุ์ เจ้าของสวน อธิบายคร่าวๆ ว่า ไผ่กิมซุง กินน้ำเยอะ ใบเยอะ ใบหนา ต้องการน้ำเยอะ ฉะนั้นจะเก็บขายช่วงฤดูฝน ไผ่สายพันธุ์นี้รสชาติออกขม ต้องต้มน้ำทิ้งก่อนจะขาย ขายราคากิโลกรัมละ 20 บาท ไผ่สาละวิน กินน้ำน้อย รสชาติออกขม ต้องต้มน้ำร้อนก่อนขาย 30 นาที เมนูเด็ดทำซุบหน่อไม้ แกงส้ม แกงเปรอะ หน่อไม้ดอง ราคาขายกิโลกรัมละ 50 บาท ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง นิยมทานสด ไม่ขม ปรุงได้หลายเมนู อาทิ ส้มตำไผ่บงหวาน ขายกิโลกรัมละ 80-100บาท

สวนไผ่แห่งความสุขนี้ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2557 รายได้แต่ละเดือน 70,000-75,000 บาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายหน่อไม้และขายกิ่งพันธุ์ไผ่ เฉลี่ยเก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายต้นพันธุ์ราคา ต้นละ 100 – 300 บาท หากปลูกไผ่เต็มพื้นที่มากกว่านี้ จะมีรายได้เพิ่มอีก

“ทุกวันนี้ครอบครัวมีความสุข ได้อยู่กับลูก ได้เลี้ยงลูกเอง เป้าหมายต่อไป ตั้งใจจะขยายพื้นที่ปลูกไผ่บงหวานเพิ่มขึ้น เพิ่มกิจกรรมในสวนไผ่ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร เน้นแนะนำความรู้การเกษตรจริง ทำได้จริง ขายได้จริง”

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศเช้านี้ของจังหวัดเชียงใหม่ค่อนข้างหนาวจัด อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือ 14 องศาเซลเซียส ต่ำสุดในรอบปี ท้องฟ้าครึ้ม ประชาชนหยิบเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายด้วยความดีใจที่อากาศหนาวมาเยือนอย่างจริงจัง

ในขณะที่บริเวณยอดดอยต่างๆ อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วในข่วงกลางดึก นายวสันต์ จันทร์เทพ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หนาวจัดตั้งแต่ที่ทำการถึงยอดดอย เกิด ‘เหมยขาบ’ หรือน้ำค้างแข็งเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน โดยที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปาน วัดอุณหภูมิได้ 3 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอย 9 องศาเซลเซียส และที่ทำการอุทยานฯ 6 องศาเซลเซียส ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพักและมาลุ้นการเกิดเหมยขาบตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก

สตูล เปิดถนนยางพารา ตามนโยบาย ‘รัฐบาล’ เชื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ
เปิดถนนยางพารา – วันที่ 27 ธ.ค. ที่ถนนเลียบคลองชลประทาน หมู่ที่ 2 ต.ฉลุง อ.เมืองสตูล จ.สตูล นายสยาม อิ่มเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด กระแสสินธ์ (รักษาการ ผอ.โครงการชลประทานสตูล) นายสมพร ภู่ศิริ รอง ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 16, นายณฤทธิ์ บุญชัย เกษตรเเละสหกรณ์จังหวัดสตูล จัดงานโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในภาครัฐ เพื่อส่งความสุขปีใหม่ให้ประชาชนปี 2562 โดยมีนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิดโครงการในครั้งนี้

นายณฤทธิ์ กล่าวว่า ถนนสายนี้เป็นถนนยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสายแรกในจังหวัดสตูล ตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน รวมไปถึงรัฐบาลยังได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐในโครงการต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

ซึ่งมีนโยบายสำคัญคือการทำถนนผสมยางพารา เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในการลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยมีการปรับปรุงถนนบนคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายของโครงการฝายคลองดุสน จำนวน 2 ช่วงรวมความยาว 10 กิโลเมตร และจะใช้น้ำยางข้น 1.8 ตัน ต่อ 1 ก.ม. มีความหนา 5 เซนติเมตร โดยมีเกษตรกรและประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เป็นจำนวนมาก

ด้านนายจารุวัฒน์ กล่าวว่า โครงการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความมุ่งมั่นความตั้งใจของรัฐบาล ที่ต้องการให้การดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาจากทุกภาคส่วนนำมาบูรณการการทำงานร่วมกันตามแนวทางประชารัฐและมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ รวมทั้งการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจสังคม

โดยจะช่วยเหลือประชาชนที่ประกอบอาชีพสวนยางให้เพิ่มผลผลิตต่อการใช้งาน รวมไปถึงจะมีการทำถนนยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ในจังหวัดสตูล 21 เส้นทางจากทั้งหมด 42 แห่ง เพื่อเป็นการนำเอาน้ำยางพารามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งอนาคตภายภาคหน้าจะมีการนำน้ำยางพารามาใช้ทำถนน รองเท้า และเก้าอี้ เพื่อลดผลผลิตส่วนเกินลงไป อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มราคาน้ำยางให้มีราคาสูงขึ้นอีกด้วย

“บิ๊กฉัตร” เผย นบข.เดินหน้า ประกันข้าว ต่อ ชี้ ทำราคาดีขึ้น เน้น สร้างการรับรู้ใน-ต่างประเทศ ถึงคุณภาพข้าวไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 7/2561 ที่มีพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน มีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมพร้อมเพรียง ว่า ที่ประชุมได้รับทราบโครงการประกันข้าวนาปีที่ผ่านมาของรัฐบาลว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และส่งผลให้ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นกว่าทุกปี จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการต่อไป

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบนโยบายให้ส่งเสริมสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ ระยะ 3 ปี (2563-2565) เพราะในการสร้างการรรับรู้ทั้งในและต่างประเทศทราบว่าประเทศไทยผลิตข้าวที่ดีและมีคุณภาพ เพื่อมีการส่งออกข้าวมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตและราคาที่ดีขึ้น แม้ปีที่ผ่านมาไทยจะประสบสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้การส่งออกข้าวได้น้อยลง

หน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นำขยะเหลือใช้ พัฒนาผลงาน “อินโนเวสต์ : ชุดนวัตกรรมวัสดุเพื่อการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทาง” ออกแบบรูปร่างวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ผลงานของ นายประชุม คำพุฒ และ นายธวัชชัย อริยะสุทธิ

นายประชุม คำพุฒ เล่าว่า “อินโนเวสต์ : ชุดนวัตกรรมวัสดุเพื่อการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทาง” เป็นการออกแบบรูปร่างและส่วนผสมของวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ใช้ขยะมูลฝอยจำนวนมากในครัวเรือน ในชุมชนที่เกิดขึ้นทุกวัน ประกอบด้วย ขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก กล่องโฟม หรือเศษโฟม และเศษกระดาษ โดยวัสดุจำพวกนี้สามารถนำมาบดย่อยให้เป็นมวลรวมละเอียดได้ไม่ยากด้วยเครื่องบดที่มีจำหน่ายทั่วไป โดยขยะมูลฝอยที่ต้นทางทั้ง 4 ชนิดนี้ มีความเบาและมีความเหนียวในตัวเอง จึงนำมาเป็นส่วนผสมในวัสดุประเภทต่างๆ เพื่อใช้ให้หมดไป (Zero waste) โดยเป็นการใช้ทรัพยากรตามหลักการ 3R ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ตามเป้าหมายของการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทาง

การผลิตเน้นที่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ขยะมูลฝอยที่ไม่มีค่า มาทำการบดย่อยเป็นมวลรวมละเอียดแทนที่มวลรวมปกติที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แล้ว พบว่ามวลรวมจากขยะมูลฝอยจะมีความคุ้มค่ามากกว่า โดยเทคโนโลยีที่ใช้เป็นการใช้เทคโนโลยีการก่อตัวของคอนกรีต (ปฏิกิริยาไฮเดรชั่นระหว่างปูนกับน้ำเป็นสารเชื่อมประสาน) และมีมวลรวมจากขยะมูลฝอยบดละเอียดเป็นมวลรวมเสริมความแข็งแรงและลดน้ำหนัก โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีนี้คือ คอนกรีตบล็อก อิฐบล็อกปูพื้น อิฐบล็อกตัวหนอน อิฐบล็อกประสาน และแผ่นซีเมนต์บอร์ด ส่วนแผ่นฝ้าเพดาน เป็นการใช้ยิปซัมผสมกับน้ำเป็นสารเชื่อมประสาน และแผ่นใยอัดสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ จะใช้วิธีการอัดร้อนด้วยพอลิเมอร์หรือกาวที่ปราศจากสารฟอมัลดีไฮด์เป็นวัสดุเชื่อมประสาน ซึ่งวิธีการเลือกการขึ้นรูปที่เหมาะสมนี้ จะส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสามารถนำไปใช้งานได้จริง

นายธวัชชัย อริยะสุทธิ เพิ่มเติมว่า ชุดนวัตกรรมวัสดุเพื่อการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทาง เป็นนวัตกรรมวัสดุที่ใช้ขยะมูลฝอยที่ต้นทางซึ่งไม่มีค่า ที่เกิดขึ้นทุกวัน และยากต่อการกำจัดทิ้ง เมื่อสะสมเป็นเวลานานและไม่มีการกำจัดทิ้งที่เหมาะสม ส่งผลทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อนำมาบดย่อยให้มีขนาดเล็กลง จะช่วยลดพื้นที่ในการกำจัด และยังมีลักษณะที่สามารถเป็นมวลรวมนำมาอัดเป็นก้อนโดยใช้ตัวประสานชนิดต่างๆ ให้ขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์วัสดุที่ใช้สำหรับก่อสร้าง ตกแต่ง หรือเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้นั้น ก็จะได้เป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

และวัสดุจำพวกนี้เมื่ออยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์แล้ว เมื่อนำไปทำการทดสอบการแพร่และการชะละลายของโลหะหนักแล้ว พบว่าไม่มีการแพร่ของโลหะหนักและก๊าซเรดอนที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็ง จึงไม่เกิดมลภาวะต่อผู้อยู่อาศัย โดยมีค่าผ่านตามเกณฑ์ข้อกำหนด ดังนั้น “อินโนเวสต์” จึงเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุเพื่อการจัดการขยะมูลฝอยที่ต้นทางที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง และตอบโจทย์ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบาย Thailand 4.0 โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่

การนำ “อินโนเวสต์” ไปใช้ประโยชน์ได้จริงในปัจจุบัน เน้นการใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่งอาคารที่เป็นอาคารเขียว คอนโดฯ บ้านจัดสรร และอาคารทั่วไป ตลอดจนเป็นวัสดุเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคารที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน โดยมีข้อเด่นมากที่สุดคือมีน้ำหนักเบา เป็นฉนวนกันเสียงและกันความร้อนที่ดีกว่าวัสดุปกติประเภทเดียวกันที่จำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด โดยใช้ขยะมูลฝอยเหลือทิ้งจากต้นทางให้เกิดประโยชน์ถึงเกือบ 100% โดยใช้อุปกรณ์ เครื่องมือการผลิต ตลอดจนการใช้งานพื้นฐานทั่วไป ไม่ยุ่งยากซับซ้อน มีต้นทุนต่ำ ในขณะที่สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จึงมีความคุ้มค่าในการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ขึ้นบัญชีนวัตกรรมของรัฐบาล นายประชุม คำพุฒ กล่าวทิ้งท้าย

ผลงานดังกล่าวยังการันตีด้วยรางวัลเหรียญทองแดง จากการประกวดในงาน The 70th International Trade Fair Ideas Inventions New Products (iENA2018) ณ เมือง Nurnberg ประเทศเยอรมัน และ รางวัลพิเศษ The 1ST Institute Inventors and Researchers in I.R.IRAN (FIRI Award) – The Best Invention จากประเทศอิหร่าน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้ดำเนินการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการนำไปต่อยอดขยายผลผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โทร. 0-2549-3410

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนชมฝนดาวตกควอดรานติดส์ ต้อนรับปีใหม่ คืนวันที่ 3 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 02.30 น. เป็นต้นไป ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม 2562 ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โอกาสดีไร้แสงจันทร์รบกวน สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทยในที่มืดสนิท

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกควอดรานติดส์ จะเกิดช่วงระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม – 12 มกราคม ของทุกปี สำหรับปี 2562 มีอัตราการตกสูงสุดในคืนวันที่ 3 มกราคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม ช่วงที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์ที่สุด คือ เวลาประมาณ 02.30 น. เป็นต้นไป ศูนย์กลางการกระจายอยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปีนี้คาดมีอัตราการตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง ประกอบกับคืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวนจึงเหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจชมปรากฎการณ์ฝนดาวตกควรเลือกสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคมประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพท้องฟ้าส่วนใหญ่จึงมีทัศนวิสัยดีมากเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง คืนวันที่ 3 มกราคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม 2562 ยังตรงกับช่วงดวงจันทร์แรม 14 ค่ำ ไร้แสงจันทร์รบกวนจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกควอนดรานติดส์ต้อนรับเทศกาลปีใหม่นี้

ฝนดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids Meteor Shower) เกิดจากเศษอนุภาคที่หลงเหลือของดาวเคราะห์น้อย 2003 อีเอช1 (2003 EH1) ที่โคจรตัดผ่านวงโคจรของโลก เมื่อโลกเคลื่อนที่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว เศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball) ฝนดาวตกดังกล่าวตั้งชื่อตามกลุ่มดาวควอดแดรนต์ มูราลิส หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากลุ่มดาวเครื่องมือเดินเรือ ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่เคยมีในแผนที่ดาวในช่วงศตวรรษที่ 19 (ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว) ซึ่งอยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร

เกษตรจี้จ่ายเงินชาวสวนยาง ให้ทันฉลองปีใหม่ ล็อตแรก 27-29 ธ.ค. กยท.ประเดิมงวดแรก 161 ล้านบาท

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในทีประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯว่า ได้สั่งการให้เร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประมาณ 10% หรือประมาณ 1 แสนรายทั่วประเทศ ภายในวันที่ 27-29 ธ.ค.2561 เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ช่วยเหลือสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยางภายใต้วงเงินเกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยช่วยเหลือเป็นเงิน 1,800 บาทต่อไร่ ไม่เกินรายละ 15 ไร่ ให้แบ่งจ่ายกับเจ้าของสวน 1,100 บาท และคนกรีด 700 บาท

“รอบแรกที่ลงทะเบียนแล้วควรจ่ายเงินให้ชาวสวนก่อนปีใหม่ ภายใน 27-29 ธ.ค.นี้ และให้กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งเร่งรวบรวมยางพารา เพื่อปรับตัวเป็นผู้ส่งออก แข่งกับ 5 เสือให้ได้”

ด้านนายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการด้านบริหาร กยท.กล่าวว่า หลังรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางตลอดจนสร้างความเข้มแข็งและช่วยเหลือค่าของชีพของคนกรีดยางให้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางประเทศไทย(กยท.) ได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นๆ

ในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ แบ่งเป็น ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อร่วมพิจารณาคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยมุ่งเน้นดำเนินการให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม รัดกุม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางสอดคล้องกับนโยบายส่งความสุขปีใหม่ของรัฐบาล

นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำร่องจ่ายเงินรอบแรกวันนี้เป็นการจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าสวนยาง ผู้ทำสวนยาง และคนกรีดยาง ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 17 จังหวัด มียอดเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 161.5 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง (1,100 บาท/ไร่) จำนวน 9,740 ราย เจ้าของสวนยางกรีดเอง (700 บาท/ไร่) จำนวน 7,965 ราย และคนกรีดยาง 700 บาท/ไร่) จำนวน 1,313 ราย
สำหรับจังหวัดสงขลาถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ สูงที่สุดในรอบแรก เป็นเงินกว่า 62 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการจ่ายเงินสนับสนุนให้ในวันนี้เป็นเพียงการเริ่มนำร่องเท่านั้น เกษตรกรชาวสวนยางรายอื่นๆ สามารถตรวจสอบรายชื่อและแจ้งสิทธิ์ขอเข้าร่วมโครงการฯ ได้

“กยท. ได้ประกาศผู้มีรายชื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนยางและผู้กรีดยาง ณ ที่ทำการหมู่บ้านและจุดแต่ละชุมชนกำหนดทั่วประเทศ จึงขอให้เกษตรกรเข้าตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ และสามารถแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ กยท. ในพื้นที่ที่สวนยางของท่านตั้งอยู่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 28 ก.พ. 2562”

นายสุพัฒน์. เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ในพิธีเปิดการมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ณ ห้องประชุมโรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ อ.สิเกา จ.ตรัง เปิดเผยว่าขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ พร้อมรับเงินแล้ว ทั่วประเทศ จำนวน 21,847 ราย เป็นเงิน 278,758,500 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง สำหรับของ จ.ตรัง ปัจจุบัน (27 ธค 61) มีชาวสวนปาล์มที่ผ่านคุณสมบัติการตรวจสอบ จำนวน 11,901 ครัวเรือน พื้นที่ 140685.07 ไร่ มีเกษตรกรยืนยันเข้าร่วมโครงการฯ ที่พร้อมส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. จำนวน 4,463 ราย พื้นที่ 45,359.51 ไร่ ในส่วนการจัดงาน (ข้อมูล ณ 27 ธ.ค. 61)

สำหรับโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ครม.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 22,500 บาท วงเงินรวม 3,458 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 เดือน ตั้งแต่ ธ.ค.61-ก.ย.62

ด้านนายสำราญ. สาราบรรณ์. อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ใน่วนที่ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตแล้วหรือมีอายุเกิน 3 ปี มีจำนวน 150,000 ราย พื้นที่รวม 2.25 ล้านไร่ ทั้งนี้ ชาวสวนปาล์มที่จะเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องแจ้งยืนยันขอรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนปาล์ม กับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อน ตามคุณสมบัติ คือ เกษตรกรต้องมีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ, เป็นหัวหน้าครัวเรือนตามทะเบียนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้, เป็นเกษตรกรที่เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับ ธ.ก.ส. และเป็นเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิรวมทั้งสิ้น 47 รายการตามหนังสือของกรมป่าไม้ และเป็นพื้นที่ที่ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตแล้ว

สำหรับความคืบหน้า ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนปาล์มมาแจ้งขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรและสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว เกษตรกร 94,103 ราย พื้นที่ 1,182,444.95 ไร่ ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ คณะทำงานระดับตำบล และ ผ่านการรับรองสิทธิ์กรรมการ ระดับอำเภอ ตามขั้นตอน และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรให้กับ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2561 จำนวนเกษตรกร 22,282 ราย* พื้นที่ 257,343.21 ไร่
ทั้งนี้สำหรับชาวสวนปาล์ม สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 มกราคม 2562 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน