อันที่จริง กะทกรกเป็นพืชที่มีกำเนิดจากทวีปอเมริกาเป็นพืช

พื้นเมืองของเขตร้อนที่โน่น ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเข้ามาสู่แถบเอเชียตั้งแต่ตอนไหน สันนิษฐานว่าคงเข้ามาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะเป็นยุคสมัยที่มีการติดต่อค้าขาย เชื่อมสัมพันธไมตรีกันหลายกลุ่มหลายพวกหลายสัญชาติ โดยเฉพาะพวกที่คนไทยเราติดปาก เรียกเขาว่า “ฝรั่งๆๆ” เช่นเดียวกับกะทกรกนี้ คนบ้านเราทางเหนือเรียก “ผักแคบฝรั่ง” คนแถบชายทะเลชลบุรีเรียก “ตำลึงฝรั่ง” ผักแคบทางเหนือก็คือผักตำลึงนั่นเอง แถบภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน แถบอุตรดิตถ์ พิษณุโลก เรียกว่า “หญ้าถลกบาตร”

ภาคอีสาน แถวชัยภูมิ เรียก “ตำลึงทอง” ศรีสะเกษ เรียก “ขนตาช้าง” จังหวัดเลย เรียก “ผักขี้หิด” ภาคกลาง บางแห่งเรียกว่า “รก” ชัยนาท เรียก “เถาสิงโต หรือ เถาเงาะ” ภาคใต้ เรียก “กระโปรงทอง” พังงา เรียก “หญ้ารกช้าง” ระนอง เรียก “รกช้าง” และที่สำคัญ กะทกรกมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อขยี้เถา ใบ จะมีกลิ่นเหม็นเขียว เหม็นฉุนมากๆ ชาวบ้านแถบจังหวัดอุดรธานี เรียก “เยี่ยววัว” ปลูกไว้กันสัตว์ต่างๆ เข้าไปทำลายพืชปลูกได้เป็นอย่างดีด้วย

กะทกรก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า PASSION FLOWER หรือ PASSION POWER PASSIFLOBA FOETIDA เป็นพืชในวงศ์ Passiflobaceae เป็นไม้เนื้ออ่อนเถาเลื้อย มีมือจับพันเกาะต้นไม้อื่น เถากลม สีเขียว มีขนอ่อนนุ่มสีทองคลุมทั่วไป ใบกะทกรกเป็นลักษณะใบเดี่ยว รูปไข่กว้าง ออกเรียงสลับ ขอบใบเว้าเป็น 3 แฉก สีเขียวสด มีขนปกคลุมทั้งด้านบนและล่าง ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียวจางๆ ด้านในสีขาว มีเส้นรยางค์เป็นริ้วสีม่วง ปลายรยางค์สีขาวแผ่เป็นรัศมี เมื่อดอกบาน เพ่งพิศดูความพิสดารของรูปทรง

งดงามยิ่งนัก เมื่อผสมเกสรจะติดผล ลักษณะกลม มีรกรูปตาข่ายสีขาวคลุมห่อรอบผล ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน และจะมีสีเขียวเข้มขึ้นเมื่อแก่ และเป็นสีเหลือง ส้ม เมื่อสุกแก่ ในผลมีเมล็ดสีดำมีเยื่อสีขาวใสหุ้ม คล้ายเมล็ดแมงลักเมื่อแช่น้ำ เปลือกผลเปราะบาง บีบแตกง่ายมาก กินเมล็ดรสชาติหวานๆ เปรี้ยวๆ ขบเมล็ดกรุบๆ ไม่ใช่ว่ามีแต่เด็กๆ สมัยก่อนชอบ แย่งกันเด็ดมาดูดกินเมล็ด ทุกวันนี้ก็ยังชอบ ดูดกินเมล็ดกะทกรก ทุกครั้งที่พบเจอ และเมื่อวานนี้ รสชาติยังเหมือนเดิม

ชาวบ้านนิยมเด็ดเอายอดอ่อนกะทกรกมาลวกกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก แจ่ว หรือไม่ก็ใส่แกงส้มปลา แกงส้มหมู ปนกับผักอื่น เช่น ผักตำลึง ยอดมันเทศ ผักบุ้งนา หรือไม่ก็หั่นชุบแป้งทอดกรอบ รสชาติดี แม้ว่ากลิ่นจะไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อโดนความร้อนแล้วกลิ่นจะจางหายไป ที่สำคัญ กะทกรกเป็นสมุนไพร รากใช้ต้มน้ำดื่มแทนการดื่มน้ำชา บำบัดโรคเบาหวานได้ผลดีทีเดียว เมื่อนำมาตำคั้นเอาน้ำดื่ม ถ่ายพยาธิได้ทุกชนิด ส่วนต้นกะทกรกแก่แล้วก็ให้สังเกตที่ผลสุกแก่ ที่ได้แนะนำให้เด็ดมาดูดกินเม็ดในนั่นแหละ ถอนเอารากมาต้มดื่ม เมื่อเวลาถอนต้นมาแล้ว ล้างให้สะอาด ทั้งราก ต้น เถา ใบ ผล สับหรือหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง ตากแห้งแล้วห่อกระดาษฟาง หรือใส่กล่อง ใส่ขวดโหล เก็บรักษาไว้ให้ดี นำมาต้มน้ำ 3 แก้ว ให้เหลือ 2 แก้ว ดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้โรคเหน็บชาได้ผลชะงัดนักแล

ทุกวันนี้ คงจะมีผู้คนมากมายที่พยายามค้นหาอาหารที่ปลอดภัย ไม่มีสารพิษเจือปน หรือสะสมอยู่ มีการเสาะหาพืชผักที่ปลอดภัย โดยเฉพาะพืชที่เชื่อว่าเป็นพืชอินทรีย์ เช่น พืชผักพื้นบ้าน นำมาประกอบอาหาร ให้กินได้อย่างสะดวกใจ เชื่อว่าปลอดภัย อีกทั้งเป็นสมุนไพร ได้รักษา บำรุงร่างกายให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ทุกวันนี้ต่างก็ยังไม่ได้ผลตอบสนองที่ชัดเจน ตามที่เสาะแสวงหาได้เต็มที่นัก เป็นเพราะสภาพภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมบ้านเราเปลี่ยนไป ซึ่งการคืนสู่สามัญ สู่ต้นกำเนิด รากเหง้าของคนไทยนั้น คือทางเดียวที่จะบรรลุผลตามปรารถนา แม้ว่าหนทางที่จะย้อนกลับไปนั้น จะเป็นทางที่ไกลที่สุดก็ตามที เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

TDRI ชำแหละอนาคตพลังงานทดแทน นักวิชาการ-เอกชนเสียงแตก หนุนเทคโนโลยีเก็บพลังงาน

นางสาววิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา (TDRI) กล่าวในเวทีเสวนา “อนาคตพลังงานไฟฟ้าไทย ทำอย่างไรถ้าไม่พึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ว่า ไทยต้องปรับนโยบายด้านพลังงานไปสู่ระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต ด้วยระบบเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (energy storage) ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม รัฐและผู้กำกับดูแลควรพิจารณานำพลังงานใหม่เข้ามาเป็นตัวเลือกระยะยาว ซึ่งขณะนี้ออสเตรเลียได้พัฒนาการใช้ระบบกักเก็บพลังงานโดยใช้แบตเตอรี่ lithi-um-ion มีความหลากหลายและต้นทุนต่ำมาใช้แล้ว

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่ารัฐต้องเข้ามามีบทบาทกำหนดให้ชัดเจน หากไม่พึ่งพาถ่านหิน ไทยต้องบริหารจัดการการจำกัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีก โดยระบบเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 30% เช่น กลุ่มไบโอแมส ซึ่งผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แม้ว่าจะยังไม่มีความแน่นอน และต้องมุ่งหาแหล่งผลิตวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติ เพื่อทดแทนการนำเข้า

นายสมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการด้านวางแผน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในฐานะเรกูเลเตอร์ มองว่า พลังงานทดแทนยังเป็นเทรนด์ที่เติบโตในอนาคต ไทยควรลดสัดส่วนถ่านหินลง โดยหันมาคำนึงประโยชน์สูงสุดของพลังงานทดแทน ก๊าซ น้ำ พลังงานทดแทนให้เหมาะสม

นายกวิน ทังสุพานิช สมาชิกสภาปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า การวางแผนผลิตไฟฟ้าอนาคต (PDP) ควรพิจารณาต้นทุนและประโยชน์สูงสุดจากเดิมที่ไทยเน้นการผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการ โดยการพัฒนาโครงข่ายนำ energy storage มาใช้ เช่นในออสเตรเลีย สหรัฐ นำเอาโซลาร์เซลล์มาใช้ร่วมกับระบบกักเก็บ สามารถลดต้นทุน และเปิดตลาดขายไฟได้ โดยสหรัฐตั้งเป้าในปี 2025 จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในทุกมลรัฐ

นางวันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ บริษัท SPCG จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีกักเก็บและพลังงานทดแทนและหมุนเวียนยังเป็นกระแสที่มาแรงในช่วง 5 ปีนี้ เพราะต้นทุนต่ำ ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนและมีมาตรการจูงใจเอกชนหันมาใช้พลังงานสะอาด

นายเจน นำชัยศิริ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยินดีใช้พลังงานทดแทนแต่ยังไม่สนับสนุน เพราะพลังงานี้ยังไม่มีเสถียรภาพ ไม่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟของภาคอุตสาหกรรมที่มีตลอด 24 ชม.ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตยไม่เหมาะกับสภาพอากาศไทยที่เป็นมรสุมเขตร้อน ถึงแม้จะมี energy storage มาสำรองก็ตาม ดังนั้น ไทยจึงยังจำเป็นต้องถ่านหินมาผลิตไฟฟ้า

คกก.แรงงาน-ประมง-หอการค้าติงร่างแก้กฎหมายแรงงาน 3 ฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์-พ.ร.บ.แรงงานประมง-พ.ร.ก.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว หวังสนองอนุสัญญา ILO แต่สถานประกอบการไทยปั่นป่วน-เรือประมงเก่าปรับตัวไม่ทัน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน และคณะกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประชุมคณะกรรมการด้านแรงงานฯ เพื่อพิจารณาทบทวนเรื่องการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านแรงงานและการประมง รวม 3 ฉบับ คือ การยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. …. พ.ร.บ.แรงงานประมง พ.ศ. …. และความคืบหน้าการเสนอปรับปรุงแก้ไข พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ซึ่งภาคเอกชนได้ให้ความเห็นในการปรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ต่อกระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะพิจารณาดำเนินการอย่างไร

“ยังยืนยันท่าทีเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งมีความกังวลใจในการยกร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ เกี่ยวกับโครงสร้างการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม และ พ.ร.บ.แรงงานประมง ซึ่งยกร่างเพื่อให้สอดคล้อง อนุสัญญา 4188 อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเลทั้งหมด หากใช้เป็นมาตรฐานเกรงว่าอาจส่งผลกระทบทางปฏิบัติกับเรือประมงไทยปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น ที่กำหนดว่าเรือนั้นจำเป็นต้องมีห้องน้ำ-เตียงนอน ซึ่งปัจจุบันเรือไทยที่เป็นเรือเก่าทำไม่ได้ หากเป็นเรือใหม่ก็ไม่เป็นไร เป็นต้น ควรให้มีความสอดคล้องกับทางการปฏิบัติมากกว่านี้ และอาจต้องให้ความรู้และอบรมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง”

ส่วนข้อเสนอการแก้ไข พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ทางหอการค้าฯได้เสนอไปก่อนที่จะมีมติคณะรัฐมนตรี (6 มี.ค. 2561)
นายพจน์กล่าวถึงผลการดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวตามกรอบระยะเวลาใน พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่สิ้นสุดไปแล้วนั้น รับทราบจากทางกระทรวงแรงงานมีจำนวนแรงงานขึ้นทะเบียนกว่า 1.3 ล้านคน ยังเหลือประมาณ 50,000 คน ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หลังจากนี้หากมีการดำเนินการจับกุมผู้ไม่ขึ้นทะเบียนก็ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ดูแล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง ขณะที่ทางสภาหอการค้าฯ สมาชิกก็ดำเนินการให้ถูกต้องเป็นหลักอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางภาคเอกชนก็แสดงความขอบคุณที่การดำเนินการของภาครัฐครั้งนี้ เป็นการดำเนินการที่ดีที่ได้มีการดำเนินการที่ถูกต้อง แต่ยังต้องดูแลให้ดี เนื่องจากแรงงานที่มาขึ้นทะเบียนนั้น เป็นกลุ่มแรงงานที่มีนายจ้างเป็นหลัก แต่ยังมีกลุ่มแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด เชื่อว่ายังมีอีกจำนวนมาก กระทรวงแรงงานที่ถือว่าเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลอาจจะต้องมีการหามาตรการเข้ามาดูแลจัดการส่วนนี้ด้วย

รายงานข่าวระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ แก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 เกี่ยวกับเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองแรงงาน และฉบับที่ 98 เรื่องสิทธิการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งทางหอการค้าฯได้จัดประชุมรับฟังความเห็นสมาชิกเรื่องนี้ไปหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2561 สมาชิกประมาณ 76% ไม่เห็นด้วยกับการแก้ร่างกฎหมายนี้ (ตามตาราง) เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการ หากมีการตั้งสหภาพและเสนอข้อเรียกร้องที่ยากต่อการปฏิบัติ ไทยจึงไม่ควรเขียนให้ผูกพันกับการรับรองอนุสัญญา อีกทั้งร่างนี้ไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ จึงไม่ควรนำมาประชาพิจารณ์ และการกำหนดบทลงโทษทางอาญาสูงเกินไป เทียบกับความผิดที่เกิดจากการพิพาทระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ดังนั้น กระทรวงแรงงานควรรับฟังความเห็นจากนายจ้างและลูกจ้างอย่างรอบด้าน

ขณะที่ พ.ร.บ.แรงงานประมง เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นเพื่อแยกความคุ้มครองกลุ่มแรงงานประมง ซึ่งมีความแตกต่างจากกลุ่มแรงงานทั่วไป โดยในกฎหมายนี้มี 68 มาตรา 10 หมวด (บททั่วไป/ความรับผิดชอบของเจ้าของเรือ ไต้ก๋ง และแรงงานประมง/ข้อกำหนดของการทำงานบนเรือ/เงื่อนไขการปฏิบัติงาน ที่พักอาศัย และอาหาร/การดูแลด้านสุขภาพประกันสังคม/คณะกรรมการแรงงานประมง/พนักงานเจ้าหน้าที่/การปฏิบัติ/บทลงโทษ) หากบังคับใช้จะกระทบต่อเรือประมงเก่าปรับตัวไม่ทันจำนวนมาก

ส่วนการแก้ไข พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตามมติ ครม. 6 มี.ค. 2561 ให้แก้ไขมาตรา 101 และมาตรา 102 แต่ยังไม่เป็นไปตามข้อเสนอของภาคเอกชน เช่น ตามมาตรา 101 ครม.ให้ปรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาต 5,000-50,000 บาทต่อคน ไม่มีโทษจำคุก (เดิมจำคุก 5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท) ทางเอกชนเสนอปรับอัตราเดียว 5,000 บาทต่อคน และยกเลิกโทษแต่ควรส่งกลับประเทศและห้ามกลับมาไทยอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี และแก้ไขมาตรา 102 โทษนายจ้าง ปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท/แรงงาน 1 คน และหากทำผิดซ้ำ จำคุก 5 ปี ปรับ 50,000-200,000 บาท และห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวต่อ 3 ปี (ปรับ 4-8 แสนบาทต่อแรงงาน 1 คน) ขณะที่เอกชนเสนอ 3 ระดับ (ตามตาราง)

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่มาติดต่อราชการ ด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาให้บริการในรูปแบบ One Stop Service นั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมนำร่องให้บริการระบบรับคำขออนุญาตวัตถุอันตราย ณ จุดเดียว (Hazardous Substance Single Submission: HSSS) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการยื่นขออนุญาตการประกอบกิจการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย อาทิ คำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย คำขออนุญาตในการผลิต นำเข้า ส่งออกวัตถุอันตราย ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมธุรกิจพลังงาน จากที่แบบเดิมต้องเดินทางมาดำเนินเรื่องเองที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นคำขออนุญาตเกี่ยวกับวัตถุอันตรายกับหน่วยงานเป้าหมาย ลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสาร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายร่วมกัน ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2561 นี้ จะมีการนำร่องเปิดใช้ระบบดังกล่าวที่ กรอ. เป็นที่แรกอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ในอนาคตระบบ HSSS จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลวัตถุอันตรายกว่า 1,500 รายการ และข้อมูลสารเคมีและทำเนียบสารเคมีอีกกว่า 10,000 รายการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการและสาธารณชนได้รับความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวกับสารเคมีที่มีและใช้ในประเทศ ช่วยจัดลำดับความสำคัญและรูปแบบที่จะควบคุมสารเคมีได้อย่างเหมาะสม อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับการค้าระหว่างประเทศ โดยภายในสิ้นปีนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าที่จะเปิดระบบดังกล่าวนำร่องใช้เป็นที่แรกอย่างเต็มรูปแบบ

ศรีสะเกษ 6 คนร้ายบุกปล้นไม้พยุงที่พักสงฆ์ป่าชุมชนหนองม่วง ประธานที่พักสงฆ์วิ่งหนีตายเข้าไปในป่าขณะที่คนร้ายวิ่งไล่ล่าตามไปด้วย เผยไม่สามารถติดต่อโทรศัพท์ได้คล้ายกับคนร้ายมีเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ สุดท้ายคนร้ายได้ไม้พะยูงไป จำนวน 1 ต้นค่ากว่า 3 แสนบาท

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก พระบุญมี เตชะธัมโม ประธานที่พักสงฆ์ป่าชุมชนหนองม่วง ว่าได้มีกลุ่มคนร้ายพร้อมอาวุธปืนครบมือ เข้ามาลักลอบตัดไม้พยุง ภายในบริเวณที่พักสงฆ์ ป่าชุมชนบ้านหนองม่วง ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จึงเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบริเวณภายในที่พักสงฆ์ พบพระภิกษุ สามเณร มุงดูตอไม้พยุง ที่ถูกคนร้ายลักลอบตัดไป อย่างอุกอาจ

พระบุญมี เตชะธัมโม ประธานที่พักสงฆ์ป่าชุมชนหนองม่วง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 8 เมษายน 2561 ขณะที่อาตมาภาพและสามเณรได้จำวัดอยู่ ภายใต้ศาลาการเปรียญ ปรากฏว่า ได้มีกลุ่มคนร้ายขับรถกระบะ ไม่ทราบทะเบียน เข้ามาภายในบริเวณที่พักสงฆ์ อาตมาภาพเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวมีประมาณ 6 คน ปรากฏว่า มีอาวุธไม่ทราบชนิด ทั้งปืนสั้นและปืนยาว อาตมาภาพเห็นท่าไม่ดี

จึงได้รีบวิ่งออกจากที่ศาลาการเปรียญ เข้าไปหลบในป่าข้างวัด เพื่อขอความช่วยเหลือจากคนภายในหมู่บ้าน และปรากฏว่า ได้มีกลุ่มคนร้ายวิ่งติดตามมาด้วย ซึ่งขณะที่วิ่งเข้าไปในป่าก็พยายามโทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือด้วย แต่ก็ไม่สามารถติดต่อใครได้ คล้ายกับว่า โดนตัดสัญญาณโทรศัพท์ จนกระทั่งกลุ่มชายฉกรรจ์ ตัดไม้พยุงได้สำเร็จ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น และได้หลบหนีไปพร้อมด้วยไม้พะยูง 2 ท่อน มูลค่าประมาณ 3 แสนบาท และมีต้นไม้พะยูงที่โดนคนร้ายใช้เลื่อยยนต์ตัดแต่ยังไม่โค่นล้มลงมาอีกจำนวน 1 ต้น โทรศัพท์จึงสามารถใช้การได้

ขณะที่ สามเณร ปวรุตม์ สมคณะ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ได้ขับรถกระบะภายในที่พักสงฆ์ อาตมาได้ลุกจากที่นอน แต่เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ได้สาดไฟใส่หน้าอาตมา และอาตมาเห็นว่ากลุ่มชายฉกรรจ์มีอาวุธครบมือ จึงได้แกล้งล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เพราะหวั่นเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกับตัวเอง ซึ่ง จากที่ได้สังเกตพบว่า ในกลุ่มชายฉกรรจ์ นั้น มีผู้หญิง น่าจะประมาณวัยกลางคน อยู่ในกลุ่มด้วย
เบื้องต้น ทาง พระบุญมี เตชะธรรมโม ประธานที่พักสงฆ์ป่าชุมชนหนองม่วง ได้แจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ เพื่อให้ติดตามจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแล้ว

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงนี้ ส่งผลให้บางพื้นที่ฝนตก อากาศร้อนอบอ้าว บางพื้นที่มีแดดจัดในช่วงกลางวัน ทำให้สภาพอากาศร้อนชื้นเหมาะต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งขณะนี้นาข้าวของเกษตรกรบางพื้นที่อยู่ในระยะใกล้เก็บเกี่ยว บางแห่งอยู่ในระยะกำลังจะออกรวง จึงขอเตือนให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างใกล้ชิด หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

ด้านนายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นศัตรูพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ทำความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง 2-3 รอบการผลิตต่อปี ทำให้ไม่สามารถตัดวงจรการระบาดให้หมดไปได้ อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องทำให้เกิดความดื้อยา

นอกจากนี้ สารเคมียังไปทำลายศัตรูธรรมชาติที่คอยกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยิ่งทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบางครั้งบางพื้นที่ไม่สามารถได้รับผลผลิตข้าวเลย แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบระบาดที่รุนแรง แต่เกษตรกรไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และ กข 35 หากเกษตรกรสำรวจพบเพลี้ยกระโดด 2-3 ตัว/กอ/จุด และเป็นระยะตัวอ่อนที่ยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาผสมสารจับใบฉีดพ่น ต่อเนื่อง 2- 3 ครั้ง ทุก 5 วัน ในช่วงเย็นหรือช่วงแสงแดดอ่อน แต่ถ้าพบส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีกแนะนำให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนหรือช่วงเย็น โดยใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย 1 กก./น้ำ 40 ลิตร/ผสมสารจับใบ ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องทุก 5 วัน หรือใช้กับดักแสงไฟจับตัวเต็มวัย มาทำลายควบคู่ไปด้วย

สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องและปลอดภัย เช่นในระยะแตกกอพบตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดมากกว่า 10 ตัว/กอ แนะนำให้ใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน หรือสารอิโทเฟนพรอกซ์ ส่วนในระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง หากพบเพลี้ยกระโดดมากกว่า 10 ตัว/กอ และไม่พบมวนเขียวดูดไข่หรือพบในปริมาณน้อย แนะนำให้ใช้สารไดโนทีฟูแรนหรือสารคาร์โบซัลเฟน แต่การใช้สารเคมีต้องใช้ตามคำแนะนำในฉลาก

อีกหนทางหนึ่งที่จะลดความเสียหายจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล คือ การเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์พิษณุโลก 2 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 90 กข 31 กข 41 กข 47 และ กข 49 แต่ไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ควรปลูกสลับกันไป ดังนั้นการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ได้ผลดี ต้องใช้วิธีผสมผสานควบคู่กันไป

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) แจ้งปิดทำการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 12-16 เม.ย. 2561 ซึ่งที่ทำการไปรษณีย์ และศูนย์ไปรษณีย์ จะปิดให้บริการทุกแห่งทั่วประเทศ รวมถึงที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ท่าอากาศยาน เคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์ในศูนย์การค้า และสถานีบริการน้ำมัน

ทั้งนี้ หากผู้ใช้บริการต้องการฝากส่งสิ่งของในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ไปรษณีย์ไทย ขอแนะนำให้ใช้บริการฝากส่งสิ่งของผ่านไปรษณีย์ล่วงหน้า และสำหรับบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ควรใช้บริการฝากส่งภายในวันที่ 10 เม.ย. 2561 ก่อนเวลา 12.00 น. เพื่อไปรษณีย์ไทยจะนำจ่ายสิ่งของที่ผู้ใช้บริการฝากส่งได้ทันก่อนปิดทำการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

โดยไปรษณีย์ไทยจะเปิดให้บริการรับฝากและนำจ่ายสิ่งของที่ฝากส่งทางไปรษณีย์ตามปกติ ในวันอังคารที่ 17 เม.ย. 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อและช่วงเวลาการเปิดให้บริการของที่ทำการไปรษณีย์ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ได้ที่