อาชีพล้งผลไม้ มุ่งมั่นมาตั้งแต่อายุ 18 ปีคุณปทุมวดีเล่าถึงอาชีพ

ล้งผลไม้ว่าก่อนเธอจะมาสร้างหลักปักฐานที่บ้านวังน้ำเย็น อำเภอลอง นั้น เธอได้ประกอบอาชีพรับซื้อผลไม้มาตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนจะพัฒนามาเป็นล้งผลไม้อยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร รับซื้อผลไม้รวมทั้งส้มโอ แถบจังหวัดกำแพงเพชร พิจิตร เชียงใหม่

ที่อำเภอลอง คุณปทุมวดี กล่าวว่า เริ่มเข้ามารับซื้อส้มโอ เมื่อ ปี พ.ศ. 2558 ได้พยายามหาช่องทางที่จะเข้าถึงเกษตรกรเจ้าของสวนส้มโอ ต้องทำความรู้จักกับคนในพื้นที่ สอบถามข้อมูล ให้เขาชี้เป้าแหล่งผลิตส้มโอ เมื่อรู้แหล่งก็เข้าไปติดต่อ เข้าไปดูภายในสวน ก็หลายรายอยู่…จึงเจรจาซื้อ-ขาย วิธีการซื้อก็มีทั้งเหมาสวน บางสวนก็มีทั้งผลเล็ก ผลใหญ่ บนต้น คละกันไป จากนั้นก็คาดคะเนผลผลิตด้วยสายตา ประเมินราคา ก็ถึงขั้นตกลงซื้อขาย ให้คนงานเข้าไปตัดเก็บผล แล้วจ่ายเงิน นำขึ้นรถบรรทุกไปไว้ที่โรงเก็บคัดแยกผลไม้ จนได้จำนวนหรือปริมาณที่เพียงพอก็จะนำส่งตลาดปลายทางทันที

กับอีกวิธีการหนึ่ง เข้าไปรับซื้อเก็บผลส้มโอแล้วชั่งกิโล ราคาตามที่ตกลงกัน โดยอิงราคาตลาด ทั้งจากตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาด ณ ประเทศกัมพูชา

เธอกล่าวว่า เธอเป็นผู้รับซื้อส้มโอรายแรกและรายใหญ่ที่เข้าไปรับซื้อผลผลิตส้มโอในพื้นที่อำเภอลอง แต่ระยะหลังๆ ก็จะมีคนซื้อรายอื่นๆ เข้าไปรับซื้อบ้าง แต่ปริมาณรับซื้อไม่มากนัก ปีๆ หนึ่งเธอซื้อส้มโอไม่น้อยกว่า 300 ตัน เธอจึงมีความสัมพันธ์ คลุกคลี คุ้นเคยกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอในพื้นที่เป็นอย่างดี

กล่าวถึงตลาดส่งต่อปลายทาง เธอมีส่วนแบ่งระบายผลผลิตส้มโอเข้าโรงงานเพื่อแปรรูป ร้อยละ 50 ส่งโรงงานที่จังหวัดราชบุรีและชลบุรี อีกร้อยละ 50 ส่งตลาดกลาง อย่างตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดที่ประเทศกัมพูชา

“ก็คิดจะส่งส้มโอไปตามห้างโมเดิร์นเทรดเหมือนกัน แต่ติดขัดที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐาน GAP ต้องการจริงๆ ก็รอรับการส่งเสริมอยู่ ถ้าได้ใบรับรอง GAP อาจส่งไปขายยังตลาดต่างประเทศได้ด้วย” คุณปทุมวดี กล่าวอย่างมีความหวัง

ด้านราคานั้น คุณปทุมวดี บอกว่า มีขึ้นมีลงตามกลไกตลาด โดยมีปัจจัยและตัวแปรด้านปริมาณ คุณภาพ/มาตรฐาน การผลิตส้มโอและฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เธอกล่าวว่า เคยรับซื้อผลส้มโอ ราคาต่ำสุดกิโลกรัมละ 10 บาท มีเหตุปัจจัยด้านปริมาณผลผลิต หากมีมาก กับปัจจัยด้านฤดูกาล เกี่ยวข้องกับรสชาติ อย่างฤดูหนาว รสชาติจะออกเปรี้ยว และรสออกขม ราคาไม่ดี ราคาสูงสุดเคยซื้อกิโลกรัมละ 18 บาท รสชาติออกหวาน เปลือกบาง แต่ผลผลิตมีน้อย โดยเฉพาะในฤดูร้อน

ทางด้านคุณภาพ/มาตรฐาน รสชาติต้องมาก่อน รสชาติต้องดี มาตรฐานก็ต้องได้ด้วย ทั้งผิวผล คือ ผิวดี ต้องสวย ไม่มีขี้กลาก รอยตำหนิที่เกิดจากโรคและแมลงเข้าทำลาย ขนาด หรือไซซ์ (size) ไซซ์เล็ก น้ำหนักต่อผลไม่เกิน 1 กิโลกรัม ไซซ์ใหญ่ น้ำหนัก 1 กิโลกรัมขึ้นไป

สร้างความสัมพันธ์ ด้วยการส่งมอบคุณค่าให้แก่กันและกัน

คุณปทุมวดี รับซื้อผลผลิตส้มโอมาเป็นระยะเวลายาวนาน เธอเป็นผู้รับซื้อจากเกษตรกรและรวบรวมผลผลิตส่งต่อไปยังตลาดปลายทาง ดังนั้น ความผูกพันเธอต้องสร้างความสัมพันธ์ด้วยการส่งมอบคุณค่า (องค์ประกอบของผลผลิตมีคุณค่า มีประโยชน์ มีจุดขาย จุดยืน) ให้แก่กัน ทั้งเธอกับเกษตรกร ในทางกลับกันเกษตรกรก็ต้องสร้างและส่งต่อคุณค่าให้กับเธอเช่นกัน

ขณะเดียวกัน เธอก็ต้องส่งต่อคุณค่าให้แก่ตลาดปลายทางด้วย เธอให้รายละเอียดว่า กับเกษตรกรนั้น เธอกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า คำพูดที่มีต่อกันตรงไปตรงมา ต้องรักษาคำพูด ให้ความจริงใจกับเกษตรกร ซื่อสัตย์กับเกษตรกร ให้ราคาดี จ่ายเงินตรงเวลาเป๊ะ ไม่มีผัดผ่อน บางครั้งก็เห็นใจเกษตรกรที่เขาดูแลผลผลิตส้มโอมาทั้งปี ถ้าราคาตลาดปรับตัวดีขึ้นก็จะเพิ่มราคา เพิ่มเงินให้ หรือแบ่งกำไรช่วยเหลือเขา

ในทางกลับกัน เธอกล่าวว่า เธอก็ได้รับมอบคุณค่าผลผลิตส้มโอจากเกษตรกรที่ขายส้มโอคุณภาพ รสชาติดี ไม่ขม ไม่เฝื่อน ไม่ซ่า ผลมีขนาดตามที่ต้องการ เกษตรกรไม่ปิดบัง จะบอกถึงวิธีการปฏิบัติดูแลต่อต้นส้มโอก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผล

คุณค่าที่เธอจะต้องส่งต่อให้กับตลาดปลายทางก็ต้องส่งผลผลิตที่ได้มาตรฐาน ในจำนวนตามโควตาที่ได้รับ และส่งมอบครบจำนวน และคุณภาพต้องได้ รสชาติต้องได้ บอกตามความเป็นจริง ตรงไปตรงมา ถ้าส้มสวย รสชาติดี ก็ต้องบอกว่าดี ถ้าพอใช้ได้ก็ต้องบอกว่าพอใช้ได้

อดีตเคยทำเกษตรและค้าขาย : จากล้งผลไม้สู่วิถีเกษตรกร

คุณปทุมวดี เล่าว่า ตนเองประกอบอาชีพล้งผลไม้มาเป็นเวลานาน เมื่อปรึกษากับครอบครัวแล้วที่จะลงมือปลูกส้มโอให้เป็นแบบอย่างหรือแปลงตัวอย่างกับเกษตรกรที่สนใจ “อาชีพรับซื้อส้มโอ หรือล้งผลไม้ มันง่ายกว่าการลงทุน ลงแรงปลูกส้มโอ…ไม่ต้องปฏิบัติดูแลสวน มีเงินทุนก็เข้าไปซื้อ เก็บผล ไม่นานก็หมดสวน ส่งตลาด แต่อาชีพเกษตร ลงทุนแล้วไม่รู้จะได้ทุนคืนหรือเปล่า ต้องดูแลตลอด 1 ปี ได้ผลผลิตครั้งเดียว แต่ที่ต้องมาปลูกส้มโอด้วย รับซื้อส้มโอไปด้วย เพราะใจมันชอบ อยากอยู่สวน กับอีกอย่าง…ต้องการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง การสร้างจิตสำนึก การผลิตส้มโอที่ปลอดภัย ทั้งกับตัวเองและผู้บริโภค”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ชีวิตครอบครัวในอดีตก็ทำการเกษตรด้วย ค้าขายไปด้วย เลยมีชีวิตที่ผูกพันกันมา

คุณปทุมวดีและครอบครัวตัดสินใจหาที่ดินปลูกส้มโอที่บ้านวังน้ำเย็น เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นป่ารกชัฏ มีร่องรอยการปลูกมะม่วงและข้าวโพดมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาพื้นที่แล้ว น่าจะเหมาะต่อการปลูกส้มโอ เพราะดินดี แต่ก็ต้องให้ความสำคัญที่จะต้องฟื้นฟูจากสภาพรกร้าง พัฒนาเป็นพื้นที่ปลูกส้มโอ

เริ่มลงมือปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2560 แปลงแรกนำกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวน้ำผึ้ง จำนวน 700 กิ่ง มาจากจังหวัดพิจิตร แต่เมื่อปลูกไปแล้วมันตายไปเกือบครึ่ง แล้วก็ซื้อกิ่งพันธุ์ขาวน้ำผึ้งจากเกษตรกรในพื้นที่ที่คุณปทุมวดีเข้าไปซื้อผลส้มโอเป็นประจำ เห็นว่าส้มโอเขารสชาติดี การดูแลสวนก็ดี จึงสั่งซื้ออีกมาปลูกเพิ่ม รวมเนื้อที่ปลูกในปัจจุบัน 24 ไร่ และแปลงใหม่ที่ปลูกได้ไม่ถึงปี รวมจำนวนต้น 2,200 ต้น ต้นที่มีอายุเข้าปีที่ 4 ก็ให้ผลผลิตครั้งแรกแล้ว แต่จำนวนผลมีไม่มาก

การปลูกและการดูแล อาศัยแนวทางจากผู้มีประสบการณ์มาเป็นครู

การปลูก

– วางระบบน้ำก่อนปลูก

– ปลูกระยะห่าง 7×8 เมตร และ 8×8 เมตร

– ลักษณะหลุมปลูก ทำเป็นแอ่งคล้ายใบบัว ส่งผลดีต่อการให้น้ำ ให้ปุ๋ย แต่จะขยายแอ่งออกข้างทุกปี เมื่อต้นส้มโอโตขึ้นตามขนาดทรงพุ่ม

การดูแล

– ดิน เป็นดินเดิมๆ ไม่ได้นำไปตรวจวิเคราะห์หาความเป็นกรดเป็นด่าง และหาธาตุอาหารในดิน

– น้ำ จากแม่น้ำยม ส่งสู่ต้นผ่านระบบสปริงเกลอร์

– ปุ๋ย เน้นปุ๋ยคอกจากมูลหมู ไก่ วัว แต่จะไม่นำมาเทหรือหว่านรอบต้น ใช้วิธีวางปุ๋ยคอกทั้งกระสอบใต้ทรงพุ่ม ครบ 1 ปี ก็จะกรีดถุงให้ปุ๋ยคอกระบายออกสู่ดินเอง

ปุ๋ยเคมี ปัจจุบันส้มโออายุ 3-4 ปี ให้ผลผลิตครั้งแรก ปุ๋ยที่ใช้เพียง 2 สูตรก่อน คือ 15-15-15 และ 8-24-24 สูตรที่ยังไม่นำมาใช้ คือ สูตร 13-13-21

– วัชพืช ใช้เครื่องตัดหญ้า จะไม่ใช้สารเคมีฉีดพ่น เพราะส้มโอมีระบบรากตื้น ฉีดพ่นสารเคมีลงไปเพื่อจะฆ่าหญ้า แต่มันไปทำลายราก ไส้เดือนก็ตาย จุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ก็ตายหมด สวนนี้มีดี ถ้าต้องการจะเข้าไปชม

คุณปทุมวดี กล่าวอย่างมั่นใจว่า สวนส้มโอของเธอแม้จะเพิ่งปลูกมาได้ไม่นาน แต่ก็ยินดีที่จะให้เกษตรกรเข้าไปชมสวนส้มโอทรัพย์ไทรทอง มีจุดเด่นที่พอจะดูได้ ก็เช่น

– การวางระบบน้ำ

– วิธีการปลูกส้มโอ

– การปฏิบัติดูแล

– โรงคัดแยก เก็บรักษาผลส้มโอก่อนส่งออกสู่ตลาดปลายทาง ส่งความปรารถนาดี ถึงเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ

คุณปทุมวดีบอกถึงสิ่งที่พบเจอ เมื่อเข้าไปดูสวนส้มโอบางแห่ง ดูๆ แล้วเหมือนขาดการดูแลเอาใจใส่ คือเขาปลูกส้มโอแล้วก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ขาดการดูแลในเรื่องน้ำ ปุ๋ย แล้วก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกเกินไป เจ้าของสวนก็จะเป็นคนชราหรือผู้สูงวัย โอกาสที่จะพัฒนาปรับปรุงส้มโอให้ได้คุณภาพ/มาตรฐาน ตามที่ตลาดต้องการนั้นค่อนข้างจะมีปัญหา ถ้าจะขายก็ไม่ได้ราคา

สำหรับเกษตรกรที่ผลิตส้มโอเชิงการค้านั้น ตัวแปรที่สำคัญที่จะช่วยให้ขายส้มโอได้ราคาดี ขายก็ง่าย ก็คือ รสชาติดีและผิวผลภายนอกปราศจากรอยเข้าทำลายของโรค แมลง ทั้งต้องปรับปรุงในเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ย ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกรเอง

ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร รวมกันผลิตเป็นกลุ่ม

คุณปทุมวดีเป็นสมาชิกคนหนึ่งของโครงการระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ส้มโอเมืองลองบอกว่า สิ่งที่จะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งก็ด้วยการรวมกลุ่มกันผลิต ไม่ใช่ต่างคนต่างผลิต และต่างคนต่างขาย เกษตรกรต้องผลิตส้มโอให้ได้คุณภาพ/มาตรฐาน ให้เป็นต้นแบบ แล้วรายอื่นๆ ก็จะทำตาม ลำพังเกษตรกรแต่ละคนจะหาตลาดเองนั้นมันยาก

การรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ส้มโอนั้น เป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้

ระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ คงจะมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งได้ผลผลิตมีคุณภาพ/มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด ควรมีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่ม เชื่อมสัมพันธ์ เกาะเกี่ยวกันในรูปของกลุ่ม มิใช่ตัวใครตัวมันที่รังแต่จะทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และกลุ่มจะมีการเชื่อมโยงกันด้านการตลาด เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ต้องการซื้อ กับเกษตรกรที่ต้องการขายส้มโอ คือทุกฝ่ายอยู่รอด อยู่ได้อย่างมั่นคง

สรุปท้ายบท ถึงเกษตรกรที่ปลูกพืชหรือกำลังคิดวางแผนที่จะปลูกอะไรสักอย่าง

คุณปทุมวดี แนะนำว่า “หากมีพื้นที่ว่างหรืออยากปรับเปลี่ยนพืชอื่น ให้หันมาปลูกส้มโอ เหตุผลก็คือ ส้มโอดูแลง่าย ทนแล้ง อายุยืน ตลาดมีความต้องการ แต่ว่า…ต้องมีใจรัก ต้องตั้งใจทำ ต้องร่วมมือ รวมกลุ่มกันทำ พร้อมใจกันทำ ผลิตให้ได้คุณภาพ/มาตรฐาน รายได้ก็จะตามมา”

คุณปทุมวดีและครอบครัวยินดีต้อนรับทุกท่านที่จะเข้าไปเยี่ยมชมสวนส้มโอทรัพย์ไทรทอง ตำบลแม่ปาน อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เบอร์โทร.ที่ให้ไว้ตอนต้น

วันนี้ได้รับคำแนะนำจาก คุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนคร ว่า มีเกษตรกรที่บ้านคำประมง ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร มีชีวิตแนวคิดที่อยากให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ ยึดอาชีพการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ ที่บรรพบุรุษยึดทำกินเลี้ยงปากท้องคนบนโลกนี้มานานแสนนาน น่าสนใจนำมาบอกเล่าเปิดเผยให้ทราบทั่วไป

จึงขับรถยนต์ออกจากจังหวัดสกลนคร เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านคำประมง ตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี เมื่อพ้นเขตเทศบาลนครสกลนคร ราว 5 กิโลเมตร ก็จะพบเพิงไม้ร้านขายมันสำเภา (มันแกว) มาวางขายเรียงรายตั้งแต่ แยกหน้าราชภัฏสกลนคร เรื่อยมาถึงบ้านพังขว้างใต้หลายกิโลเมตร มองเห็นแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ที่มีผลผลิตออกมาวางขาย หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ถิ่นนี้ “แอ่งสกลนคร”

พอเข้าเขตบ้านพาน ผ่านเทศบาลดงมะไฟ มองเห็นน้ำเจิ่งนองตามสองฟากข้างถนน ชาวนากำลังบังคับควายเหล็กเสียงคำรามดังสนั่นลั่นทุ่ง บางที่มีชาวบ้านดำนาและหว่านข้าว บางแห่งเริ่มเขียวขจีมองแล้วเพลินตาสบายใจ

เลยเทศบาลตำบลดงมะไฟ ราว 2 กิโลเมตร ก็เข้าเขตพื้นที่อำเภอพรรณานิคม ถึงสามแยกไฟแดง ชาวบ้านเรียกว่า “สามแยกสูงเนิน” เลี้ยวขวาไปตามถนนสูงเนิน-เซกา ผ่านบ้านพอกใหญ่ ที่มีลำน้ำอูนพาดผ่าน น้ำอูนเริ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากสีของน้ำที่ขุ่นมัวบางแห่งเริ่มใส มองเห็นกระชังปลาเลี้ยงของชาวบ้านในลำน้ำอูนที่คดเคี้ยวยาวสุดตา แม้ยามนี้ข่าวว่า “เขื่อนน้ำอูน” ยังไม่สามารถปล่อยน้ำลงมาให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ก็ตาม

วิ่งมาอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็เข้าเขตตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม ก่อนเข้าหมู่บ้านจะพบป้ายบอกเลี้ยวขวา ไปวัดคำประมง หรืออโรคยาศาลา บ้านคำประมง เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท อีกราว 5 กิโลเมตร ก็ถึงบ้านคำประมง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

เมื่อเข้าเขตหมู่บ้านจะพบกับความชุ่มชื่นเขียวชอุ่มของแมกไม้นานาพรรณที่ชาวบ้านปลูกตามรั้วรอบขอบบ้าน ล้วนแต่เป็นไม้ผลที่กินได้ เช่น มะม่วง มะขาม เป็นต้น

ที่นี่ได้พบกับ คุณลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี และภรรยา คุณป้าเคี่ยม พิมพานิช อายุ 63 ปี ที่มีความทะมัดทะแมงแข็งแรงทำงานได้สบายๆ หลังจากทักทายแนะนำตัวแล้ว

คุณลุงทองปาน เล่าว่า ยึดอาชีพทำนา ทำสวน มาจากบรรพบุรุษ เดิมอยู่บ้านบัวสว่าง ต่อมาเมื่อมีการมาตั้งหมู่บ้านที่นี่จึงออกมา เพราะว่ามีที่ดินอยู่ที่นี่ คุณลุงทองปาน มีลูก 6 คน ชาย 2 หญิง 4 คน แต่งงานมีครอบครัว ก็ยึดอาชีพทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ส่วนแม่บ้านยามว่างก็หันมาทอผ้าใช้เอง ไม่ได้ซื้อหาเหมือนปัจจุบัน ผ้าส่วนใหญ่ที่ทอ ผ้าคราม ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ใช้เองในครอบครัว

ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แม้จะมีที่ดินทำนา ทำสวน ทำไร่ ก็ตาม เพราะการทำการเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรอน้ำจากฝนที่ตกลงมา ไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบัน ลูกหลายคนถามว่า จะให้เรียนหนังสือแล้วไปรับราชการทำงานหรือไม่ จึงบอกไปว่า การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราฉลาด แต่เป็นส่วนประกอบของความสบายระดับหนึ่งเท่านั้น คิดว่าลูกๆ ทุกคน ประกอบอาชีพการเกษตรดีกว่า เพราะคนทุกคนบนโลกนี้จะต้องกินข้าว กินน้ำ แม้จะมีเงินก็ต้องกินขาดไม่ได้ จึงช่วยกันทำนา ทำสวน เรื่อยมา

เกิดขึ้น เมื่อ ปี 2540

คุณลุงทองปาน บอกว่า มีผู้นำบางคนบอกว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี และต้องมีความขยัน อดทน ประหยัด จะทำให้เราประสบผลสำเร็จได้ เมื่อวันหนึ่งเข้าไปในตัวเมือง ในตลาด พบว่า ราคาพริกสูงมาก จึงเกิดแนวคิดว่า เมื่อเรามีที่ดินมาก จำนวนกว่า 32 ไร่ หากปลูกพริกสักไร่คงทำเงินได้ ลูกๆ ก็ไม่ต้องไปหาทำงานรับจ้างที่อื่น จึงตัดสินใจปลูกพริก ตอนนั้นราคาพริกสูงมาก ขายปีแรกได้เงิน 70,000 บาท จึงปลูกอีก จนถึง ปี 2543 ราคาพริกตก เพราะมีคนปลูกกันมาก และในช่วงที่ปลูกพริก ส่วนหนึ่งก็ปลูกมะม่วงอกร่อง มะม่วงแก้ว ไว้ด้วย

ต่อมาได้มีหลานชาย ที่ทำงานในห้างแห่งหนึ่งได้ซื้อมะม่วงลูกโตๆ มาฝาก กินแล้วอร่อย จึงได้สอบถามว่า เขาปลูกที่ไหน ซึ่งหลานชายบอกว่าจะติดต่อให้ เพราะเขาต้องการพื้นที่มาปลูกแถวอีสานเช่นกัน ด้วยความคิดที่ว่า ต้องปลูกหลายชนิด ดังที่เคยฟังวิทยุ เกษตรแบบผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และไม่ต้องซื้อ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียว เพราะทำให้เสี่ยง

จึงตัดสินใจเดินทางไปขอซื้อพันธุ์มะม่วงดังกล่าวที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 300 ต้น ต้นละ 30 บาท นำมาปลูก 300 ต้น เรียกว่า มะม่วงพันธุ์ “งามเมืองย่า” ในช่วง 2 ปี มะม่วงให้ผลผลิตออกลูกมาจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายสนใจอยากปลูก จึงได้ต่อกิ่งพันธุ์ขาย ในปีแรกสามารถขายทั้งผลและกิ่งพันธุ์ได้เงิน 200,000 บาท

จากนั้นได้หันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ว่าทำอย่างไร ซึ่งก็ทำให้เข้าใจ จึงชักชวนลูกทั้ง 6 คน ที่แต่งงานแล้วมาปลูกพุทรา มะละกอ สับปะรด อ้อยปั่นน้ำสด อินทผลัม มะขามเปรี้ยวฝักโต แก้วมังกร ผักหวานป่า กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำหว้า พืชผักสวนครัวทุกชนิด สัตว์เลี้ยง กระบือ หมู เป็ด ไก่ กบ ปลา

พร้อมทั้งการขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลา และทำเป็นแหล่งน้ำ จำนวน 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่เศษ เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบัน จะมีรายได้จากการขายผลผลิตในสวน เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3,000-3,500 บาท หรือปีที่ผ่านมา ได้ 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาท) รวมทั้งขายมะม่วงด้วย โดยมะม่วงจะให้ผลผลิตช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทุกปี จากนั้นจะเป็นการขายต้นพันธุ์ซึ่งมีการต่อกิ่งพันธุ์ขายตลอดปี

คุณลุงทองปาน บอกว่า ผลจากการลองผิดลองถูก njcarpet-cleaning.com และได้หันมายึดหลักแนวทางพระราชดำริของในหลวง ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้วันนี้ตนสามารถบอกได้ไม่อายปากว่า แม้อาชีพทำการเกษตรก็สามารถทำให้มีเงินแสนเงินล้านได้ และที่สำคัญมีความสุข อยู่อย่างพอเพียง ในทางของตนคือทำเศรษฐกิจพอเพียง แบบเงินมาหา เพราะทุกอย่างผู้ที่ต้องการจะมาซื้อเอง ไม่ได้เอาไปจำหน่าย

ดังนั้น ในพื้นที่ 32 ไร่ ที่มีอยู่ จึงพอเพียงกับครอบครัว ลูกๆ ทั้ง 6 คน ได้ทำกิน เพราะการทำการเกษตรนี้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก

“กินได้ที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่ไม่ต้องซื้อ”

“เมื่อเราพออยู่พอกินในครอบครัวก็นำมาจำหน่าย สร้างรายได้”

หากกลุ่มเกษตรกร หรือหน่วยงานใด สนใจอยากศึกษาดูงานหรือรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร หรือที่ คุณลุงทองปาน พิมพานิช โทร. 080-196-9410 ทุกวัน ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของทุกคนที่สนใจ

บอนไซ เป็นอีกหนึ่งการปลูกต้นไม้ที่เรียกได้ว่าต้องมีศิลปะในการทำ เพราะไม้แต่ละต้นที่นำมาทำเป็นบอนไซ ผู้ปลูกต้องคัดสรรและแต่งแต้มจินตนาการเข้าไป เพื่อย่อส่วนไม้ลงในพื้นที่ทรงกระถางต่างๆ ที่มีรูปทรงที่ต้องการ ซึ่งไม้ที่นำมาทำเป็นบอนไซ ไม่ว่าจะเป็นไม้ชนิดไหนสามารถทำได้ เพียงแต่ผู้ปลูกต้องมีเทคนิค และการทำโครงสร้างต้นให้ออกมาเป็นแบบธรรมชาติดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด

คุณณรงค์ศักดิ์ ล้ำกิจเสรีชัย หรือในวงการบอนไซรู้จักเขาในนาม “เชน นครปฐม” เจ้าของสวนเชนบอนไซ ตั้งอยู่เลขที่ 252/1 ถนนเกษตรสิน ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ได้สนใจในการปลูกเลี้ยงบอนไซมามากกว่า 20 ปี โดยเขาได้เรียนรู้และสร้างผลงานที่เน้นเป็นบอนไซสำหรับสะสม จึงทำให้สวนแห่งนี้มีบอนไซที่เรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์และมากมนต์เสน่ห์ที่ใครหลายๆ คน ต้องเข้ามาศึกษาและหาซื้อเพื่อไปสะสมกันเลยทีเดียว

คุณเชน เล่าให้ฟังว่า เขามีงานประจำและมีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการจำหน่ายรถจักรยานยนต์มือสอง และย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน เขาได้เห็นภาพการทำบอนไซจากหนังสือ ทำให้เกิดความชอบในขณะนั้นมาก เพราะจากที่สังเกตไม้ที่นำมาทำบอนไซค่อนข้างเป็นไม้ที่ต้องปลูกลงดินให้มีขนาดที่ใหญ่ แต่เมื่อนำมาทำเป็นบอนไซแล้ว ไม้กลับมีขนาดที่เล็กลง และมีสัดส่วนที่พอดีกับกระถางได้อย่างลงตัว

“พอเห็นจากหนังสือช่วงนั้นแล้ว ผมเกิดความทึ่งมาก สนใจอย่างตั้งใจเลยว่า ต้องเข้าไปศึกษาให้ได้ โดยในช่วงแรกผมก็หาซื้อหนังสือต่างๆ ศึกษา จากนั้นก็มีหาสวนที่เขาทำและเข้าไปเรียนรู้ พอได้ประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว ก็จัดการหาไม้ หลักๆ ที่นำมาทำ ผมจะเน้นเป็นไม้ไทยก่อน เพราะว่าไม้ไทยบางชนิดจะดูดึกดำบรรพ์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สายพันธุ์ไม้ 4 ชนิดที่ผมสะสมเยอะสุด ประกอบไปด้วยต้นตะโก ต้นมะขาม ต้นเทียนทะเล และไม้ตระกูลพุด พุดผา พุดป่า ประมาณนี้ครับ” คุณเชน บอก