อาชีพเสริมข้าราชการ ปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง ขายช่วงวันหยุด

สร้างรายได้งามจากกระแสความนิยมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ชอบกินต้นอ่อนผักชนิดต่างๆ รวมทั้งกระแสรักสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้คนหันมากินและเลือกซื้อหาผักออร์แกนิก ผลไม้ไร้สารพิษกันมากขึ้น คุณรติรัตน์ นุชนารถ หรือ คุณน้อง วัย 55 ปี ก็เช่นกัน ชอบรับประทานผักบุ้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งซื้อต้นอ่อนผักบุ้งมาฝากเพราะเห็นว่าชอบ เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่าทำไมถึงไม่เพาะเพื่อกินเอง และคิดว่าเพาะเองก็คงไม่ยาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็เพาะต้นอ่อนทานตะวันอยู่ก่อนแล้ว จึงได้ตัดสินใจเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง

เริ่มแรกๆ ที่เพาะ ก็ไม่ได้ผลดีมากนัก กว่าจะเรียนรู้เทคนิคและวิธีการปลูกที่ได้ผลดี ลองผิดลองถูกมาใช้เวลาพอสมควร โดยอาศัยการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ จากอินเตอร์เน็ตเป็นตัวช่วย

ปัจจุบัน คุณรติรัตน์ มีอาชีพเป็นข้าราชการ แต่เพาะต้นอ่อนผักบุ้งขายเป็นรายได้เสริม ซึ่งเธอจะนำต้นอ่อนผักบุ้งไปขายช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และทำส่งให้กับแม่ค้าคนกลางรายหนึ่ง ตามแต่ออเดอร์ที่สั่งมา คนกลางจะรับไปขายอีกต่อหนึ่งตามงานแสดงสินค้าเกษตรบ้าง ออกบูธตามห้างสรรพสินค้าบ้าง เนื่องจากคนที่มารับไปเป็นสมาชิกเกษตร ซึ่งเขามีแหล่งขายอยู่แล้ว

ส่วนตัวคุณรติรัตน์นั้น เธอเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง แพคลงกล่อง แล้วจำหน่ายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เท่านั้น โดยไปวางจำหน่ายที่ตลาดน้ำไทรน้อย โซน 2 (ตลาดชุมชนเก่าเจ้าพ่อจุ้ย) อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี รายได้วันละประมาณ 500-1,000 บาท ซึ่งเธอถือว่าเป็นรายได้เสริมที่ดี เพราะถึงขายไม่ได้หรือไม่หมดอย่างไร เธอก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ เพราะชอบผักบุ้งอยู่แล้ว

ต้นอ่อนผักบุ้ง มีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าผักบุ้งปกติ 3-5 เท่า คุณรติรัตน์ว่าเช่นนั้น ก่อนจะบอกว่ารสชาติของต้นอ่อนผักบุ้ง ไม่แตกต่างจากผักบุ้งใหญ่มากมายนัก แต่ต้นอ่อนผักบุ้งอร่อยกว่าผักบุ้งต้นใหญ่ ด้วยเพราะมีความอ่อนนุ่ม และกรอบมากกว่า

ต้นอ่อนผักบุ้ง สามารถประกอบอาหารได้หลายเมนู อาทิ ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย, ผัดผักบุ้งไฟแดง, ทำสลัดผัก หรือจะทำเมนูต้มจืด แล้วใส่ต้นอ่อนผักบุ้งด้วยก็ได้

สำหรับวิธีการเพาะต้นอ่อนผักบุ้ง คุณรติรัตน์ อธิบายไว้ดังนี้

เริ่มจาก ล้างเมล็ดผักบุ้งในน้ำสะอาดก่อนการนำเมล็ดผักบุ้งแช่ในน้ำ ประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย หลังจากนั้น เอาเมล็ดมาห่อผ้า เพื่อรักษาความชื้น คลุมผ้าไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เมล็ดจะเริ่มงอก
หลังจากนั้น เตรียมดินในตะกร้าสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 4-5 นิ้วเพื่อง่ายต่อการขนย้าย วางความหนาของดินไม่เกิน 1 นิ้ว และผสมมูลไส้เดือนลงไปด้วย เพื่อเป็นอาหารของพืช ส่วนดินที่ใช้เป็นดินขุยมะพร้าว ซึ่งจะมีส่วนผสมของดินน้อย
เมื่อเมล็ดผักบุ้งที่คลุมไว้ เริ่มมีรากงอกเล็กน้อย ให้นำเอาโปรยลงไปในตะกร้าที่เตรียมดินเอาไว้ เกลี่ยให้เต็มพื้นที่ โรยลงไปแค่พอเหมาะ
หลังจากนั้น ให้โรยขุยมะพร้าวกลบทับบางๆ อีกชั้น เพื่อช่วยกักเก็บความชื้น รดน้ำทุกวัน
ตะกร้าที่เพาะต้นอ่อนผักบุ้งต้องวางอยู่ในร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก และต้องไม่วางตากแดด เนื่องจากเวลาวางตากแดดจะทำให้อัตรางอกน้อยลง
หลังจากนำเมล็ดลงตะกร้า ประมาณวันที่ 2-3 เมล็ดจะเริ่มงอกออกมาเป็นราก ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว

วันที่ 4-5 ต้นอ่อนจะเริ่มโตขึ้นความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เริ่มมีใบเขียว แต่ต้นอ่อนจะมีเปลือกเกาะอยู่เยอะตามยอดต้นอ่อน จะไม่ยอมหลุดออกจากลำต้น และต้องดึงเปลือกออก
วันที่ 7 ต้นอ่อนผักบุ้งจะเริ่มโตขึ้น ต้นสามารถตัดได้ แต่สำหรับคุณรติรัตน์ เธอบอกว่า จะตัดในวันที่ 8 ไม่เกินวันที่ 10 ซึ่งสำหรับเธอ วันที่ 8 เป็นช่วงที่ต้นอ่อนผักบุ้งกำลังออกพองามและน่ากิน
นอกจากต้นอ่อนผักบุ้งแล้ว คุณรติรัตน์ (น้อง) ยังเพาะต้นอ่อนทานตะวันเพื่อจำหน่วยด้วย สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อเพื่อรับต้นอ่อนไปจำหน่าย หรือสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก สามารถติดต่อได้ที่ 09-5361-9989

จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีภูมิประเทศที่สวยงาม ดังฉายา เมืองสวยในหุบเขา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปีละกว่า 3 ล้านคน

แต่ที่ผ่านมานั้น อาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเข้ามาจากต่างจังหวัด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและเป็นการสร้างรายได้อันดีให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงภาวะพืชเศรษฐกิจราคาตกต่ำ

นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า สำหรับนโยบายการส่งเสริมของสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาได้เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืช ในกลุ่มของผักปลอดภัยจากสารพิษ สับปะรดภูงา แตงโม และเมล่อน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อนาคตสดใสของเกษตรกรจังหวัดพังงา

ด้าน นายสมบัติ ยกเชื้อ หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้ใหญ่หม้อ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนากลาง ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/2 หมู่ที่ 9 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชทางเลือกใหม่ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งพืชที่ปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ จำนวน 200 ต้น แตงกวาญี่ปุ่น จำนวน 100 ต้น และเลม่อน จำนวน 500 ต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง นายสมบัติได้ให้ข้อมูลโดยสรุปดังนี้ สำหรับแนวคิดในการหันมาปลูกผัก ผลไม้ ในโรงเรือนระบบปิด เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติ ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม วาตภัย ซึ่งเป็นภัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงได้มีความคิดที่จะปลูกพืชระบบปิด ซึ่งสามารถควบคุมการผลิตได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด และกำหนดราคาจำหน่ายเองได้ สำหรับการดำเนินการก็ไม่ยุ่งยาก มีดังนี้

การปลูก ปลูกในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×24 เมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด ปลูกแบบขึ้นค้างทำราว 2 ชั้น ราวห่างจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร และชั้นสองห่างจากพื้นดิน 150-180 เซนติเมตร ราวชั้นแรกทำเพื่อแขวนผล ส่วนราวชั้นที่สองทำเพื่อพยุงส่วนยอด เมื่อเถายาวประมาณ 40 เซนติเมตร จัดเถาให้เลื้อยขึ้นค้าง โดยใช้เชือก เรียกวิธีการนี้ว่า การผูกยอด

ในส่วนของการดูแลรักษา มีวิธีที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

การเตรียมดิน โดยใช้ขุยมะพร้าวละเอียด ขุยมะพร้าวสับ และดินเล็กน้อย อัตราส่วน 3:2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่งได้ถ่ายทอดวิธีการขยายเชื้อ ทำให้ขณะนี้สามารถทำไว้ใช้เองได้ ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันกำจัดโรคพืชแล้ว เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย

การให้ปุ๋ยและน้ำจะให้ปุ๋ยในรูปของสารละลายในน้ำ ให้พร้อมกับให้น้ำซึ่งใช้ระบบให้น้ำแบบน้ำหยด โดยใช้พลังงานจากแผ่นโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญต้องหมั่นตรวจสอบระบบหัวน้ำหยดอย่าให้อุดตัน ควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ ระยะเวลาการให้น้ำตามความต้องการของพืชและสภาพภูมิอากาศ

การผูกยอดและการเด็ดยอด เมื่อเมล่อนเริ่มทอดยอด ควรใช้เชือกผูกหลวมๆ บริเวณใต้ข้อปล้องที่ 2-3 จากยอดยึดติดกับค้าง โดยผูกทุกๆ 3 ปล้อง ปกติค้างจะสูงประมาณ 150-180 เซนติเมตร ควรเด็ดยอดทิ้งเมื่อเมล่อนสูงประมาณ 140 เซนติเมตร

การตัดแขนงและไว้ผล เริ่มไว้ผลตั้งแต่ ข้อที่ 9-12 หรือสูงจากพื้นดิน ประมาณ 50 เซนติเมตร เด็ดแขนงที่แตกจากข้อที่ 1-8 ออกให้หมด ผลที่ไว้ให้เหลือใบไว้กับผล 2 ใบ และควรเก็บใบไว้เหนือผล 12-15 ใบ เพื่อไว้เลี้ยงผล เมื่อผลโตเท่าไข่ไก่ ให้เลือกผลที่ดีที่สุดไว้เพียง 1 ผล ที่เหลือเด็ดทิ้งหมด และเด็ดแขนงที่ออกจากข้อออกให้หมด

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่มีโรค แมลงรบกวน เนื่องจากปลูกในโรงเรือนระบบปิด และมีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อรา

ส่วนการเก็บเกี่ยว นายสมบัติ กล่าวว่า เมล่อนมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-80 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และฤดูปลูก ทั้งนี้ พันธุ์เบาเก็บเกี่ยวได้เร็วและถ้าปลูกฤดูร้อนผลจะสุกเร็วกว่า

ผู้ปลูกสามารถสังเกตระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้จากสีของผลสีนวลรอยนูนของร่างแหแข็งนูนเห็นชัด กลิ่นหอม

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อรุ่น อยู่ที่จำนวน 500 ผล ผลละประมาณ 0.8-1.7 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 150-190 บาท แล้วแต่เกรด สามารถทำรายได้ให้เกษตรกร ประมาณ 75,000-100,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การตลาด ได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองทางสื่อออนไลน์ และจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัย อีกทั้งรสชาติหวาน หอม อร่อย ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลผลิตแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจได้ถ่ายภาพในแปลงเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

หากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา สำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่ง หรือติดต่อที่ ผู้ใหญ่สมบัติ ยกเชื้อ โดยตรง ที่หมายเลขโทรศัพท์ อาทิตย์นี้มากันที่จังหวัดนนทบุรี จะพามาดูวิธีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่กำลังเป็นกระแสในกลุ่มคนรักสุขภาพ พร้อมกับชิมอาหารอร่อยๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นการเสริ์ฟผักสดๆ จากฟาร์ม สู่จานคุณเลยก็ว่าได้

ไฮโดรโปนิกส์ เป็นวิธีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้วิธีการใส่สารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชไว้ในแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น โดยการปลูกพืชไร้ดินนี้สามารถทำได้ง่าย สะดวก ประหยัดพื้นที่ และไม่ปนเปื้อนกับสารเคมีต่างๆ ในดิน ทำให้ได้พืชผักที่สะอาด

สำหรับฟาร์มรักดี เกิดจากความสงสัยและไม่เข้าใจของคุณเจส คาลโว เจ้าของฟาร์ม ว่าผักที่ขายตามท้องตลาดไม่มีความปลอดภัย อีกทั้งที่หาซื้อมารับประทานรู้สึกว่าผักไม่มีความสดและไม่อร่อย จึงหันมาเริ่มปลูกเองง่ายๆภายในครอบครัวเพื่อรับประทานเอง

และจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ได้ขยายเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่คนในชุมชนที่มีความต้องการมาขอซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลายเป็นอาชีพหลักปลูกขายถึงวันนี้ คุณเจส บอกครับว่า การปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ โดยปกติแล้ว จะมี 2 ทางเลือก ทางเลือกแรก คือ ปลูกด้วยหินเพอร์ไลท์ ส่วนอีกทางเลือก คือ ปลูกด้วยฟองน้ำ แต่สำหรับทางฟาร์มรักดีจะใช้วิธีแรก โดยเน้นปลูกผักสลัดเมืองหนาวทั้งหมด 10 สายพันธุ์ แบ่งเป็นกลุ่มผักใบเขียว 5 สายพันธุ์ กลุ่มผักใบแดงอีก 5 สายพันธุ์

สำหรับ อุปกรณ์ในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์พี่เจสบอกครับว่าจะประกอบด้วย กรวยปลูก หินเพอร์ไลท์ เมล็ดพันธุ์ผัก สารลายสูตรเฉพาะของทางฟาร์มที่แต่ละฤดูกาลจะใช้ต่างกัน โดยต้นทุนในการปลูกไฮโดรโปนิกส์ 1 รางพร้อมหลังคามุงด้วยซาแลนสีเทาพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 35,000 บาท โดยผักสลัด 1 ต้น จะใช้ต้นทุนในการปลูกเฉลี่ยอยู่ที่ 5 บาท และเมื่อเก็บจำหน่ายจะขายได้ถึงต้นละ 30 บาท กำไร 25 บาท

การทำตลาดทางฟาร์มรักดี จะเก็บผักสดๆ จากแปลงจะส่งไปยังห้องครัวของทางฟาร์ม เสิร์ฟให้กับลูกค้า ซึ่งเมนูเด็ด คือ รวมมิกส์สลัด เสิร์ฟมาพร้อมน้ำสลัดสูตรทางร้านที่มีให้เลือกถึง 3 ชนิด รวมถึงสเต็กหมู ซุปเห็ด และอีกหลากหลายเมนู

และสำหรับคนชอบทานผัก ทุกๆวันพุธ ทางร้านจะเปิดบุฟเฟ่ต์สลัด ท่านละ 60 บาท เรียกได้ว่าทานกันแบบไม่อั้น

สถานที่ : วงศ์สว่าง – นนทบุรี เปิดบริการ 11.00น.-19.00น. หยุดทุกวันจันทร์ Line: pu_ _pae Tel. 086-347-7798 มีที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย
1) สามารถเปิด google map ค้นหา farm luck dee หรือ ฟาร์มรักดี
2) มาทางวงศ์สว่าง สามารถเข้าทาง กรุงเทพ-นนท์ 2 หรือ กรุงเทพ-นนท์ 12 (ซอยศิริชัย)
3) มาทางติวานนท์ สามารถเข้าทาง ติวานนท์ 14
4) มาทางด่วน สามารถลงทางด่วน งามวงศ์วาน (กระทรวงสาธารณสุข)
5) มาทางงามวงศ์วาน สามารถ เข้าถนนเลียบทางด่วน หรือ งามวงศ์วาน 2

ร.ต.ท.จรูญ เทพสุริวงค์ หรือจ่าหมี ตำรวจ สภ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา หมู่ 2 ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ในเนื้อที่ 5 ไร่มาเกือบ3 ปี และเป็นการลงทุนปลูกรุ่นแรก สามารถทำเงินได้สูงถึงเดือนละกว่า6 หมื่นบาท จากการขายมะละกอฮอลแลนด์เพียงอย่างเดียว ไม่รวมรายได้ขายกล้วยน้ำหว้าที่ปลูกแซมเก็บขายวันละนับ100กก. ราคา กก.ละ 20 บาท และตลาดวิ่งชนมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน เพื่อส่งขายทั้งในตลาด จ.สงขลา ยะลา ปัตตานี หรือแม้แต่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และมีออร์เดอร์ใหม่ๆเข้ามาตลอด ไม่เคยประสบปัญหาด้านการตลาดและราคา

ร.ต.ท.จรูญกล่าวว่า ตนรับราชการตำรวจอยู่ในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายสิบปี ถูกลอบวางระเบิดจนขาขวาขาด จึงขอย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ จ.สงขลา ด้วยความชื่นชอบการเกษตรอยู่แล้ว จึงใช้เวลาว่างจากหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราช ไปศึกษาหาความรู้จากเพื่อนบ้าน วิธีปลูกมะละกอฮอลแลนด์ในเนื้อที่5 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ1 แสนบาท ปลูกได้ประมาณ 8เดือน ออกผลเก็บขายได้และ เพียงแค่รุ่นแรกก็คืนทุนทันที และนับจากนั้นมาเก็บขายได้ทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า100 กก.

ร.ต.ท.จรูญกล่าวอีกว่า ข้อดีของมะละกอฮอลแลนด์คือรสชาติหวาน เนื้อแน่น ลูกดกให้ผลผลิตต่อเนื่องและทนต่อโรค ส่วนเทคนิคในการปลูกให้ได้ผลคือพื้นที่ปลูกน้ำไม่ท่วม ต้องมีน้ำพอเพียงตลอดทั้งปี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ประเภทขี้ไก่แกลบ ผสมปุ๋ยเคมีเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความหวาน เพียงแค่นี้ก็จะทำให้มะละกอฮอลแลนด์ให้ผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปีและ เก็บขายมีรายได้ทุกวัน

ผู้สนใจต้องสอบถามรายละเอียดการปลูกมะละกอฮอลแลนด์ให้สำเร็จ สอบถามได้ที่ ร.ต.ท.จรูญ หรือจ่าหมี หมายเลข 084-8608818 ซึ่งปัจจุบันสวนสายใจไทยแห่งนี้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้มะละกออฮอลแลนด์ที่มีทั้งชาวบ้านและหน่วยงานต่างๆหรือแม้แต่ที่เดินทางมาจากประเทศจีนเพื่อมาดูงาน

“เกษตรหลังเกษียณ” เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะกำลังอยู่ในช่วงเวลาการเกษียณจากงานประจำของหลายท่าน ทั้งในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งท่านที่สนใจงานด้านการเกษตร แม้จะมีเวลาทำงานอีกไม่นาน และหลายท่านที่เกษียณมาแล้ว ซึ่งมีคำถามบ่อยมาก ที่ว่า หลังเกษียณจากงานแล้วจะทำอะไรกันดี โดยเฉพาะด้านการเกษตร เป็นคำถามที่ตอบค่อนข้างยาก

ตรงนี้ผมจะตอบตรงๆ คงไม่ได้แน่ครับ เพราะอาจจะไม่ตรงกับใจ ความคิด หรือความต้องการของทุกคน ซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ผู้เขียนเองก็ต้องประเมินตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆ ที่จบด้านเกษตร และทำงานคลุกคลีกับภาคเกษตรมาจนเกษียณราชการ แต่ที่ผ่านมาได้สัมผัสกับงานส่งเสริมการผลิตสับปะรดมาโดยตลอด และสับปะรดนั้นเป็นพืชหลักที่สร้างรายได้/กำไร ให้กับคนไทยจำนวนมาก อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง จึงได้นำเอาความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้ โดยทดลองปลูกสับปะรดในถุงพลาสติก ซึ่งเก็บผลผลิตไปแล้ว 3 รุ่น ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นำไปพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ครับ

มีชัยไปกว่าครึ่งทาง

การตัดสินใจทำอาชีพการเกษตรด้านไหน มากหรือน้อยเพียงใด ก็ต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุนลงแรงเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ แต่ถ้าทำแล้วควรจะอยู่ได้ และ/หรืออยู่ดี นั่นคือ ทำแล้วมีรายได้พอเลี้ยงกิจกรรมที่ดำเนินการ โดยไม่ต้องชักเนื้อ หรือเสียไปบ้างก็ไม่มาก แต่หากมองอีกมุมว่า กิจกรรมที่เราทำมันชดเชยให้ด้วยความสุขหลังเกษียณ สร้างความสุขให้สมาชิกในครอบครัว และถือว่าเป็นการพักผ่อนในช่วงปลายของชีวิต ตรงนี้มันก็เกินคุ้มค่าเหมือนกันมิใช่หรือ…

สิ่งแรกที่ผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ทุกท่านควรตระหนักและเตรียมพร้อมก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตรกรรมอะไร เพื่อการลงทุนนั้น ควรทำการศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจจะส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อกิจกรรมที่เรากำลังจะทำหลังเกษียณ สถานการณ์ที่ว่านั้นมีหลายด้าน เช่น ตลาด/แหล่งขายหรือรับซื้อผลผลิต กระแสความต้องการของผู้บริโภค กำลังซื้อ กลุ่ม/จำนวนผู้บริโภค เป็นต้น ส่วนกิจกรรมเกษตรก็ต้องดูว่าพืช/สัตว์อะไรที่เหมาะสมหรือมีแนวโน้นที่จะดีต่อไป ปริมาณ/จำนวนที่ออกสู่ตลาด/การวางขาย มีคนทำกันมากน้อยแค่ไหน อะไรที่น่าจะเพิ่ม/ลงทุนได้ เรียกได้ว่า “ต้องรู้เขา รู้เรา” ให้มากพอ ตัวอย่างการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ สองสามปีนี้ฮิตตามกันมากจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร มีทั้งคนที่สำเร็จและคนที่ล้มเหลว ทั้งๆ ที่มีข้อมูลและโมเดลให้เห็นเป็นแบบอย่างมากมาย

ข้อคิดที่นำมาฝากวันนี้ เป็นกรอบพิจารณาที่จะเลือกกิจกรรมเกษตรหลังเกษียณครับว่า 1. เราชอบและสนใจมันจริงๆ หรือเปล่า 2. มีความรู้ ทักษะหรือความชำนาญกับกิจกรรมนั้นๆ ในระดับใด 3. ตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกิจกรรม/อาชีพใหม่ชัดเจนไหม และ 4. มีทุนมากพอในระยะยาวได้แค่ไหน ขอขยายความไปอีกหน่อยนะครับ

เรื่องความชอบ เมื่อตอนต้นผมกล่าวว่า แต่ละคนมีความชอบแตกต่างกัน อาจมาจากประสบการณ์ที่ได้กิน ได้พบเห็น ทราบข่าว หรือมีตัวแบบให้ดู เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความประทับใจและชอบตามมา ตรงนี้เลยอยากจะทำบ้าง ส่วนความรู้และความชำนาญนั้น หากชอบและสนใจแล้ว มันเรียนรู้ได้/ฝึกฝนได้ ยิ่งวัตถุประสงค์กับเป้าหมายชัดเจน จะเป็นแรงผลักดันที่มีพลัง ดังที่เขาพูดกันว่า “ความรู้นั้นอาจเรียนทันกันหมด” อีกสิ่งที่สำคัญมากๆ คือ เงินทุนดำเนินการ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นของการทำเกษตร ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่งที่เป็นเงินก้อน ในการเตรียมการ อาจเริ่มต้นที่โครงสร้างพื้นฐาน ที่ดิน เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น แหล่งน้ำ/ระบบน้ำ พันธุ์พืช/สัตว์ ฯลฯ หากสภาพคล่องไม่ดีพอคงมีปัญหาได้ เพราะกิจกรรมเกษตรกว่าจะออกดอกเห็นผลต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งก็ยังต้องใช้ทุนแบบต่อเนื่อง กิจกรรมอาจไม่เป็นไปตามแผนการหรือเป้าหมาย หรือไม่ประสบผลสำเร็จเอาเลยก็ได้ แล้วจะเกิดความท้อแท้หรือไม่ก็เลิกราไปเลย หลายคนที่เกษียณแล้วมาทำเกษตรก็ประสบเหตุการณ์แบบนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ เหมือนกัน

ประเด็นที่ว่าจะทำเพื่อพักผ่อน เพียงขอให้มีกิจกรรม ไม่ให้ว่างและแก้เหงา ก็ว่ากันไปอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะทำเป็นอาชีพเสริมหรือจริงจัง ตรงนี้ต้องชัดเจนที่วัตถุประสงค์และเป้าหมายในแต่ละกิจกรรม โดยเฉพาะด้านชนิด ปริมาณ และคุณภาพ หลายคนที่เริ่มต้นแบบสมัครเล่น ทำเพื่อพักผ่อน แต่สุดท้ายก็สามารถพัฒนาเป็นการค้า และกลายเป็นมืออาชีพที่ประสบผลสำเร็จ ร่ำรวย มีชื่อเสียง จนเป็นที่ยอมรับในสังคม ก็พอจะมีให้เห็นกันทั่วไปทุกจังหวัด

ความเสี่ยง เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่คนทำเกษตรต้องพิจารณาและวิเคราะห์ เพราะการเกษตรมีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งในระหว่างการผลิต หลังเก็บเกี่ยว และการทำตลาด แค่ในช่วงการผลิตก็ต้องเจอกับสภาพของดินฟ้าอากาศที่มันแปรปรวนมาก โดยเฉพาะช่วงหลังๆ นี้อากาศร้อน แดดจัด ฝนตกน้อยกว่าปกติ มันพันกันไปหมด รวมถึงการระบาดของศัตรูพืชนานาชนิดอีกด้วย จึงต้องไม่ลืมสิ่งเหล่านี้ไป ถามตัวเราว่าพร้อมระดับไหน พร้อมที่จะเดินไปกับการเกษตรหลังเกษียณหรือไม่

ในถุงพลาสติกดำ ทำได้ไม่ยาก

ก่อนเกษียณ มีคนมาบอกขายที่นาสัก 4 ไร่กว่าๆ ตัดสินใจซื้อแล้วถม ประมาณ 70 เซนติเมตร เพื่อเอาไว้ทำสวนหลังเกษียณจากงาน แต่ถมดินไม่สูงพอ ในหน้าฝนน้ำใต้ดินค่อนข้างสูงและซึมท่วมผิวดินเปียกชุ่ม ทำให้มีปัญหาการปลูกพืช เพราะน้ำท่วมราก/ทนไม่ไหว ไม่โตและตายในที่สุด ยกเว้นพวกที่ทนต่อน้ำได้ดี เช่น มะม่วง ชมพู่ ไผ่ ยางนา และยูคาลิปตัส ส่วนพืชอย่างอื่นหน้าหนาวต่อแล้งปลูกได้ แต่พอหน้าฝนก็สำลักน้ำตายหมด โดยเฉพาะสับปะรดนั้น ไม่ชอบสภาพดินชื้นแฉะ ระบายน้ำไม่ดี มีปัญหารากจะเน่า/ต้นเน่า มองไปว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ปลูกในกระถางนั้นก็ได้ แต่ต้นทุนมันสูง หากปลูกจำนวนมากก็สู้ไม่ไหว สุดท้าย มาลงตัวที่ถุงพลาสติกดำ ขนาด 8 คูณ 16 นิ้ว ตกราคาใบละ 1.80-2.00 บาท เท่านั้น

งานปลูกสับปะรดเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2556 หลังเกษียณจากงานแล้ว ได้ซื้อต้นพันธุ์สับปะรด เอ็มดี 2 (MD 2) เป็นต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จำนวน 100 ต้น นำมาลงถุงเล็กพักเลี้ยงไว้จนโต ความสูงสัก 30 เซนติเมตร (ประมาณหน่อขนาดเล็ก/กลาง) แล้วนำมาลงปลูกในถุงพลาสติกดำ โดยใช้ดินธรรมดาเป็นดินร่วนปนลูกรัง ผสมกับขี้ไก่ แกลบแห้งที่ผ่านการหมักจนย่อยดีแล้ว สัดส่วนผสมคือ ดินปลูก 3 ส่วน ปุ๋ยขี้ไก่แกลบ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี แล้วนำใส่ถุงปลูกที่เตรียมไว้ ใส่จนเกือบเต็ม เว้นพื้นที่ปากถุงไว้สัก 10 เซนติเมตร เพื่อไว้เติมปุ๋ยและกักน้ำช่วงรอการซึมลงในถุง หากใส่ดินจนเต็มถุงเมื่อให้น้ำจะล้นไหลออกหมด เพราะน้ำซึมลงดินในถุงไม่ทัน หลังจากใส่ดินลงถุงแล้ว

นำวางเรียงเป็นแถวคู่ ใช้ระยะห่างตามมาตรฐานการปลูกสับปะรดคือ ระยะต้น 30 เซนติเมตร (วางถุงปลูกเกือบชิดกัน) ใช้ระยะแถวคู่ 50-60 เซนติเมตร ทางเดินระหว่างแถวคู่ 80-100 เซนติเมตร หลังจากเตรียมถุงปลูกและจัดถุงปลูกแล้ว รดน้ำให้ดินในถุงปลูกดูว่ามีความชื้นพอดี นำต้นพันธุ์สับปะรดลงปลูก แล้วให้น้ำอีกครั้ง เพื่อให้ดินแน่นยึดต้นสับปะรดได้ดี เพราะรากสับปะรดจะสัมผัสกับดิน ทำให้ตั้งตัวได้เร็วขึ้น ต่อไปก็ให้น้ำเดือนละ 1-2 ครั้ง สำหรับการให้ปุ๋ยเคมีนั้น ได้ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 กับ สูตร 46-0-0 อย่างละ 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร คนให้ละลายเข้ากันดี แล้วนำไปฉีดพ่นลงต้นสับปะรด (ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ) ประมาณ 200-300 ซีซี/ต้น/ครั้ง ให้ปุ๋ยเดือนละ 1-2 ครั้ง ตามหลังจากการให้น้ำ เพราะดินจะมีความชื้นพอดี สับปะรดจะดูดปุ๋ยได้ดี/รวดเร็วกว่าสภาพดินที่แห้ง

สับปะรดมีการเจริญเติบโตที่ดีมาก ใบกว้าง สีเขียวเข้ม โคน (ตะโพก) ใหญ่ พออายุได้ 6-7 เดือน คำนวณน้ำหนักต้นราวๆ 2.5 กิโลกรัม ก็บังคับการออกดอก โดยใช้เอทิลีน (อีเทรล/อีทีฟอน) ชนิด 39.5 เปอร์เซ็นต์ 8-10 ซีซี กับปุ๋ยยูเรีย (สูตร 40-0-0) จำนวน 300 กรัม (3 ขีด) ผสมน้ำ 20 ลิตร นำไปหยอดลงในยอดต้นสับปะรด ต้นละ 70-80 ซีซี เพียงครั้งเดียว หลังหยอดสารเร่งดอกไป 28-35 วัน สับปะรดออกดอกทุกต้น ช่วงระยะดอกแดง-ก่อนดอกบาน ให้น้ำตามปกติ ไม่มีการให้ปุ๋ย จนผลสับปะรดอายุได้ 90-100 วัน

ฉีดปุ๋ย สูตร 0-0-60 ที่ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ (โพแทสเซียมคลอไรด์ 5 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร) ต้นละ 300 ซีซี เพื่อสร้างสีเนื้อและความหวาน เป็นการฉีดปุ๋ยครั้งสุดท้าย และเนื่องจากแดดร้อนจัดมาก จึงต้องห่อผลสับปะรดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ป้องกันผลไหม้ ส่วนการให้น้ำจะหยุดให้ก่อนการตัดผล ประมาณ 1 เดือน สับปะรดรุ่นแรกที่ปลูกลงถุงพลาสติกดำ เมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2557 ถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดแรก เมื่อ วันที่ 29 ธันวาคม 2557 จนถึง วันที่ 4 มกราคม 2558 รวมใช้ระยะเวลาปลูกถึงเก็บผลผลิต ประมาณ 11 เดือนกว่าๆ เท่านั้น รวมเก็บสับปะรดได้ 80 ลูก (หนูกัดกินเสียหาย และต้นเน่าตายไปบ้าง) ได้น้ำหนักเฉลี่ย 1.29 กิโลกรัม/ผล ความหวานระหว่าง 16-17 องศาบริกซ์ เนื้อเหลืองทองสวยงาม รสชาติหวาน กลิ่นหอม ตัวผลรูปทรงกระบอก ผลผลิตจัดว่าใช้ได้ครับ

การทดลองปลูก รุ่นที่ 2 ปลูกสับปะรดพันธุ์ตราดสีทอง 500 ต้น เป็นหน่อขนาดกลาง เว็บเล่นบาคาร่า ซื้อพันธุ์จากจังหวัดตราด ลงปลูก วันที่ 28 ธันวาคม 2557 วิธีการปฏิบัติต่างๆ เช่น ให้น้ำและปุ๋ยเหมือนกับการปลูกสับปะรด MD 2 รุ่นแรก,บังคับดอกเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 (อายุ 8 เดือน) ด้วยสารเอทิลีน 1 ครั้ง และฉีดปุ๋ย 0-0-60 อีก 1 ครั้ง เมื่อผลสับปะรดมีอายุได้ 90 วัน เริ่มตัดสับปะรดชุดแรก วันที่ 1 มกราคม 2559 จำนวน 280 ลูก และชุดที่ 2 วันที่ 5 มกราคม 2559 จำนวน 174 ลูก รวมเก็บสับปะรดได้ 454 ลูก น้ำหนักอยู่ระหว่าง 800-1,200 กรัม/ลูก (รวมจุกและก้าน) ความหวาน 15-16 องศาบริกซ์ อายุนับจากวันบังคับดอกถึงเก็บเกี่ยว 122-125 วัน (4 เดือนนิดๆ), คำนวณอายุตั้งแต่ปลูกลงถุงถึงเก็บเกี่ยว 12 เดือน 10 วัน, ในรุ่นที่ 2 นั้นยังได้ปลูกสับปะรด MD 2 อีกจำนวน 40 ต้น ช่วงเก็บเกี่ยวมีดแรก 20 ลูก น้ำหนักระหว่าง 1.3-2.2 กิโลกรัม/ลูก ได้น้ำหนักเฉลี่ย 1.65 กิโลกรัม/ลูก ความหวานระหว่าง 16-18 องศาบริกซ์