อาหารคาวชนิดแรกที่เข้าตากรรมการสภากาแฟล้อมวงคือ

ข้าวมันหอยตีเตบ แรกได้ยินชื่อสำรับนี้ฉันก็ถึงแก่หูผึ่งและรีบใช้สิทธิคนอยากชิม ลงความเห็นว่าเมนูนี้พลาดไม่ได้ เพราะมันบอกถึงความเป็นทะเลอันน่าทึ่ง เมื่อประกอบส่วนเข้ากับข้าวมัน อย่างเราๆ ที่คุ้นลิ้นอยู่กับข้าวมันไก่ ข้าวมันส้มตำ ย่อมหูกางน้ำลายยืดเมื่อได้ยินชื่อข้าวมันหอยตีเตบ

หอยตีเตบ เป็นหอยแบบไหนฉันก็ยากจะอธิบาย เท่าที่เห็นตอนเดินตามชาวบ้านไปหาหอยชนิดนี้นั้น มันคล้ายๆหอยนางรมที่เกาะอยู่ตามโขดหินริมทะเล เกาะเกยกันแน่นครืดราวบ้านเรือนแออัด ผู้ชำนาญการหอยก็จะมีมีดหรือให้ดีควรเป็นที่ต่อยหอยโดยเฉพาะ สำหรับแกะหอยออกมาจากหินที่มันเกาะแน่นอยู่ เปลือกหอยชนิดนี้จะแข็งและขรุขระ ใต้เปลือกนั้นมีเนื้อหอยตัวไม่ใหญ่เท่าหอยนางรม แต่หลายตัวเข้าก็เป็นอาหารอร่อยเต็มปากเต็มคำเหมือนกัน

เมนูหอยตีเตบที่ฉันเคยกินบ่อยที่สุดคือ ยำแบบดิบๆ นั่นหมายถึงว่าเราต้องมีหอยสดที่เพิ่งแงะออกมา คลุกเคล้ากับน้ำยำมะนาว เกลือ พริก หอมแดง เท่านี้เท่านั้นความสดของหอยจะไปจรุงความหวานอยู่ในอุ้งปากเคล้ากับเครื่องปรุงน้ำยำ อีกเมนูที่ออกจะพื้นๆ ก็คือ ไข่เจียวหอยตีเตบ กินเคียงกับแกงส้มปลาเปรี้ยวเผ็ดถึงไหนถึงกัน

การจะทำข้าวมันหอยตีเตบให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากไปเก็บหอยกันก่อน ต้องรอให้น้ำทะเลลดซึ่งจะเป็นช่วงเย็น นักเก็บหอยที่ได้วางตัวกันไว้แล้วก็ถือเครื่องมือพร้อมภาชนะมุ่งหน้าไปทางทิศที่มีหอย ใช้เวลาไม่นานก็ได้มาตะกร้าเติบ พักเอาไว้ก่อนรอพรุ่งนี้ค่อยประกอบการ

ครั้นยามเช้าของอีกวันบริเวณริมทะเลอ่าวมาเละ บ้านสังกาอู้ ก็กลายเป็นครัวชั่วคราว เนื่องเพราะตรงนี้ทำเลดี มองเห็นคลื่นโยกตัว ลมโบกโบยดี มีความร่มรื่น แม่ครัวมือวางของเราจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายร่างและเครื่องเคราต่างๆ มาจัดวาง สิ่งแรกที่ทำคือ ล้างข้าวของต่างๆ ให้สะอาด จากนั้นก็เริ่มแจกจ่ายหน้าที่ คนที่ถนัดขูดมะพร้าวก็รับหน้าที่เป็นมะหมี่แห่งแม่เบี้ย ปอกเปลือกมะพร้าวและผ่าซีก นั่งขูดท่าสวยๆ บนที่ขูด ความจริงไม่ได้จัดวางท่าสวยทว่าความสวยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ส่วนสิ่งสำคัญของการนี้คือ หอยตีเตบนั้นก็ต้องนำมาย่างไฟอ่อนๆ เสียก่อน ไม่ต้องย่างนานเพราะหอยจะแห้งแข็งกินไม่อร่อย จากนั้นเมื่อแผนกขูดและคั้นมะพร้าวเสร็จแล้ว ทีนี้ก็เริ่มหุงข้าวมันโดยการใส่ข้าวสารลงไปในกะทิที่คั้นจนข้นคลั่ก โรยเกลือเอาเค็มลงไปสักหน่อย อย่าเค็มมากเจ้าหน้าที่อนามัยมาบอกชาวบ้านไว้

ต้องคอยคนข้าวไม่ให้ไหม้ติดก้นหม้อ ระหว่างนี้มือตำปรุงน้ำชุบหรือน้ำพริกก็เริ่มลงมือ เพราะข้าวมันหอยตีเตบต้องกินกับน้ำพริกหยำจึงจะครบถ้วนรสชาติ น้ำชุบหรือน้ำพริกหยำคือน้ำพริกที่ไม่ได้ใส่ครกตำ แต่ใช้วิธีขยำกะปิ มะนาวหรือน้ำมะขาม น้ำตาลนิดนึงเข้าด้วยกัน ตามด้วยพริกสด หอมแดงซอย เพียงแค่นี้

เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพแล้ว ก็จะได้สำรับอันประกอบด้วย ข้าวมันหอมกะทิร้อนกรุ่น หอยตีเตบแกะเปลือกแล้ว กับถ้วยน้ำพริกหยำ เปิบเข้าปากพร้อมเพรียงกัน รสหวานมันของข้าว หวานสดของหอย กับน้ำพริกเค็มเปรี้ยวเผ็ดตัดความมันเลี่ยน เคี้ยวช้าๆ ให้ลิ้นรับรสชาติเต็มที่ ก่อนจะค่อยๆ กลืนลงคอ เป็นอาหารที่พร้อมด้วยกลิ่นของทะเล ทั้งหอยและมะพร้าว สมบรรยากาศชายหาดและลมทะเลพัดพลิ้ว

คนเราจะกินอะไรที่ไกลห่างจากสิ่งที่เรามี ชีวิตคงลำบากต่อการเสาะหา แต่หากเรากินเท่าที่เราเก็บหาได้หรือซื้อหาได้ง่าย ชีวิตก็น่าจะง่ายขึ้น ในสมัยก่อนผู้คนก็เป็นอย่างนี้ กินทุกสิ่งที่มีให้เก็บหา ในยุคเกษตรกรรมก็กินทุกสิ่งที่ปลูกได้ หรือปลูกสิ่งที่อยากกิน

อาหารแต่เดิมของอูรักลาโว้ยเช่นกัน ปรนปรุงให้ถูกปากถูกลิ้นจากสิ่งของที่หาเก็บได้ไม่ไกลตัว เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและสอดคล้องตามหลักสากล ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

โดย มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เคยเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ คล้ายกุ้ง มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แต่ที่รู้จักกันดีคือ เคยดอกลาวและเคยตาดำ

ทั้งสองชนิดชาวบ้านดักเอามาทำกะปิ เรียกว่ากะปิเคย กะปิเคยชั้นดีต้องทำมาจากเคยตาดำ ทำให้เคยตาดำราคาแพงกว่าเคยดอกลาวมาก ถึงกระนั้นเคยดอกลาวก็ใช่ว่าจะไร้ค่า เพราะยังเป็นที่ต้องการของชาวบ้าน และผู้รับซื้อเคยโดยทั่วไป

ทุกฤดูกาล เคยดอกลาวจะมีจำนวนมากว่าเคยตาดำ

เคยดอกลาวนำเอาไปทำกะปิได้เหมือนกัน แม้จะราคาด้อยกว่า แต่ด้วยชั้นเชิงในการทำกะปิของชาวบ้าน ก็ส่งให้ชื่อเสียงของกะปิเคยเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป อย่างกะปิเคยคลองโคน ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นต้น

เครื่องมือจับเคยเรียกว่า ละวะ หน้าตาคล้ายสวิงดักลูกปลามีขนาดใหญ่ปากกว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 3-4 วา บริเวณปากเปิดกว้างเหมือนสวิง ลำตัวค่อยๆ รีลงไปเรื่อยๆ จนท้ายสุดปลายแหลมและเล็ก

วัสดุที่นำมาทำละวะสมัยก่อนใช้ผ้ามุ้งเก่าๆ นำมาตัดเย็บให้เป็นรูปคล้ายสวิง

ส่วนปัจจุบันเครื่องมือของใช้มีการพัฒนามากขึ้น ชาวบ้านซื้อใยสังเคราะห์เหนียว ตาเล็กๆ นำมาตัดเย็บเป็นรูปคล้ายสวิงแทน เพราะมีความทนทานกว่าผ้ามุ้งเป็นอย่างมาก

เมื่อมีละวะแล้ว จะดักเคยอย่างไรดี

การดักเคยทำได้ทุกฤดูกาล แต่ถ้าจะให้เหมาะงามหรือฤดูกาลที่ได้เคยมากๆ ก็ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ส่วนคนที่ยึดอาชีพดักเคยอย่างเดียว แทบไม่อยากทำอย่างอื่นเลยก็อาจต่อจากเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนตุลาคมเลย บางเดือนได้มาก บางเดือนได้น้อยก็ถัวเฉลี่ยกันไป

ทำเลหรือสถานที่ดักเคยอยู่ริมทะเล ห่างจากป่าชายทะเลประมาณ 100-200 เมตร เมื่อจับจองเป็นที่ดักเคยของตนเองแล้ว สมัยก่อนชาวบ้านต้องยกเลนขึ้นมาเป็นแนวคันดิน เปิดช่องพอให้ปากละวะใส่เข้าไปได้ แต่ปัจจุบันมีคนมาก เครื่องมือดีกว่าก่อน ชาวบ้านจะนำเอาไม้หลักไปปักไว้เป็นแนวยาว คนหนึ่งประมาณ 30 เมตร หรือมากกว่านั้น หรือมากน้อยกว่านั้นย่อมขึ้นอยู่กับทุนรอน

ช่องว่างระหว่างไม้หลักแต่ละอัน เว้นไว้ประมาณ 3 เมตร

ปักไม้เสร็จแล้วก็รอน้ำลง ชาวบ้านต่างรู้ว่า ตัวเคยน้อย ๆ จะเข้าไปหากินตามป่าชายเลนตามน้ำขึ้น เมื่อน้ำลงก็จะลงมากับน้ำ ชาวบ้านรู้ธรรมชาติการเดินทางของเคยเป็นอย่างดี

ระหว่างรอคอย คนจับเคยหรือเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า ป้องเคย ก็จะงัดเอาเรื่องราวต่างๆ มาพูดคุยกัน หรือไม่ก็กางร่มกันแดดล้มตัวลงนอนในเรืออย่างสบายอารมณ์ เมื่อเคยมากับน้ำ ชาวบ้านก็จะบอกต่อ ๆ กันว่า เคยลงแล้ว

เครื่องมือตรวจสอบเคย ว่าลงมากับน้ำหรือไม่นั้น ชาวบ้านเรียกว่าชะเนาะตักเคย หน้าตาคล้ายสวิงขนาดเล็กๆ

พร้อมๆ กับเสียงตะโกนบอกว่าเคยลงแล้ว ชาวบ้านต่างงัดเอาละวะของตนออกมาคลี่ นำเอาหูแต่ละด้านไปสวมไว้กับหลักไม้รายเรียงเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นแนวของตนเอง จากนั้นปล่อยให้น้ำพัดพาเอาปลายละวะแต่ละปากทอดตัวลงทะเล พองตัวตามแรงกระแสน้ำดัน

รอคอยให้น้ำลดระดับลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับเข่า จึงเข้ากู้เคยออกจากละวะ เคยเมื่อเอาขึ้นมาจากน้ำมันจะตายทันที ดังนั้นเมื่อได้เคยแล้ว ชาวบ้านก็ต้องรีบเอาไปขายให้กับร้านรับซื้อ หรือไม่ก็นำกลับบ้าน เอาไปเคล้าเกลือ เพื่อทำกะปิเคยต่อไป

ชีวิตเคยแต่ละตัว ชาวบ้านบอกว่าประมาณ 15 วันเท่านั้น ถ้าเราไม่จับมามันก็จะตาย ชีวิตเคยแม้จะแสนสั้น แต่มันก็ยังถูกล่าเอามาทำกะปิ แถมเป็นกะปิชั้นดีอีกด้วย

ใครที่เคยกินกะปิเคย ย่อมอธิบายถึงรสอร่อยได้ดีหากให้ทุกคนพูดชื่อไม้ดอกที่ตนชื่นชอบขึ้นมาสักชื่อหนึ่ง เชื่อว่าจะมีกุหลาบเป็นคำตอบส่วนใหญ่ เพราะกุหลาบ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของดอกไม้ (Queen of flower) เป็นไม้ดอกที่สวยสง่า ใช้สื่อความหมายดีๆ และเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่มีการซื้อขายในอันดับต้นๆ ของตลาดไม้ดอกทั่วโลก โดยเป็นกุหลาบจำพวกตัดดอก และต้นกุหลาบที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างๆ ซึ่งยังไม่พบสินค้าที่เป็น กุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (baby rose) จำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป

กุหลาบจิ๋ว เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ในระยะแรกเริ่มผลิตในหมู่นักวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตามมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร หน่วยราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การผลิตมีทั้งแบบทำให้กุหลาบออกดอกในขวด หรือปลูกในกระถางเล็กๆ เป็นของฝาก ของแปลก ให้ระหว่างกัน ต่อมาจึงมีภาคเอกชนสนใจมองเห็นช่องทางธุรกิจ จึงนำไปผลิตเป็นการค้าในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นที่สายพันธุ์ดอกสีแดงเป็นส่วนใหญ่ กุหลาบจิ๋วดอกสีอื่นๆ ยังไม่แพร่หลายในตลาดการค้า อย่างไรก็ตาม กุหลาบจิ๋ว ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเลี้ยงเสมอมา

การผลิตกุหลาบจิ๋ว หมายถึง การนำกุหลาบในกลุ่มกุหลาบหนู (miniature rose) ที่มีการจำหน่ายในตลาดการค้าทั่วไป คัดเลือกพันธุ์ที่มีทรงพุ่มกระทัดรัด ออกดอกสวยงาม มาผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (plant tissue culture) ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชวิธีหนึ่ง ทำใหhได้ต้นกุหลาบหนูความสูงประมาณ 2-3 เซนติเมตร จำนวนมาก ที่สามารถนำไปปลูกเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ออกดอกสวยงามเหมือนต้นแม่พันธุ์เดิมทุกประการ ต่างกันที่ต้นกุหลาบหนูที่ผลิตโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะมีขนาดต้นพืชที่เล็กลง เราจึงมักเรียกกุหลาบเหล่านี้ว่า กุหลาบจิ๋ว หรือ เบบี้โรส

โดยปกติแล้วกุหลาบจิ๋วออกดอกง่าย โดยผู้ปลูกเลี้ยงจะเริ่มสังเกตเห็นดอกชุดแรกภายหลังการอนุบาลในถาดหลุมเล็กๆ ประมาณ 30-35 วัน ในทางวิชาการแล้ว การออกดอกของกุหลาบจะถูกกระต้นโดยการตัดแต่งดอกที่โรย กิ่งที่แก่เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดใหม่ ช่อดอกใหม่ ซึ่งหากปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว กุหลาบจิ๋วจะออกดอกหมุนเวียนให้เชยชมตลอดทั้งปี หรือประมาณ 30-35 วัน ภายหลังการตัดแต่งกิ่ง

เมื่อปี 2552 ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทดลองผลิตกุหลาบจิ๋วดอกสีแดงและสีส้มอมชมพู (ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยามเรียกสีโอโรส) โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวม 2 สี ออกจำหน่ายแบบขายปลีกตามกาดนัด (ตลาดนัดของคนเชียงใหม่) ถนนคนเดิน และงานแสดงสินค้าทางการเกษตรหลายงานในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจสินค้ากุหลาบจิ๋วมากทีเดียวเมื่อเทียบกับสินค้าไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน ข้าราชการ และผู้สนใจปลูกกุหลาบโดยเฉพาะ ลูกค้าหลายรายกลับมาซื้อหลายรอบ เพราะเมื่อใครเห็นก็ขอไป จึงต้องกลับมาซื้อใหม่ ประกอบกับที่กุหลาบจิ๋วมีขนาดเล็ก สามารถวางบนฝ่ามือได้ จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่ และวาเลนไทน์ ทำให้การผลิตต้องมีการผลิตเพิ่ม รวมทั้งมีความต้องการให้ผลิตสีอื่นสู่ตลาดด้วย

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม จึงดำเนินการศึกษา เพื่อหาแนวทางในการผลิตกุหลาบจิ๋วสีอื่นๆ โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้

1.ดำเนินการรวบรวมและคัดเลือกกุหลาบหนูพันธุ์การค้าในท้องตลาดที่มีลักษณะทรงพุ่ม ดอก และการเจริญเติบโตที่เหมาะสมประมาณ 30 สายพันธุ์

2.ศึกษาหาวิธีการผลิตต้นพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งพบว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 24 สายพันธุ์ตอบสนองต่อวิธีการผลิต และสามารถนำไปผลิตเป็นต้นพันธุ์กุหลาบหนูเชิงธุรกิจได้ 3.ทำการทดลองปลูกเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่เหมาะสมต่อการผลิตเป็นกุหลาบจิ๋ว และคัดเลือกเพิ่มขึ้นได้อีก 6 สายพันธุ์ คือ สีอิฐ สีชมพูเข้ม (chalky pink) สีชมพูอ่อน สีขาว สีม่วง และสีเหลือง

ต้นกุหลาบจิ๋วจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อนำออกอนุบาลจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมาก-น้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ พันธุกรรม หรือสายพันธุ์กุหลาบ และการจัดการสภาพแวดล้อม โดยหากอนุบาลในโรง evaporative house ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของต้นกุหลาบจิ๋วจะสูงกว่าการอนุบาลในสภาพธรรมชาติ มีลูกค้าหลายรายอยากขอซื้อต้นพันธุ์แบบที่อยู่ในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากทางศูนย์ แต่ศูนย์ไม่เคยจำหน่ายออกไป เพราะเกรงว่าหากลูกค้าไม่มีประสบการณ์ในการอนุบาล อัตราการรอดชีวิตอาจเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์

ปิ 2554 ศูนย์ได้พัฒนาสินค้ากุหลาบจิ๋วรูปแบบใหม่ เป็นต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋วในถาดเพาะกล้า 104 หลุม (seeding tray) ที่ผ่านการอนุบาลแล้วพร้อมปลูก เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าในกลุ่มที่มีโรงเรือนปลูกต้นไม้ หรือมีร้านจำหน่ายต้นไม้เป็นของตนเอง เช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร และตลาดนัดสนามหลวง 2 หรือที่ตลาดต้นไม้คำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่

กุหลาบจิ๋ว ต้องการพื้นที่ปลูกไม่มากนัก พื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถวางกุหลาบจิ๋วในกระถาง 2-3 นิ้วได้ประมาณ 130 กระถาง การดูแลก็เช่นเดียวกับการปลูกกุหลาบทั่วไป โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผ่านการตัดแต่งกิ่ง 1-2 ครั้ง กุหลาบจิ๋วจะออกดอกสวยงามพร้อมจำหน่ายแก่ลูกค้าได้ต่อไป

สำหรับลูกค้าซื้อปลีก มักมีคำถามว่ากุหลาบจิ๋วจะมีอายุยาวนานหรือไม่ ในความเป็นจริง กุหลาบเป็นพืชอายุยืนนาน ขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ปลูกเลี้ยง แต่ที่ศูนย์ก็มีต้นกุหลาบจิ๋วที่ปลูกมามากกว่า 2 ปี ในกระถางขนาดเล็ก เป็นต้นตัวอย่างให้ลูกค้าชม เพื่อเป็นแนวทางในการปลูกเลี้ยง พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลกุหลาบจิ๋ว ซึ่งสรุปพอสังเขปได้ดังนี้

1.แสง กุหลาบเป็นพืชกลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแสงแดด 100 เปอร์เซนต์ ตลอดวัน

2.ความชื้น รดน้ำให้ชุ่มวันละ 1-2 ครั้ง หลังพระอาทิตย์ขึ้น และ/หรือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน 1-2 ชั่วโมง แต่สำหรับในฤดูฝน ความชื้นสูง ต้องพิจารณาให้น้ำตามความเหมาะสม

3.การให้ปุ๋ย พิจารณาตามความเหมาะสม อาจใช้สูตร 25-7-7 หรือสูตร 15-15-15 ละลายน้ำ 1 ช้อนชา/น้ำ 1 บัวรดน้ำ ทุก 30 วันในช่วงพัฒนาทรงพุ่ม สำหรับช่วงเกิดดอก อาจใช้สูตร 12-24-12 รดแบบเดียวกัน

4.การแต่งกิ่ง ให้หมั่นแต่งกิ่งแก่หรือดอกแก่ทิ้งเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดและดอกใหม่ๆ หมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี 5.ศัตรูพืช หากปลูกไม่มาก ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี แต่แนะนำให้สังเกตแมลงเจาะดูด เช่น เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟ บริเวณยอดอ่อนและใบอ่อน สามารถใช้แปรงขนอ่อนปัดทิ้งและเอามือบี้

เอาน้ำฉีดแรงๆ บริเวณที่มีแมลง ส่วนเรื่องโรค เช่น เชื้อราที่ชอบความชื้น ควรรดน้ำตามที่แนะนำในข้อ 2 เพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องใบให้แห้งก่อนมืดค่ำ

ผู้ที่สนใจสั่งซื้อต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋ว เพื่อจัดการระบบธุรกิจเป็นของตนเอง หรือต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดต่อได้ที่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม เลขที่ 189 หมู่ 4 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 โทร. 08-6084-6362, 08-5618-4124 หากเอ่ยชื่อ “บรรจง” แห่งบ้านฉาง เมื่อสามสิบปีที่แล้ว วงการค้าและผลิตมะม่วงนอกฤดู จะรู้ดีว่าเขาคือผู้ประสบความสำเร็จกับมะม่วงนอกฤดู ที่มีทั้งเขียวเสวย น้ำดอกไม้ ก่อนจะมีสารเร่งออกมาบังคับต้นมะม่วงออกนอกฤดูเสียอีก เป็นที่กล่าวขวัญกันมาในอดีตนานแล้ว

กระทั่ง ปี 2536 เขาได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในด้านทำสวนมะม่วงมาแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก สาขาวิทยาศาสตร์ เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล

ส่วนรางวัลชนะเลิศประกวดไม้ผลมะม่วง ขนุน นั้น มีมากมายจนจำไม่ได้ เขากล่าวกับผู้เขียนไว้เมื่อครั้งได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นไว้ว่า

“ผมเป็นคนชอบทดลองและทำในสิ่งใหม่ๆ ในด้านการนำวิชาการมาควบคู่กับการปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จ ในการผลิตมะม่วงนอกฤดูและก่อนฤดู เนื่องจากมีภาระหน้าที่ลูกสาว 3 คน กำลังเรียนในมหาวิทยาลัย กำลังใช้เงินอยู่ ส่วนลูกชายก็ไปหาความรู้ที่ประเทศออสเตรเลีย หากไม่ได้ราคาจากมะม่วงนอกฤดู ผมคงไม่มีปัญญาส่งลูกเรียนแน่” เขากล่าวถึงความลำบากในอดีตที่ผ่านมา 30 ปี ที่คลุกคลีกับสวนมะม่วงที่เขาเช่าที่ดินไว้นับร้อยไร่

ผู้เขียนเลยถามเขาว่ามีเทคนิคอะไรบ้างหลังมะม่วงนอกฤดู เกษตรกรมีสารเร่งเข้ามาใช้บังคับออกผลได้สำเร็จแล้ว มีชาวสวนมะม่วงนอกฤดูทุกรายภาคผลิตขายกันดาษดื่นไปทุกภาคแล้ว

“เรายังขาดหลายสิ่งหลายอย่างที่มองไม่เห็น ถึงเจ้าของสวนรายใหญ่ๆ ที่ประสบความล้มเหลวในการผลิตมะม่วงนอกฤดูจน “เจ๊ง” กันเกือบทุกราย ขั้นต้นการปลูกมะม่วงพันธุ์ต้องใช้พันธุ์มะม่วงส่งออก เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 และน้ำดอกไม้สีทอง ถัดมา ได้แก่ มะม่วงมหาชนก ที่ตลาดต้องการในต่างประเทศ

แต่ที่เขาล้มเหลวมาเพราะวิธีการจัดการไม่ถูกต้อง เฉพาะสวนมะม่วงแปลงใหญ่ เจ้าของสวนขาดความรู้ความชำนาญ โดยเฉพาะแปลงสวนมะม่วงจัดสรร มีคนงานไม่มีความรู้ ไม่ได้ฝึกมาก่อน ใช้คนงานท้องถิ่น เอาเฉพาะตัดแต่งกิ่ง คนงานจ้างตัดเป็นรายวัน กว่าจะได้ครบร้อยไร่กินเวลาหลายวันกว่างานจะเสร็จ เพราะเขาไม่มีความชำนาญ ต้นไม้ที่ตัดไปก็ออกใบอ่อนไม่พร้อมกัน มันทำให้ต้นไม้เครียด ผลเสียจะตามมา มะม่วงจะออกไม่พร้อมกัน ผลผลิตก็จะตกต่ำ สร้างความเสียหายให้กับสวน แต่ของใช้คนงานที่ฝึกมาดี ไม่จ้างเป็นรายวันให้เหมาไปเลย คนงานชอบทำมากก็ได้เงินมาก แปลงมะม่วงร้อยไร่ทำวันเดียวก็เสร็จ จะฉีดยา ใส่ปุ๋ย จ้างเหมาดีที่สุด ต้นไม้ไม่เครียด เหมือนกับฟาร์มไก่จะทำวัคซีนป้องกันโรคถ้าไม่มีคนงานหลายคน ขืนฉีดวัคซีน 1-2 คน ไก่ในเล้าตื่นตกใจและเครียดจะทำให้ผลผลิตเสียหาย เรื่องอย่างนี้คนเลี้ยงไก่เขาเข้าใจดีครับ”

อดีตเกษตรกรดีเด่นยังกล่าวถึงการใส่ปุ๋ยคอกลงในแปลงมะม่วงน้ำดอกไม้ ถ้าใส่ไปแล้ว เวลาเอามะม่วงไปบ่ม ผิวจะเสีย เพราะมีเชื้อราแอนแทรกโนส หรือโอเตี้ยม เกิดขึ้นแล้วส่งออกไม่ได้เลย ห้ามใช้เด็ดขาดโดยเฉพาะปุ๋ยขี้ไก่

นอกจากนั้นแล้ว คุณบรรจง จงพิทักษ์พงศ์ เห็นว่ามะม่วงไทยกำลังมีตลาดต่างประเทศมาหาซื้ออยู่หลายประเทศ แต่เกษตรกรไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจการผลิตมะม่วงให้ได้คุณภาพ และมาตรฐาน โดยความเห็นของเขาแล้วว่า คุณภาพเป็นสิ่งสำคัญทำให้ราคามะม่วงสูงขึ้น เขาผลิตส่งออกได้คุณภาพ 70% แต่ความเป็นจริงของผู้ส่งออกแล้วเขากล่าวว่า ผลไม้ไทยคัดส่งออกได้ 30% เท่านั้น น่าเสียดายที่ตลาดมะม่วง กล้วย ฯลฯ มีออเดอร์เป็นหมื่นๆ ตัน แต่ไทยมีเพียงพันตันเท่านั้นที่มีคุณภาพมาตรฐานที่จะส่งออกได้ เกรดส่งออกไม่ถึงคุณภาพ

เทคนิคที่คุณบรรจง เปิดเผยว่า “การดูแลรักษามะม่วงเพื่อการส่งออกนั้น ต้องดูแลตั้งแต่ราดสารมะม่วงแล้ว หลังออกดอกบาน การควบคุมการใช้ยาป้องกันราและป้องกันโรคแมลง เป็นระยะรักษาผิวก่อนเก็บเกี่ยวพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน หลังใช้ น้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4…45 วัน ใช้เพื่อไม่ให้ผิวสีเขียว ส่วนพันธุ์มหาชนก บางแห่งไม่ต้องห่อ เพราะลูกค้าบางรายชอบผิวดั้งเดิม สวยอยู่แล้ว เปลือกหนา เก็บไว้ได้นาน” เขาบอกเคล็ดลับให้เพื่อนเกษตรกรรับรู้ถึงตลาดต้องการ

ส่วนตลาดผู้ซื้อมะม่วงส่งออกนั้น มีจำนวนหลายรายด้วยกัน แต่ละเจ้าจะมีลูกสวนของตัวเองที่เคยค้าขายกันมาก่อน รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวมานานแล้ว รู้นิสัยใจคอกันดี แต่ในอดีต คุณบรรจงก็โดนพ่อค้าหน้าใหม่ที่แยกค้ามาจากเจ้าเก่าคุ้นเคยกันดี เคยถูกเบี้ยวไป 5-6 แสนบาท จำได้ไม่เคยลืม ต้องระวังหน้าใหม่ๆ ที่แยกออกมาจากเจ้าเดิม เตือนเจ้าของสวนมะม่วงเอาไว้ หลอกสนิทเลยทีเดียวจนตายใจ

กติกาผู้ซื้อมะม่วงที่มาติดต่อที่สวนก่อนจะเก็บมะม่วงขาย ประการแรก ผู้ซื้อมะม่วงจะเอามะม่วงไปส่งแล็บที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อตรวจสารเคมี 4-5 วัน ผลตรวจออกมาว่า ไม่มีสารตกค้างแล้ว

ประการที่สอง ผู้ซื้อเพื่อส่งออกมีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานมาคัดมะม่วงตามเกรดที่ส่งออก ถ้าตกเกรดก็จะให้เกษตรกรไปขายเอง หรืออาจซื้อไปส่งตลาดล่าง บางรายอาจนำไปแปรรูปขายต่อไป ประการที่สาม จะตัดขั้วมะม่วงให้ยาว 1 นิ้ว เพื่อกันน้ำยางไหลออกมาเปรอะผลมะม่วงได้ จะเสียราคา

ประการที่สี่ การใช้สารเร่งการบ่ม ถ้าต้องการสุกเร็วกรณีส่งใกล้ ถ้าหากส่งไกลก็ไม่ต้องใช้สารเร่งบ่ม

ประการที่ห้า การสอยมะม่วงตัดขั้ว ใช้มีดกรรไกรคมในตะกร้อสอย การเก็บเกี่ยวมะม่วงแก่ถึง 85% นอกฤดูเดือนกันยายน-ตุลาคม ก่อนฤดู มกราคม-กุมภาพันธ์

สุดท้าย ถ้ามะม่วงผิวดีจะได้ราคาดี ถ้ารักษาผิวไว้จะมีราคา

ปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศที่ต้องการซื้อมะม่วงจากไทยนั้น มีพันธุ์มหาชนก น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 พันธุ์อาร์ทูอีทู

ตลาดส่งออก ถ้าเป็นประเทศรัสเซีย จะต้องการพันธุ์มหาชนก และอาร์ทูอีทู ขนส่งทางเครื่องบิน เกาหลีใต้ นิยมน้ำดอกไม้สีทอง กับญี่ปุ่น

ประเทศจีน ส่งทางรถยนต์ ใช้พันธุ์มหาชนก รองมาเป็นน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4

สำหรับราคามะม่วงส่งออกนั้น คุณบรรจง กล่าวไว้ว่า ขายตามราคา เป็นเกรด ทั้งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะเหนือกว่ามหาชนก ประมาณ 10-20 บาท ต่อกิโลกรัม ราคามะม่วงที่เกษตรกรขายได้ เกรด A น้ำหนัก 350-500 กรัม ราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท เกรด B น้ำหนัก 250-300 กรัม ราคา 60-80 บาท

การขนส่งมีประเทศจีนเท่านั้นที่นิยมขนส่งด้วยรถคอนเทรนเนอร์ ขนาดบรรทุกชนิดเล็ก 10-15 ตัน กลาง 15-20 ตัน ใหญ่ 25 ตัน ค่าขนส่งเที่ยวละ 2-2.5 แสนบาท ใช้ระยะกว่า 4-5 วัน เป็นพันธุ์มหาชนก พอไปถึงมะม่วงกำลังรับประทานได้พอดี มหาชนกเป็นพันธุ์เปรี้ยว หนา เก็บไว้ได้นานด้วย เหมาะสำหรับประเทศจีน

ปัจจุบัน คุณบรรจง เซียนมะม่วงอาวุโสที่เขาภาคภูมิใจที่สอนให้ลูกสาวคนโตสืบทอดความรู้มะม่วงจากเขาและเก่งกว่าเขาเสียอีก จากที่ลูกสาวลาออกจากแบงก์กรุงเทพ มาเหมาสวนทำจนประสบความสำเร็จ เธอชื่อ มะลิวัลย์ จงพิทักษ์พงศ์ (ไก่) ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

รายได้จากธุรกิจมะม่วงพอที่เขาจะมีความสุขกับครอบครัวเล็กๆ ที่เขาได้มาจากมันสมองที่คิดออกมาจากประสบการณ์ด้วยมือตัวเอง และสมควรแก่การยกย่องให้เป็นเกษตรกรมะม่วงอาวุโส แห่งบ้านฉาง จังหวัดระยอง ใครต้องการเคล็ดลับความรู้จากมะม่วงของเขา ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 983-6025 เพื่อเป็นวิทยาทาน ยินดีต้อนรับ