อินโดฯ ยิ้มรับ “ขาขึ้น” หวังถก FTA อียูช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

“เป้าหมายสูงสุด” ของอินโดนีเซีย คือ การก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด โดยมุ่งมั่นจะสำเร็จภายในปี 2568 และขยับขึ้นติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลกในปี 2593 ด้วยปัจจัยบวกของความหลากหลายในการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งครองตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกมานาน

โดยเฉพาะ “น้ำมันปาล์ม” สินค้าหลักที่ดันให้อินโดนีเซียอยู่ในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก รองมาคือ “โกโก้และดีบุก” ที่ยืนในตำแหน่งผู้ผลิตอันดับสอง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น นิกเกิลและอะลูมิเนียม ที่มีมากเป็นอันดับ 4 และ 7 ของโลก อีกทั้งยังเป็นผู้นำในการผลิตเหล็ก ทองแดง และประมงด้วย

จากปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลวางแผนแม่บทเพื่อมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ 15 ปี ระหว่างปี 2554-2568 ภายใต้ชื่อ “MP3EI” โดยเน้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 8 ด้าน คือ การเกษตร เหมืองแร่ พลังงาน อุตสาหกรรม ประมง ท่องเที่ยว การสื่อสาร และการพัฒนาพื้นที่สำคัญ ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด 22 อุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมขนส่ง, สิ่งทอ, อาหารและเครื่องดื่ม, เหล็ก, น้ำมันปาล์ม, ยางพารา, โกโก้ และถ่านหิน เป็นต้น

การพัฒนาตามแผนที่วางไว้ยังมุ่ง “การเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก” อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอินโดนีเซียและสหภาพยุโรป (อียู) ครั้งแรกปลายปีนี้

ไซง่อน เดลี่ รายงานว่า “เซซิเลีย มาล์มสตรอม” กรรมาธิการการค้าของอียูและ “ทอม เลมบง” รัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า 28 ประเทศสมาชิกอียูเห็นพ้องว่า การเปิดเวทีเจรจาข้อตกลง FTA กับอินโดนีเซีย จะสร้างมูลค่าการค้าระหว่างกันมากขึ้น

“ขนาดตลาดของสองฝ่ายรวมกันมีผู้บริโภคสูงถึง 750 ล้านคน โดยอียูมีสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของอินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอียูในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 30 ของโลก การเจรจาครั้งนี้นับเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย”

ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่าง “อินโดนีเซีย-อียู” มากกว่า 2.5 หมื่นล้านยูโร ในปี 2558 (จาก 2.4 หมื่นล้านยูโร ปี 2557) โดยอินโดนีเซียได้ส่งออกไปตลาดอียูราว 1.5 หมื่นล้านยูโร ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร น้ำมันปาล์ม แร่ธรรมชาติ สิ่งทอ และสินค้ากึ่งผลิต ขณะที่อียูส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุปกรณ์ขนส่ง สินค้าโภคภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูป ไปตลาดอินโดนีเซีย

ด้าน นายโทมัส ตรีกาชีห์ เลมบง รัฐมนตรีเกษตรอินโดนีเซีย กล่าวว่า อัตราภาษีนำเข้าของอียูในปัจจุบัน ทำให้สินค้าเกษตรอินโดนีเซียเสียเปรียบความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นที่เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าหากการเจรจาFTA บรรลุผลสำเร็จ จะส่งผลให้สินค้าเกษตรของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบ โกโก้ และผลิตภัณฑ์จากไม้ได้รับอานิสงส์ และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรก็ตามการเจรจาอาจต้องใช้เวลานานกว่า 2 ปี เนื่องจากปัญหาภายในของอียูที่ยังต้องสะสางเพื่อช่วยในการตัดสินใจของรัฐบาลอินโดนีเซีย

นักวิชาการอิสระของอินโดนีเซียระบุว่า การเจรจาครั้งนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอยู่ในช่วงที่นโยบายการค้าของอียูกำลังเผชิญแรงต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และที่ผ่านมากลุ่มประเทศสมาชิกจำนวนมากเริ่มกังขาถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงที่ได้รับจากกรอบ FTA

ตัวอย่างกรณี การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอียู-แคนาดา ที่เสร็จสิ้นลงตั้งแต่ปี 2557 แต่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายต้องถูกเลื่อนออกไป หลังรัฐบาลของสมาชิกยุโรปบางประเทศคัดค้านข้อกำหนดในเรื่องของการปกป้องนักลงทุน ที่เรียกว่า “In-vestor-State Dispute Settlement” ที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติยื่นฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นกับศาลที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้เกิดความกังวลว่า บริษัทเอกชนจะใช้กระบวนการดังกล่าวป้องกันไม่ให้รัฐบาลออกกฎหมายที่เข้มงวดในด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ขณะที่การเจรจาของอียูกับสหรัฐ ในกรอบ “TTIP” หรือข้อตกลงการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกยังส่อแววที่จะล่มกลางทางเช่นกัน

แม้ข้อตกลงล่าสุดได้มีการปรับเปลี่ยนกฎชัดเจนขึ้นระบุว่ากฎดังกล่าวจะไม่ลิดรอนสิทธิของรัฐบาลในการออกกฎหมายพร้อมกับตั้งศาลถาวรขึ้นมาเพื่อตัดสินข้อขัดแย้งในเรื่องการลงทุน แต่เชื่อว่ารัฐบาลโจโก วิโดโด อาจต้องใช้เวลาในการพิจารณาเงื่อนไขอย่างถ่องแท้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดการณ์ล่าสุดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้จะเพิ่มขึ้น 5-5.4% โดยได้รับแรงหนุนมาจากสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก แม้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยกรอบการค้า FTA กับอียูอาจช่วยอุ้มเศรษฐกิจหลังซบเซามานาน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 28 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังจากเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่ได้หาของป่าออกมาขายกันจำนวนมาก เนื่องจากตามพื้นที่ป่าเขามีความชุ่มชื้นจากฝนที่ตกลงมา โดยเฉพาะที่บ้านวังดินสอ ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ชาวบ้านที่นี้ ได้ใช้เวลาว่างหลังจากทำนาแล้ว ไปหาหน่อไม้ป่า จากเขาห้วยฟอง- ซำประดู่ ซึ่งเป็นเขาที่อยู่ติดกับหมู่บ้านลงมาขาย ที่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 12 พิษณุโลก-หล่มสัก หมู่ 1 ต.วังแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กันจำนวนมาก แถมในช่วงนี้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 50 บาททีเดียว

นางสาวสุรีพร ม่วงมัน ชาวบ้าน บ้านวังดินสอ อ.วังทอง ที่นำของป่ามาขาย กล่าวว่า ตนและเพื่อนบ้าน หลังจากทำนา ก็จะขึ้นภูเขาไปเก็บหาของป่ามาขาย ทั้งเห็ดโคน หน่อไม้ ยอดผักต่างๆที่ขึ้นตามป่า ลงมาขายหมุนเวียนสลับกันไปตามฤดูกาล สร้างรายได้เสริม โดยในช่วงเดือนนี้หน่อไม้ป่า กำลังเริ่มแตกหน่อออกยอด ทำให้ตนและเพื่อนบ้านต่างขึ้นไปหาหน่อไม้ที่เขาห้วยฟอง-ซำประดู่ ลงมาขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท สามารถสร้างรายได้วันละ 300-500 บาท หน่อไม้ป่า ถึงแม้ว่าหน่อจะไม่ใหญ่มาก แต่มีขนาดกำลังน่ารับประทาน และจะมีรสชาติ อร่อย หวาน กว่าหน่อไม้พันธุ์อื่นๆ ชาวบ้านนิยมนำไปแกง ต้มจิ้มน้ำพริก ทำให้ในช่วงนี้ผู้ที่ขับรถผ่านไปมาตามถนนทางหลวงหมายเลข 12 ต่างแวะเลือกซื้อยอดผักและหน่อไม้ป่า ไปบริโภคกันจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นนี้เป็นอย่างดี

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลวิจัย โครงการการระบายข้าวในคลังของรัฐ พบว่าในช่วงสิงหาคม 2557 ถึง มิถุนายน 2559 รัฐบาลระบายข้าวได้เพียง 7.5 ล้านตัน จากข้าวในสต็อกของรัฐที่มีอยู่ทั้งหมด 17.28 ล้านตัน ซึ่งถือว่าระบายข้าวได้ช้า เนื่องจากมีข้าวผลิตออกมาใหม่ทุกปี สาเหตุมาจากวิธีการรอจังหวะให้ราคาข้าวสูงขึ้นจึงค่อยระบาย ทำให้ข้าวยิ่งเสื่อมคุณภาพ รวมถึงมีภาระต้นทุนการเก็บรักษาและค่าดอกเบี้ยสูงถึงปีละ 18,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลควรเปิดระบายข้าวอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้ข้าวในสต็อกหมดภายใน 2 ปี ทั้งยกโกดังและแยกกอง แต่หากไม่จำเป็นไม่ควรขายข้าวสู่เกรดอาหารสัตว์และทำเชื้อเพลิง เพราะได้ราคาถูกทำให้ขาดทุนมาก ส่วนข้าวในโกดังที่มีข้าวเสื่อมคุณภาพ หรือข้าวเกรดซี ที่คุณภาพข้าวต่ำมาก ควรใช้มาตรา 44 ขายข้าวในสต็อกเป็นเกรดอุตสาหกรรมเป็นรายกรณี เพื่อระบายข้าวได้เร็วและลดค่าใช้จ่าย โดยต้องพิสูจน์ถึงคุณภาพข้าวว่าเสื่อมมากแล้วจริง ๆ โดยปัจจุบันข้าวเกรดซีในสต็อกมีประมาณ 4.59 ล้านตัน จากข้าวในสต็อกทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้ 9.7 ล้านตัน

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การระบายข้าวได้ช้าไปหนึ่งปี จะทำให้มูลค่าการขาดทุนของโครงการรับจำนำเพิ่มขึ้นปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยประเมินจากความเสียหายของการขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าว ที่คำนวณจากราคาข้าวเดือนพฤษภาคม 2559 มูลค่าการขาดทุนของโครงการฯ เพิ่มขึ้นเป็น 5.8 แสนล้านบาท จากที่ประเมินเมื่อพฤษภาคม 2557 อยู่ที่ 5.49 แสนล้านบาท

นายนิพนธ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรคิดแทรกแซงสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยการนำมาเก็บไว้ในสต็อค เพราะกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงระบบบัญชีของรัฐไม่เอื้อต่อวิธีการดังกล่าว หากจำเป็นต้องมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ควรจะใช้วิธีช่วยเหลือโดยตรง เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือโดยตรง จ่ายในส่วนต่างราคาประกันพืชผล เป็นต้น

ข้อมูลสุขภาพมีประโยชน์ เผยแพร่โดย Mahidol Channel ถึงเรื่อง “ผัก 5 อย่าง ที่ห้ามกินดิบ” โดยระบุว่า เราต่างรู้กันดีว่าการกินผักนั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไร โดยเฉพาะผักสด ทั้งยังมีการบอกต่อกันอย่างแพร่หลาย ถึงข้อดีของการบริโภคผักแต่ละชนิด แต่ยังมีอีกด้านหนึ่งของการบริโภคผักสดที่เราคิดว่าดีนั้น แฝงไว้ซึ่งอันตรายบางอย่าง ที่เราคาดไม่ถึง เราจะมีวิธีระมัดระวังก่อนการกินได้อย่างไร ต้องติดตาม

โดยคลิปได้ระบุ ว่าผัก 5 ชนิด คือ 1 ถั่วงอก มีซาโมเนล่า อีโคไล จากกระบวนการเพาะ เชื้อจะถูกทำลายด้วยความร้อนเท่านั้น 2 กระหล่ำปลี ดิบ มีไกโตเจน ยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน ทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ แต่คนปกติไม่ต้องกังวลเรื่องไทรอยด์ แต่ต้องกังวลเรื่อง สารเคมี 3 หน่อไม้ มันฝรั่ง ต้องระวังเรื่องสารไซยาไนด์ 4 ถั่วฝักยาว มีการดูดซึมสารเคมีสูงและเป็นกลุ่มที่ใช้สารเคมีสูง กว่าสารเคมีจะสลายตัวใช้เวลาประมาณ 7 วัน และ ผักโขม มีกรดออกซาลิค ขัดขวางให้ร่างกายเอาแคลเซียม กับธาตุเหล็กไปใช้

การกินผักโดยรวมให้ปลอดภัยก็ต้องล้างให้สะอาด แต่บางชนิดก็ต้องกินสุก และบางชนิดต้องต้มให้ถึงอุณหภูมิ เช่น หน่อไม้ มันฝรั่ง ต้องต้มเกิน 10 นาที แต่บางชนิดเช่น กระหล่ำปลีก็สามารถใช้แค่การลวกเท่านั้นได้

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผอ.สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล บจธ. ได้ลงนามเพื่อนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ของ บจธ. เข้าสู่ ครม. ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน จึงจะนำเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. ได้

“กรณีที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้นำเงิน 690 ล้านบาท ที่เคยจัดสรรเมื่อปี 2554 ซื้อที่ดินจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน แต่ บสท. ถูกยุบและที่ดินถูกขายทอดตลาดไปหมดแล้ว ครม. จึงมีมติให้นำเงินดังกล่าวมาใช้ในภารกิจของ บจธ. เช่น จัดซื้อที่ดินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินตามโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ที่ จ.ลำพูน และเชียงใหม่ ใช้เงิน 167 ล้านบาท จัดซื้อที่ดินให้กับเกษตรกรทั้ง 5 ชุมชน 520 ครัวเรือน เนื้อที่ 800 ไร่

มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและเป็นที่อยู่อาศัย โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อเช่าซื้อที่ดินจาก บจธ. ชำระค่าเช่าซื้อระยะยาวในอัตราดอกเบี้ยต่ำ บจธ. จะให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อพัฒนาการประกอบอาชีพให้เกษตรกรดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน” นายสถิตย์พงษ์กล่าว

สำหรับชุมชนตามโครงการนำร่องทั้ง 5 ชุมชน เตรียมจัดตั้งสหกรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว ใน จ.ลำพูน ชุมชนบ้านไร่ดงและบ้านแม่อาว อ.ป่าซาง ได้รวมตัวจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง จำกัด ชุมชนบ้านแพะใต้ อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนตั้งสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินบ้านแพะใต้ มีสมาชิก 65 ราย ชุมชนบ้านท่ากอม่วง อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนสหกรณ์โฉนดชุมชนบ้านท่ากอม่วง มีสมาชิก 95 ราย คาดว่าจะดำเนินการจดทะเบียนได้ประมาณกลางเดือน ก.ค.นี้ ส่วนชุมชนบ้านโป่ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ อยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนชื่อสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน อ.สันทราย จำกัด มีสมาชิกทั้งหมด 80 ราย

เว็บไซต์ เทเลกราฟ รายงานว่า กลุ่มวิศวกรชาวอเมริกันคิดค้นระบบควบคุม “แทททู” ที่จะเปลี่ยนตั๊กแตนให้เป็นเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกล โดยมีหลักการทำงานเชื่อมต่อกับสมองของตั๊กแตนก่อนจะส่งกลับมายังผู้ควบคุมเพื่อหาว่ามีวัตถุต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นอันตรายในบริเวณต่างๆหรือไม่

ดร.บารานิดาราน รามัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า จมูกของสัตว์มีลักษณะพิเศษ สามารถรับกลิ่นได้จากระยะไกลแบบที่มนุษย์ทำไม่ได้ ตนจึงเริ่มผลักดันโครงการดังกล่าวโดยมีมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุน เพราะสัตว์ไม่ว่าจะสุนัขหรือหนู ต่างก็มีประสาทสัมผัสในการตรวจหาวัตถุระเบิด ทั้งยังใช้งานมาอย่างยาวนาน

แต่การใช้แมลงมาตรวจหาวัตถุระเบิดจะต่างออกไป เนื่องจากแมลงสามารถบินไปได้ทุกที่ แม้แต่ในที่ที่สัตว์ชนิดอื่นหรือมนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ และลดความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดการระเบิด

ผลงานวิจัยต้นแบบดังกล่าวทำให้ ดร.รามัน ชนะรางวัลผลงานวิจัยยอดเยี่ยม องค์การวิจัยและพัฒนากองทัพเรือ กองทัพเรือสหรัฐ เป็นเงินรางวัลกว่า 27,000,000 บาท

การวิจัยครั้งนี้ ดร.รามันใช้ความมหัศจรรย์ควบคุมตั๊กแตน 3 ประการ ประการแรกคือ อาศัยทักษะการรับรู้กลิ่นของตั๊กแตนสามารถฝึกฝนได้เป็นพิเศษ ตั๊กแตนสามารถแยกกลิ่นได้แม้จะถูกรบกวนด้วยกลิ่นแปลกปลอมอื่นก็ตาม

ประการต่อมาคือ “แทททู” จะประดิษฐ์จากแผ่นผ้าไหมที่จะสามารถใช้ติดกับปีกของตั๊กแตน และทำงานด้วยความร้อนจากแสง ควบคุมด้วยอุปกรณ์เลเซอร์จากระยะไกล ประการสุดท้ายคือ มีตัวชี้วัดว่าพบร่องรอยของวัตถุระเบิดหรือไม่ด้วยลักษณะแสงสีแดงและเขียว

ผลการวิจัยจึงสรุปว่าการใช้ตั๊กแตนมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สุนัขดมกลิ่น และมีแผนที่จะนำออกใช้อย่างเป็นทางการในอีก 2 ปีข้างหน้า

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยสยาม ได้เก็บตัวอย่างผลไม้รถเข็นจากแหล่งจำหน่าย 38 แหล่ง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อทดสอบการปนเปื้อนในอาหาร (test kit) ของกรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ 4 รายการ ได้แก่ ชุดทดสอบหายาฆ่าแมลงในอาหาร ชุดทดสอบกรดซาลิซิลิคในอาหาร (สารกันรา) ชุดทดสอบสีสังเคราะห์ในอาหาร และชุดทดสอบโคลิฟอร์มในอาหาร (เชื้อจุลินทรีย์)

พบ ผลไม้ 153 ตัวอย่าง มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียโคลิฟอร์มเกินกว่ามาตรฐานกำหนดถึงร้อยละ 67.3 พบการปนเปื้อนของสีสังเคราะห์ในตัวอย่างผลไม้ 161 ตัวอย่างร้อยละ 16.2 และพบการปนเปื้อนของสารกันรา ร้อยละ 40.7 โดยไม่พบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในผลไม้สด

ส่วน ผลไม้แปรรูปมีการปนเปื้อนหรือเจือปนของสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายถึงร้อยละ 64.2 ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งดองบ๊วยที่มีสีเขียวเข้มและสีแดงเข้มจนม่วง แบ่งเป็นการปนเปื้อนของสีสังเคราะห์ ร้อยละ 32.1 และปนเปื้อนสารกันรา ร้อยละ 32.1 การใช้สารหรือวัตถุเคมีเจือปนในผลไม้รถเข็น ถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายฯ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ผู้ประกอบการและผู้จำหน่ายต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ fixcounter.com รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความไม่ปลอดภัยใน “ผลไม้รถเข็น” ว่า เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการทดสอบหาสารปนเปื้อนในผลไม้รถเข็นด้วยการสาธิต “การทดสอบสารปนเปื้อนในผลไม้รถเข็น” โดยใช้ชุดทดสอบอาหารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับผลไม้ตัวอย่างจากแหล่ง ต่างๆ จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ทดสอบสารกันราในผลไม้ดอง ทดสอบสีสังเคราะห์ฝรั่งแช่บ๊วย และทำสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในอาหาร เพื่อให้ประชาชนที่บริโภคผลไม้รถเข็นได้รับการคุ้มครองและปลอดภัยจากสารปน เปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้งเป็นการป้องกันการใช้วัตถุดิบที่ไม่เหมาะสมในการจำหน่ายผลไม้รถเข็น

ประชาชนที่บริโภคผลไม้และอาหารที่มีสีสันสวยงามจากการปนเปื้อนสารเคมี อาทิ สารกันรา สีสังเคราะห์ อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หูอื้อ มีไข้ หายใจขัด อาจก่อให้เกิดมะเร็ง รวมทั้งร่างกายอ่อนแอ ขาดความต้านทานโรค และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกรับประทานผลไม้โดยพิจารณาจากสีและรูปลักษณะภายนอก ที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีสารเจือปน เลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่ถูกสุขลักษณะ พร้อมทั้งพิจารณาจากความสะอาดของตู้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการจำหน่ายผลไม้ การแต่งกายของผู้ค้าควรสวมถุงมือ ผ้ากันเปื้อน และหมวกคลุมผมที่สะอาด ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกวิธีเตรียมผลไม้รับประทานเอง

นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “ปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้” โดยการเก็บตัวอย่างผลไม้จำนวน 30 ตัวอย่าง จากท้องตลาด 5 แห่งในเขต กทม.และปริมณฑล โดยเก็บตัวอย่างละ 2 กิโลกรัม มาวิเคราะห์ใน 2 ส่วน คือ 1.วิเคราะห์น้ำตาลและน้ำ 2.วิเคราะห์ใยอาหาร โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุ ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี

ผล ไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ตะขบ 6.3 กรัม ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม ลูกหว้า 3.3 กรัม และฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม สละ 13 กรัม และองุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม และผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม ลูกหว้า 5 กรัม ลูกตาลอ่อน 5 กรัม ราสเบอร์รี 6 กรัม และแคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม ผลไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก จากการศึกษาครั้งนี้พบ ตะขบและมะม่วงเขียวเสวย (ดิบ) มีพลังงานมากกว่าผลไม้อื่นคือมี 97 และ 87 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม

นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับปริมาณแร่ธาตุ โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ในผลไม้ 100 กรัม พบว่า มีโพแทสเซียม 106-773 มิลลิกรัม โซเดียม 0.7-19.8 มิลลิกรัม แคลเซียม 0.3-108 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 0-60.7 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ตะขบ 773 มิลลิกรัม เชอรี่นอก 486 มิลลิกรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 381 มิลลิกรัม และน้ำมะพร้าวอ่อน 330 มิลลิกรัม ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมสูง คือ ลูกท้อสด มีโซเดียม 19.8 มิลลิกรัม ราสเบอร์รี 16.7 มิลลิกรัม ตะขบ 12.8 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง คือ ตะขบ มีแคลเซียม 108 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีฟอสฟอรัสสูง คือ ลูกหว้า มีฟอสฟอรัส 60.7 มิลลิกรัม ตะขบ 51.7 มิลลิกรัม

“จากการศึกษาครั้งนี้ พบ ตะขบ ฝรั่ง และ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลิ้นจี่ และ องุ่น อาจเป็นผลไม้ที่ควรระวัง หรือต้องห้ามสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่แนะนำให้กิน เนื้อมะพร้าวอ่อน หรือ ลูกตาลอ่อน ทดแทนได้ เพราะมีน้ำตาลน้อย ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมน้อย จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมในผลไม้จัดเป็นแร่ธาตุหลักที่พบ ซึ่งหากมีมาก อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิดได้ รวมการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว