อีกผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียนคือ

ปลาหลังเขียวเค็ม ซึ่งพื้นที่นี้ในฤดูที่มีการจับปลาหลังเขียวพบว่า มีการจับได้ในปริมาณมาก ทำให้ราคาปลาตกต่ำ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและเก็บรักษาได้นาน

การทำปลาหลังเขียวเค็มก็เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ชาวบ้านนิยมทำ แต่ปัญหาที่พบในท้องตลาดทั่วไปคือ ความเค็มที่มากเกินไป ที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค การวิจัยพบว่า เกลือที่ 7 เปอร์เซ็นต์ เป็นช่วงความเค็มที่เหมาะสมในการทำปลาเค็มที่ผู้ทดสอบชิมให้การยอมรับในระดับนี้มากที่สุด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมพูนุช กล่าวต่อไปอีกว่า งานวิจัยที่ทางมหาวิทยาลัยเข้าไปส่งเสริม ส่วนใหญ่จะเน้นถึงกระบวนการผลิตว่าทำอย่างไร ให้ผลิตภัณฑ์สะอาดถูกหลักอนามัย มีคุณค่าทางด้านอาหารสูง มีรสชาติดี น่ารับประทาน บรรจุภัณฑ์ที่สวย ตลอดจนเรื่องการยืดอายุการเก็บรักษาให้ได้นาน มีคุณภาพที่ดี

โดยมีการนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์เข้าห้องแล็บวิเคราะห์ถึงคุณค่าโภชนาการของผลิตภัณฑ์หอยตลับปรุงรสในเรื่องค่าโปรตีน ไขมัน พลังงานเท่าไร ซึ่งผลตรงนี้เป็นส่วนสนับสนุนและยืนยันถึงคุณภาพว่าผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่งด้วย ทำให้ชุมชนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง นำไปสู่การต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจำหน่าย ก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (089) 198-3066

ระยะนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มเข้าสู่ช่วงต้นแทงช่อดอก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงหิมพานต์เฝ้าระวังในช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิลดต่ำลง และมีแดดแรงในเวลากลางวัน ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง สำหรับเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงต้นมะม่วงหิมพานต์ในระยะแตกยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ยอดอ่อนหงิกงอหรือแห้งตาย หากระบาดรุนแรง จะส่งผลให้ช่อดอกไหม้เป็นสีดำ และไม่ติดผล กรณีติดผลแล้วจะทำให้ผลร่วงหล่นได้

เมื่อพบการระบาดในช่วงที่ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มแทงช่อดอกหรือก่อนดอกบาน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ช่อดอก และช่อผล ส่งผลให้ราดำมาเจริญอยู่บริเวณนั้น ทำให้ใบร่วง ช่อดอกไม่ติดผล และผลแคระแกร็น กรณีที่มีปริมาณมาก มักพบเพลี้ยแป้งเกาะเป็นกระจุกที่ลำต้น และอยู่ร่วมกันกับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งเคลื่อนย้ายไปตามส่วนต่างๆ ของต้นมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งมดอาศัยน้ำหวานจากเพลี้ยแป้งที่ถ่ายออกมา

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจยอดอ่อนและช่อดอกอยู่เสมอ หากพบกลุ่มเพลี้ยแป้งเป็นปุยสีขาว และเริ่มมีราดำเกิดขึ้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงพิริมิฟอส–เมทิล 50% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นป้องกันกำจัด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน เพราะตัวอ่อนหลบอยู่ใต้ท้องตัวเต็มวัยเพศเมียอาจยังไม่ตายจากการพ่นครั้งแรก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร เมื่อวันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงใหม่ให้คึกคัก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน มีเม็ดเงินสะพัดกว่า 520 ล้านบาท

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน กล่าวว่า “จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) ปรากฏว่า การจัดงานครั้งนี้มีคลื่นมหาชนจากทั่วสารทิศเที่ยวชมงาน 423,065 คน มีเงินสะพัดกว่า 520 ล้านบาท สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เครือข่ายชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายภาครัฐและเอกชนภายในงานมากกว่า 385 ล้านบาท

อีกทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงใหม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเที่ยวงาน 126,200 คน สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 135 ล้านบาท ทั้งนี้ ร้อยละ 79.25 ไม่พลาดที่จะซื้อพันธุ์ไม้ กล้าพันธุ์ และเครื่องไม้เครื่องมือทางการเกษตรกลับบ้าน ร้อยละ 61.25 สนใจเทคโนโลยีองค์ความรู้ Smart Farming อันเป็นรากฐานเกษตรทฤษฎีใหม่ ร้อยละ 51.08 สนใจกิจกรรม การแสดง การประกวดพืชและสัตว์ ร้อยละ 33.25 เข้าชมนิทรรศการ วิวัฒนาการรากฐานทางการเกษตร ร้อยละ 25.42 เพลิดเพลินกับศิลปวัฒนธรรม และร้อยละ 8.17 มาร่วมเวทีประชุมเสวนาวิชาการ”

นายยิ่งใหญ่ อยู่สายบัว ร้านกล้วยไม้ยิ่งใหญ่ จากจังหวัดสุโขทัย บอกว่า “ทุกครั้งที่แม่โจ้จัดงานใหญ่ผมมาขายทุกครั้ง บรรยากาศในการจัดงานดี คนซื้อเดินสบาย อีกทั้งยังมีน้องๆ นักศึกษาคอยบริการขนส่งสินค้าให้ลูกค้ากลับไปที่รถอีกด้วย สำหรับร้านผมจองบู๊ธ 4 ล็อก ยอดขายเป็นที่น่าพอใจ เฉลี่ยวันละประมาณ 30,000-40,000 บาท”

ในส่วนผู้ที่มาเที่ยวชมงานต่างก็ประทับใจกับการจัดงาน บางท่านมาเที่ยวงานเกินกว่า 1 ครั้ง เนื่องจากมาครั้งเดียวเที่ยวไม่ทั่วงานนางสาวนภัสพร อ่ำพันธุ์ จากกรุงเทพฯ บอกว่า “งานเกษตรปีนี้มีไม้ดอกไม้ผลให้เลือกเยอะเลยค่ะ ส่วนตัวแล้วชอบต้นกระบองเพชร มีหลายร้านให้เลือกซื้อในราคาย่อมเยา น้องๆ นักศึกษาก็น่ารักเป็นกันเอง ช่วยแนะนำช่วยบอกทาง และมีบริการช่วยขนต้นไม้ไปส่งด้วยค่ะ”

นางสาวรินรดี สิริวรทิน จากอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า “ชอบมาก บรรยากาศการจัดงานดี เดินสบาย มาเที่ยวทุกวันจริงๆ เพราะชอบต้นไม้ ชอบเฟิร์น มาดูการประกวดต้นไม้ และซื้อต้นไม้เยอะมาก ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนขาย อาจารย์ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกเฟิร์น ปลูกต้นไม้ ทำให้ได้ความรู้สามารถนำไปต่อยอดได้ งานเกษตรแม่โจ้ในครั้งนี้ เป็นงานที่ตั้งตารอคอย อยากให้จัดงานแบบนี้ทุกๆ ปี”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ โนรี นายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของงานศิษย์เก่าแม่โจ้คืนถิ่น ในครั้งนี้ทางสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย ต้อนรับลูกแม่โจ้จากทั่วประเทศที่จำนวนกว่า 3,000 คน ซึ่งนอกจากมาร่วมพบปะน้องพี่ แล้วยังได้ร่วมสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและรุ่นน้องแม่โจ้ เช่น กิจกรรมการมอบทุนการศึกษา ที่ศิษย์เก่าแม่โจ้ได้ระดมทุนมอบให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อส่งต่อความฝันให้กับน้องๆ แม่โจ้ที่ตั้งใจเรียนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งมียอดสมทบทุนกว่า 1,000,000 บาท”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในครั้งนี้ “ในนามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอขอบคุณเครือข่ายทั้งหมด ขอขอบคุณคณะทำงาน นักศึกษา บุคลากร และศิษย์เก่าแม่โจ้ทุกท่านที่ได้มีส่วนในการจัดงานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นอย่างมาก ได้ร่วมนำเสนอจุดแข็งด้านการเกษตร ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแผนยุทธศาสตร์ Maejo GO Eco สู่เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนและสังคม”

งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตรในครั้งนี้ จึงเป็นการปลุกกระแสการเกษตรไทย สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ สืบทอดภูมิปัญญาแห่งการเกษตรอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยผลการประเมินผลลัพธ์/ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจสังคม โดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุการดำเนินงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในรอบ 1 ปี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจสังคมไทย 2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสังคมต่อการลงทุน 1.95 เท่า พร้อมมุ่งขับเคลื่อนองค์กร 4 ด้าน…Bio-based/Appropriate technology/Total Solution Provider/Area based หวังสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ภายในระยะเวลา 20 ปี โดยถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ เนื่องจากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นนำวิทยาศาสตร์พัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากความยากจนและทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้น ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2561) วว. ในฐานะหน่วยงานวิจัยของประเทศ จึงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะการสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs OTOP ด้วย วทน. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและสามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งภาคประชาชนและธุรกิจ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเศรษฐกิจไทย โดยมีผลการศึกษาจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ใน “โครงการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมจากผลการดำเนินงานของ วว.” เป็นข้อมูลสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของ วว.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา วว. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับมหภาค เป็นจำนวนเงิน 2,180.9986 ล้านบาท จากงบประมาณเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น 1,121.2108 ล้านบาท

คิดเป็นอัตราผลตอบแทนมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมต่อการลงทุนถึง 1.95 เท่า หากพิจารณาในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 1,849.2691 ล้านบาท สามารถลดต้นทุนการผลิต เกิดการลงทุนที่เพิ่ม มีการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการชาวไทยได้กว่า 896.0579 ล้านบาท สำหรับด้านสังคม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 331.7296 ล้านบาท ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดการเจ็บป่วย ลดค่ากำจัดของเหลือ/ของเสียจากการผลิต การจัดการผลสิ่งแวดล้อม และการไม่ถูกตีกลับผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ผ่านคุณภาพลดลง

ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงแผนการดำเนินงานด้าน วทน. ของ วว. ในอนาคต ว่ามุ่งเน้นการดำเนินงานใน 4 ด้าน คือ การวิจัยและพัฒนาบนฐานของทรัพยากรชีวภาพ (Bio-based) การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม (Appropriate technology) การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา (Total Solution Provider) และการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เชิงพื้นที่ (Area based) เพื่อตอบสนองเป้าหมายของการพัฒนาประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจของไทยให้ยั่งยืนและทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป

ในช่วงนี้มีอากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม ให้เฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วง ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

อาการเริ่มแรกจะพบแผลจุดเล็กฉ่ำน้ำ กลมหรือรี หากแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาว ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางแผลซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาวหรือสีเหลืองส้มล้อมรอบแผล กรณีอากาศชื้นจะพบบนแผลมีผงสปอร์สีดำของเชื้อราสาเหตุโรค เมื่อมีหลายแผลขยายต่อกัน จะทำให้ใบแห้ง ต้นโทรม ผลผลิตลดลง หากโรคระบาดรุนแรง ใบจะแห้งตายหมด ทำให้ไม่ได้ผลผลิต กรณีเชื้อราเข้าทำลายที่ส่วนหัว จะทำให้หัวเน่าและเก็บไว้ได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ก่อนการปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นให้แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ควรแช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียน

สำหรับในแปลงปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียมที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจทำความสะอาดเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณการสะสมเชื้อสาเหตุของโรคไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเพาะขยายพันธุ์ข้ามฤดูกาล หากพบโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง หากโรคยังคงระบาดควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และให้พ่นสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561 ผศ. ยงยุทธ หนูเนียม รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย พร้อมด้วย ดร. จเร สุวรรณชาต รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ดร. นุชลี ทิพย์มณฑา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ และ ผศ.ดร. ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีการประมง มอบผลงานวิจัยใช้ได้จริง สู่ชุมชน “ตู้อบแสงอาทิตย์ สำหรับอบแห้ง ใบจาก” ผลงานวิจัยของ ผศ. นพดล โพชกำเนิด อาจารย์ประจำสาขาศึกษาทั่วไป

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจากบ้าน นายยอดทอง ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงรายได้เชิงประจักษ์ได้จริง ชุมชนนำไปใช้ได้จริง และรองรับการผลิตได้มากขึ้น สามารถผลิตได้มากกว่า 1,000 ใบ ต่อวัน ทำให้สามารถเปลี่ยนรายได้การจำหน่ายติหมา ให้กลุ่มวิสาหกิจฯ เพิ่มขึ้นจากเดิม 80,000 กว่าบาท ต่อเดือน เป็นมากกว่า 300,000 บาท ต่อเดือน การส่งมอบผลงานวิจัยในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์หอมหัวใหญ่ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งพบว่ามีการปลูกหอมหัวใหญ่ที่อำเภอตาคลี ตำบลพรมนิมิต และตำบลช่องแค ซึ่งหอมหัวใหญ่เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้น โดยเกษตรกรจะปลูกในช่วงฤดูแล้ง หลังจากเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีการเตรียมดินเพื่อเพาะกล้าและเริ่มปลูกลงแปลงในเดือนพฤศจิกายน ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 60-90 วัน ซึ่งผลผลิตหอมหัวใหญ่จังหวัดนครสวรรค์ จะเก็บเกี่ยวชุดแรกต้นเดือนมกราคม 2562 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดเดือนมีนาคม และเก็บเกี่ยวหมดในเดือนเมษายน 2562

จากการติดตามโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ถึงสถานการณ์ ผลผลิตหอมหัวใหญ่ ปีเพาะปลูก 2561/62 (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2561) พบว่า จังหวัดนครสวรรค์ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 684 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว ร้อยละ 11 ผลผลิตรวมประมาณ 2,623 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว ร้อยละ 11 โดยผลผลิตเฉลี่ย 3,835 กิโลกรัม/ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาสภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้หัวพันธุ์บางส่วนได้รับความเสียหาย และเกิดโรคหอมเลื้อย เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกลง

สำหรับผลผลิตหอมหัวใหญ่ของจังหวัด จะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2562 ประมาณ 1,618 ตัน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาผันผวน เกษตรกรควรปรับวิธีการปลูกโดยแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นการปลูกแบบหอมเซท (การเก็บหัวแห้งขนาดเล็กเพื่อใช้ปลูกในฤดู) เนื่องจากการปลูกโดยใช้หอมเซทจะเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตเร็วกว่าการปลูกแบบเพาะกล้า ซึ่งในขณะนี้จังหวัดนครสวรรค์มีสัดส่วนการปลูกแบบหอมเซทประมาณ ร้อยละ 25

ด้าน นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการ สศท.12 กล่าวเสริมว่า ช่วงนี้การเจริญเติบโตหอมหัวใหญ่ อยู่ในช่วงลงหัว ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อน และมีฝนตก อาจทำให้หัวโตช้า และบางส่วนเสียหายจากโรคหอมเลื้อย (Collectotrichum gloeosporioides (Penz.) Sacc) ซึ่งจะระบาดในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูง อาจทำให้การระบาดของโรคหอมเลื้อยมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายได้

เกษตรกรควรดูแลอย่างใกล้ชิด โดยโรคหอมเลื้อยหอมหัวใหญ่ จะพบโรคบริเวณโคนใบ หรือระดับกอดิน ทำให้ใบ ลำต้น โค้งงอ หักพับ ต้นเอนเลื้อย การป้องกัน กำจัด และลดการแพร่กระจายให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงเมื่อพบโรคให้เก็บต้นหรือใบที่เป็นโรคออกทำลาย และฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช สามารถสอบถามข้อมูลการดูแลและป้องกันกำจัดได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ หรือขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 โทร. (056) 803-525 หรือ อี-เมล

เห็ดแครง หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก เป็นเห็ดที่สามารถขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และงอกได้ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูฝนจะพบเห็ดแครงงอกตามวัสดุหลายชนิด ปัจจุบันพบเห็ดแครงมากบนท่อนไม้ยางพารา จากต้นยางพาราที่ตัดโค่นเป็นจำนวนมาก เห็ดแครงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในเห็ดแครง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก จึงนิยมแปรรูปเป็นอาหารเพื่อบริโภค

ในพื้นที่ภาคใต้มีการแปรรูปเห็ดแครงเป็นอาหารพื้นบ้าน ปัจจุบันมีการพัฒนาเห็ดแครงสู่ตลาดเครื่องสำอาง ดังนั้น ตลาดเห็ดแครงจึงมีความต้องการสูง มีการคิดวิธีเพาะเห็ดแครงเพื่อให้มีบริโภคตลอดปี โดยมีจำหน่าย 2 รูปแบบ คือ เห็ดสด และเห็ดแห้ง ราคาจำหน่ายเห็ดสดกิโลกรัมละ 80-150 บาท ราคาเห็ดแห้งกิโลกรัมละ 400-500 บาท จึงนับเป็นเห็ดที่มีศักยภาพสูงในเชิงพาณิชย์ที่น่าส่งเสริมให้มีการขยายการผลิตในเชิงการค้าให้มากขึ้น

กลุ่มเห็ดแครง บ้านนาไม้ไผ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีแนวโน้มการตลาดที่ดี จึงได้มีการจดทะเบียนผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ชุมชนในรูปแบบกลุ่ม เป็นสินค้า OTOP ปัจจุบันมีการผลิตก้อนเชื้อเห็ด และเห็ดสด ได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดแครง และเห็ดหูหนู มีผลผลิตจำนวนมาก จึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดแครงแปรรูปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงประสบปัญหา เรื่องอายุการจัดเก็บของผลิตภัณฑ์ ทำให้การกระจายสินค้าไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง

อาจารย์สุธิกาญจน์ แก้วคงบุญ อาจารย์สุภาพร ไชยรัตน์ อาจารย์สุพัตรา คำแหง และ อาจารย์สาวิตรี มุณีศรี คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) มีแนวคิดในการสร้างมูลค่า เพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยนำเห็ดแครงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ การทำน้ำพริกเผาเห็ดแครง การทำน้ำพริกนรกเห็ดแครง รวมถึงการทำน้ำพริกต่างๆ ที่มีเห็ดแครงเป็นส่วนผสม

ทั้งนี้ ส่วนผสมหลักที่ใช้ในการทำน้ำพริกประกอบด้วย เห็ดแครง พริกแห้งเม็ดเล็ก พริกแห้งเม็ดใหญ่ หอมแดงเผา กระเทียมเผา มะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ เกลือป่น และน้ำมันพืช

สำหรับวิธีการก็ทำง่ายๆ โดยตั้งน้ำให้เดือด ใส่เห็ดแครงต้มนาน 3 นาที ตักขึ้นพักไว้ คัดเลือกพริกแล้วคั่วให้กรอบโดยผสมเกลือลงคั่วเพื่อไม่ให้กลิ่นฉุน ปอกหอม กระเทียม แล้วล้างให้สะอาด บดให้ละเอียด จึงเจียวให้เหลืองกรอบ โขลกหรือบดพริกคั่วกับเกลือป่น พอหยาบ ๆ ใส่หอมและกระเทียมลงไปโขลกให้เข้ากัน

ใส่เห็ดแครงที่เตรียมไว้บดผสมเข้าด้วยกัน คั้นน้ำมะขามเปียกแล้วเคี่ยวให้ข้น จะช่วยในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
ในมะขามเปียกที่มีอยู่ตามธรรมชาติในปริมาณมาก ในการเลือกซื้อมะขามเปียกควรพิจารณาถึงที่มา เพราะมะขามแต่ละต้นมีความเปรี้ยวไม่เท่ากัน จะส่งผลให้รสชาติของน้ำพริกแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอ

ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่ส่วนผสมลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ ผัดจนหอม (ในขณะผัดควรมีการเติมน้ำเนื่องจากส่วนผสมของเครื่องปรุงประเภท เกลือ และน้ำตาล จะไม่ละลายในน้ำมัน จะทำให้รสชาติของน้ำพริกไม่สม่ำเสมอ) ตักน้ำพริกเผาใส่ภาชนะบรรจุที่ฆ่าเชื้อแล้วปิดฝาให้สนิท ซึ่งการทำน้ำพริกเป็นกรรมวิธีที่สามารถถนอมอาหารได้ดี