อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส ขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้

สศก.ร่วมขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร 882 แห่งทั่วประเทศ รุกขยายองค์ความรู้เกษตรอาสา นำแอปพลิเคชั่น “กระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส” ช่วยชาวไร่ชาวนาเข้าสู่ภาคเกษตร 4.0

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้แต่งตั้งเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จำนวน 882 ราย ใน 882 อำเภอ เพื่อร่วมปฏิบัติงานสนับสนุนการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สศก.จึงจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญให้แก่ ศกอ.ในปี 2559 เพื่อนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดและให้บริการใน ศพก.และเกษตรกรในชุมชน องศาเซลเซียสลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง

ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไป ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. สำหรับปี 2560 สศก.ได้สานต่อโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพของ ศกอ. ยกระดับการปฏิบัติงานของ ศกอ.ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบฐานข้อมูลความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรมาใช้ในการปฏิบัติงาน จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ ศกอ. และเจ้าหน้าที่ของ สศก. เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ การสร้างเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งการอบรมครั้งนี้ ได้เน้นการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารใน ศพก. โดยเฉพาะการนำแอปพลิเคชั่น OAE RCMO หรือ “กระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส” ซึ่งชนะประกวดโครงการ Thailand ICT Awards (TICTA) 2016 ในประเภท e-Government & Services ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้เพื่อคำนวณต้นทุนการผลิตพืช ปศุสัตว์ ประมง และยังสามารถทราบได้ว่า พื้นที่ของตัวเองเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชชนิดนั้นหรือไม่ และถ้าไม่เหมาะสมจะสามารถปลูกพืชชนิดใดแทน รวมถึงทราบแหล่งรับซื้อ ราคาที่รับซื้อผลผลิตด้วย

สำหรับการจัดฝึกอบรม ได้กำหนด 5 ครั้งทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2560 ณ จังหวัดชลบุรี ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2560 ณ จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2560 ณ จังหวัดอุบลราชธานี ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 2-3 มีนาคม 2560 ณ จังหวัดอุดรธานี และครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2560 ณ จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ ศกอ.ทั้ง 882 คน และเจ้าหน้าที่ของ สศก.ที่ผ่านการอบรม จะมีความรู้ความเข้าใจ สามารถใช้แอปพลิเคชั่น รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารใน ศพก. เพื่อร่วมกันเดินหน้าภาคเกษตรไทย สู่เกษตร 4.0 ให้เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Thailand 4.0 เต็มประสิทธิภาพ

การดำรงอยู่ยาวนานเกิน 100 ปีของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ประการหนึ่งว่าความสามัคคี ความจริงใจของกลุ่มคน เพื่อร่วมกันคิดร่วมกันทำและร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามรูปแบบของสหกรณ์จะเป็นหนทางในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกสาขาอาชีพให้มีความมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างดี

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ เล่าถึงจุดกำเนิดของสหกรณ์ในประเทศไทยเริ่มแรกว่า เกิดขึ้นยุคปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 มีมูลเหตุมาจากความเดือดร้อนของชาวนา ที่ขาดแคลนเงินทุนในการขยายการผลิตและการครองชีพ ต้องหันไปกู้ยืมเงิน ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงและยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้า ชาวนาจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา ทางราชการคิดหาวิธีช่วยเหลือ และเริ่มศึกษานำวิธีการสหกรณ์เข้ามาใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยมีพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยากรณ ได้ทรงเป็นผู้จัดตั้งและวางรากฐานสหกรณ์ในประเทศไทย โดยทดลองจัดตั้งสหกรณ์หาทุนขึ้น ณ ท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นแห่งแรกใช้ชื่อว่า “สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้” โดยจดทะเบียน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 นับเป็นการเริ่มต้นของสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

ต่อมา วิธีการสหกรณ์ได้แพร่ขยายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีการเพิ่มจำนวนและแบ่งประเภทของสหกรณ์ให้เข้ากับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งและความเปลี่ยนแปลงตามสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันสหกรณ์แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์บริการ รวม 8,256 แห่ง เป็นสหกรณ์ในภาคการเกษตร จำนวน 4,675 แห่ง และสหกรณ์นอกภาคการเกษตรจำนวน 3,581 แห่ง จำนวนสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 11 ล้านครอบครัว ปริมาณธุรกิจรวม 2.229 ล้านล้านบาท คิดเป็น 16.53 ของ GDP ประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงนำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในชนบท โครงการตามพระราชดำริหลายโครงการจะมีสหกรณ์เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้าน รวมกลุ่มกันประกอบอาชีพ มีการพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกันตามหลักของสหกรณ์ ส่งผลทำให้ชุมชนเกิดความรักความสามัคคีและมีความเจริญก้าวหน้าในที่สุด ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ราษฎรที่ได้รับพระราชทานที่ดินทำกินและอยู่อาศัยรวมกันในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์ ในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2515 ตอนหนึ่งว่า

“…เป็นที่น่ายินดีมากที่บัดนี้หมู่บ้านตัวอย่างนี้ได้เป็นสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นี้ก็จะต้องให้เข้าใจว่า เป็นวิธีหนึ่ง มีการร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพื่อที่จะให้ผลในการพัฒนาความเป็นอยู่ของตน และอยู่ร่วมกันก็ทำให้มีแรงมาก คือร่วมแรงมาเพื่อการอาชีพให้เจริญงอกงาม ให้เป็นสหกรณ์ในรูปอเนกประสงค์นั้น ก็ยิ่งจะได้ผลดี แต่ต้องเข้าใจมากขึ้น แล้วก็ต้องมีความอดทน ความขยัน และความสามัคคี คือว่า ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ต้องช่วยกัน ไม่เบียดเบียนกัน คนไหนที่เดือดร้อนก็จะต้องช่วยเหลือ….”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ประชาชนคนไทยนำ “ศาสตร์พระราชา” ซึ่งเป็น แนวพระราชดำริการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธาน ในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ ผนวกกับนโยบาย “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน สหกรณ์สามารถทำหน้าที่เป็นโซ่กลางในการสื่อสารความต้องการของประชาชนในพื้นที่มายังรัฐบาลและส่งผ่านการสนับสนุนของภาครัฐสู่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างดี

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การนำของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งดำเนินการตามแผนยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ทั่วประเทศ ภายในปี 2560 โดยพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจของสหกรณ์ให้ผ่านมาตรฐาน ควบคู่กับการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานให้มีความโปร่งใส

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปภาคการเกษตรอย่างจริงจัง และมองเห็นว่าการปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนและจะประสบผลสำเร็จได้นั้น วิธีการสหกรณ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สัมฤทธิ์ตามเป้าหมายได้ เนื่องจากทุกโครงการต้องอาศัยพลังของ การรวมกลุ่มกันดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตร เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรให้มีโอกาสเติบโต พัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้เป็นไปตามที่ตลาดต้องการ

นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายยกกระดาษ A4 ประกอบด้วย 9 นโยบายหลัก ที่มุ่งส่งเสริมเกษตรกรไปสู่เป้าหมายโดยพัฒนาและใช้พื้นที่เกษตรกรรมที่มีจำกัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีความภูมิใจในอาชีพ และเป็นอาชีพที่สังคมยอมรับ มีรายได้เพิ่มขึ้น มีหนี้สินลดลง โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิตลง 20 % ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20 % พัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ มีตลาดรองรับ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าการเกษตร และทุกโครงการจะมีสหกรณ์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ทั้งนโยบายระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ บริหารจัดการผลผลิตในพื้นที่แปลงใหญ่ตั้งแต่การวางแผนการผลิตจนถึงการตลาด ช่วยลดต้นทุนจากการซื้อปัจจัยการผลิต และการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน โดยที่รัฐอุดหนุนงบประมาณให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรนำไปบริการแก่สมาชิกในพื้นที่แปลงใหญ่ ทำให้ระบบการบริหารจัดการผลผลิตมีประสิทธิภาพ

นโยบาย Zoning by Agri-Map ปรับเปลี่ยนการผลิตที่ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ดำเนินการในเขตนิคมสหกรณ์ ขณะนี้ดำเนินการจนเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น นิคมสหกรณ์ทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี นิคมสหกรณ์พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และนิคมสหกรณ์สตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ไม่ได้ผล เนื่องจากสภาพดินและภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย มาเป็นการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน และการปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อผลิตอาหารสัตว์

โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สนับสนุนสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ 5,406 ราย เพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน และเศรษฐกิจพอเพียงจากปราชญ์เกษตรในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียง และเมื่อก้าวสู่ขั้นที่ 2 ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้าไปแนะนำเกษตรกรรวมกลุ่มและวางระบบเรื่องการบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน

นโยบายธนาคารสินค้าเกษตร สนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตรในสหกรณ์ เพื่อเปิดบริการ รับฝาก-ถอน ให้ยืมและแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิต เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ขาดแคลนปัจจัยการผลิตสำหรับการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีธนาคารสินค้าเกษตรในสหกรณ์จำนวน 7 ประเภท ได้แก่ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ธนาคารโคนมทดแทน ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน และธนาคารข้าวในสถาบันเกษตรกร ธนาคารปลานิลพันธุ์ดีและธนาคารปัจจัยการผลิตหม่อนไหม

โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาแก่สมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยอุดหนุนเงินกู้ให้แก่สหกรณ์นำไปให้สมาชิกกู้ยืมแบบปลอดดอกเบี้ย เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาของตนเองอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและเพิ่มโอกาสในการทำเกษตรกรรม

โครงการผลิตข้าวครบวงจร สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการรวบรวมข้าวให้กับสหกรณ์ ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาสหกรณ์เข้ามามีส่วนในการช่วยรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ในฤดูกาลปี 2559/60 มีสหกรณ์รวบรวมข้าวเปลือก 326 แห่ง ปริมาณ 1,217,990.29 ตัน มูลค่า 9,179.46 ล้านบาท ส่วนหนึ่งสหกรณ์ที่มีโรงสีได้นำไปแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาด ส่งผลให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะ การสร้างชื่อเสียงให้กับข้าวสารสหกรณ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

สำหรับในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 101 ปีสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ โดยในส่วนกลางจัดขึ้นที่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยมิพิธีวางพานพุ่มพระอนุสาวรีย์พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระบิดาการสหกรณ์ไทย และจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ร่วมกัน

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวโครงการส่งเสริมสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล เป็นโครงการรณรงค์ให้สหกรณ์นำหลักธรรมาภิบาลเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อสหกรณ์ และโครงการ Back to Member : สมาชิกคือหัวใจสหกรณ์ รณรงค์ให้สหกรณ์ยึดถือประโยชน์ของสมาชิกเป็นเป้าหมายสำคัญในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ซึ่งคาดหวังว่าทั้งสองโครงการจะช่วยยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ให้พร้อมสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 ของสหกรณ์ในประเทศไทยได้อย่างสมศักดิ์ศรีและเต็มภาคภูมิ

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณตามหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2560 โดยอนุมัติงบประมาณการจ่ายเงินมาตรา 49 (5) ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อ​​​​​​​​​​​​นแก่เกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย จนทำให้สวนยางเกิดความเสียหาย ซึ่งจะดำเนินการมอบเงินให้เกษตรกรที่สวนยางพาราเกิดความเสียหายรายละ 3,000 บาทโดยเร็วที่สุด

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก ซึ่ง กยท. ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ทั้งการแจกถุงยังชีพ การจัดตั้งศูนย์ “กยท.รวมน้ำใจช่วยภัยน้ำท่วมภาคใต้” รวมเป็นมูลค่ากว่า 1,550,000 บาท แจกจ่ายให้เกษตรกรในพื้นที่ประมาณ 10,000ครัวเรือน และขณะนี้ สถานการณ์ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กยท. จึงได้เร่งสำรวจและรวบรวมข้อมูลสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัย ส่งผลให้ต้นยางได้รับความเสียหาย ไม่สามารถให้ผลผลิตยางได้ ซึ่งยางพาราเป็นพืชที่สามารถทนน้ำท่วมขังได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

แต่ขึ้นอยู่กับอายุของต้นยางด้วย ฉะนั้น การสำรวจพื้นที่สวนยางที่ได้รับความเสียหาย พบว่ามี 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 800 ราย เนื้อที่ประสบภัย 3,624 ไร่ พัทลุง มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 223 ราย เนื้อที่ประสบภัย 1,415 ไร่ สุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 616 ราย เนื้อที่ประสบภัย 8,319 ไร่ ชุมพร มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 5 ราย เนื้อที่ประสบภัย 23 ไร่ ปัตตานี มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 80 ราย เนื้อที่ประสบภัย 392 ไร่ ตรัง มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 805 ราย เนื้อที่ประสบภัย 7,631 ไร่ กระบี่ มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 122 ราย เนื้อที่ประสบภัย 272 ไร่ นราธิวาส มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 79 ราย เนื้อที่ประสบภัย 481 ไร่ ยะลา มีเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 89 ราย เนื้อที่ประสบภัย 162 ไร่ และสงขลา มีจำนวนเกษตรกรที่ประสบภัย จำนวน 138 ราย เนื้อที่ประสบภัย จำนวน 677 ไร่

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเร่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยาง จึงมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณตามหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ. 2560 โดยอนุมัติงบประมาณการจ่ายเงินมาตรา 49 (5) ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัยในเบื้องต้น จำนวนทั้งสิ้น 3,913 ราย มีเนื้อที่สวนยางที่ประสบอุทกภัย 32,655 ไร่ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือ รายละ 3,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,739,000 บาท

“กยท. ทุกจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย จะต้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนการใช้จ่ายเงินสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางรายละ 3,000 บาท ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และได้แจ้งความเสียหายให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดกรีด” ดร.ธีธัช กล่าว

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการสั่งการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้มีข้อสั่งการให้ทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ กรณีปริมาณหมอกควันที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 153 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เหตุจากการชิงเผาพร้อมกันทั้งจังหวัดในช่วงก่อนประกาศห้ามเผา ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-30 เมษายน 2560 ทำให้มีการกระจายเผาพร้อมกันและส่งผลให้เกิดหมอกควันปกคลุมเร็วกว่าปกติ

“ได้ให้แจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือปริมาณหมอกควันจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ถูกลมพัดเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากการตรวจสอบการปกคลุมของหมอกควัน และการคาดการณ์ความเร็วและทิศทางลมด้วยดาวเทียม โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Gistda พบว่า ทิศทางลมมีการไหลจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพิ่มสูงขึ้น แม้ในพื้นที่จะไม่พบการเผา หรือเกิดจุดความร้อน (Hot Spot) ในพื้นที่มากก็ตาม จึงสั่งการให้ทุกอำเภอจัดชุดออกลาดตระเวนบูรณาการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอำเภอที่มีพื้นที่ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน” นายปวิณกล่าว

นายปวิณกล่าวว่า เช้านี้ได้รับรายงานว่า อ.แม่แจ่ม และ อ.กัลยาณิวัฒนา ซึ่งอยู่ในทิศทางลมที่พัดมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังมีสภาพอากาศที่ดีอยู่ หากทางแม่ฮ่องสอนควบคุมได้เร็วก็ไม่น่ากังวล สิ่งที่เชียงใหม่ต้องรีบดำเนินการคือ สถิติการเกิดไฟป่าในเขตป่าและอุทยานแห่งชาติเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเดียวกัน บ่ายวันนี้จะมีการประชุมเพื่อปรับแผนแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ในขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรปีนี้เราควบคุมได้ดีขึ้น

“ในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม เริ่มดีขึ้นจากความร่วมมือกันของชาวบ้านและเอกชนที่นำเตาเผาแบบไร้ควันเข้าไปช่วยกำจัดซังข้าวโพด แต่ด้วยปริมาณที่มากเป็นกองภูเขา ก็ต้องเพิ่มการทำปุ๋ย เปลี่ยนเป็นพลังงาน นำเทคโนโลยีมาช่วยลดเศษวัสดุทางการเกษตร รวมทั้งพื้นที่ทางการเกษตรในการปลูกข้าวดอย ด้วยการใช้น้ำจุลินทรีย์หรือปุ๋ยหมักสูตรพิเศษที่ช่วยย่อยสลายวัสดุทางการเกษตรในระยะเวลา 20-30 วัน ก่อนการเตรียมพื้นที่ทางการเกษตรอีกครั้ง ซึ่งน่าจะได้ผลเพราะแม่แจ่มอยู่บนที่สูงมีความชื้นจากน้ำค้างช่วย” นายปวิณกล่าว

นายปวิณกล่าวอีกว่า สิ่งที่ยังน่าห่วงคือพื้นที่ทางตอนใต้ เช่น อมก๋อย ดอยเต่า แม่วาง และแม่ออน ซึ่งความชื้นลดลงและแล้งเร็ว ต้องรีบปรับแผนและแจ้งเตือนประชาชนให้ช่วยกันหยุดเผาจนกว่าจะพ้น 60 วัน โดยเฉพาะในเขตพื้นราบที่มักมีการแอบเผาเศษกิ่งไม้ใบไม้อยู่เป็นระยะ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ทุ่งนาบริเวณหมู่บ้านข่อยงาม หมู่ 8 ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีฝูงนกปากห่างลงมาหากินในทุ่งนาเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละฝูงจะมีประมาณ 20-50 ตัว สร้างความแปลกตาให้กับชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากนกปากห่างมีขนาดใหญ่กว่านกทั่วๆ ไป ที่หากินอยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งโดยปกติจะมีเพียงนกขนาดไม่ใหญ่นัก อาทิ นกกระยางขาว นกกระยางแดง และนกน้ำขนาดเล็กชนิดอื่นๆ

ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวเปิดเผยว่า สมัครเว็บจีคลับ ช่วงหน้าแล้งทุกปีจะพบฝูงนกปากห่างจำนวนมากมาหากินบริเวณนี้ เนื่องจากบริเวณอื่นๆ ไม่มีแหล่งน้ำที่มีอาหารของพวกมัน ส่วนบริเวณ ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมานั้น อยู่ใกล้กับลำน้ำบริบูรณ์ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำมูล ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี ชาวนาจึงสามารถปลูกข้าวนาปรังได้ช่วงนี้ ดังนั้นพวกนกปากห่างจึงได้บินมารวมตัวลงหากินกุ้ง หอย ปู ปลา ในทุ่งนากันเป็นจำนวนมาก บางฝูงสามารถพบเห็นได้กว่า 100 ตัว สร้างสีสันให้กับท้องทุ่งนาได้เป็นอย่างดี

สำหรับนกปากห่าง เป็นนกขนาดใหญ่ เมื่อวัดขนาดความยาวขณะกางปีกบิน 2 ข้าง ยาวประมาณ 90 เซนติเมตร เป็นนกที่มักจะชอบอพยพหากินไกล มักพบในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยชอบกินสัตว์น้ำเป็นอาหาร เช่น กุ้ง หอย ปู และปลา เป็นต้น อีกทั้งนกปากห่างนี้ ถือว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ด้วย

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. สภาพหนองน้ำในพื้นที่บ้านห้วยเชื่อมใต้ หมู่ที่ 2 ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ที่ใช้เป็นประปาในหมู่บ้านมีสภาพแห้งขอด ไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาผลิตประปาแจกจ่ายให้ชาวบ้านได้ ขาดน้ำดื่มน้ำใช้ สร้างความเดือนร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ พร้อมด้วยทหารรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดบึงกาฬ ต้องนำรถบรรทุกน้ำจำนวน 2 คัน นำน้ำออกแจกจ่ายให้กับชาวบ้านใช้เป็นการชั่วคราว

นายพงศกร เขจรชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ในเบื้องทาง อบต.ชัยพร ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยได้นำรถบรรทุกน้ำจำนวน 2 คันนำน้ำมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านใช้บรรเทาไปก่อน ต่อไปในส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวทาง อบต.ชัยพร จะได้จัดงบประมาณมาขุดลอกหนองน้ำให้ลึกลงไปอีก และในปีงบประมาณ ปี 2560 นี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพรก็ได้จัดทำประปาให้ในงบประมาณ 3.5 ล้านบาทอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าอีกประมาณ 3-4 เดือนคงจะได้ใช้ก็จะแก้ปัญหาน้ำประปาให้กับพี่น้องชาวบ้านห้วยเชื่อมใต้ได้แน่นอน