อุทัยฯส่อแล้งรุนแรง แม่น้ำตากแดดลดระดับ ชาวนาเร่งสูบเข้า

นาเลี้ยงข้าวไม่ให้ตาย จากการสอบถามเกษตรกรผู้ทำนาในพื้นที่ เล่าว่า ตอนนั้น ชาวนาแต่ละรายจำเป็นต้องระดมตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือตนเองสูบน้ำกันทั้งวันทั้งคืน เพื่อสูบน้ำไปในแปลงนาหล่อเลี้ยงต้นข้าวไม่ให้ยืนต้นตาย และประคับประคองให้ข้าวออกผลผลิตไปจนถึงการเก็บเกี่ยวลดความเสียหาย ทำให้การทำนาครั้งนี้มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น จึงหวังเพียงแค่ว่าให้ได้ต้นทุนคืนก็พอใจ ดีกว่าปล่อยให้ข้าวตายเสียหายไปทั้งหมด

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายพรประเสริฐ ศรีอารักษ์ ชาวนาบ้านนาคอกควาย หมู่ 2 ตำบลดงขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ตนเองและภรรยามีที่นาอยู่ประมาณ 6 ไร่ โดยในทุกๆ ปีจะมีการปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง แต่ในระยะหลังๆ ต้องเจอกับปัญหาภัยแล้ง ดังนั้น จึงพยายามหาพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยได้เลือกเอาการปลูกข้าวโพดหวานมาปลูกในพื้นที่ เพราะมีการประกันราคาจากบริษัท ซึ่งอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 23 บาท อีกทั้งทางบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนให้ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และยาป้องกันแมลง แต่เราจะต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ในการปลูกข้าวโพดหวานตลอดระยะเวลา 4 เดือน

โดยในปีที่มาผ่านตนเองมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ปีนี้คาดว่าจะได้มากกว่าเดิมอีกเกือบเท่าตัว เพราะเริ่มรู้วิธีการดูแลรักษาป้องกันไม่ให้ข้าวโพดเสียหาย นอกจากนี้ ตนเองและภรรยายังมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทาน และปลูกดอกดาวเรืองไว้ข้างๆ แปลงข้าวโพดเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรมากมายเพราะได้ทั้งปุ๋ยและน้ำจากแปลงข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้ในทุกๆ วัน ตนเองมีรายเสริมในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 300 บาทต่อวันเลยทีเดียว

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ วิกฤตภัยแล้งเริ่มคุกคามอำเภอหนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งแหล่งน้ำในชลประทานคลอง 9 แห้งขอดเป็นบางช่วงและตามคลองซอยแอลเกือบจะทุกแห่งน้ำเริ่มแห้งขอด และพืชผลทางการเกษตรใกล้เก็บเกี่ยวส่งผลให้เกษตรกรเริ่มขาดแคลนน้ำที่จะใช้หล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตรโดยเริ่มสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรจำนวนหลายร้อยไร่เป็นอย่างมาก

ด้านนางสา เต็มมูล อายุ 62 ปี ชาวบ้าน หมู่ 7 ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ตนเองนั้นทำสวนพืชล้มลุกและสวนกล้วยหอมอยู่ประมาณ 50 ไร่ซึ่งในช่วงนี้ไม่สามารถสูบน้ำจากคลองชลประทานที่ 9 เข้าร่องสวนได้เนื่องจากน้ำจากคลองระพีพัฒน์ไหลเข้าคลองชลประทานที่ 9 บางส่วนน้ำติดสันดอนในหมู่ 8 ต.บึงกาสาม ซึ่งอยากฝากหน่วยงานชลประทานช่วยปล่อยน้ำมาให้อย่างสม่ำเสมอเพราะน้ำไม่มีและในช่วงดังกล่าวนี้ผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยวแล้วจึงอยากจะให้ทาง อบต.บึงบา ช่วยเร่งแก้ไขให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตรก่อนที่ผลผลิตทางการเกษตรจะเสียหายไปมากกว่านี้

ปกติชาวสวนลำไยจะต้องตัดแต่งกิ่งลำไยหลังการเก็บเกี่ยว กิ่งลำไยจะกลายเป็นขยะเหลือใช้แต่เกษตรกรชาวอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ได้นำกิ่งลำไยมาเผาถ่านใช้ในครัวเรือน ปรากฎว่า ถ่านไม้ลำไยขี้เถ้าน้อย ไฟแรง จึงผลิตถ่านไม้ลำไยออกขาย เป็นสินค้าเสริมรายได้ในสวนลำไยได้อย่างดี

เกษตรกรเจ้าของไอเดียดังกล่าว คือ นายจันทร์ แสงศรีจันทร์ บ้านเลขที่ 68 หมู่ 12 ต.น้ำแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ปลูกลำไยประมาณ 200 ต้น ทุกปีจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งลำไย เพื่อจัดพุ่มและให้ผลผลิตมากขึ้น ลูกโต ซึ่งการตัดแต่งกิ่งลำไยนั้นกิ่งของไม้ลำไยที่ตัดหากปล่อยทิ้งก็เสียดาย ดังนั้นจึงนำมาทำเป็นฟืนหรือทำถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ในครัวเรือน

ปีแรกๆเมื่อลองนำมาทำพบว่า ถ่านที่ทำมาจากไม้ลำไยจะมีเนื้อแน่น ขี้เถ้าน้อย ไฟแรง ทำให้ประหยัดเวลาในการทำอาหาร แต่ละปีจะมีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น ที่จะตัดแต่งกิ่งแล้วนำมาแปรรูปเป็นถ่านไม้ลำไยจะได้ถ่านน้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กก. เก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือก็ขายให้กับเพื่อนบ้านและผู้ที่นิยมใช้ถ่าน กก.ละ 12 บาท

นายจันทร์ กล่าวต่อว่า การตัดแต่งกิ่งลำไยของชาวสวนลำไยน้ำแวนจะตัดทุกปี บ้างก็ขายเป็นฟืนให้แก่โรงงานอบลำไย หรือโรงอบที่ต้องการใช้ฟืน หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้ฟืนทำอาหารในครัวเรือน นอกจากจะทำให้ต้นลำไยถูกตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสมและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในปีถัดไปแล้ว เจ้าของสวนลำไยยังมีถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ทำเชื้อเพลิงในครัวเรือนและมีรายได้เสริมด้วย

“ที่สำคัญการใช้ถ่านไม้ธรรมชาติทำให้ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือนได้อย่างมาก เพราะหากมีถ่านใช้ในครัวเรือนจะประหยัดแก๊สหุงต้มได้เดือนละ 50% ปัจจุบันแก๊สหุงต้มถังละ 400 บาทแล้ว ดังนั้นประชาชนส่วนหนึ่งที่นิยมใช้ถ่านไม้จากธรรมชาติเพราะช่วยประหยัดแก๊สหุงต้ม” นายจันทร์ กล่าว ม.แม่โจ้ เปิดงาน ตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร”

ให้พสกนิกรได้เรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา พร้อมประกาศเจตนารมณ์และมีส่วนร่วมสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยพ่อ กษัตริย์เกษตร งานตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร” ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ งานสำคัญที่ให้พสกนิกรได้มีส่วนร่วมสืบสานพระราชปณิธาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อ พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ ของปวงชนชาวไทย “กษัตริย์เกษตร” ที่ทรงงานเพื่อคนไทยมาตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เมื่อวันพุธที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ตั้งแต่ เวลา ๑๗.๐๐ น.เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักโดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากของพระองค์เอง อันเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม และพลังงาน เพื่อประโยชน์ของภาคการเกษตรไทยซึ่งเป็นอาชีพหลักของพสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ในอดีต

มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีรากฐานทางการเกษตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณสนองงานด้านต่าง ๆ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จมายังแม่โจ้ และยังได้สนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการหลวง และโครงการในพระองค์อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะด้านการเกษตร สืบเนื่องเรื่อยมา รวมถึงการน้อมนำศาสตร์ของพระราชามาใช้ในการเรียนการสอน มีหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ผลิตมหาบัณฑิตที่มีความรอบรู้ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อเผยแพร่ให้สังคมเรียนรู้พระราชปรัชญา แนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถือได้ว่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดหลักสูตรที่น้อมนำองค์ความรู้ศาสตร์ของพระราชาอย่างเป็นรูปธรรม

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า ๗ ทศวรรษ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดซ มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงสร้างผลสัมฤทธิ์ให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์กว่าสี่พันโครงการ พระองค์ทรงเห็นว่าทุกข์ของราษฎร คือทุกข์ของพระองค์ จึงทรงประกอบพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่อาณาประชาราษฎร์ พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ราษฎรในการจัดการพื้นที่ทำกินให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการพึ่งตนเอง และเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ และประสานงานกับแหล่งทุนในโอกาสต่อไป การจัดงานตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร” จึงถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้และจังหวัดเชียงใหม่ ข้าพเจ้าขอชื่นชมคณะกรรมการดำเนินงานทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมส่งเสริมการสืบสานพระราชปณิธานด้วยการน้อมนำ ทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์พระราชา ไปปฏิบัติให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ”

นายกฤษณ์ ธนาวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “การจัดงานตามรอยพ่อ กษัตริย์เกษตร ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและความหมายต่อคนไทยทุกคน เนื่องจากเป็นการจัดงานเพื่อเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั่วโลก พระองค์จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่รักยิ่งของพสกนิกร ในนามของจังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญทุกท่านร่วมกันปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในการน้อมนำศาสตร์พระราชา “เกษตรทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางสร้างชีวิตและสร้างชาติไทยของเราให้ยั่งยืน สืบไป”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “เป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุชแก่อาณาประชาราษฎร์อย่างยาวนาน พระองค์ทรงตระหนักในเรื่องการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และจังหวัดเชียงใหม่ จึงจัดงาน “ตามรอยพ่อ กษัตริย์เกษตร” ทั้งในส่วนพื้นที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้แห่งนี้ และในส่วนของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำนวน ๙๐๗ ไร่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดกิจกรรมที่แสดงถึงการสืบสานพระราชปณิธาน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนรวมทั้งผู้สนใจทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางนำไปปฏิบัติให้บังเกิดผล ภายในงานมีการจัดกิจกรรมสำคัญ คือ การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธาน น้อมนำศาสตร์ของพระราชา มาปรับใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยมีการการจัดกิจกรรมเป็น ๕ ส่วน คือ ๑.)การร่วมกันน้อมถวายการสักการะเทิดพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธาน “กษัตริย์เกษตร” ๒) นิทรรศการ ซึ่งมีทั้งส่วนของมหาวิทยาลัยแม่โจ้เอง ๔ กลุ่มนิทรรศการ และนิทรรศการจากหน่วยงานภายนอกอีก ๖ กลุ่มนิทรรศการ ๓.) ส่วนแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เปิดให้ทุกท่านเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ มีวิทยากรบรรยายให้ความรู้ตลอดงาน ๔)การเสวนาและฝึกอบรม อาทิ การเสวนาเรื่อง “สืบสานพระราชปณิธานกษัตริย์เกษตร” ๕.)ตลาดนัดสินค้าเกษตรปลอดภัย ในชื่อ “กาดแม่โจ้ ๒๔๗๗” ซึ่ง เป็นสินค้าที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพและปลอดภัย มีการกำหนดราคาที่เป็นธรรม เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและชาวนา”

ในพิธีการประกอบพิธีเปิด ได้มีการยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย ต่อด้วยการขับเสภาถวายความอาลัยโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากนั้น หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ประธานในพิธีได้กล่าวสดุดีถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์เกษตร ของปวงชนชาวไทย พร้อมเปิด VTR เจ็ดทศวรรษ ใต้ร่มพระบารมีและเพลงรักพ่อไม่พอเพียง

สำหรับกิจกรรมพิเศษในพิธีเปิดงานในวันนี้ซึ่งสะกดให้ผู้ที่เข้าร่วมงานอยู่ในภวังค์ คือได้รับฟัง พระสุรเสียงและพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล ที่พระองค์ทรงประกาศทฤษฎีใหม่ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตแม่โจ้ เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ณ สถานที่แห่งนี้

วันนี้จึงเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่เราท่านทั้งหลายจะได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์อันมุ่งมั่น สืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร” เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกลงมาถึงขีดสุดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้รับผลกระทบไม่น้อย อาจเรียกได้ว่าถึงขั้นราคาที่ขายได้ถูกกว่าต้นทุนการผลิต เนื่องจากในหลายๆ พื้นที่มีการจ้างแรงงานในการทำสวนยางพารากันมากขึ้น จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญอาจจะมีการปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป จึงทำให้มีรายได้เข้ามาเพียงทางเดียว

คุณนิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ กล่าวว่า ประชาชนจังหวัดบึงกาฬที่ขึ้นทะเบียนปลูกยางพาราไว้มีจำนวน 8.9 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ที่เหลือส่วนหนึ่งไม่ขึ้นทะเบียน ในจำนวนนี้ 60 เปอร์เซ็นต์ ปลูกและกรีดยางพาราเอง ส่วนที่เหลือจ้างแรงงานกรีด

ภายในจังหวัดมีโรงงานที่รับซื้อยางพาราจากชาวบ้านทั้งสิ้น 7 แห่ง จึงทำให้ช่วงวิกฤตที่ผ่านมาชาวบ้านยังพอสามารถประคับประคองตัวเองอยู่ได้ แม้จะเป็นการขายน้ำยางก้อนถ้วยที่ได้ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 13 บาทก็ตามในขณะนั้น ด้วยความมุ่งมั่นที่ทำงานด้วยตัวเองโดยไม่เน้นจ้างแรงงาน ต้นทุนการผลิตจึงไม่สูง

คุณนิพนธ์ บอกว่า ถ้าวันนี้ประชาชนได้มีโอกาสได้ขายเองด้วย จะเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งการจัดงานวันยางพาราและกาชาดมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับความสามัคคีของพี่น้องชาวบึงกาฬ โดยรวมกลุ่มกันในนามชุมนุมสหกรณ์ยางพาราบึงกาฬ ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อ กู้เงินจาก ธ.ก.ส. จำนวน 193,750,000 บาท ซึ่งวันนี้การพิสูจน์ความสามารถของชาวสวนยางบึงกาฬ ได้เสนอโครงการในการสร้างโรงงานหมอน ที่นอน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลอนุมัติงบประมาณแล้ว และกำลังดำเนินการสร้าง ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้

“รัฐบาลมองเห็นแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย และจังหวัดบึงกาฬจะเป็นผู้นำเรื่องการพึ่งตนเอง ซึ่งรัฐบาลเข้าใจ เวทียางพาราบึงกาฬจะเป็นตัวการที่ขับเคลื่อนยางพาราสู่ระดับโลก และเป็นจุดที่จะสานต่อให้กับชาวไทยที่จะปลูกยางพาราในอนาคต แน่นอนว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสวนจะดีขึ้นถ้ารัฐบาลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต” คุณนิพนธ์ กล่าว

นอกจากที่บึงกาฬจะเน้นเรื่องการที่ให้พี่น้องชาวสวนยางได้พึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังได้มีการสนับสนุนให้ทำเกษตรผสมผสานแบบยั่งยืนเพื่อที่จะได้มีรายได้มากขึ้น โดยที่ไม่รอแต่ขายผลผลิตที่ได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว เช่น การปลูกสับปะรด และพืชที่สามารถปลูกแซมภายในสวนยางพาราได้ ซึ่งได้ยึดมั่นตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“การที่ปลูกยางพาราสำเร็จไปได้ด้วยดี อาจเรียกได้ว่าที่จังหวัดบึงกาฬเป็นต้นแบบให้กับที่อื่นๆ หรือทั่วประเทศก็ว่าได้ จะต้องมีกระบวนการจัดการดังนี้คือ ระบบของสหกรณ์ประชาชนต้องเข้าใจกัน โดยมาร่วมจดทะเบียนให้เกิดความพร้อมเพรียงมีความสามัคคี และที่สำคัญภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยให้มากขึ้น หรือแม้แต่ภาคเอกชนก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเรายอมรับว่ามีเอกชนอย่างบริษัท รับเบอร์วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัดประเทศไทย ก็ได้เข้ามาช่วยในเรื่องการซื้อมากขึ้น ส่วนภาคราชการก็คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็เข้ามาช่วยเช่นกัน เรียกได้ว่าถ้าทุกหน่วยงานช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความพร้อมเพรียงและก้าวหน้าก็จะเกิดขึ้นได้ไว” คุณนิพนธ์ กล่าว

คุณนิพนธ์ ยังบอกอีกว่า ในอนาคตบึงกาฬกำลังจะทดลองทำถนนจากยางพารา เพื่อเป็นการทดลองนำล่องให้กับจังหวัดอื่นๆ ถ้าผลออกมาสำเร็จเป็นอย่างที่คาดหวัง ในอนาคตจะได้มีการสร้างถนนด้วยยางพารามากขึ้นทั่วประเทศ เพราะการทำถนนยางพารามีต้นทุนที่ต่ำ เมื่อเอามาทำถนนมากขึ้นก็เท่ากับว่าเป็นการช่วยระบายยางออกสู่ตลาด และที่สำคัญเมื่อเทียบคุณภาพแล้วอาจจะเท่ากับคอนกรีต แต่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า

“เมื่ออนาคตยางไม่มีตกค้างมาก ราคายางมันก็จะค่อยๆ แพงขึ้นมาตามลำดับ พอต้นทุนยางที่จะเอามาทำถนนมันสูงขึ้น เมื่อทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ เราก็หยุดเอามาทำถนน และหาอย่างอื่นมาทดแทน เรียกง่ายๆ ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้พี่น้องที่ปลูกยางพาราสามารถมีความอยู่ดีกินดี คุณภาพชีวิตของเขาก็จะมีความสุขมากขึ้น” คุณนิพนธ์ กล่าว

ทั้งนี้ คุณนิพนธ์ ยังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า การจัดงานวันยางพาราจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่ได้ให้คนที่อยากได้ประสบการณ์ได้มาเรียนรู้และดูงาน จึงทำให้เกษตรกรได้มีเพื่อนมีพี่มีน้องมากขึ้น และที่สำคัญได้นำองค์ความรู้ให้กระจายออกไปกว้างขวางมากขึ้น ได้มีการรวมกลุ่มสร้างความรักความสามัคคีกันมากขึ้น เมื่อทุกอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรจะสามารถผ่านมันไปได้อย่างดี เท่านี้ทุกคนก็จะมีความสุขอย่างยั่งยืนแน่นอน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้อำนวยการชลประทานที่ 12 ชัยนาท ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงพี่น้องเกษตกรที่พบว่ามีการทำนานอกแผนไปแล้วกว่า 1 ล้านไร่ เพราะในหน้าแล้งที่จะมาถึงน้ำอาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำสำรองเตรียมไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาวะความแห้งแล้งที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันเริ่มกระทบกับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำนาต่อเนื่องหรือนาปรัง ทำให้นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคกลางฝั่งตะวันตก แหล่งการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ออกมาแสดงความห่วงใยถึงเกษตรกรหลังจากที่สำรวจพบว่ามีการทำนาปรังนอกแผนมากถึงกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงจากภาวะน้ำน้อย โดยจากแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ภาคกลางมีพื้นที่เกษตรในแผนที่สามารถเพาะปลูกในหน้าแล้งได้ 2.6 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันพบว่ามีการเพาะปลูกไปแล้วถึงกว่า 3.7 ล้านไร่ ซึ่งในส่วนที่เกินมาถือว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากสภาวะน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้งเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งในส่วนนี้เกษตรกรควรหาแหล่งน้ำสำรองทั้งหนองบึงและน้ำบาดาลไว้เพื่อป้องกันความเสียหาย และขอความร่วมมือเกษตรกรที่เตรียมลงมือเพาะปลูกรอบใหม่ขอให้ชะลอออกไป เพื่อเริ่มเพาะปลูกตามแผน 1 พฤษภาคม ที่กรมชลประทานจะเริ่มส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้งได้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน ศพก. เดินหน้าเต็มกำลังพัฒนาศักยภาพ ศกอ. 882 คน รวม 5 รุ่นทั่วประเทศ เน้นเสริมองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองกับ แอปพลิเคชั่น OAE RCMO หรือ กระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส มั่นใจ ภาคเกษตรไทย สู่ 4.0 เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้แต่งตั้งเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จำนวน 882 ราย ใน 882 อำเภอ เพื่อร่วมปฏิบัติงานสนับสนุนการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สศก. จึงได้จัดอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญให้แก่ ศกอ.ในปี 2559 เพื่อนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดและให้บริการใน ศพก. และเกษตรกร ในชุมชน

สำหรับปี 2560 สศก. ได้สานต่อโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพของ ศกอ. ยกระดับการปฏิบัติงานของ ศกอ. ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบฐานข้อมูลความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตรมาใช้ในการปฏิบัติงาน โดยจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ ศกอ. และเจ้าหน้าที่ของ สศก. เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ การสร้างเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งการอบรมครั้งนี้ ได้เน้นการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารใน ศพก. โดยเฉพาะการนำแอปพลิเคชั่น OAE RCMO หรือ กระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส” ซึ่งชนะประกวดโครงการ Thailand ICT Awards (TICTA) 2016 ในประเภท E-Government & Services ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้เพื่อคำนวณต้นทุนการผลิตพืช ปศุสัตว์ ประมง และยังสามารถทราบได้ว่า พื้นที่ของตัวเองเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชชนิดนั้นหรือไม่ และถ้าไม่เหมาะสมจะสามารถปลูกพืชชนิดใดแทน รวมถึงทราบแหล่งรับซื้อ ราคาที่รับซื้อผลผลิตด้วย

สำหรับการจัดฝึกอบรม ได้กำหนด 5 ครั้งทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2560 ณ จังหวัดชลบุรี ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2560 ณ จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2560 ณ จังหวัดอุบลราชธานี ครั้งที่ 4 ระหว่างที่วันที่ 2-3 มีนาคม 2560 ณ จังหวัดอุดรธานี และครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ วันที่ 9-10 มีนาคม 2560 ณ จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ ศกอ.ทั้ง 882 คน และเจ้าหน้าที่ของ สศก. bing-vs-google.com ที่ผ่านการอบรมจะมีความรู้ความเข้าใจ สามารถใช้แอปพลิเคชั่น รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารใน ศพก. เพื่อร่วมกันเดินหน้าภาคเกษตรไทย สู่ เกษตร 4.0 ให้เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Thailand 4.0 เต็มประสิทธิภาพ

นายพร้อมพงษ์ ปันยะ ชาวบ้านนาสมดี ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม เผยว่า แต่เดิมมีอาชีพเป็นกรรมกร รายได้วันละ 200-300 บาท ต่อวัน ทำมา 6-7 ปี ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว ช่วงก่อนจะลาออกจากงานจึงได้เปิดคลิปวิดีโอ ลองศึกษาวิธีทำตุ้ม เครื่องมือดักสัตว์น้ำของคนอีสานดูวันละ 1-2 อัน ก่อนนำไปดักจับกุ้งฝอยตามลำห้วย หนองน้ำสาธารณะในหมู่บ้าน ปรากฏว่าได้กุ้งฝอยมาหลายกำมือ คิดว่าน่าจะทำเป็นอาชีพได้ จึงสะสมอุปกรณ์การทำ เช่น ไม้ไผ่ ตาข่าย ขาดน้ำพลาสติกใส เชือกฟาง ก่อนเริ่มลงมือทำตุ้มรูปทรงกลม รัศมีกว้าง 1 ฟุต เลาไม้ไผ่ยาว 1 ผุต ทำเป็นเสาค้ำยัน ใช้ไม้ไผ่ดัดให้เป็นรูปทรงกลม เชือกฟางมาผูกยึด นำตาข่ายมาล้อม ก่อนตัดปากขวดน้ำสวมเย็บใส่ช่อง 4 จุด ไว้ดักกุ้ง ก้นของตุ้มจะขึงตาข่ายปิดทับอีกรอบ ตรงกลางตุ้มจะมีคานไว้สำหรับผูกรำข้าวใช้เป็นเหยื่อล่อ ใช้ไม้ไผ่ยาว 1 เมตร ผูกมัดติดกับตุ้ม จนผลิตได้ตุ้ม จำนวน 60 อัน

“ใกล้พบค่ำ ออกจากบ้านไปดักจับกุ้งฝอยที่อ่างเก็บน้ำหนองญาติ พอช่วง 6 โมงเช้าทุกวันก็เก็บ ทำอาชีพนี้มาได้ 3 เดือนแล้ว มีรายได้ดีกว่างานที่เคยทำ จึงได้ยึดมาเป็นอาชีพหลัก รายได้วันหนึ่งประมาณ 500-700 บาท”

นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เผยว่า มีประกาศมาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาดในพื้นที่ตั้งแต่ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป จนถึงววันที่ 17 เมษายนนี้ โดยปีนี้ตั้งเป้าลดปัญหาการเกิดฝุ่นละอองและหมอกควันในอากาศลงให้ได้ 30% แจ้งไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหาร อปท. ให้ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน หากพบการเผาให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายโดยทันที นอกจากนี้ ยังจัดให้มีเงินรางวัลสำหรับผู้แจ้งเบาะแสจนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ รายละ 3,000 บาท ด้วย

นายวิสูตร คำยอด ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อธุรกิจด้านการบิน ในการนำอากาศยานมาบินขึ้นและลงทางท่าอากาศยานขอความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วนงดการเผาทุกชนิดด้วย ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ หากถึงขั้นเกิดไฟลุกลามเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ โทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-350,000 บาท