อุปกรณ์ในการตอน ประกอบด้วยขุยมะพร้าวถุงพลาสติกเชือกฟาง

“เลือกกิ่งที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป นับจากยอดลงมา 25-30 เซนติเมตร ใช้มีดปาดกิ่งมะละกอเฉียงขึ้นไป แล้วใช้เศษไม้หรือหินคั่นรอยปาดไม่ให้สนิทกันอย่างเดิม หุ้มด้วยตุ้มตอน ที่ทำให้พอเหมาะกับขนาดของกิ่ง มัดด้วยเชือกฟาง…ราว 25 วัน กิ่งมะละกอเริ่มออกราก นับตั้งแต่วันตอนถึงตัดกิ่ง ใช้เวลา 45 วัน แล้วตัดชำอีก 15 วัน จึงนำลงปลูกได้ ช่วงนี้ทางผมศึกษาการปลูกในวงบ่อ โดยใช้กิ่งตอน…มะละกอ เมื่อเราตอน จะแตกกิ่งใหม่ออกมาให้ตอนเรื่อยๆ อายุของต้นที่ปลูกด้วยกิ่งตอน อยู่ได้ 3 ปี” นายคำพันธ์ แนะนำวิธีการตอนมะละกอ

ปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องไปเดือนมิถุนายน เป็นช่วงฤดูของไม้ผลสีแดงออกสู่ตลาด รสชาติดี มีหลายสายพันธุ์ แต่ละพื้นที่ปลูกจะมีความโดดเด่นของรสชาติที่แตกต่างกัน ว่ากันว่า ผลไม้ชนิดนี้ชอบสภาพอากาศหนาวเย็นจึงจะให้ผลผลิตดี เช่น ที่จังหวัดเชียงราย เกษตรกรที่นำลิ้นจี่เข้ามาปลูกเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ก็เพราะเห็นว่า ราคาดี และสภาพภูมิอากาศมีความเหมาะสม

ที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง ขณะที่สับปะรดนางแล และภูแล ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง คุณบัวขาว ขันจันทร์แสง ไม่ได้ปลูกสับปะรดเหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่เป็นเกษตรกรรายที่ยังคงปลูกลิ้นจี่อยู่จนถึงปัจจุบัน และนำลิ้นจี่เข้ามาปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเป็นรายแรกๆ

“ปี 2518 เป็นปีแรกที่นำลิ้นจี่เข้ามาปลูก เพราะยุคนั้นราคาลิ้นจี่ค่อนข้างสูง จึงนำพันธุ์มาจากทางอำเภอแม่สาย และสภาพอากาศมีความเย็นต่อเนื่องเหมาะสมดี นำกิ่งพันธุ์มาปลูกบนพื้นที่ 4 ไร่ จากนั้นขยายพันธุ์จากกิ่งพันธุ์ที่เจริญเติบโตเอง แล้วนำไปปลูกเพิ่มบนพื้นที่อีกแปลง ทั้งหมด 15 ไร่”

สายพันธุ์ที่คุณบัวขาวนำมาปลูก มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ฮงฮวย โอวเฮียะ จักรพรรดิ และ กิมเจ็ง

พันธุ์ฮงฮวย เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกออกผลง่าย ลำต้นสีน้ำตาลอมเทาและบิดเวียนซ้ายเป็นคลื่นยาวๆ ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์นี้ ช่วงข้อบนกิ่งห่าง ยอดอ่อนมีสีเขียวอมแดงจางๆ ทรงพุ่มรูปไข่และลำต้นค่อนข้างสูง ใบยาวรี โคนใบกว้าง ริมใบบิดเป็นคลื่น ปลายใบไม่ค่อยแหลม ใบมี 3-4 คู่ ผลออกเป็นช่อยาว ลักษณะผลทรงยาวรีคล้ายรูปไข่ เปลือกสีแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย การให้ผลดกและค่อนข้างสม่ำเสมอไม่ค่อยเว้นปี แต่ข้อเสียของลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยคือ เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เปลือกบางช้ำง่าย และขั้วผลบางทำให้ผลร่วงง่าย

พันธุ์โอวเฮียะ เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศหนาวและความชื้นในดินสูง ลำต้นมีสีน้ำตาลแดง มักเป็นตะปุ่มตะป่ำ ง่ามกิ่งเป็นมุมแคบกว่าพันธุ์ฮงฮวย ยอดอ่อนมีสีแดงเข้ม ทรงพุ่มเกือบจะกลม ใบสีเขียวเข้มเป็นมันเกือบดำ มีใบ 2-3 คู่ โคนใบและปลายใบเรียวแหลม หากพับครึ่งจะทับกันพอดี ลักษณะของผลคล้ายรูปหัวใจ เปลือกสีแดงคล้ำ เปลือกเปราะ รสหวาน เนื้อหนา เมล็ดมีขนาดเล็ก ข้อเสียของพันธุ์นี้คือ ง่ามกิ่งเป็นมุมแคบ เพราะมุมยิ่งแคบกิ่งยิ่งฉีกง่าย

พันธุ์กิมเจ็ง เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็นจัด การเจริญเติบโตช้า ทรงพุ่มเตี้ยจนเกือบแบน มีส่วนกว้างมากกว่าส่วนสูง มีระยะของลำต้นจากพื้นดินถึงพุ่มสั้นมาก ลำต้นไม่บิด ข้อของกิ่งก้านสั้นมาก มีกิ่งเล็กๆ มาก ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดสั้นและแคบ มีใบ 1-3 คู่ ยอดอ่อนมีสีใกล้เคียงกับพันธุ์โอวเฮียะ แต่ออกเป็นสีแดงซีดหรือสีชมพู ช่อไม่ใหญ่แต่สั้น ลักษณะผลค่อนข้างกลม การติดผลค่อนข้างยาก

พันธุ์จักรพรรดิ จะมีผลโตมาก ออกดอกประมาณเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผลแก่ปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ขนาดผลกว้าง 4.4 เซนติเมตร ยาว 4.2 เซนติเมตร ผลหนัก 40-50 กรัม หนามไม่แหลม เปลือกหนา เมื่อแก่จัดสีชมพูแดง เนื้อผลหนา 1.1 เซนติเมตร เนื้อมีน้ำค่อนข้างมาก รสดีพอใช้ ความหวานประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์

ทั้ง 4 ชนิด ที่คุณบัวขาวเลือกสายพันธุ์มาปลูก ก็เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศเย็น จึงเหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยปกติแล้วลิ้นจี่ก็มีการแบ่งสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปลูกในภาคเหนือและภาคกลางเอาไว้

ระยะปลูกสำหรับลิ้นจี่ คือ 6×6 เมตร สำหรับพื้นราบ ส่วนบริเวณที่เป็นเนินเขา ระยะถี่มากขึ้นได้ เพราะเนินจะทำให้พุ่มต้นเหลื่อม จึงไม่มีปัญหาทรงพุ่มชิดกัน การปลูกลิ้นจี่ ควรลงปลูกในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน เตรียมดินให้พร้อมหลังฝนแรกลง แล้วลงปลูกโดยไม่ต้องรดน้ำ ช่วงเข้าสู่ฤดูฝนจะเป็นช่วงที่ไม่ต้องรดน้ำและให้ธรรมชาติดูแลต้นลิ้นจี่เล็กไปก่อน เมื่อเข้าสู่ปีถัดไปของการปลูก ช่วงฤดูแล้งไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ยกเว้นแล้งมากก็ให้น้ำบ้างนิดหน่อย และเตรียมปุ๋ยให้เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน 1 ครั้ง จากนั้นให้ปุ๋ยอีกครั้ง 3 เดือนถัดมา

ราวต้นมกราคม ลิ้นจี่จะเตรียมพร้อมแทงช่อดอก ยกเว้นฝนลงจะส่งผลให้ช่อดอกที่แทงออกมาไม่ติดผล แต่เปลี่ยนเป็นใบแทน หากติดดอกดี ผลผลิตก็จะดีตาม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ คุณบัวขาว บอกว่า ลิ้นจี่จะติดผลผลิตดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศหนาวหรือเย็น ต้องมีสภาพอากาศหนาวหรือเย็นติดต่อกัน 100 ชั่วโมง หรือ 4-5 วัน ต่อเนื่อง ถ้าระยะเวลาอากาศหนาวหรือเย็นไม่ถึงตามนี้ ลิ้นจี่ก็ไม่ติดผล อาจจะมีพันธุ์ฮงฮวยที่ติดผลผลิตบ้าง เพราะเป็นพันธุ์เบา สภาพอากาศไม่ถึงกับหนาวก็ยังให้ผลผลิตอยู่ ส่วนพันธุ์จักรพรรดิ เป็นพันธุ์หนัก ถ้าอากาศไม่หนาวหรือเย็นติดต่อกันตามระยะเวลาที่กล่าวไว้ ก็ไม่ติดผลผลิตเลย ซึ่งการบังคับให้ลิ้นจี่ติดผลไม่สามารถทำได้

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกครั้ง ต้องตัดแต่งกิ่งและให้ปุ๋ย

คุณบัวขาว พยายามให้ปุ๋ยหมักจากแกลบและขี้วัวที่หมักเอง พยายามเลี่ยงปุ๋ยเคมี เพื่อให้ดินได้รับสารอินทรีย์ หน้าดินไม่แน่นจนเกินไป และต้องตัดแต่งกิ่งให้ลิ้นจี่ทุกครั้งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต และให้ปุ๋ยอีกครั้งประมาณต้นเดือนมีนาคมที่ลิ้นจี่ติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด

การให้ปุ๋ย ให้หว่านไปรอบทรงพุ่ม ระวังไม่ให้เกิดวัชพืชใต้ต้น เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลิ้นจี่

“ช่วงที่ผลผลิตลิ้นจี่เก็บเกี่ยวได้ คือ ต้นเดือนมิถุนายน ราวปลายเดือนมิถุนายนก็ใส่ปุ๋ยรอบทรงพุ่ม และตัดแต่งกิ่งได้ เท่ากับ 1 ปี ให้ปุ๋ย 2 ครั้ง เท่านั้น”

การให้น้ำ สวนลิ้นจี่ของคุณบัวขาว ดูที่สภาพดินเป็นหลัก หากช่วงแล้งก็ให้น้ำ 5 วัน ต่อครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าสภาพดินไม่แล้งจนเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องให้ โรคและแมลงศัตรูพืช โดยปกติลิ้นจี่เป็นพืชที่ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช คุณบัวขาว บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ปลูกลิ้นจี่มากว่า 40 ปี พบแมลงศัตรูพืชไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้สมุนไพรหมักฉีดพ่นก็กำจัดออกไปได้

ผลผลิตลิ้นจี่แต่ละต้น ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป อากาศหนาวต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ลิ้นจี่ควรให้ผลลดลง ทำให้ลิ้นจี่ไม่ติดผล หรือติดผลน้อยในพันธุ์เบา อย่างพันธุ์ฮงฮวย แต่ปริมาณผลผลิตที่ได้อย่างน้อย 50-60 กิโลกรัม ต่อต้นปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ลิ้นจี่ให้ผลผลิตมากที่สุด แต่เมื่อผลผลิตเก็บจำหน่ายได้ ไม่นานก็ขายหมด เพราะความต้องการลิ้นจี่ในตลาดมีสูง

“ช่วงฤดูกาลที่มีผลผลิต ต้องตื่นมาเก็บลิ้นจี่เวลา 6 โมงเช้า และมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับถึงสวน 9 โมงเช้า ราคาขายหน้าสวน กิโลกรัมละ 60 บาท แต่ถ้าคัดลิ้นจี่คุณภาพลงกล่อง ราคากิโลกรัมละ 700-800 บาท หลังเก็บลิ้นจี่มาแล้วต้องมีแรงงานสำหรับคัดผล ใน 1 ฤดูกาล ใช้แรงงาน 5 คน สำหรับให้ปุ๋ย รดน้ำ เก็บผลผลิตและคัดผล”

เพราะลิ้นจี่เป็นพืชหลักของครอบครัวที่ทำมายาวนานกว่า 40 ปี และเป็นไม้ผลยืนต้นที่มีอายุยาวนาน คุณบัวขาวและครอบครัวใช้แรงงานในครอบครัวเท่านั้น จึงไม่คิดขยายพื้นที่ปลูก อีกทั้งสภาพอากาศปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ระยะเวลาที่ช่วยให้ลิ้นจี่ติดผลลดลง ผลผลิตจึงได้น้อยกว่าที่ผ่านมาทุกปี แต่ก็ยังถือว่าเป็นอาชีพหลักของครอบครัว อีกทั้งลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ไม่พบปัญหาในการปลูกมากนัก อย่างไรก็ตาม คุณบัวขาวและครอบครัวได้ใช้เวลาว่างที่มีปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานในครัวเรือนและส่งขาย มีรายได้จากการเก็บผักขาย วันละ 400-500 บาท

สวนลิ้นจี่ของคุณบัวขาว ถือเป็นสวนใหญ่และผลิตลิ้นจี่คุณภาพที่ดีที่สุดในจังหวัดเชียงราย หากสนใจกิ่งพันธุ์หรือลิ้นจี่ตามฤดูกาล ทั้ง 4 สายพันธุ์ ติดต่อได้ที่ คุณบัวขาว ขันจันทร์แสง หมู่ที่ 7 บ้านนางแลใน ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หรือโทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ 087-179-0905 ได้ตลอดเวลา

ในการฉีดเปิดตาดอกมะม่วง เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียม-
ไนเตรต (13-0-46)

ที่สวน คุณจรัญ อยู่คำ จะใช้ สูตรเปิดตาดอก ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม+สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร) ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงใน วันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

กรณีเปิดตาดอกแล้วเป็นใบ สามารถแก้ไขได้ แต่ใบอ่อนที่ออกมาต้องมีความยาวไม่เกิน
1 เซนติเมตร หรือยังไม่คลี่ใบ ให้ใช้

ฉีดพ่นโดยห้ามใส่อาหารเสริม จำพวกสาหร่าย-สกัด หรือ จิ๊บ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีปริมาณใบอ่อนออกมามาก จากนั้นเว้น 3 วัน แล้วซ้ำด้วย สูตรที่ 2

หลังฉีด ครั้งที่ 2 เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตาใบอย่างชัดเจน ใบจะหยุดนิ่งแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นตาดอก สูตรนี้เกษตรกรจำนวนมากใช้แล้วได้ผลดี แต่ต้องดูว่าความยาวของตาใบ ต้องไม่เกิน 1 เซนติเมตร จะได้ผลดีที่สุด

การดูแลต้นมะม่วง กรณีออกดอกพร้อมกัน

จำไว้ว่า ใบอ่อนเสมอ ดอกจะเสมอ การดูแลจะง่าย เมื่อเราเห็นช่อดอกเริ่มแทงออกมา ให้ดูแลตามขั้นตอน ดังนี้ ระยะเดือยไก่ เป็นระยะแรกของการออกดอก เราจะสังเกตเห็นตาดอกที่ออกมาเริ่มแตกและบิดเป็นเหมือนเดือยของไก่ แต่ถ้ายอดแตกออกมาเป็นทรงหอกหรือตั้งชู นั่นคือ อาการแตกใบอ่อน ไม่ใช่ออกดอก จำไว้ ต้องแทงแล้วบิดถึงจะเป็นช่อดอก การดูแลระยะเดือยไก่ การให้น้ำ ระยะนี้ถ้าฝนตกปกติ ไม่ต้องเปิดน้ำให้ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงจะต้องรดน้ำเพื่อให้ดอกออกมาสมบูรณ์และยาวมากขึ้น

การให้ปุ๋ย ทางดินจะใส่ปุ๋ย สูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเหนียว อาจใช้สูตร 12-24-12 ก็ได้

การให้ปุ๋ยทางดิน จะทำให้ดอกสมบูรณ์ติดผลง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งให้ช่อดอกสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องให้อาหารที่เพิ่มพลังการติดผล ตัวหลักๆ เลยก็คือ ปุ๋ยสูตร 10-52-17 เป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตรดั้งเดิมที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปุ๋ยสูตรนี้หาซื้อง่าย มีขายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป อัตราการใช้ 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน หรือจนกว่าดอกจะโรย สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ อาจเลือกใช้ปุ๋ยบำรุงดอกสูตรใหม่ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเคมีเกษตรชั้นนำก็ได้ ปุ๋ยบำรุงดอกที่สามารถเลือกใช้แทนปุ๋ยสูตร 10-52-17 ก็อย่าง เช่น ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ปุ๋ยซุปเปอร์เค (6-12-24)

ฮอร์โมนที่นิยมใช้ช่วงเดือยไก่ ได้แก่ โปรดั๊กทีฟ ฮอร์โมนช่วยเพิ่มปริมาณดอก ดอกสมบูรณ์ ก้านดอกยาว เพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ป้องกันดอกและผลอ่อนร่วง แนะนำให้ใช้ 3 ระยะ คือ เดือยไก่ ก้างปลา และดอกโรย เอ็นเอเอ (NAA) เช่น บิ๊กเอ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มจำนวนดอกสมบูรณ์เพศ เหมาะมากสำหรับแปลงมะม่วงที่ออกดอกช่วงฤดูหนาว หรือออกดอกเต็มต้น บางครั้งเราจะพบว่าแม้มะม่วงจะออกดอกทั้งต้น แต่ก็ไม่ติดผล ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศทำให้ดอกมะม่วงแปรผัน การฉีดพ่น NAA จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องเพศของมะม่วงได้เป็นอย่างดี การใช้ NAA ที่ถูกต้อง ให้ฉีดพ่นช่วงเดือยไก่ ความยาวช่อดอก 2-3 เซนติเมตร และฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณดอกสมบูรณ์เพศได้มากกว่าต้นที่ไม่ได้พ่น 4-5 เท่าตัว จิบเบอเรลลิน ห้ามใช้ช่วงก่อนดอกบาน

ข้อควรระวัง เกษตรกรหลายท่านเข้าใจผิดในการใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ว่าฉีดแล้วทำให้ช่อยาว ติดผลดี ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้จิ๊บในมะม่วงให้ฉีดช่วงดอกใกล้โรย หรือช่วงติดผลเล็กๆ เท่านั้น ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจะไปช่วยขยายขนาดผล ลดการหลุดร่วงของผลอ่อน แต่หากใช้ฉีดพ่นในระยะก่อนดอกบาน จะทำให้ช่อมะม่วงมีดอกตัวผู้มากขึ้น การติดผลจะยากขึ้น

อาหารเสริมที่จำเป็นช่วงดอก “มะม่วงเล่นยาก ให้ฉีดฮอร์โมนอาหารเสริมให้ตาย ถ้าอากาศไม่อำนวยก็ไม่ติดนะ แต่ถ้าอากาศดี ไม่ต้องฉีดอะไรก็ติดเองได้” คำพูดเหล่านี้มักได้ยินจากปากของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเสมอๆ เป็นคำพูดที่มีส่วนจริงและไม่จริง เพราะเมื่อสอบถามบรรดาเซียนๆ มะม่วง ต่างพูดเหมือนกันว่า “จะต้องบำรุงช่วงช่อดอกให้ดี มีฮอร์โมนอาหารเสริมเท่าไร ใส่ไม่อั้น เพราะเราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลยว่า ต่อไปเมื่อถึงช่วงดอกมะม่วงเราจะบาน สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราจะคอยแต่พึ่งอากาศไม่ได้ ต้องเตรียมความสมบูรณ์ให้ช่อดอกมะม่วงก่อน”

อาหารเสริมที่นิยมใช้ ได้แก่ แคลเซียม-โบรอน มีประโยชน์ในด้านการติดผลดี ดอกสมบูรณ์ ไม่หักร่วงง่าย เกษตรกรจะเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆ สาหร่าย-สกัด ช่วยให้ช่อสมบูรณ์ ยาวเร็ว สดใส ช่วยเพิ่มขนาดของผลอ่อน สังกะสี ช่วยเร่งความเขียว เร่งการติดผล แมกนีเซียม ช่อสด แข็งแรง เร่งการติดผล การใช้อาหารเสริมเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ดี เพราะบางครั้งเราซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา 5-6 ขวด เวลาเอามาดูจริงๆ กลับเป็นอาหารเสริมชนิดเดียวกัน เกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าเชื่อแต่คำโฆษณาเชิญชวน เพราะจะทำให้เราสูญเงินโดยใช่เหตุ

ช่วงช่อดอกดูแลเต็มที่ ในช่วงช่อดอกมะม่วงจะต้องการอาหารมาก ดังนั้น ในช่วงนี้ คุณจรัญจะเน้นอาหารเสริมทางใบเป็นหลัก ตัวที่ใช้ประจำก็คือ สารโกรแคล อัตรา 1 ลิตร ผสมกับสารโปรดั๊กทีฟ อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง และให้สังเกตดูที่ก้านช่อว่าสมบูรณ์หรือไม่ (ก้านช่อที่สมบูรณ์จะต้องมีสีแดงเข้ม ถ้าขาวซีดต้องเร่งอาหารเสริม) ในช่วงช่อดอกจะต้องดูแลให้ดี เพราะศัตรูทั้งหลายจะมารุมทำลายช่วงนี้ และจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งศัตรูที่พบมากที่สุดก็คือ เพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรกโนส

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ดอกและผลอ่อน หากระบาดมาก ดอกมะม่วงจะแห้งไม่ติดผล หรือหากทำลายในระยะผลอ่อนก็จะทำให้ผลลาย ขายไม่ได้ราคา ยาที่กำจัดเพลี้ยไฟได้ดีมีอยู่หลายตัว แต่จะต้องฉีดสลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา คุณจรัญจะเลือกจับกลุ่มยาหลายชนิด แล้วฉีดสลับกัน เช่น ใช้ยาเมโทมิล กับโปรวาโด สลับกับยาไซฮาโลทริน หรือใช้ยาคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์) สลับกับ สารฟิโพรนิล เป็นต้น เมื่อคุมเพลี้ยไฟจนผลอ่อนมีขนาดเท่านิ้วมือก็ปลอดภัย

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่ทำลายรุนแรง หลายคนเรียกว่า โรคช่อดำ คุณจรัญจะเน้นการป้องกันโดยใช้ยา 2 ตัว บวกกัน คือ ฟลิ้นท์ อัตรา 200 กรัม ผสมกับ แอนทราโคล อัตรา 2 กิโลกรัม ฉีดพ่นสลับกับสารเอ็นทรัส อัตรา 500 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือ สารเมอร์แพน อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นจนถึงระยะผลอ่อน

“การใช้ยาในช่วงดอกถือว่าสำคัญมาก เจ้าของสวนจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและจะต้องดูให้ออกว่า ช่วงนี้ศัตรูอะไรลงทำลาย หรือต้องพยากรณ์ว่า ช่วงนี้เราจะต้องฉีดยาอะไร ถ้าเราดูศัตรูผิดหรือจัดยาไม่ถูกกับโรค ฉีดพ่นกี่ครั้งก็ยังเสียหาย ไม่สามารถขายผลผลิตได้ ยิ่งถ้าสวนไหนผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกจะต้องรู้ถึงระยะเวลาในการฉีด ต้องซื่อสัตย์และควบคุมให้ดี เพราะนอกจากจะต้องทำผลผลิตให้สวยมีคุณภาพแล้ว จะต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย” คุณจรัญ กล่าวเสริม

เมื่อถามถึงรายได้ในการผลิตมะม่วงในแต่ละปี คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 กล่าวว่า มะม่วงเป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติก็ตาม ราคาซื้อขายในแต่ละปีที่มีปัจจัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่ในภาพรวมการปลูกและผลิตมะม่วงยังถือว่าเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ยังสร้างรายได้ดี แต่การเลือกปลูกมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็สร้างรายได้แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง พื้นที่ปลูกมะม่วง 1 ไร่ (อายุต้น 4 ปีขึ้นไป) จะให้ผลผลิตราว 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมาจะขายมะม่วงได้ดังนี้

ถ้าเป็นมะม่วงมัน เช่น ฟ้าลั่น สมัครเว็บ SBOBET จะขายได้ราคาเฉลี่ย 18-25 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ ประมาณ 27,000-50,000 บาทต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จะขายได้เฉลี่ย 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-80,000 บาท ต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะขายได้ราคาเฉลี่ย 25-60 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-120,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งสำหรับราคาขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอาจจะมีราคาสูงมากกว่านี้ ซึ่งในบางปีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท ทีเดียว

ส้มเขียวหวาน เป็นไม้ผลยืนต้น มีอายุหลายสิบปี เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายหรือดินดำร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุมากๆ ต้นส้มสามารถออกดอกติดผลได้ตลอดปีแบบไม่มีรุ่น หรือทุกฤดูกาล และทุกสภาพอากาศ ตราบเท่าที่ต้นได้รับการปฏิบัติบำรุงจนมีความสมบูรณ์อยู่เสมอ หากใครอยากลงทุนทำสวนส้มเชิงการค้า ขอแนะนำให้ปลูก “ส้มเขียวหวานดำเนิน” หรือ “ส้มเขียวดำเนิน” หนึ่งในส้มสายพันธุ์ดี ที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากเป็นพันธุ์ส้มต้านทานโรคได้ดี ทนแล้ง ออกลูกดกทั้งปี

ที่มาของ ส้มเขียวดำเนิน

“ส้มเขียวดำเนิน” กลายพันธุ์มาจากส้มบางมด ถูกค้นพบในปี 2532 โดยเกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้แห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ส้มพันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากส้มเขียวหวานทั่วไปคือ ทนทานต่อโรคกรีนนิ่ง โรคทริสเตซ่า และโรครากเน่าโคนเน่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นส้มโทรม ผลร่วง เกษตรกรรายดังกล่าวได้ตอนกิ่งต้นส้มทนโรคออกจำหน่าย ในชื่อ “ส้มเขียวดำเนิน” สันนิษฐานว่า ส้มเขียวดำเนิน เกิดจากการกลายพันธุ์ของเมล็ดส้ม ที่งอกขึ้นมาใหม่จึงทนทานต่อโรคระบาดของส้มได้อย่างดี

ลักษณะเด่นของส้มเขียวดำเนินคือ ลำต้นสูง เติบโตเร็ว ให้ผลดก ผิวมัน น้ำมาก เปลือกบาง ปอกง่าย รสชาติหวาน ชานนิ่ม เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่อายุ 9 เดือนขึ้นไป ขณะที่พันธุ์ส้มทั่วไปจะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 2 ปี ส้มเขียวดำเนิน จัดอยู่ในกลุ่มส้มทะวาย ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี และให้ผลผลิตสูงกว่าต้นส้มพันธุ์ดั้งเดิมถึง 40% ต้นส้มอายุ 3 ปีขึ้นจะได้ผลผลิตประมาณ 300-400 กิโลกรัม ต่อต้น ผลส้มเขียวดำเนินมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ย 7-12 ผล ต่อกิโลกรัม ขณะที่พันธุ์ส้มทั่วไปจะให้ผลผลิตเฉลี่ย 9-15 ผล ต่อกิโลกรัม