ฮอร์ติเอเชียเปิดโลกเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ที่เข้าถึงได้

ในการจัดงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2007 ที่ผ่านมา มีการเสวนาถึงโอกาสทางการเกษตรของเกษตรกรไทย และโมเดลเทคโนโลยีไต้หวัน สู่การปรับตัวของเกษตรกรไทย โดยมี คุณศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี คุณมนตรี เชื้อใจ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี คุณเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร และ คุณชินกฤต วิภาวกิจ ผู้จัดการโครงการอาวุโส ฮอร์ติ เอเชีย 2007 ร่วมเสวนา ทั้งนี้ ยังมี คุณประเมศร์ สมพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเชิงพาณิชย์ บริษัท เนต้าฟิม (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความรู้เรื่องระบบน้ำ โดยมีต้นแบบการจัดการระบบน้ำของประเทศอิสราเอลมาเผยแพร่

ความสำคัญของการเกษตร สู่การเสริมสร้างรากฐานของเศรษฐกิจไทย

คุณมนตรี เชื้อใจ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลได้ประกาศนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไกประชารัฐ ซึ่งเป็นการสานพลัง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งนับจากนี้ต่อไป ทุกภาคส่วนของประเทศจะร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของเมืองไทยให้เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน โดยใช้ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน คือ 1. ยึดหลักธรรมาภิบาล 2. ใช้นวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ยกระดับทุนมนุษย์ 4. การมีส่วนร่วมในความมั่งคั่ง

ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี จึงจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ความสำคัญของเทคโนโลยีและโอกาสทางการเกษตรของเกษตรกรไทย’’ และการเสวนาหัวข้อ “โมเดลเทคโนโลยีไต้หวัน สู่การปรับตัวทางการเกษตรของไทย’’ ขึ้น เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้และสามารถนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้าใจพัฒนาศักยภาพผลผลิตของสินค้าทางการเกษตรตามความต้องการของผู้ประกอบการ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอย่างปลอดภัย และสินค้าเกษตรแนวใหม่เพื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคู่ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถของเกษตรกร และยังเป็นการพบปะของเกษตรกรกับผู้ประกอบการที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมปัจจัยการผลิต

แก้ปัญหาวิกฤตทางเกษตร ด้วย 4 หลักพัฒนาการเกษตร

คุณศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เผยถึงเป้าหมายหลักในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของจังหวัดกาญจนบุรี มี 4 ประการ ดังนี้ ขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน โดยผลักดันให้มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง และมีความหลากหลายในการทำการเกษตรในพื้นที่ที่ตนมีอยู่
ขยายผลโครงการปลูกป่า นำพืชไม้ผลไปปลูกในพื้นที่ป่าของจังหวัดเพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตได้ ซึ่งทางเกษตรจังหวัดมีโครงการเตรียมแจกกิ่งตอนของไม้ผลหลายชนิด ทั้งเงาะ ลำไย ทุเรียน มะม่วง ขนุน ส้มโอ เป็นต้น โดยมีข้อแม้ว่าในพื้นที่เกษตรกรต้องมีความพร้อมทางแหล่งน้ำ
ทำการตลาดและส่งเสริมการปลูกผักผลไม้ปลอดสารเคมี และ

การพัฒนาภาคเกษตรโดยใช้การตลาดนำร่อง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่วางแผนจะปลูกพืชมาปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดก่อนลงมือปลูกจริง และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหลักของจังหวัดเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ จะพบว่าปัญหาทางด้านการเกษตรของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ต้นทุนการผลิตสูงเกินไปและทางผลผลิตต่อไร่ก็มีรายได้ที่ต่ำ ส่วนสินค้าทางการเกษตรก็ออกมาได้ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ซึ่งเกิดจากปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เกษตรกรขาดการรวมกลุ่มกัน ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรอง และขาดความรู้ความเข้าใจในการผลิตพืชและการตลาด

เรียนรู้เทคโนโลยีไต้หวัน เพื่อการปรับตัวของเกษตรกรไทย

ในการเสวนาเรื่องการเรียนรู้เทคโนโลยีไต้หวัน เพื่อการปรับตัวของเกษตรกรไทย มี คุณเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร กล่าวให้ข้อคิดไว้ว่า ไต้หวันคือหนึ่งในประเทศเกิดใหม่หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีประชากรจำนวน 23 ล้านคน โดยแยกตัวมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาที่เกาะฟอร์โมซาหรือเกาะไต้หวันในปัจจุบัน ส่วนเศรษฐกิจพื้นฐานเดิมของไต้หวันคือเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่ ณ ปัจจุบัน ไต้หวันได้พัฒนาประเทศให้ก้าวข้ามจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมและบริการในปัจจุบันไปเป็นที่เรียบร้อย

โดยรัฐบาลของไต้หวันได้วางแผน เริ่มจากการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรเป็นเจ้าของที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รัฐซื้อคืนที่ดินจากเจ้าของที่ดินเดิมด้วยเงินสดส่วนหนึ่ง และหุ้นในภาคอุตสาหกรรมอีกส่วนหนึ่ง การพัฒนาสมาคมการเกษตรในระดับต่างๆ เพื่อประสานเชื่อมโยงระบบการส่งเสริม การผลิต เชื่อมโยงกับการตลาดให้เกิดความสมดุล ในช่วงแรก GDP ภาคเกษตรของไต้หวันเพิ่มขึ้นมาก แต่ต่อมาได้ลดลงเมื่ออุตสาหกรรมและภาคบริการได้ก้าวหน้าขึ้น

“ซึ่งช่วงหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือช่วงของการเกิดเงินเฟ้อที่ค่อนข้างรุนแรง รัฐบาลจึงได้ทำการปรับนโยบายให้มีการเน้นการผลิตสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพมากกว่าเน้นไปที่จำนวนของปริมาณ โดยในช่วงปัจจุบันนอกจากคุณภาพแล้ว ยังได้เข้าสู่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์เป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อเน้นการเพิ่มมูลค่าแล้ว” คุณเปรม กล่าว

คุณเปรม กล่าวอีกว่า ความสำเร็จของการก้าวข้ามกับดักความลำบากยากจนกลายเป็นประเทศพัฒนาใหม่ คือ กฎหมายที่เป็นธรรม องค์กรความยุติธรรมที่เข้มแข็งมีความเป็นอิสระจากการเมือง ระบบภาษีที่เป็นธรรม การพัฒนาคุณภาพคนหรือระบบการศึกษาอย่างจริงจัง สิ่งเสริมทำให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศที่ถือว่าพัฒนาแล้ว และไต้หวันมีจุดเด่นอย่างชัดเจน เช่น พันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง ระบบการผลิตเพื่อปกป้องปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น โรงเรือน การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์ ระบบสหกรณ์และการตลาด เป็นต้น

ด้าน คุณชินกฤต วิภาวกิจ ผู้จัดการโครงการอาวุโส จากบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เปิดเผยว่า วีเอ็นยู ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรของไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ซึ่งในปี 2559-2560 ทางวีเอ็นยู มุ่งเน้นที่จะพัฒนาธุรกิจและกระตุ้นตลาดภาคเกษตรและปศุสัตว์ในประเทศ จึงสร้างแคมเปญเกษตรสัญจรขึ้น ให้เกษตรกรได้มาเรียนรู้ เพื่อต่อยอดมีความคิดทางด้านการเกษตร ให้รู้จักการวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดระดับเอเชีย เพิ่มโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในต่างจังหวัด ผลักดันสู่การเปิดธุรกิจรายย่อยในอนาคตอย่างสมบูรณ์

แหล่งข่าวจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการประมูลยางพาราทั้งประเภทยางแผ่นรมควันชั้น 3 ยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR 20 และอื่น ๆ ครั้งที่ 2 จำนวน 98,730 ตัน จากสต๊อกทั้งหมดของ กยท.จำนวน 3.1 แสนตัน เมื่อวันที่ 17-18 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ผลการประมูลยางเป็นรายโกดัง ซึ่งบางโกดังอาจมียางหลายประเภทรวมกัน ปรากฏว่าวันที่ 17 ม.ค. 2560 ประมูลยาง 13 โกดังในเขตจังหวัดกระบี่ พัทลุง และสงขลาบางส่วน ปริมาณ 46,611 ตัน กยท.ตั้งราคากลางประมูลเริ่มต้นรวมกันที่ 2,939.62 ล้านบาท ผลการประมูลทั้งหมดขายได้ที่ 3,197.48 ล้านบาท มากกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 257 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย กก.ละ 68.60 บาท

สำหรับการประมูลในวันที่ 18 ม.ค. 2560 จำนวน 13 โกดัง ทั้งหมดอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา ปริมาณยางทุกประเภทรวมกัน 52,119 ตัน กยท.ตั้งราคากลางรวมประมูลเริ่มต้นที่ 3,353.12 ล้านบาท ผลการประมูลทั้งหมดขายได้ที่ 3,443.18 ล้านบาท ขายได้เพิ่มจากราคากลาง 90.68 ล้านบาท ได้ราคาเฉลี่ยที่ กก.ละ 66.08 บาท ราคาเฉลี่ยลดลงเนื่องจากมียางคัตติ้ง ยางฟองและยางคุณภาพต่ำมากกว่าการประมูลวันแรก รวมทั้ง 2 วันที่เปิดประมูลขายได้ 6,641.29 ล้านบาท

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า ผู้ที่ประมูลได้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ส่งออก เนื่องจาก กยท.วางเงื่อนไขต้องประมูลเป็นรายโกดังและต้องวางเงินค้ำประกันก่อนการประมูล 5% ของมูลค่าราคากลาง โดย บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด ประมูลได้ถึง 6 โกดังที่ จ.กระบี่ และสงขลา รวม 2,382.3 ล้านบาท บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด 5 โกดังรวม 1,998.3 ล้านบาท บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด 3 โกดัง รวม 841.3 ล้านบาท บริษัท ยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด 3 โกดังรวม 214.5 ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดทั้ง 26 โกดัง ต้องมาทำสัญญากับ กยท.ภายในวันที่ 26 ม.ค.ศกนี้ พร้อมกับชำระเงินค่ายางร้อยละ 25 ของมูลค่ายางแต่ละโกดัง และทั้งหมดต้องขนยางออกจากโกดังภายในเดือน พ.ค.ศกนี้

การขายยางครั้งนี้ถือว่าน่าพอใจ จากที่คาดว่าจะขาดทุนกว่าหมื่นล้านบาท แต่จากการที่เปิดประมูลขาย 9.8 หมื่นตันแรก ขาดทุนต่ำกว่าหลักหมื่นล้านบาท ส่วนการประมูลยางของ กยท.ในส่วนที่เหลือ 2 แสนตันเศษ จะมีการประมูลในกลางเดือน ก.พ.ประมาณ 1 แสนตัน เป็นยางจากโกดังในภาคตะวันออก 9 หมื่นกว่าตัน รวมกับโกดังที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกเล็กน้อย และสุดท้ายอีกประมาณ 1 แสนตันเศษที่จะประมูลในเดือน มี.ค.ศกนี้ต่อไป

ส่วนสถานการณ์ราคายางล่าสุด ราคาประมูลยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่วันที่ 20 ม.ค. 2560 กก.ละ 83.60 บาท ราคาต่ำกว่าวันที่ 16 ม.ค. 2560 ก่อนการประมูลยาง 3.1 แสนตันที่ตก กก.ละ 84.09 บาท ถือว่าลดลงเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับราคายางแผ่นดิบที่ตลาดกลาง จ.ระยอง ประมูลกันที่ กก.ละ 87.75 บาท ราคาจึงต่างกันถึง กก.ละ 4.15 บาท

ร้อยตำรวจเอกสุธรรม เชื้อประกอบกิจ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า อคส.เตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อขออนุมัติระบายข้าวโพดในสต็อกของรัฐบาล ในฤดูกาลผลิตปี 2551-52 ปริมาณ 80,000 ตัน และเสนอระบายสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิง เพราะสภาพข้าวโพดเสื่อมสภาพ จึงไม่เหมาะจะระบายสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารคนและสัตว์

“ปริมาณข้าวโพดในสต็อกของรัฐบาล ขณะนี้มีปริมาณ 9.8 หมื่นตัน ที่เสนอระบาย 8 หมื่นตัน เพราะที่เหลืออีก 1.8 หมื่นตัน อยู่ระหว่างการดำเนินการทางกฎหมายและติดคำสั่งศาลปกครอง หากเปิดระบายได้หมดจะช่วยประหยัดค่าฝากเก็บเดือนละ 7 ล้านบาท” ร้อยตำรวจเอกสุธรรม กล่าว และว่า พร้อมกันนี้กำลังตรวจสอบและนำเสนอการระบายสินค้าทุกชนิดในสต็อกรัฐบาล เมื่อการตรวจสอบทางคดีความเสร็จสิ้น

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 32 เรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย”
ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 23-25 มกราคม 2560 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และในพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 25 มกราคม 2560 ไว้ด้วย
ประกาศ ณ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.

จับตา 5 เสือบริษัทจีน แห่ลงทุนตั้งบริษัทส่งออกมันเส้นในประเทศไทย ทั้งตั้งราคารับซื้อเอง ราคาส่งออก ส่งเข้าโรงงานหรือเทกองขายเบ็ดเสร็จ

แหล่งข่าวจากวงการค้ามันสำปะหลังเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์การค้ามันภายในประเทศว่า ตลาดมันเส้นแทบจะตกอยู่ในกำมือผู้ซื้อชาวจีน โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ปรากฏบริษัทผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทยที่มีผู้ถือหุ้นถือสัญชาติจีนเข้ามาตั้งบริษัทนิติบุคคลในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยบริษัทเหล่านี้มีเป้าหมายเข้ารับซื้อมันเส้นเพื่อส่งออกไปยังจีนโดยเฉพาะ แทนที่จะซื้อผ่านบริษัทผู้ส่งออกไทยเหมือนอย่างในอดีต

ทั้งนี้ บริษัทไทยที่ถือหุ้นโดยจีนที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ บริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด จัดเป็นบริษัทเอกชนจีนขนาดใหญ่ที่เข้ามาตั้งบริษัทส่งออก ถือหุ้นใหญ่โดยบริษัท อาร์ทลิช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สัญชาติหมู่เกาะเวอร์จิน (อังกฤษ) ถือหุ้นอยู่ถึง 99.9960% เข้ามาทำตลาดส่งออกมันเส้น และครองอันดับ 1 ของผู้ส่งออกไทยมานานนับ 10 ปี แต่ภายหลังบริษัทนี้และกรรมการบริษัทถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีการขายมันเส้นระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ในปี 2557 ส่งผลให้ปริมาณส่งออกมันลดลงและไม่ติดอันดับ

แต่ล่าสุดปรากฏรายชื่อ บริษัทผู้ส่งออกจีนขนาดใหญ่ที่อยู่ใน List Top 5 ของจีน เข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทย และขยับขึ้นเป็นผู้ส่งออกมันเส้นติด 5 อันดับแรก อาทิ บริษัท ไอ เอ็น ที รีซอร์สเซส (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทโฮลลี่ รัฐวิสาหกิจจีน มาตั้งบริษัทในไทยตั้งแต่ปี 2555 โดยมีบริษัท เจ้อเจียง ฮอลลี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สัญชาติจีน ถือหุ้นอยู่สัดส่วนถึง 99.9998% ที่เหลืออีก 2 บริษัทก็สัญชาติจีน และมีกรรมการเป็นชาวต่างชาติ โดยบริษัทไอ เอ็น ที ปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกมันเส้นอันดับ 3 ทางบริษัทแม่มีนโยบายที่จะตั้งโรงงานผลิตเอทานอล กำลังผลิตประมาณ 500,000 ตัน จึงตัดสินใจเปิดบริษัทส่งออกมันเส้นในไทยเพื่อซื้อวัตถุดิบป้อนโรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทจิ้งอี้หมง เข้ามาตั้งบริษัทส่งออกชื่อ โกลเด้นท์ซัน อินเตอร์เทรด จำกัด โดยมี นายจาง ซือ เหวิน ถือหุ้นสัดส่วน 49% ที่เหลือเป็นคนไทยอีก 2 ราย ถือหุ้นร่วมกันอีก 51% ปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 16 ในปีที่ผ่านมา และบริษัทหงต้า เข้ามาตั้งโรงงานรับซื้อมันเส้นชื่อ โกดังสุวรรณเกลียวทอง และได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคมการค้ามันสำปะหลังแล้ว และกำลังจะเริ่มส่งออก

“ในจีนมีบริษัท 5 เสือ ประกอบด้วย บริษัทฮั่วทิง-บริษัทจิ้งอี้หมง-บริษัทฟู่ไหล่ชุน-บริษัทหงต้า ซึ่ง 3 ใน 4 บริษัทในกลุ่มนี้ได้เข้ามาตั้งโรงงานอยู่ในประเทศไทยแล้ว และหากนับบริษัทเอลัช เท่ากับจะมี 4 บริษัท”

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ปริมาณความต้องการใช้และส่งออกมันเส้นของกลุ่มบริษัทจีนเหล่านี้มีมากกว่า 1 ล้านตัน/ปี ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของการส่งออกมันเส้นทั้งหมดของประเทศไทย โดยบริษัทจีนมีความได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวและฐานะทางการเงิน ยกตัวอย่าง บริษัทจีนสามารถซื้อมันเส้นแล้วไปขายต่อถึงผู้ใช้รายย่อยในจีนได้เลย บริษัทจีนที่เป็นทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้ามันเส้นบริษัทเดียวกัน ทำให้สามารถตั้งราคาและไม่ต้องเปิด L/C ก็ได้ และบริษัทจีนที่เข้ามาในรูปแบบเทรดเดอร์สามารถซื้อมันเส้นไทยเข้าไปกองแล้วขายให้กับผู้ใช้รายย่อยที่ท่าเรือด้วยการใช้เครดิต

อย่างไรก็ตามบริษัทผู้ส่งออกมันเส้นไทยที่ยังติดอันดับ Top 5 และสามารถรักษาปริมาณการส่งออกมันเส้นไว้ได้ อาทิ บริษัทแสงฟ้า อะกริโปรดักซ์ หจก.สวัสดิ์ไพบูลย์ ส่วนบริษัททรัพย์สถาพร ปัจจุบันลดการส่งออกมันเส้นลงจากสาเหตุการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้สัดส่วนกำไรต่อหน่วยลดลงมากจาก 10-20 เหรียญ/ตัน เหลือเพียง 1-2 เหรียญ/ตัน มีผลทำให้ผู้ส่งออกรายเดิมอยู่ลำบากขึ้น

“ผลจากการเข้ามาถือครองสัดส่วนการส่งออกมันเส้นของบริษัทจีนที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ผู้ส่งออกจีนสามารถกำหนดราคารับซื้อมันเส้นในประเทศได้ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปจนถึงราคาหัวมันสดทุกวันนี้ผู้ส่งออกไทยต้องคอยฟังว่า จีนเปิดราคารับที่เท่าไหร่”

ดังนั้นใน 3-4 ปีนี้ รัฐบาลควรจะต้องเข้ามาดูแลการตั้งราคารับซื้อมันเส้นของผู้ส่งออกจีนไม่ให้ส่งผลกระทบกับเกษตรกรชาวไร่มัน เพราะอำนาจการครองตลาดตกไปอยู่ในมือผู้ส่งออกจีนหมดแล้ว

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมเสนอแพคเกจมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 24 มกราคม เห็นชอบมาตรการที่ประกอบด้วย งบประมาณเพิ่มเติม เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 2560 ครัวเรือนละ 3,000 บาท มาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตร มาตรการปรับปรุงบำรุงดินพื้นที่ การขยายเวลาชำระหนี้สิน การอบรมเพื่อลดรายจ่ายซ่อมบำรุงต่างๆ อาทิ เครื่องจักรกลทางการเกษตร มอเตอร์ไซค์ และสร้างอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ยังมีโครงการชลประทานระยะกลางและยาวในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ซึ่งไม่ซ้ำซ้อนกับระเบียบการช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง และจะต้องสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันทีหลังน้ำลด

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งเยียวยาฟื้นฟูน้ำท่วม กรมฯได้สำรวจพื้นที่น้ำท่วมขังและเร่งดำเนินการแจกจ่ายผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ใช้ผลิตเป็นสารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นในบริเวณน้ำท่วมขัง
ขณะนี้ได้แจกจ่ายสารแล้ว 60,000 ซอง ในพื้นที่จ.กระบี่ ชุมพร สงขลา ตรัง พังงา นครศรีธรรมราช พัทลุง และสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรในการฟื้นฟู และแก้ปัญหาดินหลังน้ำลด

วันที่ 23 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากต้นปีที่ผ่านมาดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือดอกซากุระเมืองไทย ได้เบ่งบานสวยงามเต็มภูเขายอดภูลมโล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ส่งผลให้แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาชมความงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่กำลังเบ่งบานบนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ และจะทยอยบานเต็มที่ไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทำให้ช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาชมความงามวันละหลายพันคน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้บนยอดภูลมโลมีนักท่องเที่ยวต่างมาถ่ายรูปกับต้นนางพญาเสือโคร่งกันอย่างคึกคักทีเดียว สร้างรายได้ให้กับชาวไทยภูเขาในพื้นที่และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก

สำหรับทุ่งนางพญาเสือโคร่งที่ภูลมโล coresysit.com อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เดิมทีเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ในปี 2550 นายมโน มนูญสราญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าคนเดิมได้เริ่มโครงการปลูกป่าทดแทน ด้วยการนำต้นนางพญาเสือโคร่งมาให้ชาวบ้านในพื้นที่มาร่วมปลูก เพื่อคืนสภาพป่าให้สวยงามและส่งเสริมการท่องเที่ยว จำนวน 1,200 ไร่ และได้ขยายพื้นที่ปลูกทุกปี จนล่าสุดมีจำนวนกว่าเกือบ 4,000 ไร่แล้ว ระยะเวลา 10 ปีผ่านไปยอดภูลมโลได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยอดนิยมในขณะนี้ นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาชมความงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือดอกซากุระเมืองไทย เป็นสีชมพูเต็มภูเขาทีเดียว

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการชำระดีมีคืนแก่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีประวัติการชำระหนี้ดีตามนโยบายของรัฐบาล โดยเดือนมกราคม 2560 สามารถจ่ายเงินคืนให้แก่เกษตรกรลูกค้าแล้ว 487,274 ราย วงเงินรวม 698 ล้านบาท เป็นการจ่ายคืนโดยตัดชำระเงินกู้สำหรับเกษตรกรที่ยังมีหนี้เหลืออยู่จำนวน 518 ล้านบาท และโอนเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ไม่มีหนี้คงเหลือจำนวน 180 ล้านบาท

สำหรับเกษตรกรที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการชำระดีมีคืนจะต้องมีหนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ซึ่งมีจำนวนรวม 2.2 ล้านราย คิดเป็นดอกเบี้ยที่คืนให้กับเกษตรกร 5,700 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มาชำระหนี้ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 31 ตุลาคม 2560 ในอัตรา 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ โดยจะนำไปตัดชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่เหลืออยู่ก่อน หากมีจำนวนเงินเหลือหรือลูกค้าไม่มีหนี้เงินกู้คงเหลือแล้วธนาคารจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้าต่อไป

“เป็นมาตรการที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือเกษตรกร ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานราก ครอบคลุมเกษตรกรทุกประเภทที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.มีประวัติการชำระดีจำนวน 2.2 ล้านราย คาดว่าจะสามารถโอนเงินคืนให้แก่เกษตรกรได้ครบทุกรายภายในเดือนตุลาคมนี้ ” นายอภิรมย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาลได้มีการปรับภูมิทัศน์ หรือฮวงจุ้ยเพิ่มเติม โดยนำอ่างบัวสีขนาดใหญ่ จำนวน 10 อ่าง มาประดับตกแต่งบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกบัญชาการ ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตา ศาลยาย เป็นที่แปลกตา การนำอ่างบัวสีมาประดับตบแต่งครั้งนี้ได้ดำเนินการในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นแนวความคิดของ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับภูมิทัศน์ใหม่บริเวณโดยรอบของทำเนียบรัฐบาล ซึ่งประสานให้ทางสวนนงนุชเข้ามาดำเนินการเนื่องจากเป็นมืออาชีพ

มีประสบการณ์และได้รับรางวัลการตบแต่งสวนมาหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะแชมป์จัดสวนโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีการปรับภูมิทัศน์ที่บริเวณศาลพระภูมิเจ้าที่ทั้งการเปลี่ยนหญ้าและต้นไม้ และครั้งนี้ได้มอบหมายให้ทางสวนนงนุชมาปรับภูมิทัศน์อีกครั้งว่าควรมีอะไรเพิ่มเติม และได้แนะนำพร้อมนำอ่างบัวขนาดใหญ่พร้อมบัวสีต่างๆ ทั้งสีม่วง น้ำเงิน ชมพู และขาวมาประดับตกแต่ง ทั้งบริเวณศาลพระภูมิ ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า และสนามหญ้าหน้าตึกบัญชาการ โดยเป็นการเน้นในจุดที่นายกรัฐมนตรีใช้เส้นทาง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีดูว่าเหมาะสมแค่ไหนอย่างไร รวมทั้งจะรับฟังจากเสียงส่วนใหญ่ด้วย ซึ่งหากเหมาะสมก็จะดำเนินการบริเวณอื่นๆ ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การนำอ่างบัวและบัวสีต่างๆมาประดับตกแต่งบริเวณทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้นอกจากเพื่อความสวยงามแล้วก็ยังเป็นการเสริมสิริมงคล เสริมดวงชะตาให้กับรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการวางอ่างบัวทางทิศตะวันออกนั้นก็เพื่อเสริมยศตำแหน่ง สำหรับดอกบัว เป็นดอกไม้ที่คนไทยเราคุ้นเคยใช้ในการบูชาพระ ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีมงคล บัวที่เรานิยมปลูกไว้ภายในบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล

คนโบราณจึงมีความเชื่อว่าครอบครัวใดที่ปลูกบัวเอาไว้ประจำบ้าน ก็จะช่วยให้คนครอบครัวนั้นมีจิตใจที่บริสุทธิ์ สะอาด และเบิกบานแจ่มใสเช่นเดียวกับดอกบัว และยังเชื่ออีกว่าสายใยของบัวที่ยืดยาวนั้น คือสายสัมพันธ์ของครอบครัว จะทำให้ทุกคนมีความห่วงใยรักใคร่ และผูกพันต่อกันอย่างแนบแน่น ครอบครัวนั้นก็จะมีแต่ความสุข เพราะความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัวทุกคน อีกทั้งดอกบัวแสดงให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต แม้จะเกิดในโคลนตม แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงสว่างแล้ว กลีบดอกกลับสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน เสมือนคนที่เกิดมาแล้ว หากเข้าถึงหลักธรรมก็สามารถเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ทั้งปวงได้